หลังส่งเมี่ยวอินกลับไปยังห้องพักบนเรือแล้ว อวิ๋นเจิงก็กลับขึ้นมาบนดาดฟ้าอีกครั้ง
เรือฟันปลาวาฬลำหนึ่งแล่นนำหน้าไปแล้ว เริ่มตรวจสอบสถานการณ์เบื้องหน้า
อวิ๋นเจิงยกกล้องส่องทางไกลขึ้นกวาดมองทะเลโดยรอบอีกครั้ง ก่อนถามจ้าวหลิวเหลียงว่า “บริเวณนี้มีสถานที่ใดเหมาะแก่การซุ่มโจมตีบ้างหรือไม่?”
“เรื่องนี้...”
จ้าวหลิวเหลียงเอ่ยอย่างละอายใจ “กระหม่อมเองก็ไม่ค่อยทราบพ่ะย่ะค่ะ...”
เขาขาดประสบการณ์จริงในการรบเช่นกัน!
ที่ใดเหมาะแก่การซุ่มโจมตี ที่ใดไม่เหมาะ เขาเองก็ไม่เข้าใจนัก
แม้จะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทัพเรือ แต่สำหรับศึกทางทะเลแล้ว เขาก็รู้เพียงครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้น
“...”
อวิ๋นเจิงมองจ้าวหลิวเหลียงอย่างพูดไม่ออก ทว่าไม่ได้ตำหนิเขา กลับถามต่อว่า “แล้วบริเวณนี้มีแนวปะการังใต้น้ำมาก หรือมีสถานที่ที่มีกระแสน้ำวนบ้างหรือไม่?”
“ไม่มีกระแสน้ำวนพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหลิวเหลียงส่ายหน้า “แต่ถัดไปข้างหน้า คือบริเวณที่พระชายาเคยตรัสถึงว่ามีท่าเรือเจินเหอกงอยู่ แถบนั้นมีแนวปะการังใต้น้ำมากพ่ะย่ะค่ะ...”
แนวปะการังใต้น้ำหรือ?
อวิ๋นเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า “เจ้าคิดว่า หากมีกองทัพศัตรูคิดโจมตีพวกเรา พวกมันจะพยายามผลักดันให้เราเข้าไปในบริเวณที่มีแนวปะการังใต้น้ำหนาแน่นหรือไม่?”
“เป็นไปได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวหลิวเหลียงตอบโดยไม่ต้องไตร่ตรอง “เรือลำเล็กของพวกเรายังพอรับมือได้ แต่เรือใหญ่กินน้ำลึก หากถูกผลักเข้าไปในเขตที่มีแนวปะการังใต้น้ำมาก ก็มีโอกาสสูงที่จะชนแนวหินใต้น้ำ ถึงตอนนั้นเรือใหญ่ของพวกเราก็แทบใช้การไม่ได้...”
