จวนสกุลเสิ่นกว้างใหญ่ ไม่เล็กไปกว่าจวนองค์ชายหกของอวิ๋นเจิงเลย
ระหว่างที่เสิ่นลั่วเยี่ยนพาอวิ๋นเจิงเดินชมบริเวณจวน นางก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “เมื่อครู่ท่านแม่ข้าพูดเรื่องอะไรกับเจ้า ยังบอกให้เจ้าคิดให้ดีอีกด้วย?”
พูดเรื่องอะไรน่ะหรือ?
บอกว่าข้ารับพี่สะใภ้รองของเจ้าไว้แล้ว!
อวิ๋นเจิงลอบหัวเราะในใจ
แต่คำพูดนี้ เขาย่อมไม่มีทางเอ่ยออกมาเด็ดขาด
ไม่เช่นนั้น เสิ่นลั่วเยี่ยนคงกล้าทุบตีเขาจนยับแน่!
“นางให้ข้าไปขอเสด็จพ่อ อย่าให้ข้าไปซั่วเป่ย...”
อวิ๋นเจิงแต่งเรื่องขึ้นมาส่ง ๆ
เสิ่นลั่วเยี่ยนไม่ได้สงสัยอะไร เพียงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าผลักทั้งฝ่าบาทและตัวเองไปอยู่ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์แล้ว บัดนี้ไปขอร้องฝ่าบาทจะมีประโยชน์อันใด?”
“เพราะอย่างนั้น ข้าถึงได้หมดหนทางอย่างไรเล่า!”
อวิ๋นเจิงถอนใจด้วยสีหน้าจนปัญญา
“เพิ่งรู้ตัวว่าหมดหนทางหรือ? ก่อนหน้านี้มัวทำอะไรอยู่?”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เสิ่นลั่วเยี่ยนก็เดือดดาลขึ้นมา
คนที่รนหาที่ตายเคยเห็นมามาก แต่ไม่เคยเห็นใครรนหาที่ตายถึงเพียงนี้!
“ข้าเมามิใช่หรือ?”
อวิ๋นเจิงยิ้ม “ไปเถิด พวกเราเข้าเมืองกัน ดูว่ามีสิ่งใดที่เจ้าอยากซื้อหรือไม่”
“ไม่ไป!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนยังคงมีท่าทีเด็ดขาดเหมือนเมื่อวาน
“ไปเถิด!”
อวิ๋นเจิงคว้ามือเสิ่นลั่วเยี่ยนไว้ “พวกเรากำลังจะแต่งงานกันแล้ว ข้ายังไม่เคยซื้อสิ่งใดให้เจ้าเลย วันนี้อย่างไรก็ต้องซื้อของดี ๆ ให้เจ้าสักหน่อย!”
กล่าวจบ อวิ๋นเจิงก็ลากเสิ่นลั่วเยี่ยนออกไป
เสิ่นลั่วเยี่ยนขัดขืนอยู่สองสามครั้ง ท้ายที่สุดก็ยอมแพ้
อีกไม่นานพวกเขาก็จะเข้าพิธีมงคลแล้ว
