พระนคร
การประชุมราชสำนักวันนี้คึกคักยิ่งนัก
เพราะเรื่องที่อวิ๋นเจิงยกทัพก่อการ เหล่าขุนนางจึงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอีกครั้ง
ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนให้ทำศึก
อีกฝ่ายเสนอให้ถอยไปตั้งรับทางใต้ของแม่น้ำฉีเจียง รักษากำลังเอาไว้ แล้วค่อยวางแผนจัดการ
ผู้คนทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันในท้องพระโรงอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลสนับสนุนความเห็นของตนอย่างเพียบพร้อม แต่กลับไม่มีฝ่ายใดโน้มน้าวอีกฝ่ายได้
“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีฎีกาจะถวายพ่ะย่ะค่ะ!”
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติ เหลียงหลุนเฉิน เสนาบดีตรวจการคนใหม่ก็พลันก้าวออกมา
“ทุกท่านโปรดสงบเสียง!”
ฮ่องเต้เหวินยกมือห้ามเหล่าขุนนางที่ยังคงโต้เถียงกันไม่เลิก ก่อนทอดพระเนตรเหลียงหลุนเฉิน “ฎีกาของท่านเหลียงเป็นเรื่องใด?”
เหลียงหลุนเฉินกล่าวว่า “กระหม่อมขอถวายฎีกากล่าวโทษจิ้งกั๋วกง สวีฉือฝู่พ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเหลียงหลุนเฉิน เหล่าขุนนางต่างเผยสีหน้าฉงน
สวีฉือฝู่ยังพักรักษาตัวอยู่ในจวนมิใช่หรือ!
เหตุใดเหลียงหลุนเฉินจึงกล่าวโทษสวีฉือฝู่ขึ้นมากะทันหัน?
แน่นอนว่าในใจของคนจำนวนไม่น้อยกระจ่างแจ้งราวกับกระจก เพียงแต่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจเท่านั้น
ฮ่องเต้เหวินขมวดพระขนงเล็กน้อย ทอดพระเนตรเหลียงหลุนเฉินอย่างฉงน “จิ้งกั๋วกงตรากตรำเพื่อแผ่นดินจนล้มป่วย บัดนี้ก็ล้มหมอนนอนเสื่อแล้ว ท่านเหลียงกล่าวโทษจิ้งกั๋วกงด้วยเหตุใด?”
เหลียงหลุนเฉินกล่าวเสียงดัง “กระหม่อมขอกล่าวโทษสวีฉือฝู่ในความผิดฐานตั้งพรรคพวกเพื่อประโยชน์ส่วนตน ยักยอกทรัพย์และบิดเบือนกฎหมาย ทั้งยังเข่นฆ่าขุนนางผู้ภักดี…”
“หืม?”
ฮ่องเต้เหวินขมวดพระขนงแน่นกว่าเดิม “ท่านเหลียง ที่นี่คือท้องพระโรง สิ่งที่กล่าวโทษและถวายฎีกาต้องมีเหตุผลและหลักฐาน อย่าได้กล่าววาจาเหลวไหลโดยไร้ที่มาที่ไป!”
