แม้จ้าวจี๋จะกุมกำลังทหารมหาศาลไว้ในมือ แต่เขาไม่เคยคิดก่อกบฏมาก่อน
ประการหนึ่งคือเขาไม่มีใจคิดการเช่นนั้นจริง ๆ อีกประการหนึ่งก็เพราะเขารู้ดีถึงกำลังของกองทัพในมือ
หากก่อกบฏขึ้นมา ย่อมถูกทั้งราชสำนักและอวิ๋นเจิงโจมตีทั้งหน้าและหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาก็ไม่มีทางร่วมก่อกบฏด้วย
ในสถานการณ์เช่นนี้ การก่อกบฏมีแต่ทางตายเท่านั้น
เขาไม่โง่ถึงขั้นลงมือทำเรื่องเช่นนั้น
“ในเมื่อแม่ทัพจ้าวไม่คิดก่อกบฏ เช่นนั้นก็จัดการได้ง่ายแล้ว!”
อวิ๋นเจิงคลายใจลง ยิ้มกล่าวว่า “หากแม่ทัพจ้าวไม่เชื่อข้า ก็เพียงสั่งทหารตรึงกำลังไว้ รอพระราชโองการจากเสด็จพ่อก็พอ!”
“กระหม่อมได้รับพระราชโองการจากราชสำนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวจี๋ตอบอย่างเปิดเผย
“หืม?”
อวิ๋นเจิงกับเมี่ยวอินสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย
จ้าวจี๋ได้รับพระราชโองการแล้วหรือ?
ในเมื่อได้รับพระราชโองการแล้ว ไฉนจ้าวจี๋ยังไม่เข้าใจสถานการณ์เบื้องหน้าอีกเล่า?
หรือว่าเขาได้รับพระราชโองการที่องค์ชายสามส่งมา?
“ในพระราชโองการไม่ได้แจ้งสถานการณ์เบื้องหน้าแก่แม่ทัพจ้าวหรือ?”
เมี่ยวอินอดถามไม่ได้
“ในพระราชโองการมิได้กล่าวถึง แต่มีคนบอกกระหม่อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวจี๋ตอบ พลางเลื่อนสายตาไปยังอวิ๋นเจิงอีกครั้ง “กระหม่อมได้ยินมาว่า องค์รัชทายาทมีไว้เพื่อช่วยท่านอ๋องกำจัดอุปสรรคในการขึ้นครองราชย์ภายหน้า เรื่องเป็นเช่นนั้นหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
จ้าวจี๋จ้องอวิ๋นเจิงเขม็ง
ราวกับต้องการมองทะลุความคิดในใจของอวิ๋นเจิง
“จะว่าเช่นนั้นก็ได้!”
อวิ๋นเจิงยิ้มบาง ๆ “พูดตามตรง การประกอบพิธีเฟิงซ้านครั้งนี้ เสด็จพ่อกับข้ายังได้สนทนากันเป็นการลับด้วย เสด็จพ่อถามข้าว่าควรจัดการซีฉวีก่อน หรือจัดการองค์รัชทายาทก่อน...”
