ยามฟ้ามืด พวกเขาก็มาถึงหุบเขาร้อยบุปผาในที่สุด
เมื่อเห็นเสิ่นเนี่ยนฉือปลอดภัย เย่จื่อซึ่งรออยู่ในหุบเขาร้อยบุปผาก็คลายกังวลลงเสียที
เพื่อเร่งเดินทางมาถึงหุบเขาร้อยบุปผา ทุกคนแทบไม่ได้พักระหว่างทาง
หลังจากกินเสบียงแห้งรองท้องกันไปบ้าง ทุกคนก็ปักกระโจมพักแรมตรงนั้น
เสิ่นลั่วเยี่ยนกระสับกระส่ายจนพลิกตัวไปมา นอนไม่หลับ จึงไปหาเย่จื่อแล้วชวนกันไปนั่งคุยเล่นในมุมลับตาคน
คุยกันไปคุยกันมา ทั้งสองก็วกเข้าเรื่องอวิ๋นเจิง
“พี่สะใภ้พูดถูก อวิ๋นเจิงมันเป็นพวกเจ้าชู้จริง ๆ!”
พอเอ่ยถึงอวิ๋นเจิง เสิ่นลั่วเยี่ยนก็ทำหน้าบึ้งตึงขึ้นมาอีกครั้ง
เย่จื่อได้ยินแล้วก็ถามอย่างใคร่รู้ทันทีว่า “เขาทำอะไรเจ้าหรือ?”
“เขา...”
ใบหน้างามของเสิ่นลั่วเยี่ยนแดงระเรื่อ อยากพูดแต่ก็อับอายเกินกว่าจะเอ่ย
เห็นเช่นนั้น เย่จื่อยิ่งสงสัย จึงซักถามต่ออีกครั้ง
เมื่อถูกเย่จื่อซักไซ้หลายหน เสิ่นลั่วเยี่ยนจึงอ้ำอึ้งเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในรถม้าเมื่อกลางวันให้นางฟัง
“คิก...”
ฟังเสิ่นลั่วเยี่ยนเล่าจบ เย่จื่อก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
พอได้ยินเสียงหัวเราะของเย่จื่อ เสิ่นลั่วเยี่ยนก็หันไปมองนางอย่างขุ่นเคือง “ข้าโมโหแทบตาย เจ้ายังหัวเราะอีกหรือ?”
“เหตุใดข้าจะหัวเราะไม่ได้?”
เย่จื่อมองเสิ่นลั่วเยี่ยนด้วยรอยยิ้ม “เขาจูบมือเจ้าแล้วอย่างไร? ตีก้นเจ้าไปทีหนึ่งแล้วอย่างไร? พวกเจ้าเป็นสามีภรรยากัน เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องปกติหรือ?”
เด็กโง่คนนี้เอ๋ย!
นางยังคิดว่าตนเป็นคุณหนูสกุลเสิ่นอยู่อีกหรือ?
บัดนี้นางเป็นพระชายาของอ๋องจิ้งเป่ยแล้ว!
หากอวิ๋นเจิงทำเรื่องเช่นนี้กับนางแล้วเรียกว่าฉวยโอกาส เช่นนั้นคราวก่อนที่อวิ๋นเจิงบังเอิญเห็นนางอาบน้ำ จะเรียกว่าอะไร?
