หลังพักผ่อนหนึ่งคืน เสิ่นเนี่ยนฉือก็แทบไม่เป็นอะไรแล้ว
ร่างกายของเด็กหญิงยังอ่อนเพลียอยู่บ้าง ทว่าจิตใจกลับกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
เมื่อเห็นเด็กหญิงค่อย ๆ ฟื้นตัว ทุกคนต่างก็ถอนหายใจโล่งอก ก่อนมุ่งหน้าไปยังหุบเขาร้อยบุปผา
อวิ๋นเจิงบาดเจ็บที่มือ จึงไม่ได้ขี่ม้าอีก นั่งอยู่ภายในรถม้าแทน
ฮูหยินเสิ่นยังจงใจไล่เสิ่นลั่วเยี่ยนเข้าไปในรถม้า ให้นางอยู่เป็นเพื่อนอวิ๋นเจิง
“ยังโกรธอยู่อีกหรือ?”
อวิ๋นเจิงมองเสิ่นลั่วเยี่ยนที่ทำแก้มป่องด้วยรอยยิ้ม
“หม่อมฉันจะกล้าโกรธท่านอ๋องได้อย่างไรเพคะ!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนแค่นเสียง “บัดนี้ท่านอ๋องกลายเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเนี่ยนฉือไปแล้ว คนทั้งบ้านของเราล้วนยืนอยู่ข้างท่านอ๋อง หากหม่อมฉันกล้าโกรธท่านอ๋อง ท่านแม่กับพี่สะใภ้ทั้งสองคงไม่ปล่อยหม่อมฉันไว้แน่!”
“ดูเจ้าทำหน้าเข้าสิ ยังกล้าบอกว่าไม่ได้โกรธอีกหรือ”
อวิ๋นเจิงขยับเข้าไปใกล้เสิ่นลั่วเยี่ยน “ข้าแค่หยอกเจ้าเล่นเอง ไยถึงใจแคบเพียงนี้?”
“อยู่ให้ห่างข้า!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนเผยธาตุแท้ ผลักอวิ๋นเจิงออก “อย่าให้โรคพิษสุนัขบ้าของข้าติดเจ้าไปด้วย!”
อวิ๋นเจิงไม่ใส่ใจ ยื่นมือไปตรงหน้าเสิ่นลั่วเยี่ยน พลางหยอกเย้า “เช่นนั้นก็รีบกัดข้าสักคำ ให้ข้ามีภูมิต้านทานเสียหน่อย คราวหน้าถูกสุนัขกัดจริง ๆ จะได้ไม่กลัว”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้ากัดหรือ?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนว่าแล้วก็คว้ามืออวิ๋นเจิงขึ้นมา ทำท่าจะอ้าปากกัด
ทว่าอวิ๋นเจิงกลับไม่มีทีท่าจะชักมือหนีแม้แต่น้อย ทั้งยังมองนางด้วยรอยยิ้ม
