หนึ่งวันต่อมา ข่าวอันน่าตื่นตะลึงก็แพร่สะพัดไปทั่วตรอกซอกซอยในจวีผิง
ผู้อาวุโสลำดับเจ็ดแห่งตระกูลซู กระทำความผิดสามประการ ได้แก่ มอบสินบนจำนวนมหาศาลแก่ขุนนางซั่วเป่ย ยุยงคนในตระกูลให้ก่อเหตุวิวาทด้วยอาวุธครั้งใหญ่ และร่วมกันปกปิดความจริงระหว่างถูกไต่สวนในศาล หมายกลบเกลื่อนความผิด เดิมทีสมควรได้รับโทษประหารยกตระกูล ทว่าเห็นแก่คุณูปการที่ตระกูลซูมีต่อจวีผิง จึงลดหย่อนโทษเป็นยึดทรัพย์สินทั้งหมด ส่วนคนในตระกูลของผู้อาวุโสลำดับเจ็ด ภายในสามชั่วคน ล้วนถูกเนรเทศไปใช้แรงงานเกณฑ์ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
หนี้สินที่ผู้อาวุโสลำดับเจ็ดแห่งตระกูลซูค้างชำระ จะให้ทางการนำทรัพย์สินของเขาออกขาย แล้วชำระคืนแทน
ขุนนางที่รับราชการในฟู่โจวและสังกัดตระกูลซู ล้วนถูกปลดจากตำแหน่งและดำเนินคดี
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็เป็นสัญญาณว่าตระกูลซูซึ่งครอบงำฟู่โจวมานานหลายปี กำลังมุ่งสู่ความพินาศ
“ท่านอ๋องจะจัดการข้าน้อยเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”
ภายในคุกจวีผิง หยางหุยโจวนอนตะแคงอยู่บนฟูกฟาง พลางมองอวิ๋นเจิงอย่างระมัดระวัง
อวิ๋นเจิงยิ้มบาง ๆ “กล่าวตามตรง คำถามของเจ้านี่ทำให้ข้าลำบากใจยิ่ง”
“ลำบากใจหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หยางหุยโจวกระวนกระวายอยู่ในใจ “ท่านอ๋องกำลังลังเลว่าจะสังหารข้าน้อยดีหรือไม่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เจ้าเป็นเพียงปลาตัวเล็ก ข้าจะสังหารเจ้าด้วยเหตุใด?”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้ายิ้ม “ที่ข้าลำบากใจก็คือ หากไม่ปล่อยเจ้าไว้ ต่อให้ขังเจ้าต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ทั้งยังสิ้นเปลืองเสบียงของทางการ! หากให้เจ้าทำงานแทนข้า ครอบครัวของเจ้าก็ยังอยู่ในเมืองหลวง! แต่หากข้าปล่อยเจ้าไป เจ้าคิดว่าพี่สามยังจะเชื่อใจเจ้าอีกหรือ?”
