“มีเรื่องอันใด?”
ฮ่องเต้เหวินตรัสถามด้วยรอยยิ้ม
อวิ๋นลี่ทูลว่า “ลูกอยากขอให้เสด็จพ่อพระราชทานนามแก่บุตรของลูกกับหยางจินพ่ะย่ะค่ะ”
หลายวันก่อน หยางจินเพิ่งให้กำเนิดบุตรชายแก่เขา
เขารู้ว่าฮ่องเต้เหวินมีอคติต่อหยางจิน จึงไม่กล้าเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน
วันนี้เห็นฮ่องเต้เหวินทรงอารมณ์ดี จึงฉวยโอกาสทูลขึ้นมา
“เรื่องนี้...”
ฮ่องเต้เหวินทรงครุ่นคิดเล็กน้อย “เช่นนั้นก็เรียกอวิ๋น...”
ตรัสไปได้ครึ่งเดียว ฮ่องเต้เหวินก็ทรงลังเลขึ้นมาอีกครั้ง
ครู่หนึ่งต่อมา ฮ่องเต้เหวินทรงส่ายพระพักตร์เบา ๆ “ช่างเถิด! เราไม่พระราชทานนามแล้ว เจ้าเป็นผู้ตั้งชื่อให้บุตรเองเถิด! ต่อให้เราพระราชทานนามไป เจ้าก็คงไม่พอใจ...”
“นามที่เสด็จพ่อพระราชทาน ลูกย่อมพอใจทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ” อวิ๋นลี่แสร้งทำท่านอบน้อม
ฮ่องเต้เหวินทรงถอนพระปัสสาสะเบา ๆ “เช่นนั้นก็เรียกว่าอวิ๋นผิง ผิงที่หมายถึงสามัญ...”
สามัญอย่างนั้นหรือ?
อวิ๋นลี่ไม่พอใจชื่อนี้อย่างยิ่ง ทว่ากลับไม่แสดงออก
เขาเข้าใจความหมายของฮ่องเต้เหวิน
บุตรที่หยางจินให้กำเนิดผู้นี้ ยิ่งสามัญเข้าไว้ยิ่งดี!
บัลลังก์นี้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กคนนี้
ถึงขั้นไม่อาจปล่อยให้เด็กมีความคิดชิงตำแหน่งรัชทายาทในวันหน้า
ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่พอใจ
เหตุใดบุตรของเขาจึงต้องเป็นคนสามัญด้วย?
“พอเถิด!”
ฮ่องเต้เหวินทรงทราบดีว่าอวิ๋นลี่ไม่พอใจแน่ จึงตรัสอย่างเรียบเฉยว่า “เราไม่ได้พระราชทานนามให้เด็กเสียหน่อย เพียงเอ่ยขึ้นลอย ๆ เท่านั้น เจ้าไปตั้งชื่อให้เด็กเองเถิด!”
อวิ๋นลี่อ้าปากเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างฝืนใจว่า “ลูกเข้าใจเจตนาดีของเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ชื่ออวิ๋นผิงก็ดีไม่น้อย ทั้งหมายถึงสามัญ ทั้งหมายถึงความสงบสุขพ่ะย่ะค่ะ!”
