หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจียเหยาก็ยังนึกไม่ออกว่าอวิ๋นเจิงมีจุดประสงค์อื่นใด จึงได้แต่ถามเขาด้วยท่าทีใคร่ขอคำชี้แนะ
“ไม่มีเหตุผลมากมายอย่างที่เจ้าคิดหรอก”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้ายิ้ม “ครานี้ทัพเป่ยฝู่ของข้าระดมยอดฝีมือออกมาทั้งหมด อย่างไรก็ต้องตีให้ล่มสักแคว้นกระมัง?”
คิดจะเชือดไก่ให้ลิงดูหรือ?
เจียเหยาครุ่นคิดเงียบ ๆ ก่อนถามต่อ “หากเจ้าคิดจะเชือดไก่ให้ลิงดู การทำลายกุ่ยฟางย่อมสร้างแรงข่มขวัญได้มากกว่าการทำลายฉิวฉือมิใช่หรือ?”
อย่างไรเสีย กุ่ยฟางก็แข็งแกร่งกว่าฉิวฉืออยู่มาก
“เจ้าก็พูดเองมิใช่หรือ ว่าข้าจำเป็นต้องเปิดเส้นทางไปยังบรรดาเผ่าทางตะวันตกของทะเลทราย”
อวิ๋นเจิงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนมองเจียเหยาอย่างสนอกสนใจ “ว่าแต่เหตุใดจู่ ๆ เจ้าจึงใส่ใจเรื่องนี้ขึ้นมา? อาการหวาดระแวงว่าผู้อื่นจะปองร้ายเจ้ากำเริบอีกแล้วหรือ?”
อาการหวาดระแวงว่าผู้อื่นจะปองร้ายอย่างนั้นหรือ?
เจียเหยาลอบยิ้มขื่น
นางก็มีอาการเช่นนั้นอยู่บ้างจริง ๆ
นางกังวลว่าอวิ๋นเจิงเก็บกุ่ยฟางเอาไว้เพื่อใช้ข่มเป่ยหวน
แต่เขาก็หาทัวฮวนมาเป็นหมากเบิกทางให้แล้ว ไม่ว่ากุ่ยฟางจะถูกทำลายหรือไม่ ก็ดูเหมือนจะข่มเป่ยหวนได้ทั้งนั้นมิใช่หรือ?
นางรู้สึกอยู่เสมอว่าเรื่องนี้มีบางอย่างผิดปกติ
ทว่านางกลับนึกไม่ออกว่าผิดปกติตรงไหน
จึงทำให้นางกระสับกระส่ายจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
นางยอมรับว่าอวิ๋นเจิงวางแผนเล่นงานนางจนหวาดกลัวอยู่บ้าง
นางกลัวว่าจะถูกอวิ๋นเจิงหลอกใช้อีก
เจียเหยาครุ่นคิดเท่าไรก็หาคำตอบไม่ได้ ส่วนอวิ๋นเจิงก็ไม่ยอมพูดให้มากความ นางจึงไม่สะดวกจะคาดคั้นเรื่องนี้ต่อ
“ช่างเถิด เช่นนั้นเราไม่พูดเรื่องนี้แล้ว”
เจียเหยานวดขมับเบา ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง “สุรากลั่นที่อยู่ในมือเจ้าขายหรือไม่? ข้าเห็นคนของพวกเจ้าได้รับบาดเจ็บ ก็ใช้สิ่งนั้นชำระบาดแผล…”
