ยามพลบค่ำ กัวทงเจ้าเมืองจวิ้นอู่หยางนำคนมาเกือบร้อยนาย
แม้อยู่ห่างออกไปไกล ทุกคนก็ยังได้กลิ่นคาวเลือดฉุนจมูก
“ใต้เท้า สถานการณ์ดูไม่ชอบมาพากลเลยขอรับ!”
รองเจ้าเมืองขมวดคิ้วแน่น เอ่ยเสียงเบาว่า “องค์ชายหกคงไม่ได้คิดจะสังหารพวกเรากระมัง?”
“เขาไม่กล้าหรอก!”
กัวทงแค่นเสียงเย็นชา กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “พวกเราล้วนเป็นขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้ง ต่อให้เขาเป็นองค์ชาย หากยังไม่ไต่สวน ก็ไม่มีสิทธิ์สังหารพวกเรา! อีกอย่าง องค์ชายหกผู้นี้ก็เป็นเพียงคนไร้ความสามารถ เจ้าคิดว่าเขาจะกล้าสังหารพวกเราหรือ?”
“คำพูดนั้นก็ใช่ แต่ข้ายังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล!” รองเจ้าเมืองกล่าวพลางขมวดคิ้ว “ดูเหมือนแถวนี้จะมีคนตายไม่น้อย หรือองค์ชายหกถูกคนของจ้าวเฮยหู่โจมตี จึงคิดจะมาลงกับพวกเรากระมัง?”
หากอวิ๋นเจิงไปที่จวนเจ้าเมือง ก็ยังพอเข้าใจได้
ทว่าอวิ๋นเจิงกลับสั่งให้คนเรียกพวกเขามาที่นี่ อีกทั้งกลิ่นคาวเลือดก็รุนแรงถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าผิดปกติอยู่บ้าง!
“อย่าเพิ่งตื่นตระหนก!”
กัวทงหัวเราะเบา ๆ “จ้าวเฮยหู่โจมตีคนของเขา แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเรา? พวกเราไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับจ้าวเฮยหู่เสียหน่อย”
“แต่เขาอาจเอาผิดพวกเราเรื่องปราบโจรไม่สำเร็จนะขอรับ!” รองเจ้าเมืองเตือน
“ปราบโจร? แล้วพวกเราจะเอาอะไรไปปราบ?”
กัวทงแค่นเสียงเย็นชา “หากองค์ชายคนหนึ่งนำทหารม้าชั้นยอดมาตั้งมากมายยังจัดการจ้าวเฮยหู่ไม่ได้ แล้วทหารประจำเมืองสองพันนายของพวกเราจะทำอะไรได้?”
เมื่อได้ฟังคำพูดของกัวทง รองเจ้าเมืองก็ชะงักไปเล็กน้อย
ลองคิดดูให้ดี เหตุผลนี้ก็ฟังขึ้นอยู่เหมือนกัน!
