ระหว่างที่กำลังเคลื่อนกำลังพลไปยังจวิ้นฉางเล่อ อวิ๋นเจิงก็ปรับเปลี่ยนกำลังคนของแต่ละหน่วยเล็กน้อย
บรรดาแม่ทัพที่มีความชอบจากการยกทัพไปปราบฉิวฉือและต้าเยวี่ย ต่างได้รับปูนบำเหน็จตามสมควร
อวี๋ซื่อจงนำทหารม้า 20,000 นาย ทหารราบหนัก 10,000 นาย และกองหนุนอีก 20,000 นาย ประจำการอยู่ที่ค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุย โดยมีอวี๋ซื่อจงเป็นผู้บัญชาการ หวังชี่เป็นรอง รับผิดชอบดูแลกิจการทั้งหมดของค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุย รวมถึงกำกับการก่อสร้างเจิ้นเป่ยและจี๋ชิ่ง ทั้งยังต้องเดินทางไปสอนหนังสือที่สำนักศึกษาการทหารด้วย
ฟู่เทียนเหยี่ยนเป็นผู้บัญชาการ มีจั่วเริ่นกับฮั่วกู้เป็นรอง ดูแลทัพกุยอี้ประจำการ 40,000 นาย ร่วมกับทหารม้าชั้นยอด 20,000 นายของเฝิงอวี้ รับผิดชอบการป้องกันดินแดนเดิมทั้งหมดของต้าเยวี่ย
ถงกังนำกำลังพล 30,000 นายประจำการที่ป้อมซิงอาน รับผิดชอบแนวป้องกันทางใต้ของจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
เติ้งเป่าเป็นผู้บัญชาการ เกาเหอเป็นรอง ดูแลทัพกุยอี้ที่เกณฑ์ขึ้นใหม่ 60,000 นาย
ชวีจื้อกับโจวมี่ถูกโยกไปจวิ้นฉางเล่อ รับผิดชอบฝึกฝนกองทหารและทำไร่นาที่นั่น
ฉินชีหู่กับลู่ซิง นอกจากรับผิดชอบกองทัพอาภรณ์โลหิตแล้ว ยังต้องจัดระเบียบกองหนุน 30,000 นายของเมืองซานเปียนด้วย ทั้งยังโยกเว่ยเจี้ยนซาน ซึ่งเดิมควรดำรงตำแหน่งผู้พิทักษ์ใหญ่แห่งจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ไปช่วยฉินชีหู่จัดระเบียบกองหนุน 30,000 นาย
เว่ยเจี้ยนซานเคยเป็นขุนนางใหญ่ผู้กุมอำนาจ คนทั่วไปคงกดเขาไม่อยู่
ให้ฉินชีหู่ไปกำราบคนผู้นี้ นับว่าเหมาะสมที่สุด
ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ นอกจากกองทัพอาภรณ์โลหิตกับหน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณแล้ว กองกำลังทั้งหมดต่างมุ่งปรับเปลี่ยนไปในทิศทางของกองกำลังพัฒนาบ้านเมือง นอกจากฝึกซ้อมและทำหน้าที่รักษาการณ์ตามปกติ ยังต้องรับผิดชอบทำนา ซ่อมถนน และขุดคลองด้วย
