ฮ่องเต้เหวินสนทนากับอวิ๋นเจิงอย่างเปิดอกตลอดทั้งคืน
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าบิดาบุตรคู่นี้พูดคุยอะไรกันบ้าง
ทว่าเมื่อฟังจากถ้อยคำที่ฮ่องเต้เหวินกล่าวระหว่างเสวยอาหารเช้า หลายคนก็พอคาดเดาได้ว่า ต่อไปพระองค์คงไม่เสด็จมาซั่วเป่ยอีกแล้ว
หลังเสวยอาหารเช้า ฮ่องเต้เหวินและคณะก็เตรียมออกเดินทาง
ฉินชีหู่พาเด็ก ๆ หลายคนมาส่งเสด็จด้วย
ก่อนออกเดินทาง ฮ่องเต้เหวินถอดหยกพกติดกายของตนคล้องให้คล้องคออวิ๋นชาง แล้วบีบแก้มเล็ก ๆ ของเขาเบา ๆ “เสด็จปู่มาอย่างเร่งด่วน ไม่มีสิ่งอื่นใดติดมือมาให้เจ้า เช่นนั้นก็ยกหยกชิ้นนี้ให้เจ้าแล้วกัน!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนอุ้มอวิ๋นชาง ประสานมือคำนับ “หม่อมฉันขอขอบพระทัยเสด็จพ่อแทนชางเอ๋อร์เพคะ”
“จะขอบใจอะไร”
ฮ่องเต้เหวินแสร้งถลึงพระเนตรใส่อวิ๋นเจิงพลางแย้มพระสรวล “เราแต่งตั้งฉางเล่อเป็นจวิ้นจู่แล้ว จะลำเอียงไม่ให้สิ่งใดแก่เขาก็คงไม่ดีมิใช่หรือ?”
อวิ๋นชางเป็นบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของอวิ๋นเจิง
ต่อให้อวิ๋นเจิงไม่ได้ขึ้นครองราชย์ อวิ๋นชางก็ย่อมได้เป็นอ๋องอย่างแน่นอน
ต่อให้พระองค์พระราชทานสิ่งใดอีก ก็ไม่มีอะไรเหมาะจะประทานแล้ว
กล่าวจบ ฮ่องเต้เหวินก็ยื่นพระหัตถ์ไปทางเสิ่นลั่วเยี่ยนอีกครั้ง
เสิ่นลั่วเยี่ยนรีบส่งอวิ๋นชางให้ฮ่องเต้เหวิน
ฮ่องเต้เหวินอุ้มอวิ๋นชางไว้ในอ้อมพระกร หยอกเย้าเขาด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่ง
คราวนี้เสด็จมาอย่างเร่งด่วนไปสักหน่อย เด็กทั้งสองยังพูดไม่ได้ จึงไม่ได้ยินพวกเขาเรียก “เสด็จปู่” สักคำ ฮ่องเต้เหวินจึงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
หลังหยอกเย้าอวิ๋นชางกับอวิ๋นจิ่นอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดฮ่องเต้เหวินก็ตัดพระทัยออกเดินทาง
