ราชธานี
อวิ๋นเจิงวางพู่กันในมือลง ก่อนจะคิดส่งคนไปถามอีกครั้งว่าทัวฮวนกับเฉินปู้เดินทางถึงไหนแล้ว
ยามนี้เขาเพียงอยากหาคนมาช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านเมืองโดยเร็ว
เหนื่อยแทบตาย!
หากต้องทำเช่นนี้ไปสักปี เขาคงได้ตายกะทันหันเป็นแน่
เฮ้อ!
ดูท่าเขาคงเหมาะกับการเสพสุขสำราญ มากกว่าจะเป็นวัวเป็นควายทำงาน
“เฮ้อ...”
อวิ๋นเจิงผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมา ก่อนดึงเย่จื่อที่อยู่ข้างกายมานั่งบนตัก
เย่จื่อเห็นใบหน้าหม่นหมองของอวิ๋นเจิง ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “จะบ่นอีกแล้วหรือ?”
“มิใช่หรือ?”
อวิ๋นเจิงโอบเอวเย่จื่อ พลางยิ้มขื่น “ข้าอยากให้ชางเอ๋อร์โตเป็นผู้ใหญ่เสียพรุ่งนี้เลย จากนั้นข้าจะได้เป็นไท่ซ่างหวงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์”
ระหว่างพูด มือของอวิ๋นเจิงก็เริ่มซุกซน ลูบไล้เรือนร่างอรชรของเย่จื่ออีกครั้ง
บัดซบ!
หลายวันมานี้งานยุ่งเหลือเกิน
แทบไม่มีเวลาใกล้ชิดกับสตรีของตน
ดูท่าเขายังคงชอบวันเวลาแห่งความสำราญไร้ขอบเขตจริง ๆ!
“ข้าไม่หวังให้ชางเอ๋อร์โตเร็วหรอก”
เย่จื่อปล่อยให้อวิ๋นเจิงลูบคลำอย่างซุกซน พลางหัวเราะเสียงหวาน “พอชางเอ๋อร์โต พวกเราก็แก่ชรา หมดความงามกันแล้ว! ถึงตอนนั้น ไท่ซ่างหวงผู้สำราญอย่างท่านคงต้องไปหาสตรีสาวงามแทน!”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?”
อวิ๋นเจิงจุมพิตริมฝีปากแดงของเย่จื่อแผ่วเบา “ยามพวกเจ้าแก่ชรา หมดความงาม ข้าก็กลายเป็นตาแก่คร่ำครึแล้วเหมือนกัน จะไปทำให้สาวน้อยเหล่านั้นเดือดร้อนได้อย่างไร”
เย่จื่อยิ้มพลางหยอกเย้า “มิใช่ท่านพูดเองหรือว่า บุรุษจนสิ้นลมหายใจก็ยังเป็นเด็กหนุ่ม?”
