“ไม่ได้แต่งตั้งเจ้าเป็นเสนาบดีขวา เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
เมื่อมาถึงลานเรือน อวิ๋นเจิงก็เอ่ยถามเฉินปู้ตรงๆ
“ไม่มีความเห็นพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินปู้ตอบโดยไม่ต้องคิด “ใต้เท้าทัวฮวนเหมาะสมกับตำแหน่งเสนาบดีขวามากกว่ากระหม่อมจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
“โอ้?”
อวิ๋นเจิงหันไปมองเฉินปู้ “ลองบอกเหตุผลมาสิ”
เฉินปู้ยิ้มแล้วตอบว่า “เพราะราชสำนักจำเป็นต้องให้ใต้เท้าทัวฮวนอยู่ในตำแหน่งสูง! เพียงเหตุผลข้อนี้ก็เพียงพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเฉินปู้ อวิ๋นเจิงกับเสิ่นลั่วเยี่ยนก็พยักหน้าพร้อมกันและยิ้มออกมา
ดูท่าเฉินปู้เองก็เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้
ในเมื่อเฉินปู้เข้าใจแล้ว อวิ๋นเจิงก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้กับเขาให้มากความ
“จงดูแลกรมคลังให้ดีเสียก่อน!”
อวิ๋นเจิงยิ้ม “ผู้ที่ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเจ้าบริหารกรมคลังได้ไม่เลว!”
“ที่สำคัญที่สุดคือ เงินที่ยึดมาจากจวนเขาล้วนถูกนำเข้าท้องพระคลัง!”
“มีเพียงเรื่องเดียวที่ไม่ดีนัก คือขุนนางในกรมคลังมีไม่เพียงพอ เจ้าคงต้องเหน็ดเหนื่อยให้มาก”
สวีฉือฝู่จะโลภก็จริง แต่เขามีความสามารถแท้จริง
แม้กระทั่งในยามนี้ อวิ๋นเจิงก็ยังไม่ปฏิเสธเรื่องนี้
“เช่นนั้นก็ดียิ่งพ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินปู้หัวเราะเบาๆ “กรมคลังกลัวเพียงไม่มีเงิน ขอเพียงมีเงิน ปัญหาอื่นล้วนเป็นเรื่องเล็กพ่ะย่ะค่ะ!”
ระหว่างทางที่พวกเขากลับมา ผู้คนต่างพูดคุยกันถึงเรื่องสวีฉือฝู่กับอวิ๋นลี่อยู่ทุกหนแห่ง
เฉินปู้เองก็พอจะทราบเรื่องการตรวจยึดทรัพย์จวนสวีอยู่บ้าง
สวีฉือฝู่จะโลภก็จริง ทว่าไม่ได้ทิ้งงานยุ่งเหยิงไว้ให้เขา
กล่าวในอีกแง่หนึ่ง เขายังควรขอบคุณสวีฉือฝู่ด้วยซ้ำ
