จงฮิวถามเฉิงเจียว่า “คำว่า ‘สับสนโง่เขลา’ เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
เฉิงเจียกล่าวว่า “กองทัพจากทั่วสารทิศมาชุมนุมกันแล้ว ราชธานีสั่นสะเทือนยิ่งนัก ดุจศรพาดอยู่บนสายธนู แต่กลับเกิดลังเลขึ้นในยามนี้ ช่างเป็นการหาที่ตายโดยแท้!”
กองกำลังของตั๋งโต๊ะ ติงหยวน เกียวมอ และซุนเจิน ต่างรับคำสั่งของโฮจิ๋นรุกเข้ามาใกล้ราชธานี ทั้งติงหยวนยังจุดไฟเผาที่เมิ่งจิน เพลิงโชติช่วงจรดฟ้า มองเห็นได้ในนครลกเอี๋ยง คาดเดาได้ว่าในยามนี้ ขันทีในวังหลวงล้วนตื่นตระหนกแตกตื่นเป็นแน่ โฮจิ๋นบีบบังคับพวกมันจนตรอกจนมุมแล้ว เวลานี้ควรฟันให้เด็ดขาด รีบจัดการพวกมันให้เร็วที่สุด แต่โฮจิ๋นกลับเกิดความลังเลขึ้นเสียอีก เช่นนี้จะต่างอันใดกับการเปิดโอกาสให้เหล่าขันที ‘โต้กลับอย่างสิ้นหวัง’เล่า? ด้วยเหตุนี้ เฉิงเจียจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าโฮจิ๋นกำลังหาที่ตายเอง
ซุนฮิวเห็นด้วย จึงกล่าวกับซุนเจินว่า “ที่จวินชางพูดมานั้นถูกต้องแล้ว” เอ่ยถาม “นายท่านจะทำเช่นไร”
ซุนเจินหลับตาลง นิ่งตรึกตรอง
ที่เฉิงเจียพูดนั้นถูกต้องนัก ในยามนี้ควรฟันให้เด็ดขาด ไม่สมควรจะลังเลอีก
ไม่ว่าจะประหารขันทีหรือขับไล่ขันที ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏในรอบร้อยกว่าปีมาแต่เดิม และในยามนี้ หากยังลังเลไซร้ ความวุ่นวายก็จะบังเกิดเป็นแน่
แต่คำสั่งของโฮจิ๋นก็ลงมาถึงแล้ว สั่งให้เขาหยุดทัพ จะทำเช่นไรดี?
คำกำชับของซุนซองก่อนที่เขาจะจากเองอิมผุดขึ้นในห้วงคิด
ซุนซองกำชับเขาว่า การนำทัพเข้าราชธานีนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ ที่ไม่เคยมีมาในราชวงศ์นี้ ต้องระมัดระวังในทุกที่ทุกเวลา ให้ถือเอาพระราชโองการและคำสั่งทัพเป็นที่ตั้ง
ในยามนี้ทั่วแผ่นดินจับจ้องไปที่ราชธานี หากไม่เชื่อฟังคำสั่ง ก็จะถูกคนทั้งแผ่นดินตราหน้าว่า ‘ฉวยโอกาสกุมกำลังทหาร ไม่ประพฤติตนเป็นขุนนาง’ แต่หากเชื่อฟังคำสั่ง เหตุการณ์ใดจะเกิดตามมาภายหน้าเล่า?
นับแต่ข้ามภพมาจนถึงบัดนี้ ซุนเจินได้ตัดสินใจมาหลายครั้ง ทางเลือกที่วางอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้นับว่ายากที่สุด
“นายท่าน?” ซุนฮิวเอ่ยถามอีกครั้งหนึ่งเสียงแผ่วเบา
