ผู้ที่มาขวางซุนเจินและกำลังพลของเขาคือขุนนางที่โฮจิ๋นส่งมา
ขุนนางผู้นี้กลับเป็นคนรู้จักของซุนเจิน นั่นคือจงฮิว
ซุนเจินทราบความจึงออกมายังหน้ากองทัพเข้าพบกับเขา
ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนที่จงฮิวถูกเรียกตัวเข้าราชสำนัก เขาได้เข้าเป็นซ่างซูหลางในกรมซ่างซู ครบวาระแล้วมีผลงานโดดเด่น จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองหยางหลิง ทว่าดำรงตำแหน่งได้ไม่นานก็ลาออกด้วยอาการป่วย พอหายดีแล้วก็ถูกสามกรมหลวงเชิญตัว ภายหลังจึงกลับเข้ารับราชการในราชสำนักอีกครั้ง โดยได้รับตำแหน่งถิงเว่ยเจิ้ง
นับแต่แยกย้ายกันในศักราชจงผิงปีที่หนึ่ง ซุนเจินกับจงฮิวมิได้พบกันอีกเลยยาวนานถึงห้าปี
วันวานที่แยกจากกัน ณ เมืองเองฉวน จงฮิวอายุสามสิบสี่ปี ซุนเจินเพิ่งอายุยี่สิบกว่า บัดนี้กลับมาพบกันอีกบนเส้นทางในเขตนครหลวงซือลี่ จงฮิวอายุใกล้เข้าสี่สิบปีแล้ว ส่วนซุนเจินก็ล่วงพ้นวัยยี่สิบแปดย่างสามสิบไปแล้ว
กาลเวลาล่วงเลย ชีวิตประหนึ่งลำแสงสาดผ่านช่องแคบ ฤาจะไม่ให้คนรู้สึกถอนใจได้
"ท่านพี่หยวนฉาง เหตุใดท่านจึงมาที่นี่" ซุนเจินประหลาดใจและดีใจยิ่งนัก
ซุนเจินคิดว่าจงฮิวคงได้รับบัญชาจากโฮจิ๋นและอ้วนเสี้ยวให้มาเป็นผู้นำทางและต้อนรับเขาเข้านครหลวงโดยเฉพาะ ทว่าคำตอบของจงฮิวกลับเกินคาดหมายของเขา
จงฮิวมีสีหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นธุลี ดูแล้วก็รู้ว่าเกิดจากรุดเดินทางติดต่อกันหลายวัน เขาไม่มีเวลาพูดคุยสารทุกข์กับซุนเจิน ได้แต่หยิบคำสั่งอาญาสิทธิ์ของโฮจิ๋นยื่นให้ พลางกล่าวว่า "เจินจือ ท่านแม่ทัพใหญ่มีคำสั่งให้ท่านตั้งค่าย ณ ด่านหวนหยวนกวาน"
"ตั้งค่าย ณ ด่านหวนหยวนกวานรึ"
"ถูกต้องแล้ว"
"นี่...นี่... เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้" ซุนเจินคลี่คำสั่งอาญาสิทธิ์ของโฮจิ๋นออกอ่านอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจก็อ่านจบ ตรงตามที่จงฮิวว่าไว้ โฮจิ๋นสั่งให้เขาหยุดทัพภายในด่านหวนหยวนกวาน ตั้งค่ายรอเรียกตัว ห้ามเคลื่อนพลออกนอกด่านเข้าสู่เขตปกครองเหอหนานเป็นอันขาด
