# ตอนที่ 265 — ตามทัพไปยีหลำ (ตอนต้น)
อ้องอุ้นได้จัดที่พำนักไว้ให้เหล่าบัณฑิตซึ่งมาจากถิ่นต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแต่เนิ่นแล้ว ซุนเจินจึงนำพาซุนฉวี ตันจี้ และคณะไปยังที่พักก่อน
ฝ่ายซุนซองกับขงหยงนั้นรออยู่ที่นี้มาช้านานแล้ว
ซุนซองนั้นไม่ต้องกล่าวถึง ด้วยรู้จักคุ้นเคยกับตันจี้และเหล่าบัณฑิตตระกูลเล่าแห่งเองอิมมาแต่เก่าก่อน โดยเฉพาะตันจี้ ด้วยตระกูลซุนกับตระกูลตันไปมาหาสู่กันสนิทสนม ทั้งสองจึงเป็นมิตรกันมาแต่ครั้งยังไว้จุก(1) ครั้นพบกันเข้า สองคนก็คำนับทักทายกัน รำพันถึงความอาวรณ์ในยามจากกันมาช้านาน ฝ่ายตันกุ๋นกับตันตงกระทำคารวะอย่างหลานต่อลุง ซุนซองให้ทั้งสองลุกขึ้น แล้วหัวเราะกล่าวแก่ตันจี้ว่า "เมื่อครั้งข้าจากเรือนไปนั้น เด็กสองคนนี้ยังเป็นทารกอยู่เลย บัดนี้เติบใหญ่เป็นผู้มีคุณธรรมเสียแล้ว" ตันกุ๋นกับตันตงนั้นจวนจะถึงวัยเข้าพิธีสวมกวาน(2) เด็กน้อยแต่ก่อนกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามผึ่งผาย ส่วนตัวเขาเองกลับชราภาพลงทุกที จึงรำพึงด้วยความสะเทือนใจว่า "ปีหลัง ๆ มานี้ข้าเร้นกายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำฮั่นสุ่ย ยามวสันต์ก็เฝ้ามองต้นไม้ในป่าผลิใบเขียว ยามสารทก็แลดูต้นอ้อพลิ้วไหวเหลืองหม่น เมฆขาวแปรเป็นรูปสุนัข กาลเวลาผันผ่านไปอย่างเชื่องช้า ดอกไม้บานแล้วร่วงโรย ส่วนน้ำในแม่น้ำฮั่นสุ่ยก็ไหลรินมิรู้หยุด ขงจื่อยืนอยู่ริมธารแล้วเปล่งวาจาว่า สรรพสิ่งล่วงไปดั่งสายน้ำนี้แล!(3) จึงได้รู้ว่าชีวิตคนเรานั้นดุจม้าขาววิ่งผ่านช่องผนัง(4) เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านพ้นไป"
ฝ่ายขงหยงนั้นสนิทสนมกับตันจี้และตันกุ๋นยิ่งนัก ชนรุ่นหลังมีสำนวนเรียกว่า "ไมตรีจี้ฉวิน"(5) อันกล่าวถึงเรื่องราวของขงหยง ตันจี้ และตันกุ๋นสามคนนั้นเอง เดิมขงหยงเป็นมิตรกับตันจี้ แต่ด้วยตันกุ๋นเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องมาแต่เยาว์วัย ทำให้เขาพิศวงและนับถือ จึงคบหาตันกุ๋นเป็นมิตรอีกผู้หนึ่ง แล้วเปลี่ยนไปกระทำคารวะตันจี้อย่างผู้น้อย อันขงหยงนั้นมีปรีชาสูง แม้นิสัยใจกว้างไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อย ไม่เคร่งครัดในระเบียบจุกจิก แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นคนทะนงตน มิตรสหายมีน้อย ผู้ที่ได้รับความชื่นชมจากเขาก็มีไม่มาก แต่เพื่อจะคบตันกุ๋นเป็นมิตร เขากลับยอมเปลี่ยนไปกระทำคารวะตันจี้อย่างผู้น้อย นับเป็นเรื่องอันงามจริง ครั้นเห็นซุนซองรำพันสะท้อนใจ จึงหัวเราะกล่าวว่า "ท่านซุนเร้นกายอยู่ริมแม่น้ำฮั่นกว่าสิบปี รจนาตำราไว้มากมายจนสูงเท่าตัว ทั่วแผ่นดินยกย่องนับถือ บัดนี้ออกมารับตำแหน่งเปี๋ยเจี้ย(ผู้ช่วยข้าหลวงมณฑล)(6) แห่งอิจิ๋ว นี่คือมังกรซ่อนกายผุดขึ้นจากห้วงลึก เป็นยามที่ควรฮึกเหิมขะมักเขม้นแท้ ไฉนกลับมารำพันถึงความผันแปรของฤดูกาลเล่า?"
คนทั้งหลายพากันหัวเราะ
นอกจากซุนซองกับขงหยงแล้ว ญาติมิตรเก่าแก่ของตระกูลซุน ตระกูลเล่า และตระกูลตันที่อยู่ในเอี้ยงเต๊ก อย่างตระกูลซินแห่งเอี้ยงเต๊กเป็นต้น ตลอดจนผู้มีชื่อเสียงอีกหลายคนก็มารออยู่ที่นี้ด้วย ครั้นคนทั้งหลายพบหน้ากัน ก็เป็นที่ครึกครื้นไปทั่ว
ฝ่ายซุนเจิน ซุนฮิว ซุนฮก ตันกุ๋น และเหล่าบุตรหลานชนรุ่นหลังนั้นยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูลาน คอยฟังผู้ใหญ่ทักทายปราศรัยกันไปพลาง กระซิบกระซาบกันเองไปพลาง
ซุนฮกหัวเราะกล่าวแก่ซุนเจินว่า "ข้ากับท่านพี่เพิ่งไม่ได้พบกันสองเดือน ท่านพี่ก็สร้างวีรกรรมใหญ่หลวงเสียแล้ว ทั้งตีกบฏโพกผ้าเหลืองแตก ทั้งจับกุมเตียวจื๋อ ท่านพี่รู้หรือไม่? ระยะนี้จดหมายจากมิตรสหายที่บิดาข้าได้รับ มากกว่าทั้งปีกลายเสียอีก ในจดหมายล้วนชื่นชมท่าน ว่าท่านเป็นยอดคนรุ่นใหม่แห่งแคว้นเรา" อันความสำเร็จที่ซุนเจินได้มานั้น ซุนฮกหาได้ริษยาแม้แต่น้อยไม่ ด้วยอุปนิสัยของเขาคล้ายคลึงกับซุนกุนผู้บิดา ในการวางตนปฏิบัติต่อผู้คนก็ละม้ายบิดายิ่งนัก แม้อายุยังไม่มาก แต่ก็สุขุมหนักแน่น
ซุนเจินกล่าวว่า "คนอื่นจะหยอกล้อข้าก็ช่างเถิด บุ๋นเยียก เจ้าก็จะมาหยอกล้อข้าอีกหรือ? หรือเจ้ายังไม่รู้ความสามารถของข้า?" แล้วหัวเราะกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า "ปรีชาของน้องข้า ปรีชาของหลานข้า เหนือกว่าข้าตั้งร้อยเท่า" คำว่าน้องนั้นหมายถึงซุนฮก คำว่าหลานหมายถึงซุนฮิว ฝ่ายตันกุ๋นยิ้มละไมมองดูเขาพูด ซุนเจินเห็นรอยยิ้มของเขาแปลกประหลาด จึงถามว่า "อากุ๋น เจ้ายิ้มอะไร?" ตันกุ๋นยิ้มกล่าวว่า "ข้ายิ้มเพราะข้ามีพี่เขยดี วันนี้เห็นพี่เขยสง่างามยิ่งกว่าแต่ก่อน จิตใจชื่นบาน จึงหัวเราะออกมา" คนทั้งหลายต่างหัวเราะกันลั่น
ฝ่ายตันตงอายุยังน้อย ผู้มีชื่อเสียงที่อยู่ในที่นั้นมากหน้าที่เขาไม่รู้จัก จึงแอบถามตันกุ๋น ตันกุ๋นก็มีบางคนที่ไม่รู้จักเหมือนกัน จึงถามซุนเจินอีกต่อหนึ่ง ด้วยซุนเจินอยู่ในเอี้ยงเต๊กมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้มีชื่อเสียงชาวเอี้ยงเต๊กถิ่นนี้เขารู้จักแทบทั้งสิ้น จึงชี้แนะบอกเล่าให้ฟังเป็นการลับ บางคราวก็ทำให้ตันตงอุทานเบา ๆ ด้วยเคยได้ยินผู้ใหญ่ในเรือนเอ่ยถึงชื่อคนเหล่านี้มาก่อน
ระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้น บัณฑิตหนุ่มสองคนสวมกวานสูงนุ่งห่มแบบบัณฑิต ชวนกันเดินเข้ามาจากนอกลาน
ซุนเจินมองดูก็จำได้ทั้งสอง คนหนึ่งเป็นบุตรหลานตระกูลฝานแห่งอำเภอนี้ ชื่อฝานชิน อีกคนหนึ่งเป็นบุตรหลานตระกูลเจ่าแห่งอำเภอนี้ ชื่อเจ่าจือ เมื่อครั้งอินซิ่ว อดีตไท่โส่ว เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในต้นปีก่อนโน้น เคยพาบุตรหลานผู้มีปรีชาแห่งอำเภอต่าง ๆ ออกตรวจตราฤดูใบไม้ผลิ ครานั้นซุนเจินยังเป็นมีเซ่อฟู(7)แห่งตำบลตะวันตก จึงได้รู้จักสองคนนี้ที่ตำบลตะวันตก ภายหลังเมื่อเขาเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ขับไล่พวกฉ้อฉลโลภมากทางเหนือของแคว้น จับกุมคหบดีผู้มีอิทธิพลที่ละเมิดกฎหมาย จนทางเหนือของแคว้นสะอาดสะอ้านไปทั่ว ชื่อเสียงเลื่องลือ เจ่าจือกับฝานชินก็ได้มาเยี่ยมเยือนเขาอีกครั้งทีหลัง ทว่าหลังจากมาเยี่ยมแล้ว สองคนกลับมีความเห็นต่อซุนเจินไม่เหมือนกัน ฝานชินกล่าวกับผู้อื่นเป็นการลับว่า "ได้ยินกวีบทเพลงสั้นของเขาบทหนึ่ง เดิมนึกว่าจะมีสำนวนโวหารโลดแล่น พอได้สนทนากันจึงรู้ว่าจืดชืดไร้รสชาติ" อันฝานชินนั้นเป็นบัณฑิตปรีชาเลื่องชื่อในแคว้น มีชื่อเสียงมาแต่หนุ่ม ขึ้นชื่อด้านสำนวนวรรณกรรมและปฏิภาณโต้ตอบ ส่วนกวี《ต้วนเกอสิง》(บทเพลงสั้น)บทนั้นของซุนเจิน แท้จริงมาจากโจโฉ หาใช่ที่เขาประพันธ์เองไม่ ว่าด้วยฝีมือทางสำนวนแล้วก็เป็นเพียงสามัญธรรมดา ฝานชินเลื่อมใสในชื่อเสียงจึงไปหา เตรียมบทความถ้อยร้อยกรองมาเต็มอก ครั้นได้สนทนากันกลับพบว่าเขาไร้สำนวนวรรณกรรมอันใด จึงเห็นว่าเขาเสียชื่อเกินตัว ฝ่ายเจ่าจือกลับยกย่องซุนเจินยิ่งนัก หลังจากสนทนากับซุนเจินอย่างออกรสตลอดทั้งวันทั้งคืน เมื่อกลับถึงเรือนบิดาถามว่าเมื่อคืนไปไหนมา เขาตอบว่า "ไปพบผู้นำในวันหน้าของแคว้นเรามา" สี่อักษรว่า "ผู้นำในวันหน้า" นั้นพ้องกับสี่อักษรที่ขงหยงยกย่องซุนเจินว่า "ผู้นำรุ่นใหม่" เพียงแต่เจ่าจือหมายถึงซุนเจินเป็นผู้นำในวันหน้าแห่งแคว้นเองฉวน ส่วนขงหยงนั้นชมว่าซุนเจินเป็นผู้นำรุ่นใหม่แห่งหัวเมืองทั้งปวงในแผ่นดิน อันการคบหามิตรนั้น ย่อมคบกับคนทางเดียวกัน ฝานชินเห็นว่าซุนเจินก็เพียงเท่านี้ เจ่าจือยกย่องซุนเจินยิ่งนัก ดังนั้นแต่นั้นมาฝานชินกับซุนเจินจึงพบกันน้อยครั้ง ส่วนเจ่าจือนั้นกลับไปมาหาสู่กับเขาเสมอ
ซุนเจินเห็นสองคนนั้นชวนกันเดินมา จึงคิดในใจว่า "เห็นจะได้ข่าวว่าท่านพี่รองของข้าเป็นต้นมาถึง สองคนนี้จึงมาคำนับเยี่ยมคารวะ" จึงยิ้มออกไปต้อนรับ ประสานมือคารวะแล้วหัวเราะกล่าวว่า "ท่านพี่เซี่ยวอิ่ว ท่านพี่ซิวปั๋อ รีบเร่งมาด้วยธุระอันใดหรือ?" เซี่ยวอิ่วคือชื่อรองของเจ่าจือ ซิวปั๋อคือชื่อรองของฝานชิน
เจ่าจือกับฝานชินคำนับตอบ เจ่าจือยิ้มกล่าวว่า "ก็มาคำนับเยี่ยมคารวะเหล่าท่านผู้ใหญ่แห่งเองอิมและอำเภอสวี่เป็นธรรมดา" แล้วมองเข้าไปในลาน เห็นซุนฮก ซุนเฉิน ตันกุ๋นและคนอื่น ๆ ที่อยู่ตรงประตูก่อน คนเหล่านี้เมื่อปีกลายเคยติดตามอินซิ่วออกตรวจตราฤดูใบไม้ผลิด้วยกัน รู้จักมักจี่กัน จึงเข้าไปคำนับทักทาย ฝ่ายผู้ใหญ่อยู่ในลาน เมื่อคำนับเสร็จแล้ว ฝานชินกับเจ่าจือก็เข้าไปในลาน คารวะซุนซอง ขงหยง ซุนฉวี ตันจี้ และคนทั้งหลาย
ครานั้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์(8)กำลังเฟื่องฟู เกียรติคุณชื่อเสียงของบัณฑิตล้วนต่างยกย่องเชิดชูกันและกันขึ้นมา การที่อ้องอุ้นเชื้อเชิญผู้มีชื่อเสียงจากอำเภอต่าง ๆ มาชุมนุมกันที่เอี้ยงเต๊กนี้ สำหรับเหล่าบัณฑิตหนุ่มแล้วนับเป็นโอกาสอันดีในการสร้างชื่อ พอจะคาดหมายได้ว่าซุนฉวี ตันจี้ และคนทั้งหลายคงจะวุ่นวายอยู่หลายวันนี้ ด้วยแน่นอนว่าจะมีบัณฑิตหนุ่มทยอยกันมาคำนับเยี่ยมคารวะเป็นจำนวนมาก
ซุนเฉิงหัวเราะหึ ๆ กล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ ผู้มีชื่อเสียงแห่งแคว้นเรามาชุมนุมกันที่เอี้ยงเต๊ก อาจกล่าวได้ว่าดารามงคลมาประชุมพร้อมหน้า นี่นับเป็นงานใหญ่อันหาได้ยากของแคว้นเราในปีหลัง ๆ มานี้แท้ พอจะคาดได้ว่าบัณฑิตหนุ่มจากอำเภอต่าง ๆ คงจะมาชุมนุมกันมิขาด ทว่าน่าเสียดายอยู่อย่างหนึ่ง..."
ซุนเจินถามว่า "เสียดายอะไร?"
ซุนเฉิงชี้ไปที่ฝานชินกับเจ่าจือซึ่งกำลังสนทนากับซุนซองและคนทั้งหลายอย่างนอบน้อม แล้วหัวเราะเบา ๆ ว่า "น่าเสียดายที่พวกเขา..." แล้วชี้วนไปยังซุนเฉิน ซุนฮก ตันกุ๋น ซุนฮิว ตันตง และตัวเขาเองที่อยู่ใกล้ ๆ "รวมทั้งพวกเราด้วย รวมกันเข้าทั้งหมดเกรงว่าก็ยังสู้ชื่อเสียงของท่านไม่ได้" นัยความหมายว่าบัณฑิตหนุ่มทั้งแคว้นล้วนสู้ซุนเจินไม่ได้ นี่เป็นความจริง ด้วยบัดนี้ซุนเจินกำลังโด่งดังเรืองรอง บัณฑิตชนรุ่นใหม่ไม่มีผู้ใดเทียบเขาได้จริง ๆ
ซุนเจินเป็นคนสุขุมลึกซึ้ง รู้ครรลองแห่งการถ่อมตนเป็นอย่างดี จึงสำรวมหน้ากล่าวว่า "จงเหริน อย่าพูดเหลวไหลไป!"
ในที่นั้นมิเพียงมีบุตรหลานตระกูลซุนกับตระกูลตันเท่านั้น ยังมีบุตรหลานตระกูลเล่าอีกหลายคน คำพูดของซุนเฉิงนั้นแม้มิผิด แต่ครั้นเข้าหูผู้อื่นแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะทำให้ผู้อื่นคิดเช่นไร ซุนเจินชายตามองบุตรหลานตระกูลเล่าหลายคนนั้น แล้วกล่าวอย่างเกรงใจว่า "จงเหรินพูดจาเลอะเทอะ ขอท่านพี่ทั้งหลายอย่าได้ถือสาเลย!" บุตรหลานตระกูลเล่าหลายคนนั้นต่างยิ้มแย้ม มิได้ว่ากระไร
ซุนฉวีและคนทั้งหลายออกจากเองอิมแต่เช้า รอนแรมมาหลายสิบลี้ ครั้นถึงนอกอำเภอเอี้ยงเต๊กก็จวนค่ำแล้ว เมื่อสนทนากันในลานครู่หนึ่ง ความมืดก็คลุมลานเรือน อ้องอุ้นส่งเจ้าพนักงานประจำมณฑลมาสองคน บุนไท่โส่วส่งอ้องหลานกับจงฮิวมา รวมสี่คนมาถึงพร้อมกัน เชื้อเชิญพวกเขาไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนไท่โส่ว ฝ่ายซุนเจิน ซุนฮก ตันกุ๋น และคนทั้งหลายก็ได้ร่วมโต๊ะด้วย ส่วนซีจื้อไฉ สือซ่าง เจ่าจือ ฝานชิน และผู้นอกตระกูลอื่น ๆ ก็อำลากลับไป
ครั้นออกพ้นลานเรือน เชิญซุนซอง ซุนฉวี ตันจี้ ขงหยงและคนทั้งหลายขึ้นรถแล้ว ซุนเจินก็เรียกหยวนจงชิงมาสั่งว่า "ท่านชื่อสื่อและท่านเจ้าเมืองเลี้ยงต้อนรับเหล่าท่านผู้ใหญ่ เจ้าจงไปบอกภรรยาของข้าที่บ้าน ว่าพวกเราจะไม่กลับมากินข้าวที่บ้านแล้ว ท่านอาผู้เป็นพ่อตาของข้าคิดถึงผักดองที่นางทำหนักหนา เจ้าจงไปเอามาบ้าง นำไปส่งที่จวนไท่โส่ว" หยวนจงชิงรับคำแล้วก็ไป
ฝ่ายซุนเจินและคนทั้งหลายตามหลังขบวนรถมุ่งไปยังจวนไท่โส่ว
จงฮิวรั้งรออยู่ก้าวหนึ่ง ดึงซุนเจินไปด้านข้าง พอเอ่ยปากก็ต่อว่าทันทีว่า "เจินจือ วันนี้ท่านไปต้อนรับเหล่าท่านผู้ใหญ่ ไฉนไม่บอกข้าสักคำเล่า?" ตระกูลจงกับตระกูลซุนและตระกูลตันมีไมตรีลึกซึ้ง โดยเฉพาะกับตระกูลตัน ด้วยตันเทียวเมื่อครั้งกระโน้นก็ได้จงฮ่าวผู้เป็นปู่ทวดของจงฮิวเสนอชื่อให้เป็นกงเฉาของแคว้นนี้นี่เอง กล่าวมาถึงตรงนี้ มิอาจไม่กล่าวสักคำว่า แม้ตันเทียวจะมีกำเนิดยากจน แต่ผู้นี้เป็นคนทั้งมีปรีชา ทั้งรอบรู้โลกแห่งมนุษย์ คบหากว้างขวาง ฝ่ายซุนอวี้ผู้เป็นญาติอาของซุนฉวีที่ล่วงลับไปแล้ว ได้สมญาว่า "ซุนปั๋อซิวผู้คบมิตรเลิศในหล้า"(9) ทว่าเมื่อเทียบกับตันเทียวแล้วก็ดูเหมือนยังมีไม่เท่า
ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "ข้ารู้ว่าระยะนี้ท่านวุ่นวาย วุ่นจนหัวหมุนเท้าไม่ติดดิน จึงมิได้ไปรบกวนท่าน"
จงฮิวไม่พอใจ กล่าวว่า "ผู้ใหญ่มาถึงอำเภอ ผู้น้อยย่อมควรไปต้อนรับ นี่จะนับเป็นการ 'รบกวน' ได้อย่างไร?" กล่าวจบ ก็ว่าต่อไปอีกว่า "อีกทั้งคราวก่อนท่านจับกุมเตียวจื๋อ ไปปรึกษากับกุยโต๋และตู้อิ้ว กลับไม่มาหาข้า ช่างไม่มีเหตุผลเสียจริง!" เรื่องนี้จงฮิวบ่นว่ามาหลายครั้งแล้ว นับแต่เตียวจื๋อถูกจับ ทุกคราวที่พบซุนเจิน เขาก็จะบ่นว่าเสียยกหนึ่ง
ซุนเจินกล่าวอย่างจริงใจว่า "ท่านพี่หยวนฉาง มิใช่ข้าไม่อยากหาท่าน เตียวเหยียงนั้นอำนาจใหญ่หลวง การจับกุมเตียวจื๋อย่อมทำให้เขาโกรธเป็นแน่ ข้ามิอยากให้ท่านตกอยู่ในภยันตรายต่างหากเล่า"
จงฮิวกล่าวว่า "ข้าเป็นพวกกลัวตายเสียดายชีวิตหรือ? ที่ใดมีคุณธรรม แม้คนนับล้านขวางอยู่ข้าก็จะมุ่งไป!"(10)
ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "ข้ารู้ว่าท่านพี่ซื่อสัตย์เที่ยงตรง เรื่องนี้เป็นข้าทำไม่ถูกเอง"
จงฮิวบ่นต่อว่าอีกสองสามคำ แล้วก็เลิกรา หยุดครู่หนึ่ง หันเหลียวซ้ายขวา เห็นซุนฮก ตันกุ๋นและคนทั้งหลายเดินไปข้างหน้าหมดแล้ว ข้าง ๆ ไม่มีใคร จึงลดเสียงลงกล่าวว่า "เจินจือ เมื่อกี้ข้ามาพร้อมกับท่านจู่ปู้อ้อง ระหว่างทางได้ยินเขาเล่าว่า ตามที่คนในราชสำนักว่ากัน เตียวเหยียงโกรธหนักนักที่ท่านกับตู้อิ้วจับกุมเตียวจื๋อ ทั้งกุยโต๋ก็มิเห็นแก่หน้าญาติ พิพากษาให้ประหารเตียวจื๋อกลางตลาด ทว่าด้วยท่านมีความชอบในการศึกอันโดดเด่น ทั้งตระกูลซุน ตระกูลตู้ ตระกูลกัวล้วนเป็นตระกูลมีชื่อเสียงก้องแผ่นดิน ดังนั้นแม้เขาตั้งใจจะหาเรื่องท่านทั้งหลาย ก็จนปัญญาทำอันใดมิได้" อันที่อ้องหลานได้รับการชุบเลี้ยงจากบุนไท่โส่วให้เป็นจู่ปู้นั้น ก็ด้วยมีกำเนิดในตระกูลบัณฑิตมีชื่อ ญาติของเขามีผู้รับราชการอยู่ในราชสำนัก ปกติมีจดหมายไปมาหากัน จึงรู้ข่าวคราวในราชสำนักอย่างคล่องแคล่ว
ซุนเจินรู้ว่าเตียวเหยียงกับเตียวต๋งจะเรืองอำนาจอยู่อีกไม่กี่ปี แม้กังวลว่าการจับกุมเตียวจื๋อจะทำให้เตียวเหยียงโกรธ แต่ก็เป็นเพียงกังวล หาได้ครั่นคร้ามไม่ สิ่งที่เขาห่วงใยที่สุดมิใช่ชีวิตของตน หากต้องโทษขึ้นมา อย่างมากเขาก็จะเอาเยี่ยงบรรพชนพรรคบัณฑิตรุ่นก่อน อย่างเตียวเจี่ยน เหอหยง หลบลี้ไปตามยุทธจักร หลบซ่อนสักสองสามปีก็เท่านั้น สิ่งที่เขาห่วงใยที่สุดคือตำแหน่งจั่วจวินซือหม่า(ซือหม่าผู้ช่วยทัพ)(11)จะพลอยล่มสลายไปเพราะเรื่องนี้หรือไม่ ครั้นได้ฟังคำของจงฮิวก็วางใจลง จึงกล่าวว่า "ทำให้ท่านพี่หยวนฉางต้องลำบากใจเพราะเรื่องของข้าผู้น้อยเสียแล้ว"
จงฮิวกล่าวอย่างไม่พอใจว่า "เราเป็นเช่นไรกัน ยังจะมาตีตัวออกห่างอีกหรือ?"
สองคนต่างมองหน้ากันหัวเราะ ความสัมพันธ์ระหว่างซุนเจินกับจงฮิวเดิมก็สนิทสนมกันอยู่แล้ว แต่หลังจากจับกุมเตียวจื๋อ ซุนเจินรู้สึกได้ชัดว่าจงฮิวดูจะสนิทสนมกับเขายิ่งขึ้น เขาคิดในใจว่า "การจับกุมเตียวจื๋อแท้จริงเป็นเรื่องที่ข้าจำใจกระทำ แต่กลับทำให้ได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษจากอ้องอุ้น ขงหยง หยวนฉาง และคนอื่น ๆ ทั้งก่อนและหลัง ก็นับเป็นผลพลอยได้นอกเหนือความคาดอยู่!" ในเรื่องนี้เขาออกจะละอายใจอยู่ไม่น้อย
ครั้นถึงจวนแคว้น อ้องอุ้นกับบุนไท่โส่วนำเสมียนเจ้าพนักงานประจำมณฑลและแคว้นออกมาต้อนรับที่ประตูจวน
ในจวนจุดคบเพลิงสว่างไสว แสงไฟเจิดจ้า คนทั้งหลายเข้าสู่ท้องพระโรง
หญิงขับร้องบรรเลงดนตรี หญิงรำร่ายรำ หญิงรับใช้ยกสำรับกับข้าวอันประณีตออกมาเลี้ยง คนเต็มท้องพระโรงหลายสิบคน ล้วนสวมเสื้อกว้างคาดสายรัดใหญ่ เป็นมหาบัณฑิตผู้รอบรู้ลึกซึ้ง เป็นผู้มีชื่อเสียงแห่งมณฑลและแคว้นทั้งสิ้น ฮองฮูสงกับจูฮีก็ทยอยกันมาถึง เจ้าภาพกับแขกยกจอกขึ้นดื่ม ในยามดื่มกินรื่นเริงหัวเราะกันอยู่นั้น เสมียนนอกท้องพระโรงเข้ามาแจ้งว่ามีผู้ขอพบซุนเจิน ซุนเจินจึงขออภัยออกไปจากท้องพระโรง อันที่จริงคือหยวนจงชิงนำผักดองที่เฉินจื่อทำเองด้วยมือมาให้กล่องหนึ่ง เขารับมาแล้วซ่อนไว้ในแขนเสื้อ กลับเข้าสู่ท้องพระโรง
กล่องซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ทำให้แขนเสื้อพองออก คนในท้องพระโรงหลายคนเห็นเข้า ทว่าด้วยมารยาทจึงไม่มีใครถาม มีเพียงขงหยงที่เมาไปสามส่วน กวักมือเรียกเขาแล้วหัวเราะถามว่า "ท่านเจินจือออกไปยามมือเปล่า กลับมาแขนเสื้อกลับพองออก ในแขนเสื้อซ่อนสิ่งใดไว้? เป็นสุราชั้นดีกระมัง?"
เดิมซุนเจินตั้งใจจะมอบผักดองให้ตันจี้ ซุนซอง และซุนฉวีอย่างเงียบ ๆ แต่กลับถูกขงหยงทักจนแตก จึงคุกเข่าลงคำนับกลางที่นั่ง หยิบกล่องออกมาประคองไว้ในมือ ตอบว่า "ในนี้คือผักดองที่ภรรยาของข้าน้อยทำ ท่านอาผู้เป็นพ่อตาของข้าน้อยคิดถึงรสนี้ ข้าน้อยจึงใช้คนไปเอามาจากบ้านบ้าง อยากถวายแก่ท่านอา ท่านปู่ในตระกูล และท่านพี่ในตระกูล"
ขงหยงตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วอดรำพึงมิได้ว่า "ท่านเจินจือมีความกตัญญูน่าสรรเสริญแท้"
อ้องอุ้นหัวเราะกล่าวว่า "บุ๋นกื้อนึกว่าเป็นสุราชั้นดี ที่แท้เป็นอาหารชั้นดี ถ้าเป็นสุราชั้นดี ข้าก็อยากชิมสักหน่อยสองหน่อย แต่ในเมื่อเป็นอาหารชั้นดี อันเป็นความกตัญญูของเจินจือ พวกเราก็ไม่ควรไปแย่งของจากปากท่านตันและท่านซุนแล้ว" กล่าวพลางก็หัวเราะลั่น แล้วกล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ รีบไปถวายท่านอาผู้เป็นพ่อตาและท่านปู่ ท่านพี่ในตระกูลของเจ้าเถิด"
ซุนเจินรับคำ แล้วถวายแก่ซุนซอง ตันจี้ และซุนฉวี ตันจี้คาดไม่ถึงว่าคำพูดที่เอ่ยลอย ๆ ว่าคิดถึงผักดองฝีมือเฉินจื่อนั้น ซุนเจินจะจดจำไว้ในใจอย่างมั่นคง ถึงกับสั่งคนให้ไปเอามาจากบ้านกล่องหนึ่ง ก็ปลื้มใจยินดี คิดในใจว่า "เจินจือแม้บางคราวกระทำการเด็ดเดี่ยวห้าวหาญ แต่ก็เคร่งครัดในมารยาท มีความกตัญญูยิ่งนัก"
คนทั้งหลายในงานเลี้ยงต่างสำราญใจ ครั้นถึงคราวเลิกงาน อ้องอุ้นกล่าวว่า "เหล่าท่านมาชุมนุมกันที่เอี้ยงเต๊ก อาจกล่าวได้ว่าผู้ทรงคุณประชุมพร้อมเพรียง บัดนี้เพิ่งผ่านพ้นศึกสงคราม เป็นยามอันควรฟื้นฟูการอักษรศาสตร์ ข้าคิดจะจัดการประชุมถกคัมภีร์ขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า เหล่าท่านเห็นเป็นอย่างไร?" อันการประชุมถกคัมภีร์นั้น ฟังชื่อก็รู้ว่าเป็นการประชุมโต้แย้งคัมภีร์ลัทธิขงจื๊อ คนในงานล้วนเป็นผู้ช่ำชองในทางนี้ ไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงนัดหมายกันไว้ดังนั้น
ออกจากจวนไท่โส่ว ซุนเจิน ซุนฮิว ซุนเฉิงส่งซุนฉวี ตันจี้ และคนทั้งหลายกลับที่พัก แล้วอยู่สนทนาเป็นเพื่อนต่อ
ซุนฉวีเห็นซุนเจินครุ่นคิดอยู่ จึงถามว่า "เจินจือ กำลังคิดอะไรอยู่?"
ซุนเจินตอบว่า "ท่านพี่รอง ข้ากำลังคิดถึงคำพูดประโยคหนึ่งที่ท่านอ้องกล่าวตอนเลิกงานเมื่อค่ำนี้"
ซุนฉวีถามว่า "ประโยคไหน?"
"ท่านอ้องกล่าวว่า 'บัดนี้เพิ่งผ่านพ้นศึกสงคราม เป็นยามอันควรฟื้นฟูการอักษรศาสตร์' ก็คือประโยคนี้แล"
ซุนฉวีถามว่า "ประโยคนี้มีอะไรให้ขบคิดเล่า?"
ซุนเจินตอบว่า "การประชุมถกคัมภีร์ครั้งเดียวดูจะยังไม่พอจะให้เกิดผลในการ 'ฟื้นฟูการอักษรศาสตร์' ข้ากำลังคิดอยู่ว่า พวกเราจะตั้งสำนักศึกษาส่วนตัวขึ้นที่เองอิมได้หรือไม่?"
"ตั้งสำนักศึกษาส่วนตัว?"
"ใช่ขอรับ ท่านพี่รองเห็นเป็นอย่างไร?"
อันสมัยฮั่นทั้งสอง(12)กระแสการเดินทางไปร่ำเรียนรุ่งเรืองยิ่งนัก ปราชญ์ผู้รอบรู้ในถิ่นต่าง ๆ มักตั้งสำนักสั่งสอนวิชา ว่าในเวลานี้ สำนักศึกษาส่วนตัวที่ขึ้นชื่อที่สุดเห็นจะเป็นสำนักของเต็งเหียนแห่งปักไฮ มีศิษย์อยู่หลายพันคนเสมอ ในนั้นมีผู้มีชื่อเสียงก้องแผ่นดินอยู่ไม่น้อย อย่างชุยเอี๋ยน กว๋อยวน ซีลวี่ ซุนเขียน เป็นต้น มิตรเก่าของซุนเจิน คือฉินกานที่บัดนี้เป็นจู่ปู้แห่งเองอิม ก็เป็นศิษย์ของเต็งเหียนเช่นกัน ว่าเฉพาะเองฉวนแล้ว ตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก ตระกูลตันแห่งอำเภอสวี่ ก็ตั้งสำนักศึกษาส่วนตัวเหมือนกัน ซวนปั๋ว เซียงซานเหล่าแห่งตำบลตะวันตก เมื่อครั้งหนุ่มก็เคยเรียนกฎหมายในสำนักศึกษาส่วนตัวของตระกูลกัว แม้ซวนปั๋วจะเป็นเพียงผู้เฒ่าประจำตำบล ก็ยังตั้งสำนักศึกษาของตน สือซ่าง ซวนคาง เป็นต้น ก็คือศิษย์ในสำนักของเขานี่เอง ตระกูลซุนก็มีสำนักศึกษาส่วนตัว เมื่อครั้งซุนซกยังมีชีวิต หลี่กู้ หลี่อิง และผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายต่างเคยเป็นศิษย์ของเขา ครั้นซุนซกถึงแก่กรรม ประจวบกับเกิดคดีกวาดล้างพรรคบัณฑิต(13) ตระกูลซุนจึงลดขนาดของสำนักศึกษาส่วนตัวลง บัดนี้ส่วนใหญ่รับแต่บุตรหลานในตระกูล คนนอกแซ่มีไม่มาก บุนเพ่งนับเป็นคนหนึ่ง นอกนั้นก็เหลือไม่กี่คน
สำหรับมหาบัณฑิตเหล่านี้ ประโยชน์อันใหญ่หลวงที่สุดของการตั้งสำนักศึกษาส่วนตัว คือการได้ถ่ายทอดวิถีธรรมที่ตนร่ำเรียนมา แต่สำหรับซุนเจินแล้ว เวลานี้เขายังไม่สู้ให้ความสำคัญกับ "วิถีธรรม" นี้นัก สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือ หากสามารถโน้มน้าวให้คนในตระกูลขยายขนาดสำนักศึกษาส่วนตัวของตระกูลซุน รับศิษย์นอกแซ่เข้ามาให้มากขึ้น เช่นนั้นสำนักศึกษานี้ก็เท่ากับเป็นคลังสะสมผู้มีปรีชานั่นเอง
การตั้งสำนักศึกษาส่วนตัวมีหลักสำคัญสองข้อ ข้อหนึ่งคือกำลังครูบาอาจารย์ อีกข้อหนึ่งคือสถานที่สอนวิชา ในตระกูลซุนมีปราชญ์มากมาย กำลังครูบาอาจารย์มิใช่ปัญหา สถานที่ก็มิใช่ปัญหา เต็งเหียนนั้นบ้านยากจน ตระกูลตันก็มิได้ร่ำรวย อาศัยแต่ "ค่าเล่าเรียน" จากศิษย์ ก็ยังตั้งสำนักศึกษาส่วนตัวขึ้นได้ ไฉนเลยซุนเจินที่มีเงินทองในมือนับร้อยล้านจะตั้งไม่ได้?
ซุนฉวีตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "บัดนี้คดีกวาดล้างพรรคบัณฑิตได้คลายลงแล้ว เรื่องนี้พอกระทำได้ ที่กบฏโพกผ้าเหลืองก่อความวุ่นวายขึ้นนั้น ข้อหนึ่งเพราะขันทีกุมอำนาจ เสมียนตามมณฑลและแคว้นล้วนเป็นพวกฉ้อฉลต่ำช้า ข้อสองก็เพราะศีลธรรมของผู้คนเสื่อมทรามลงทุกวัน วิถีธรรมแห่งวิญญูชนไม่ปรากฏ จึงควรนำพาด้วย 'จริยธรรมแห่งขนบ' เจินจือ การที่เจ้าคิดตั้งสำนักสั่งสอนวิชา อบรมขนบธรรมเนียมให้แน่นหนา นี่ดียิ่งนัก! พรุ่งนี้ข้าจะไปคารวะญาติอาของข้า แจ้งเรื่องนี้แก่ท่าน ข้าคิดว่าท่านคงจะยินดีเห็นพ้องด้วย รอข้ากลับถึงเรือนแล้ว ข้าจะขอความเห็นจากหัวหน้าตระกูลอีกที หัวหน้าตระกูลก็คงจะไม่คัดค้าน เพียงได้รับอนุญาตจากหัวหน้าตระกูล สำนักศึกษาส่วนตัวนี้ก็ตั้งขึ้นได้แล้ว"
คำว่า "ญาติอา" นั้นหมายถึงซุนซอง พูดไปพลาง เขาก็ไอแห้ง ๆ มิหยุด
ซุนเจินมองออกไปนอกหน้าต่าง ราตรีดึกแล้ว จึงกล่าวว่า "เรื่องนี้สุดแล้วแต่ท่านพี่รองจะวางแผน ท่านพี่รองยังป่วยไม่หาย พวกเราจะไม่นั่งอยู่นานแล้ว ท่านพี่รอง จงรักษาสุขภาพ พักผ่อนแต่เนิ่นเถิด" แล้วอำลาซุนฉวีกับตันจี้ ย่ำราตรีกลับบ้าน เวลานั้นประตูเมืองปิดแล้ว ซุนฮิวกับซุนเฉิงกลับไปยังค่ายนอกเมืองไม่ได้ จึงค้างคืนอยู่ที่บ้านซุนเจินคืนหนึ่ง
## เชิงอรรถ
(1) ไว้จุก — สมัยโบราณเด็กยังเล็กจะมัดผมเป็นจุกสองข้างคล้ายเขา จึงใช้แทนวัยเด็ก "มิตรกันมาแต่ครั้งยังไว้จุก" หมายถึงเป็นเพื่อนกันมาแต่เยาว์วัย
(2) เข้าพิธีสวมกวาน — พิธีสวมหมวกกวานเมื่อบุรุษอายุครบยี่สิบปี เป็นเครื่องหมายว่าบรรลุวัยฉกรรจ์เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
(3) "สรรพสิ่งล่วงไปดั่งสายน้ำนี้แล" — วาทะของขงจื่อในคัมภีร์หลุนอวี่ ขณะยืนริมธารน้ำ คร่ำครวญว่ากาลเวลาและสรรพสิ่งล่วงไปไม่หวนคืนดุจสายน้ำที่ไหลไม่หยุด
(4) ม้าขาววิ่งผ่านช่องผนัง — สำนวนเปรียบชีวิตคนสั้นและกาลเวลาผ่านไปรวดเร็ว ดุจเห็นม้าขาวแล่นผ่านช่องว่างเพียงชั่วพริบตา
(5) ไมตรีจี้ฉวิน — สำนวนที่เกิดจากเรื่องไมตรีของขงหยง ตันจี้ (หยวนฟาง) และตันกุ๋น (เตียงบุ๋น) ใช้หมายถึงมิตรไมตรีอันดีงามข้ามรุ่นวัยระหว่างสองตระกูล
(6) เปี๋ยเจี้ย — ตำแหน่งผู้ช่วยข้าหลวงมณฑล ในการเดินทางตรวจราชการจะติดตามไปด้วยรถคนละคันกับข้าหลวง จึงได้ชื่อนี้
(7) มีเซ่อฟู — นายตำบลชั้นหนึ่งศักดิ์ร้อยสือ สำหรับตำบลใหญ่ที่มีประชากรห้าพันคนขึ้นไป สวมสายถักสีเขียว
(8) กระแสวิพากษ์วิจารณ์ (ชิงอี้) — ธรรมเนียมการที่บัณฑิตปลายยุคฮั่นวิพากษ์วิจารณ์บุคคลและการบ้านการเมือง ชื่อเสียงเกียรติคุณของบัณฑิตมักได้มาจากการที่ผู้คนเล่าลือยกย่องกัน
(9) ผู้คบมิตรเลิศในหล้า — สมญาที่คนยุคนั้นยกให้ซุนอวี้ (ชื่อรองว่าปั๋อซิว) ผู้ชอบคบหาวีรชนทั่วแผ่นดินอย่างกว้างขวาง
(10) "ที่ใดมีคุณธรรม แม้คนนับล้านขวางอยู่ข้าก็จะมุ่งไป" — วาทะจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ แสดงความเด็ดเดี่ยวที่จะทำในสิ่งชอบธรรมแม้มีอุปสรรคนานัปการ
(11) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าผู้ช่วยทัพ ขุนนางฝ่ายทหารที่ขึ้นตรงต่อแม่ทัพในกองทัพ
(12) ฮั่นทั้งสอง — หมายถึงราชวงศ์ฮั่นตะวันตกและฮั่นตะวันออกรวมกัน
(13) คดีกวาดล้างพรรคบัณฑิต (ตั่งกู้) — เหตุการณ์ที่ราชสำนักเนรเทศและห้ามบัณฑิตผู้ต่อต้านขันทีรับราชการ ผ่อนปรนลงในศักราชกวงเหอปีที่สาม