# ตอนที่ 266 — ตามทัพไปยีหลำ (ตอนกลาง)
รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ซุนฉวีก็ไปหาซุนซอง บอกเล่าข้อเสนอของซุนเจินให้ทราบ
ซุนซองยินดีนัก กล่าวว่า "อันความเป็นครูสืบทอดวิชา ย่อมเป็นกุศลอันยืนยงพันปี เจินจือคิดได้ถึงเพียงนี้ ดีนักดีหนา ดีนักดีหนา"
ว่าแล้วก็หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึกออกมาทันที เขียนสารถึงซุนกุนฉบับหนึ่ง มอบให้ซุนฉวี กล่าวว่า "ข้าน้อยมีตำแหน่งราชการติดตัวอยู่ ไม่สะดวกจะกลับบ้าน ท่านกลับไปแล้วจงนำเรื่องนี้กราบเรียนพี่ใหญ่ของข้า ข้าเห็นชอบด้วยอย่างยิ่ง คาดว่าพี่ใหญ่ก็คงมิคัดค้านดอก" ซุนฉวีรับคำว่า "ขอรับ" เก็บสารใส่ไว้ แล้วลาจากไป ครั้นถึงยามค่ำ ซุนเจินมาพบเขาอีก เขาจึงบอกเล่าคำของซุนซองให้ฟัง ยิ้มว่า "เจินจือ การณ์สำเร็จไปแปดส่วนแล้ว"
ซุนเจินกล่าวว่า "การตั้งสำนักศึกษามิอาจขาดทุนทรัพย์ ข้าพเจ้ามิปิดบังพี่รอง ระยะก่อนนี้ข้าพเจ้าได้ทรัพย์สมบัติของพวกกบฏมาอยู่บ้าง ใคร่จะออกเงินซื้อที่ดินสร้างเรือน อุดหนุนการตั้งสำนักศึกษาในตระกูล"
ซุนฉวีจ้องมองซุนเจิน ยิ้มว่า "'ได้ทรัพย์สมบัติของพวกกบฏมาอยู่บ้าง' ฤๅ? เป็นเพียง 'ได้มาอยู่บ้าง' เท่านั้นหรือ? เมื่อหลายวันก่อน ก๋งตัดกับจงเหรินขนทรัพย์สมบัติหลายสิบเล่มเกวียนไปส่งยังบ้านของเจ้าและคฤหาสน์ที่เจ้าซื้อไว้ในตำบลตะวันตกมิใช่หรือ? แม้เจ้าจะทำการลับเร้น แต่ก็มิอาจปิดบังข้าได้"
ซุนเจินก็มิปิดบังต่อหน้าซุนฉวี หัวเราะ "แฮ่ ๆ" แล้วกล่าวว่า "พี่รองย่อมรู้นิสัยใจคอข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิใช่คนโลภทรัพย์ ที่ยึดทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไว้มิได้ส่งมอบแก่จวนเมืองนั้น หาใช่เพราะเห็นแก่ครอบครัวข้าพเจ้าไม่ ทั้งมิใช่เพราะที่นาเรือนบ่าวด้วย พี่รอง บัดนี้โพกผ้าเหลืองก่อกบฏขึ้นทั่วทุกทิศ แม้ฮ่องเต้จะทรงผ่อนปรนคดีพรรคพวกแล้ว ทว่าก็เป็นการกระทำโดยจำใจ เตียวเหยียง เตียวต๋ง กับพวกพ้องยังคงเกลื่อนกล่นอยู่ในราชสำนัก คนซื่อตรงมิอาจเข้ารับราชการได้ แผ่นดินนี้ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องลุกเป็นไฟ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงซ่อนทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไว้ ก็เพื่อเห็นแก่วันข้างหน้า หากในภายหน้าแผ่นดินวุ่นวายขึ้นมา มีทรัพย์สมบัติเหล่านี้อยู่ในมือ อย่างน้อยก็เกณฑ์ผู้คนไว้ได้บ้าง รักษาตระกูลของเราให้ปลอดภัย"
ซุนฉวีเอามือปิดปากไอเสียงสองสามครั้ง แล้วกล่าวว่า "ข้าย่อมรู้นิสัยใจคอเจ้าอยู่แล้ว แต่เยาว์วัยมาเจ้าก็มิใช่คนโลภทรัพย์ ครั้งเจ้าอยู่ตำบลตะวันตก เพื่อคบหานักเลงผู้กล้า เจ้าแทบจะทุ่มทรัพย์สมบัติในบ้านจนหมดสิ้น เจินจือเอ๋ย ครั้งนั้นคนในตระกูลหลายคนมิเห็นด้วยกับการนี้ ทว่าเมื่อมองในวันนี้ ที่เจ้าสามารถตีแตกโพกผ้าเหลืองได้ครั้งแล้วครั้งเล่า แผ่เดชสะเทือนทั้งเมือง ได้ความชอบและชื่อเสียงเหล่านี้มา ก็มิอาจแยกขาดจากนักเลงผู้กล้าที่เจ้าเรียกหามาแต่ครั้งก่อนนั้นเลย เจ้ามีสายตายาวไกลหยั่งรู้เหตุล่วงหน้าแท้" ในเรื่องการหยั่งรู้เหตุล่วงหน้าของซุนเจินนี้ เขารู้สึกว่าตนเองสู้มิได้อยู่บ้าง ซุนเจินละอายใจยิ่งนัก ทว่าก็มิอาจบอกซุนฉวีได้ว่าเหตุใดตนจึงมี "สายตาหยั่งรู้เหตุล่วงหน้า"
เรื่องการตั้งสำนักศึกษาส่วนตัวก็เป็นอันตกลงกันเช่นนี้ เพียงรอให้การประชุมถกคัมภีร์เสร็จสิ้นลง ซุนฉวีกลับไปถึงบ้านแล้ว ก็จะลงมือจัดตั้งได้
สองวันต่อมา ก็มีบัณฑิตเดินทางมาอีกไม่น้อย ในหมู่นั้นมีคนคุ้นเคยของซุนเจินอยู่หลายคน เช่น หลี่จ้าน หลี่เซวียน หลี่เจียน ตู้สี ฟู่หง เป็นอาทิ สามคนแซ่หลี่นั้นไม่ต้องกล่าวถึง ส่วนตู้สีเป็นชาวติ้งหลิง ฟู่หงเป็นชาวอำเภอเซียงเซีย สองคนนี้เมื่อครั้งก่อนก็เคยตามอินซิ่วออกตรวจตราการเพาะปลูกในเมืองด้วยกัน เช่นเดียวกับเจ่าจือและฝานชิน ซุนเจินล้วนรู้จักพวกเขาที่ตำบลตะวันตกทั้งสิ้น ครั้นได้พบสหายเก่า ซุนเจินก็จัดเลี้ยงต้อนรับพวกเขาในเรือน มีซุนฮิว ซุนฮก ซุนเฉิงนั่งเป็นเพื่อน อีกทั้งแนะนำซีจื้อไฉ สือซ่าง ซวนคาง กับคนอื่น ๆ ให้รู้จักกัน บนโต๊ะสุราเมื่อดื่มจนครึกครื้น ผู้คนต่างพูดถึงโพกผ้าเหลืองในเมืองนี้ ก็มิวายชื่นชมซุนเจินกันยกใหญ่ แล้วยังพูดถึง "คดีเตียวจื๋อ" อันเป็นที่จับตาที่สุดในเวลานี้ แม้แต่หลี่เจียนซึ่งเคยเห็นว่าซุนเจิน "ความรู้ตื้นเขิน" ก็ยังเปลี่ยนสีหน้ามาสรรเสริญซุนเจิน หลี่เจียนกับหลี่เซวียนเป็นคนตระกูลเดียวกัน ทั้งเป็นลูกหลานของหลี่อิง ย่อมเกลียดชังพรรคขันทีเป็นที่สุด ครั้นพูดถึงเรื่องฮ่องเต้ทรงผ่อนปรนคดีพรรคพวก กับขุนนางที่เพิ่งมาประจำมณฑลใหม่อย่างอ้องอุ้น ซุนซอง ขงหยง ผู้คนต่างก็ปลื้มปีติยินดียิ่ง พวกเขาส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานตระกูลมีชื่อ ล้วนต้องคดีพรรคพวกมา บัดนี้ฮ่องเต้ทรงผ่อนปรนคดีพรรคพวกแล้ว อ้องอุ้น ซุนซอง ขงหยง ก็ล้วนเป็นพวกพ้องอุดมการณ์เดียวกัน วันที่พวกเขาจะได้ออกรับราชการคงอยู่ไม่ไกลแล้ว ในเรื่องนี้ ซุนเจินก็เฝ้าคอยอยู่เช่นกัน หลายปีมานี้เขาบากบั่นวางรากฐานในเมืองเองฉวน มิเพียงเรียกหาผู้กล้านักเลงอย่างสวี่จ้ง เจียงฉินมาไว้ ยังคบหากับบัณฑิตตามอำเภอต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง หากหลี่เซวียน หลี่เจียนคนเหล่านี้ได้เข้ารับราชการกันหมด ในภายหน้าเขาก็ย่อมมีพรรคพวกไว้ใช้สอยมากขึ้น
ในงานเลี้ยงสุราคืนนี้ เพิ่งจะกล่าวว่าบัณฑิตตามอำเภอต่าง ๆ ที่ต้องคดีพรรคพวกคงจะได้ออกรับราชการในไม่ช้า พอวันรุ่งขึ้น ซุนเจินก็ได้ยินข่าวดีอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ คือ ซุนฮกได้รับการเสนอชื่อจากจงฮิวให้เป็นหู่เฉาเฉวียน (เจ้ากรมทะเบียนราษฎร)(1) ประจำเมือง พร้อมกันนั้นจงฮิวยังเสนอชื่อบัณฑิตอีกยี่สิบกว่าคน บ้างให้เป็นเสมียนเมือง บ้างให้เป็นเสมียนอำเภอ ในหมู่นั้นก็มิวายมีคนที่ดื่มสุราอยู่กับซุนเจินเมื่อคืนวานด้วย
ในระยะวันเหล่านี้ ซุนเจิน ตู้อิ้ว กับกุยโต๋จัดการเรื่องใหญ่คือการจับกุมเตียวจื๋อสำเร็จ ฝ่ายจงฮิวก็มิได้อยู่ว่าง ครั้นโพกผ้าเหลืองก่อกบฏ เสมียนอำเภอหลายคนพากันหลบหนีไป บุนไท่โส่วจึงสั่งให้เขาคัดเลือกผู้มีความสามารถมาเติมตำแหน่งที่ว่างลง เขาก็ฉวยโอกาสนี้ มิเพียงคัดเลือกบัณฑิตพวกพ้องอุดมการณ์เดียวกันชุดนี้ขึ้นมา หากยังยื่นฎีกาถอดถอนเสมียนเมืองเสมียนอำเภอหลายคนที่ปกติมิมีชื่อเสียงสะอาด เกียรติคุณมิดี อีกทั้งขับไล่เสมียนออกไปอีกชุดหนึ่ง ที่ซุนฮกได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหู่เฉาเฉวียนนั้น ตำแหน่งหู่เฉาเฉวียนนี้ก็ได้มาด้วยเหตุนี้เอง หู่เฉาเฉวียนคนก่อนโลภมัวหมองยิ่งนัก จงฮิวขัดเคืองเขามานานแล้ว เคยยื่นฎีกาถอดถอนเขาหลายครั้ง เพียงแต่เพราะคนผู้นี้มีที่พึ่งพิงหนุนหลัง เรื่องจึงเงียบหายไปทุกที แต่บัดนี้อาศัยศึกสงครามจัดระเบียบวงราชการเสียใหม่ อาศัยกำลังบารมีของอ้องอุ้นที่มาถึง อีกทั้งอาศัยจังหวะที่บุนไท่โส่วใจลอย หวาดหวั่นว่าจะต้องโทษ ไม่ใส่ใจในอำนาจวาสนาดังแต่ก่อน ในที่สุดก็ยื่นฎีกาถอดถอนขับไล่เขาออกไปได้สำเร็จในคราวเดียว
ครั้นได้ทราบข่าวนี้แล้ว ซุนฮกมาหาซุนเจิน กล่าวกับซุนเจินว่า "พี่ใหญ่ หยวนฉางเสนอชื่อข้าพเจ้าเป็นหู่เฉาเฉวียน ข้าพเจ้ามิอยากรับตำแหน่ง"
ซุนเจินถามว่า "เพราะเหตุใด?"
ซุนฮกกล่าวว่า "ข้าพเจ้าใคร่จะตามพี่ใหญ่ออกศึกนอกเมือง" เมื่อเทียบกับการเป็นเสมียนเมืองอยู่อย่างเรียบร้อย ซุนฮกก็มีเลือดร้อนของคนหนุ่มอยู่เช่นกัน อยากจะร่วมกับซุนเจินสร้างความชอบนอกเมือง ได้ความชอบในการศึกมากกว่า
หากซุนฮกมิได้รับการเสนอชื่อเป็นหู่เฉาเฉวียน ในคำขอนี้ ซุนเจินย่อมยินดียิ่ง เพราะในสารที่เขาเขียนถึงซุนฮกก่อนหน้านี้ก็เคยถามความเห็นซุนฮกในเรื่องนี้แล้ว ถามว่าจะยินดีตามเขาออกศึกนอกเมืองหรือไม่ ทว่าบัดนี้ซุนฮกได้รับการเสนอชื่อเป็นหู่เฉาเฉวียนเสียแล้ว ซุนเจินจึงเปลี่ยนใจ อันหู่เฉาแห่งเมืองดูแล "ทะเบียนราษฎร การบวงสรวง การเพาะปลูกเลี้ยงไหม" ทั้งกินถึงคดีความด้วย คนถือเอาอาหารเป็นใหญ่ หู่เฉาของเมืองทั้งคุมทะเบียนราษฎร ทั้งคุมการเพาะปลูกเลี้ยงไหม อีกทั้งคุมการบวงสรวง ในบรรดากรมต่าง ๆ ของจวนเมืองนับเป็นตำแหน่งสำคัญยิ่ง มักจัดลำดับอยู่หน้ากรมอื่น ๆ ซุนเจินกุมกรมทหารของเมือง (ปิงเฉา) ไว้ในมือแล้ว หากกุมหู่เฉาของเมืองไว้ในมือได้อีก เช่นนั้นมือหนึ่งกุมอำนาจทหาร มืออีกข้างกุมอำนาจราชการพลเรือน อีกทั้งมีตู้อิ้ว กุยโต๋สองคนคุมกรมโจร (เจ๋อเฉา) กับกรมพิพากษา (จวี๋เฉา) ของเมือง มีอำนาจตุลาการเป็นกำลังหนุนอีก สามอำนาจอยู่ในมือ อีกทั้งจงฮิวซึ่งกุมอำนาจใหญ่ด้านบุคคลในเมืองก็คบหากันดีกับเขา อีกทั้งซุนซองได้เป็นเปี๋ยเจี้ยแห่งมณฑลนี้ บุนไท่โส่วไม่ช้าก็ต้องพ้นตำแหน่ง เปลี่ยนไท่โส่วคนใหม่มา ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็มิอาจสั่นคลอนฐานะของตระกูลซุนในเมือง อย่างน้อยก็ในวงราชการของเมืองนี้ได้อีก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตักเตือนซุนฮก กล่าวว่า "บุ๋นเยียกพูดผิดไปแล้ว!"
ซุนฮกถามว่า "พี่ใหญ่หมายความว่าอย่างไร?"
ซุนเจินกล่าวว่า "การปราบกบฏกับการบำรุงราษฎรนั้นสำคัญเท่ากัน เมืองเองฉวนเพิ่งต้องศึกสงคราม ราษฎรจำต้องปลอบประโลมโดยด่วน เจ้าได้รับการเสนอชื่อจากหยวนฉางเป็นหู่เฉาเฉวียนแล้ว ก็ควรฉวยโอกาสอันดีนี้สร้างกุศลแก่ราษฎรในเมืองของเรา"
ซุนฮกก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รับฟังความเห็นของซุนเจิน
ซุนเจินยิ้มว่า "หากข้าตามท่านแม่ทัพฮองฮู ท่านแม่ทัพจูออกศึกนอกเมือง บางทีก็ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเจ้าอยู่!" ครั้นมีเมืองเองฉวนอยู่ กองทัพที่ซุนเจินยกออกนอกเมืองนี้ก็มิใช่ต้นไม้ไร้ราก ลำธารไร้ต้นน้ำ
ครั้นซุนฮกจากไปแล้ว ซุนเจินก็ไพล่มือยืนอยู่กลางลานบ้าน ยืนใต้ต้นทับทิม แหงนมองกิ่งใบอันร่มครึ้ม คิดในใจว่า "บากบั่นมาหลายปี บัดนี้ชื่อข้าก้องไปทั่วเมือง ในมือมีทหารแกล้วกล้ากว่าพันคน เสมียนในวงราชการของเมืองล้วนเป็นพรรคพวกของข้า รากฐานมั่นคงแล้ว รอให้สำนักศึกษาตั้งขึ้น คาดว่าวันข้างหน้าก็คงมิขาดผู้มีความสามารถไว้ใช้สอย น่ายินดีน่าชื่นชมแท้"
เฉินจื่อยกน้ำชาออกมา เห็นเขายืนยิ้มอยู่ตามลำพังใต้ต้นไม้ ก็ถามด้วยความสงสัยว่า "ท่านพี่กำลังคิดสิ่งใดอยู่?"
ซุนเจินรับน้ำชามาจิบหนึ่งอึก ชี้ไปยังกิ่งใบที่ห้อยลงมาจากต้น ยิ้มว่า "ลมวสันต์พัดอบอุ่น ต้นทับทิมเขียวขจี ข้ากำลังคิดว่าคงจะถึงคราวออกดอกออกผลในไม่ช้าแล้วกระมัง"
เฉินจื่อมิรู้ว่าคำนี้แฝงนัยใด ยิ้มอย่างหยอกเอินว่า "ดอกทับทิมจะบานในเดือนสี่เดือนห้า ยังต้องรออีกหลายเดือนเชียวเจ้าค่ะ!"
ซุนเจินหัวเราะก้องว่า "ใช่แล้ว ยังต้องรออีกหลายเดือน แต่ฤดูวสันต์มาถึงแล้ว จะห่างไกลจากการออกดอกออกผลกระไรได้!"
…
เหล่านักปราชญ์และบัณฑิตจากอำเภอต่าง ๆ ในเมืองมาชุมนุมกันที่เอี้ยงเต๊ก ทั่วเมืองเต็มไปด้วยผู้คนสวมหมวกแต่งกายอย่างบัณฑิต ซุนเจินอยู่บนถนนระหว่างทางไปทำราชการ สิ่งที่เห็นล้วนเป็นบัณฑิตสวมหมวกสูงนุ่งห่มยาว ครั้นพบคนที่รู้จัก พวกเขาก็คำนับทักทายอย่างมีมารยาทบนถนน ชั่วครู่หนึ่งเมืองนี้กลับมิเหมือนเมืองที่เพิ่งผ่านศึกอันดุเดือดมา หากกลับดูเหมือนเมืองแห่งวิชาความรู้ที่ไม่มีคนต่ำต้อยไร้การศึกษาไปมา มีแต่ปราชญ์ใหญ่ขับขานสนทนากันเสียแล้ว
บ่ายวันนี้ อ้องอุ้นจัดการประชุมถกคัมภีร์ขึ้นในจวนไท่โส่ว ปราชญ์ใหญ่จากอำเภอต่าง ๆ ขึ้นเวทีแสดงปาฐกถา โต้แย้งซักถามกันและกัน ซุนเจิน ซุนฮก ซุนฮิว หลี่เซวียน กับเหล่าลูกหลานรุ่นน้องนั่งฟังอยู่เบื้องล่าง
ซุนเจินแม้เกิดและเติบโตในตระกูลมีชื่อ แต่เยาว์วัยมาเห็นนักปราชญ์ ปราชญ์เฒ่าเป็นนิจ ทว่าในการประชุมถกคัมภีร์ครั้งนี้ บนเวทีนี้กลับฟังจนเคลิบเคลิ้มหลงใหล แรกเริ่มเหล่าปราชญ์ใหญ่ยังจำกัดอยู่แต่การบรรยายคัมภีร์ ครั้นถึงตอนหลัง จากการบรรยายคัมภีร์ก็ขยายไปสู่การโต้แย้งกฎหมาย แล้วไปสู่การถกเรื่องจารีตและดนตรี งดงามวิจิตรหลากหลาย ขงหยงกับซุนซองเดิมนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ภายหลังตามคำเชื้อเชิญของเหล่าปราชญ์ใหญ่ ทั้งสองก็ขึ้นเวทีบรรยายโต้แย้งกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน วิชา 《อี้จิง》(2) ของซุนซองแตกฉานเป็นแบบฉบับของตน ทำให้บัณฑิตทั้งหอเลื่อมใสนับถือ ไม่มีผู้ใดโต้แย้งหักล้างได้ ส่วนขงหยงนั้น แรกถกเรื่อง "ความกตัญญู" กับญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของจงฮิว ต่อมาก็ถกเรื่องกฎหมายกับบัณฑิตในตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊กคนหนึ่ง พลางแต่งบทกวีบทหนึ่งด้วย เหมือนดั่งอัจฉริยะส่วนมาก ขงหยงสนใจสิ่งต่าง ๆ มากมาย และยังประสบความสำเร็จมิน้อยในหลายด้าน เป็นผู้มากความสามารถหลากศิลปวิทยา
การประชุมถกคัมภีร์ครั้งนี้แต่เดิมกำหนดจบลงในตอนค่ำ ทว่ากลับยืดเยื้อไปจนถึงตอนสายของวันรุ่งขึ้น เพราะปราชญ์เฒ่าหลายคนหมดเรี่ยวแรงจึงได้ยุติลงชั่วคราว เดิมอ้องอุ้นตั้งใจจะจัดการประชุมถกคัมภีร์เพียงวันเดียว แต่เพราะผู้มาร่วมประชุมยังมิหนำใจ มิยอมให้จบลงเพียงนี้ อีกทั้งบัณฑิตจากที่ต่าง ๆ ในเมืองก็ยังคงเดินทางมาร่วมมิขาดสาย ก่อให้เกิดความฮือฮากึกก้องไปทั่วทั้งเมือง ฉะนั้นจึงยืดเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จัดกันต่อเนื่องถึงสามวัน
ในสามวันนี้ ซุนเจินเพียงมีเวลาว่างก็ไปนั่งฟังกับซุนฮิว ซุนฮก ซีจื้อไฉ ฟังไปจนสุดท้ายเขาก็พบความเป็นไปอันน่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ เหล่าปราชญ์ใหญ่ที่มาร่วมประชุมเหล่านี้มีสิ่งร่วมกันมากมาย เป็นต้นว่าส่วนใหญ่ชำนาญการโต้แย้ง ส่วนใหญ่รอบรู้คัมภีร์ต่าง ๆ มิได้เชี่ยวชาญแต่คัมภีร์เดียว ส่วนใหญ่ศึกษาทั้งสำนักหรู (ขงจื๊อ) และสำนักนิติศาสตร์ควบคู่กัน และในปัญหาต่าง ๆ ทรรศนะของพวกเขาก็มักจะลงเอยเหมือนกันแม้มาคนละทาง มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดใจ ครั้นคิดตรองดูถี่ถ้วน ก็มิใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด ตระกูลบัณฑิตของเมืองเองฉวนส่วนใหญ่มีไมตรีต่อกันมาหลายชั่วคน เช่น ตระกูลซุน ตระกูลตัน ตระกูลจง นักปราชญ์ในตระกูลเหล่านี้ยามปกติก็มักมาถกวิชากันเสมอ นานวันเข้า ระหว่างกันย่อมความเห็นต่างน้อยลง ความเห็นพ้องมากขึ้นเป็นธรรมดา
ซุนเจินคิดในใจว่า "เมืองเองฉวนได้รับอิทธิพลจากสำนักนิติศาสตร์อันตกทอดมาแต่ครั้งรณรัฐ บัณฑิตจึงมิได้มุ่งมั่นยึดมั่นแต่คัมภีร์ขงจื๊อ เป็นบัณฑิตหรูบริสุทธิ์ หากส่วนใหญ่ศึกษาทั้งสำนักหรูและสำนักนิติศาสตร์ควบคู่กัน อีกทั้งคบหากันแน่นแฟ้น ทรรศนะในวิชาความรู้ก็มักลงรอยกัน ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน นี่กระมังคือเหตุที่ภายหลังบัณฑิตเมืองเองฉวนรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนทางการเมือง!"
เมืองเองฉวนในครั้งรณรัฐนั้นเป็นดินแดนของสามจิ้น(3) สามจิ้นโดยเฉพาะแคว้นหานเป็นศูนย์กลางของสำนักนิติศาสตร์ บ้านเกิดของเซินปู้ไฮ่และหานเฟยอยู่ห่างจากเอี้ยงเต๊กเพียงไม่กี่สิบลี้ นับแต่ราชวงศ์ปัจจุบันเป็นต้นมา ตระกูลสืบสกุลที่อาศัย "วิชากฎหมาย" อันสืบทอดกันมา คือกฎหมาย เข้ารับราชการต่อเนื่องสามชั่วคนหรือเกินกว่านั้น มีอยู่นับนิ้วได้ ไม่เกินห้าหกตระกูล และในเมืองเองฉวนก็มีอยู่ถึงสามตระกูล คือ ตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊ก ตระกูลจงแห่งฉางเสอ และตระกูลหวังแห่งเองเอี๋ยง ด้วยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของสำนักนิติศาสตร์ที่มุ่งบากบั่นก้าวหน้า ปกครองบ้านเมืองด้วยกฎหมาย ยกย่องเล่ห์กลอุบาย และพิทักษ์อำนาจรวมศูนย์ บัณฑิตเมืองเองฉวนจึงยึดวิชาขงจื๊อเป็นเส้นยืน ยึดวิชากฎหมายเป็นเส้นขวาง เข้าร่วมการเมืองอย่างเต็มใจ ถือธุระแผ่นดินเป็นภาระของตน ฉะนั้นในหมู่คนพรรคพวกจึงมีชาวเองฉวนเป็นจำนวนมาก ใน "แปดอัจฉริยะ" นั้น หลี่อิง ตู้มี่ ซุนอวี้ ล้วนเป็นชาวเองฉวน ผู้นำนักศึกษาไท่เสวียในครั้งกระโน้นคือเกียเปียวก็เป็นชาวเองฉวนเช่นกัน ด้วยมีประเพณีนิยมสำนักนิติศาสตร์และยกย่องเล่ห์กลอุบายเช่นนี้ ครั้นถึงยุคสามก๊กอันเป็นคราวที่วีรบุรุษมาประจวบกัน บัณฑิตเมืองเองฉวนจึงโดดเด่นขึ้นมาเองโดยปริยาย โจโฉอ้างคำคนโบราณกล่าวว่า "ยีหลำกับเองฉวนมีผู้วิเศษมากนัก"(4) จวบจนถึงยุคจิ้น จู่น่าพี่ชายของจู่ที่ก็ยังกล่าวว่า "บัณฑิตชาวยีหลำเองฉวนของเราคมดั่งเหล็กหมาด"(5)
จากสิ่งที่เหมือนกันของเหล่าปราชญ์ใหญ่ ซุนเจินก็คิดถึงสิ่งเหล่านี้ แล้วจากสิ่งเหล่านี้ก็คิดถึงสำนักศึกษาส่วนตัวที่ตระกูลกำลังจะจัดตั้งขึ้น ตระกูลซุนก็ศึกษาทั้งสำนักหรูและสำนักนิติศาสตร์ควบคู่กัน ศิษย์ที่สั่งสอนออกมาย่อมมิใช่บัณฑิตหรูหัวเก่าคร่ำครึ พอจะคาดเห็นได้ว่าศิษย์ในภายภาคหน้าเหล่านี้จะต้องกลายเป็นกำลังหนุนใหญ่ของเขาในวันข้างหน้าแน่แท้
ครั้นการประชุมถกคัมภีร์สามวันสิ้นสุดลง บัณฑิตจากอำเภอต่าง ๆ ก็พากันกลับบ้าน
ซุนเจินส่งซุนฉวี ตันจี้กลับ ส่งไปจนถึงชายเขตอำเภอจึงหยุด ยามจะอำลากัน เขากล่าวกับซุนฉวีว่า "พี่รองกลับบ้านแล้วต้องตั้งใจรักษาตัว โรคหายดีแล้วจึงจะสำแดงปณิธานได้" ซุนฉวีเพียงยิ้มแล้วปล่อยเลยตามเลย บัดนี้ใจของเขาเต็มไปด้วยเรื่องการตั้งสำนักศึกษาส่วนตัว มิได้ใส่ใจคำตักเตือนของซุนเจินนัก ส่วนซุนฮกซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากจงฮิวให้เป็นหู่เฉาเฉวียน ก็ได้รับความเห็นชอบจากบุนไท่โส่ว เข้ารับตำแหน่งแล้ว มิได้กลับไปพร้อมกับซุนฉวีกับคนอื่น ๆ
ครั้นส่งซุนฉวี ตันจี้ไปแล้ว ซุนเจินกับซุนฮก ซุนฮิวก็กลับอำเภอ
ที่หน้าประตูเรือน จั่วปั๋อโหวออกมาต้อนรับ เต็มใบหน้าด้วยรอยยิ้ม กล่าวว่า "ท่านซุน อาหม่านกลับมาแล้ว!"
อาหม่านเป็นบริวารคนหนึ่งในสังกัดซุนเจิน ครั้นซุนเจินมีชัยกลับมายังเอี้ยงเต๊กแล้ว ก็ส่งเขาออกไปทำธุระอย่างหนึ่ง เขาออกไปหลายวันแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็กลับมา
ซุนเจินถามว่า "เขากลับมาคนเดียวฤๅ?"
จั่วปั๋อโหวยิ้มว่า "หามิได้ เขาตามหาคนที่ท่านซุนสั่งให้ตามหาพบแล้ว กลับมาพร้อมกับคนผู้นั้น" ซุนเจินดีใจยิ่ง กล่าวว่า "ดีนัก! คนอยู่ที่ใด?" จั่วปั๋อโหวตอบว่า "อยู่ในลานบ้าน" ซุนเจินพลิกตัวลงจากหลังม้า มิทันแม้แต่จะเหลียวแลซุนฮก ซุนฮิว ซีจื้อไฉ กับคนอื่น ๆ ก้าวฉับ ๆ ขึ้นบันไดหน้าประตู เร่งฝีเท้าตรงไปยังลานบ้าน เห็นเขารีบร้อนเช่นนี้ ซุนฮก ซุนฮิว ซีจื้อไฉ กับคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ซุนฮกมิรู้ว่าคนที่ซุนเจินส่งอาหม่านไปตามหานั้นคือผู้ใด เห็นเขาใจร้อนรอมิได้เช่นนี้ก็แปลกใจยิ่งนัก ถามซุนฮิว ซีจื้อไฉว่า "ผู้ใดมาถึง จึงทำให้พี่ของข้ายินดีถึงเพียงนี้?"
…
## เชิงอรรถ
(1) หู่เฉาเฉวียน (เจ้ากรมทะเบียนราษฎร) — เจ้ากรมหู่เฉาประจำมณฑล ดูแลทะเบียนราษฎร การบวงสรวง การเพาะปลูกเลี้ยงไหม รวมถึงคดีความ จัดเป็นกรมสำคัญยิ่งของจวนเมือง มักจัดลำดับอยู่หน้ากรมอื่น ๆ
(2) 《อี้จิง》 — คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง หนึ่งในห้าคัมภีร์ชั้นเอกของลัทธิขงจื๊อ ว่าด้วยหลักการแห่งการแปรเปลี่ยนของสรรพสิ่งและการพยากรณ์ ซุนซองมีตำราอรรถาธิบายคัมภีร์นี้เป็นแบบฉบับของตน
(3) สามจิ้น — หมายถึงสามแคว้นที่แยกออกมาจากแคว้นจิ้นในยุครณรัฐ คือ หาน เจ้า เว่ย ดินแดนเมืองเองฉวนเดิมเป็นเขตของสามแคว้นนี้ โดยเฉพาะแคว้นหานอันเป็นศูนย์กลางสำนักนิติศาสตร์
(4) "ยีหลำกับเองฉวนมีผู้วิเศษมากนัก" — คำที่โจโฉอ้างคนโบราณกล่าว หมายว่าแถบยีหลำและเองฉวนเป็นแหล่งกำเนิดผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องเป็นจำนวนมาก
(5) "บัณฑิตชาวยีหลำเองฉวนของเราคมดั่งเหล็กหมาด" — วาทะของจู่น่าพี่ชายของจู่ที่ในยุคจิ้น เปรียบบัณฑิตแถบยีหลำเองฉวนว่ามีสติปัญญาเฉียบคมดุจปลายเหล็กหมาด