# ตอนที่ 264 — ชื่อกระฉ่อนพ้นเขตเมือง เลื่องลือทั่วทั้งมณฑล (ตอนปลาย)
บางคราวเมื่อเลิกงานราชการแล้ว ขณะเดินทางกลับค่ายทหารนอกเมือง ซุนเจินมักพบพานญาติวงศ์ของเตียวจื๋อ คนเหล่านั้นล้วนมิได้แสดงสีหน้าอันดีต่อซุนเจิน ทว่าซุนเจินก็หาได้ถือสาไม่
บางคราวเมื่อตรวจพลทหารเสร็จสิ้น ซุนเจินก็จะแวะไปคารวะซุนซอง ฝ่ายซุนฮิวกับซุนเฉิงนั้นได้พบซุนซองมาก่อนแล้ว หากว่าด้วยความใกล้ชิดสายตระกูล ซุนฮิวย่อมสนิทกับซุนซองยิ่งกว่าซุนเจิน ด้วยปู่ของซุนฮิวกับซุนซองเป็นพี่น้องร่วมสายเดียวกัน แต่เช่นเดียวกับซุนเจิน ซุนฮิวก็มิได้พบหน้าซุนซองมากว่าสิบปีแล้ว ต่อผู้อาวุโสในตระกูลผู้มีชื่อเสียงขจรไกลผู้นี้ เขามีแต่ความทรงจำอันรางเลือนแต่ก่อนเก่าเพียงเล็กน้อย ครั้นได้พบซุนซองแล้ว เขาก็เลื่อมใสในสง่าราศีของซุนซองยิ่งนัก จึงกล่าวกับซุนเจินเป็นการส่วนตัวว่า "วันนี้ได้พบท่านปู่ผู้เป็นญาติร่วมสาย จึงได้รู้ว่าอันใดเรียกว่าหยกขาวผ่องใส อันใดเรียกว่าลมวสันต์กับจันทร์กระจ่าง" แล้วถอนหายใจอย่างชื่นชม กล่าวต่อว่า "หากสักวันหนึ่งข้าพเจ้าจะมีสง่าราศีได้เพียงสามส่วนแห่งท่านปู่ผู้เป็นญาติร่วมสาย ก็เป็นที่พอใจยิ่งแล้ว" ซุนฮิวกำพร้าบิดาแต่เยาว์วัย จิตใจอ่อนไหวละเอียด ในการปฏิบัติต่อผู้คนค่อนข้างสำรวมระวัง จึงเลื่อมใสในกิริยาอันว่า "ลมวสันต์หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ชโลมโลกโดยไร้เสียง" ของซุนซองยิ่งนัก
ซุนเจินนับถือความสามารถในการใช้ทหารของฮองฮูสง บางคราวก็จะไปคารวะฮองฮูสงด้วย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ณ ที่พำนักของฮองฮูสง ซุนเจินบังเอิญพบอ้องอุ้น อีกทั้งซุนซองกับขงหยงด้วย คนทั้งหลายกำลังพูดจากันด้วยเสียงเบาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ครั้นเห็นซุนเจินมาถึง ก็หยุดวาจาเสีย
บนโต๊ะลงรักขาเตี้ยมีหนังสือที่เปิดผนึกแล้วสี่ห้าฉบับวางอยู่ อ้องอุ้นเก็บงำไว้อย่างไม่ออกอาการ ซุนเจินรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องนั้นผิดปกติ ทว่าก็มิบังควรจะซักถาม ภายหลังจึงถามซุนซองว่า "วันนั้นข้าพเจ้าพบท่านอ้อง ท่านลุง และท่านขงอยู่ ณ ที่ของแม่ทัพฮองฮู ดูเหมือนกำลังเจรจาสิ่งใดกันอยู่ มิทราบว่าเป็นเรื่องใดหรือ" ซุนซองมิได้ตอบเขา เพียงแต่มีสีหน้าเป็นทุกข์ กล่าวกับเขาว่า "เรื่องที่พวกเราปรึกษากันนั้น มิใช่สิ่งที่เจ้าควรรับรู้ ภายหน้าอย่าได้ถามอีกเลย" คำตอบเช่นนี้ยิ่งทำให้ซุนเจินฉงนสนเท่ห์หนักขึ้น ทว่าก็ปฏิบัติตามคำกำชับของซุนซอง ฝังความฉงนนี้ไว้ลึกในใจ มิได้เอ่ยถึงอีก จวบจนหลายเดือนต่อมา เมื่อได้ยินเรื่องหนึ่งในราชสำนัก เขาจึงได้รู้ว่าครานั้นอ้องอุ้นกับฮองฮูสงพูดจาเรื่องใดกัน และจึงได้รู้ว่าหนังสือที่อ้องอุ้นเก็บงำไว้เหล่านั้นมาจากแห่งใด
อ้องอุ้นนั้นเป็นข้าหลวงมณฑลอิจิ๋ว(1) แม้ด้วยเหตุที่ศึกสงครามที่ยีหลำและที่อื่น ๆ ยังคุกรุ่นรุนแรง จึงมิอาจไปรับตำแหน่ง ณ ที่ว่าการมณฑลได้ ต้องตกค้างอยู่ที่อิ่งชวน แต่ก็เข้ารับหน้าที่ข้าหลวงมณฑลได้อย่างรวดเร็ว ทุกวันล้วนสาละวนวุ่นวาย
ครั้นตรวจดูของที่ฮองฮูสงกับจูฮียึดได้แล้ว อ้องอุ้นก็สั่งให้คนปิดประกาศตามอำเภอต่าง ๆ ในอิ่งชวน เกณฑ์ราษฎรสามัญเข้าเป็นทหาร หมายจะจัดตั้งกองทหารมณฑลขึ้น อันโจวมู่ (เจ้ามณฑล)(3) และข้าหลวงมณฑลนั้นเดิมหามีอำนาจคุมทหารไม่ ครั้นถึงราชวงศ์ซินของอองมัง เพื่อปราบปรามการลุกฮือของชาวนา โจวมู่บางคนจึงเริ่มกุมกำลังทหาร พอมาถึงราชวงศ์นี้ ด้วยการลุกฮือของชาวนาเกิดขึ้นมิขาดสาย ทั้งศึกสงครามตามแคว้นชายแดนก็ถี่ขึ้น พระเจ้ากวงอู่เคยมีพระราชโองการลงโทษโจวมู่ผู้มิอาจปราบ "โจรผู้ร้าย" ในมณฑลตน ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีศึกสงคราม โจวมู่และข้าหลวงมณฑลจึงกลายเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแห่งเขตป้องกันร่วมของบรรดาแคว้นในมณฑลโดยปริยาย สามารถนำทหารแคว้นและก๊กในมณฑลตนรบร่วมกันได้โดยตรง ในเวลาเดียวกัน มณฑลทั้งหลายยังตั้งกองทหารประจำการขึ้นตรงต่อตนตามมา เรียกว่าทหารมณฑล ดังเช่น "ทหารเกงจิ๋ว" "ทหารเอ๊กจิ๋ว" เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เอง ข้าหลวงมณฑลจึงถูกขนานนามว่า "โจวเจี้ยง (แม่ทัพมณฑล)" ดุจดังเจ้าแคว้นก็ถูกเรียกว่า "แม่ทัพเมือง" ฉันนั้น
ที่มาแห่งทหารมณฑลนั้นส่วนใหญ่มาจากการเกณฑ์ อ้องอุ้นให้รางวัลงาม จึงเกณฑ์เอาชาวนาผู้สิ้นที่ทำกินเข้าเป็นทหารได้มิน้อย รวมกันได้เป็น "ทหารอิจิ๋ว" กว่าสามพันคน
ในขณะจัดตั้งทหารมณฑลนั้น เพื่อปลอบประโลมท้องถิ่นไปด้วย อ้องอุ้นจึงส่งเสมียนมณฑลไปยังอำเภอต่าง ๆ ในแคว้น เชื้อเชิญผู้เฒ่าผู้แก่และบุตรหลานในตระกูลบัณฑิตของแต่ละอำเภอมาชุมนุมกันที่เอี้ยงเต๊ก
อ้องอุ้นมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน ทรงไว้ซึ่งกิตติศัพท์อันบริสุทธิ์ บรรดาตระกูลบัณฑิตในแต่ละอำเภอเมื่อได้รับคำเชิญของเขา ก็พากันมาไม่ขาดสาย ศึกสงครามในอิ่งชวนเพิ่งสงบลงใหม่ ๆ บัณฑิตทั้งหลายมาชุมนุมกันที่เอี้ยงเต๊ก ก็นับเป็นงานใหญ่งานหนึ่งทีเดียว
ตระกูลซุนแห่งเองอิม ตระกูลตันแห่งอำเภอสวี่ ก็อยู่ในรายผู้ถูกเชิญด้วย ฝ่ายซุนกุน ตันเทียว และผู้อาวุโสรุ่นเก่านั้นชราภาพแล้ว จึงมิได้มา ส่วนซุนฉวี ซุนเยว่ ซุนเฉิน ซุนฮก ตันจี้ ตันกุ๋น ตันตง เป็นอาทิ ล้วนมากันพร้อม ตันตงนั้นเป็นน้องลูกพี่ลูกน้องของตันกุ๋น เป็นบุตรของตันเฉิน(จี้ฟาง) อันตันเทียวมีบุตรหกคน ตันจี้กับตันเฉิน(จี้ฟาง)นั้นล้ำเลิศที่สุด พ่อลูกสามคนล้วนมีคุณธรรมสูงสุด ชื่อเสียงหนักแน่นในมณฑล ขนานนามกันว่า "สามผู้ทรงคุณ"(2) แต่ก่อนข้าหลวงมณฑลอิจิ๋วเคยกราบทูลขออนุญาตราชสำนัก ให้ "ราษฎรอิจิ๋วทั้งปวงวาดรูปลักษณ์ของตันเทียว ตันจี้ ตันเฉิน(จี้ฟาง) ไว้เพื่อจรรโลงจารีตประเพณี" เพียงแต่ฟ้าริษยาผู้มีความสามารถ ตันเฉิน(จี้ฟาง)สิ้นชีพแต่ยังหนุ่ม
ซุนเจินวางงานในมือลง พาซุนฮิว ซุนเฉิง ซีจื้อไฉ สือซ่าง ซวนคาง หลี่ปั๋อ เป็นอาทิ ออกไปต้อนรับ ณ เขตแดนอำเภอ
ฝ่ายตันจี้ ตันกุ๋น ตันตง ไปยังเองอิมก่อน แล้วจึงร่วมเดินทางมากับซุนฉวีเป็นต้น ผู้ที่มาด้วยกันยังมีคนตระกูลเล่าแห่งเองอิมอีกหลายคน รวมกันกว่ายี่สิบคน ซุนเจินขี่อยู่บนหลังม้า แลเห็นขบวนรถของพวกเขาแต่ไกล รถซือสีดำยี่สิบกว่าคัน หลังคารถสูงใหญ่เหมือนกันทั้งสิ้น แม้ยังเรียกว่ามากดุจเมฆมิได้ ทว่าภายใต้เมฆลอยฟากฟ้าเบื้องไกล ท่ามกลางทุ่งเขียวข้างทาง แล่นอยู่บนถนนหลวง ก็ดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างยิ่ง
ซุนเจินและคนทั้งหลายลงจากม้า เดินเท้าเข้าไปต้อนรับ
ผู้ที่อยู่หน้าสุดคือรถของซุนฉวี ซุนเจินคุกเข่าคำนับ ณ ริมทางเพื่อต้อนรับ รักษาคารวะอย่างนอบน้อม รถหยุดลง ซุนฉวีรูดม่านรถออก เห็นเขาสวมหมวกสูงเสื้อดำ หลังตรงเป็นสง่า องอาจเต็มที่ ผิดแผกจากกิริยาอันปล่อยตัวไม่อยู่ในกรอบเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง เขาหัวเราะว่า "เจินจือ บัดนี้เจ้ามีชื่อสะเทือนทั่วมณฑลและแคว้นแล้ว หาใช่เด็กน้อยเมื่อก่อนอีกต่อไป คารวะครั้งนี้ของเจ้าข้ารับมิได้ดอกนะ"
ซุนเจินรู้ว่าเขากล่าวล้อเล่น จึงลุกขึ้นกล่าวว่า "ที่ข้าพเจ้ามีความสำเร็จได้ถึงวันนี้ ล้วนเพราะคำสั่งสอนของพี่รองเมื่อก่อนทั้งสิ้น พี่รองแม้เป็นพี่ของข้าพเจ้า ในใจข้าพเจ้าแท้จริงเป็นดั่งครูบาอาจารย์" เห็นซุนฉวีไอไม่หยุด จึงถามว่า "พี่รอง อาการป่วยยังมิหายอีกหรือ" ซุนฉวีเอามือปิดปากไอเบา ๆ สองสามครั้ง กล่าวว่า "เดิมทีหายแล้ว ไม่กี่วันก่อนไม่รู้ไฉนจึงต้องลมเย็นอีก ไม่เป็นไรดอก ป่วยเล็กน้อยเท่านั้น" ชะโงกศีรษะออกนอกหน้าต่างรถ ชี้ไปยังรถซือคันที่สองข้างหลัง หัวเราะว่า "เจ้ายังไม่รีบไปคารวะลุงเขยของเจ้าอีกหรือ" ลุงเขยนั้นคืออาของภรรยา ที่ซุนฉวีว่านี้หมายถึงตันจี้
ปล่อยให้ซุนฮิว ซุนเฉิง ซีจื้อไฉ เป็นต้น สนทนาอยู่กับซุนฉวี ซุนเจินก็เดินไปข้างหน้า มาถึงนอกรถซือคันที่สอง คุกเข่าคำนับ กล่าวเสียงดังว่า "เจินขอคารวะท่านลุงเขยใหญ่"
ม่านรถรูดออก ชายชราผู้หนึ่งหนวดเคราขาวโพลน ใบหน้าแก่หง่อม โผล่หน้าออกมา นี่คือตันจี้
ตันจี้แม้อายุมิน้อย ปีนี้ห้าสิบกว่าแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับแก่ปานนี้ ซุนเจินคาดคะเนในใจว่า "ข้าได้ยินอาจื่อเล่าว่า เพราะต้องคดีพรรคพวกมิอาจออกรับราชการได้ ตันจี้ปีหลัง ๆ มานี้จึงเพียรเขียนหนังสืออยู่ที่บ้าน เรียบเรียงเป็นอักษรหลายหมื่น ขนานนามว่าตันจื่อ บางทีอาจเพราะทุ่มเทจิตใจกำลังทั้งหมดลงในหนังสือ จึงดูแก่ชราปานนี้กระมัง"
ตันจี้กับซุนเจินพบหน้ากันมิกี่ครั้ง แรกเริ่มเมื่อตันกุ๋นเสนอแนะให้ตันเทียวยกเฉินจื่อให้แก่ซุนเจินนั้น ตันจี้รับคำสั่งของตันเทียว สืบเรื่องราวการกระทำของซุนเจิน ครานั้นซุนเจินเป็นตูโหยวประจำแคว้นแล้ว แต่ชื่อเสียงยังห่างไกลจากวันนี้นัก มาบัดนี้เขาตีกบฏโพกผ้าเหลืองแตกก่อน แล้วจับเตียวจื๋อทีหลัง ทั้งแสดงให้เห็นกลศึกของเขา ทั้งแสดงให้เห็นความเที่ยงตรงบริสุทธิ์อันมิเกรงผู้ทรงอำนาจ ในหมู่บัณฑิตรุ่นหนุ่มของแคว้นนี้ เขาได้เป็นบุคคลอันดับหนึ่งอย่างสมศักดิ์ศรีไปแล้ว ดั่งที่ขงหยงให้คำประเมินแก่เขาว่า "องอาจห้าวหาญหาผู้เทียบ เป็นผู้นำรุ่นหลังแห่งอิ่งชวน"
ซุนเจินวันเหล่านี้มิได้ออกไปจากเอี้ยงเต๊กเลย จึงมิรู้ชัดถึงคำเลื่องลือที่บัณฑิตตามที่ต่าง ๆ มีต่อเขา ยังมิรู้เลยว่าในวันเหล่านี้ ชื่อของเขาเป็นชื่อที่บัณฑิตในแคว้นเอ่ยถึงมากที่สุด มิเพียงบัณฑิตในแคว้นวิพากษ์ถึงเขา บัณฑิตในแคว้นใกล้เคียงก็มีผู้รู้ว่าแคว้นอิ่งชวนเกิดบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งทั้งรู้การศึก ทั้งมีนิสัยเที่ยงตรงเด็ดเดี่ยว มิเกรงผู้ทรงอำนาจ ก็ล้วนพากันยกย่องเป็นเสียงเดียว ชื่อเสียงของเขาบัดนี้ขจรพ้นอิ่งชวน ก้องไปทั่วมณฑลแล้ว
ตันจี้มีลักษณะคล้ายบิดาของตนอยู่มาก คบหากว้างขวาง ยามปกติก็มีหนังสือไปมากับบัณฑิตตามที่ต่าง ๆ ด้วยเหตุที่ซุนเจินเป็นหลานเขย สองวันมานี้หนังสือที่เขาได้รับนั้น แทบทุกฉบับล้วนเอ่ยถึงซุนเจิน ยกย่องว่าตระกูลตันมีสายตา เลือกได้บุตรเขยอันงาม บางฉบับถึงกับยกย่องว่าซุนเจินสืบทอดตำแหน่งของหลี่อิง ตู้มี่ ซุนอวี้ บัณฑิตพรรคพวกแห่งอิ่งชวนรุ่นเก่า กล่าวว่า "ตระกูลซุนมีผู้สืบทอด การส่งต่อของแคว้นเรามิขาดสาย"
ครั้นพินิจดูถี่ถ้วน ซุนเจินก็นับว่าสมกับคำว่าบุตรเขยอันงามจริง คนทั้งองอาจห้าวหาญ ทั้งรู้จารีต ทั้งคู่ควรทั้งบุ๋นทั้งบู๊ ด้วยเหตุนี้ แม้ตันจี้จะเห็นว่าซุนเจินบางคราวฆ่าฟันหนักมือเกินไปอยู่บ้าง ทั้งมีความเห็นต่างต่อการที่ซุนเจินจับเตียวจื๋อ ทว่าเมื่อซุนเจินคุกเข่าคำนับอยู่เบื้องหน้า ตันจี้ก็หาได้ทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาดุว่าเขาไม่ หากแต่หัวเราะอย่างเมตตาว่า "รีบลุกขึ้นเถิด"
ซุนเจินลุกขึ้น ยืนอยู่ข้างรถอย่างนอบน้อม กล่าวว่า "อาจื่อได้ยินว่าท่านลุงเขยจะมา ดีใจเสียจนกล่าวมิถูก เวลานี้กำลังเข้าครัวทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน"
"นับแต่อาจื่อแต่งงานกับเจ้าแล้ว ข้าก็แทบมิได้พบนางอีกเลย เวลานี้นางสบายดีหรือ"
ซุนเจินตอบว่า "ทุกอย่างเรียบร้อยดี เพียงแต่คิดถึงท่านปู่เขย บรรดาท่านลุงเขย กับพี่น้องชายหญิงเช่นอากุ๋น อาตงเป็นอาทิ"
ตันจี้หัวเราะว่า "ยามอาจื่อยังมิได้ออกเรือนอยู่ที่บ้าน ของหมักดองในบ้านล้วนเป็นนางจัดการทำขึ้น มาบัดนี้นางแต่งงานกับเจ้าแล้ว ข้าก็มิได้กินของหมักดองที่นางทำมาหลายปีแล้ว" อันตระกูลตันตั้งตัวขึ้นจากความต่ำต้อย ตันจี้ ตันเฉิน(จี้ฟาง) ล้วนมิเคยรับราชการ ในบ้านไม่มีทรัพย์เหลือเฟือ ข้าวปลาเครื่องใช้ในแต่ละวันล้วนคนในเรือนลงมือทำเอง
ซุนเจินหัวเราะว่า "ยามอาจื่อมาเอี้ยงเต๊กได้นำของหมักดองมาไหหนึ่ง หากท่านลุงเขยอยากเสวยก็หาใช่เรื่องยากไม่"
ข้างหลังรถของตันจี้คือผู้อาวุโสตระกูลเล่าแห่งเองอิม คราวซุนเจินยกไปปราบกบฏโพกผ้าเหลืองที่อิ่งชวน ตระกูลเล่าแห่งเองอิมเคยช่วยเหลือเขาอยู่บ้าง บัดนี้ในกองพลของเขายังมีบุตรหลานและปินเค่อของตระกูลเล่าอยู่หลายคน เขาจึงผ่านไปคารวะและกล่าวขอบคุณ ถัดมาข้างหลังก็คือรถนั่งของซุนเฉิน ซุนฮก ตันกุ๋น ตันตง เป็นต้น มิทันที่ซุนเจินจะเดินผ่านไป พวกเขาก็ลงจากรถเอง มาพบกับซุนเจิน ด้วยมีผู้อาวุโสอยู่ จึงกล่าวเรื่องราวหลังจากจากกันเพียงเล็กน้อย
ซุนเจิน ซุนฮิว ซุนเฉิง เป็นต้น นำทางอยู่ข้างหน้า พาผู้คนทั้งหลายเข้าไปยังในเมือง
## เชิงอรรถ
(1) ข้าหลวงมณฑล (จื้อสื่อ) — ผู้ว่าราชการระดับมณฑลฝ่ายตรวจการ
(2) สามผู้ทรงคุณ (ซานจวิน) — สมญาเรียกพ่อลูกสามคนแห่งตระกูลตัน คือ ตันเทียว ตันจี้ และตันเฉิน(จี้ฟาง) ผู้มีคุณธรรมเลิศ ("พ่อลูกสามคนล้วนมีคุณธรรมสูงสุด ขนานนามว่าสามผู้ทรงคุณ")
(3) โจวมู่ (เจ้ามณฑล) — ผู้ปกครองสูงสุดประจำมณฑล ฐานะเหนือหรือคู่กับข้าหลวงมณฑล (จื้อสื่อ)