ซุนเจินถามว่า “นี่คือสิ่งใด”
หัวหิมกล่าวว่า “เหล่านี้ล้วนเป็นจดหมายโต้ตอบระหว่างข้าน้อยกับขงเป๋ยไห่ ข้าน้อยคิดจะนำขึ้นถวายแก่ใต้เท้าให้ได้ดูมานานแล้ว ทว่าไม่มีโอกาสเสียที พอดีครั้งนี้ใต้เท้าตรวจการมาถึงเมืองน้อยของข้าน้อย ก็ขอเชิญใต้เท้าลองดูสักหน่อยขอรับ”
แคว้นปักไฮมีอาณาเขตติดต่อกับเมืองหลางเย๋ มิได้เชื่อมต่อกับเมืองไทซาน แต่ก็อยู่ห่างเพียงหกสิบถึงเจ็ดสิบลี้เท่านั้น หัวหิมและขงหยงล้วนเป็นบัณฑิตทรงชื่อแห่งยุค หัวหิมผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองไทซานอยู่ในเวลานี้ก็โดยรับหน้าที่แทนซุนเฉิง ทว่าก่อนจะรับหน้าที่แทนนั้น เขาก็พำนักอยู่ในไทซานอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่เขามายังไทซาน ประการหนึ่งคือเขาเคารพนับถือในเกียรติคุณของขงหยงมาแต่เดิม อีกประการหนึ่งก็เป็นการปฏิบัติตามบัญชาของซุนเจิน ดังนั้นจึงได้ติดต่อสื่อสารกับขงหยงมิได้ขาด จดหมายโต้ตอบกันอย่างใกล้ชิด
ซุนเจินก็หยิบปึกสาส์นพวกนั้นขึ้นมา เปิดออกอ่าน
ทั้งหมดล้วนเป็นสาส์นตอบของขงหยงที่ส่งถึงหัวหิม
พลิกดูอยู่หลายฉบับ ไม่มีเนื้อหาอื่นใดผิดแผก ล้วนเป็นบทสนทนาของทั้งสองที่ถกเถียงปัญหาวิชาการในคัมภีร์ต่างๆ บางครั้งมีถ้อยคำพาดพิงถึงสถานการณ์บ้านเมือง น้ำเสียงของขงหยงล้วนแต่ห่วงใยในชาติบ้านเมืองและทุกข์ร้อนถึงเหล่าประชาราษฎร์ ห่วงใยองค์จักรพรรดิซึ่งประทับ ณ นครเตียงอัน ไม่ทราบว่าต้องทนทุกข์ยากลำเค็ญเพียงใด เป็นกังวลต่อความปลอดภัยของพระองค์ ทั้งยังตำหนิติเตียนอ้วนเสี้ยว อ้วนสุดสองพี่น้อง กับเหล่าขุนศึกตั้งตนเป็นใหญ่อื่นๆ อย่างรุนแรง และเรื่องอื่นๆ ทำนองนี้
ส่วนซุนเจินนั้น จดหมายหลายฉบับที่พลิกดู กลับไม่มีประโยคใดเอ่ยถึงเลย ที่เป็นเช่นนี้คงเพราะในจดหมายที่หัวหิมส่งถึงขงหยงมิได้เอ่ยถึงกิจการภายในของมณฑลชีจิ๋ว และอีกประการหนึ่ง คงเป็นเพราะขงหยงรู้ดีว่าหัวหิมเป็นขุนนางใต้บังคับบัญชาของซุนเจิน จึงไม่ปรารถนาจะพูดคุยเรื่องซุนเจินกับเขา
ก็ช่างเถิด ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงอีก
