# ตอนที่ 268 — ทัพประชิดซีหัว (ตอนต้น)
วันที่พระราชโองการมาถึง ฮองฮูสงกับจูฮีก็ตีกลองในค่ายนอกเมืองเรียกประชุมเหล่าขุนพล
ครานั้นซุนเจินอยู่ในเมือง เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น "จั่วจวินซือหม่า"(1) ครั้นได้ยินว่าฮองฮูสงเรียกประชุมขุนพล ก็รีบสวมตราและสายถักของจั่วจวินซือหม่าที่ราชทูตผู้เชิญโองการนำติดตัวมามอบให้ เร่งม้าออกจากเมืองไปยังค่ายเพื่อร่วมการประชุมทัพ
กบฏโพกผ้าเหลืองในยีหลำ น่ำเอี๋ยง และที่อื่น ๆ มีกำลังเข้มแข็งขึ้นทุกที ฮองฮูสงกับจูฮีร้อนใจมานานแล้ว ครั้นรอจนพระราชโองการมาถึง ก็ย่อมต้องเปิดการประชุมทัพในทันที เพื่อปรึกษาการศึกขั้นต่อไป
นับแต่นี้ซุนเจินก็มิได้เป็นขุนนางหัวเมืองอีกต่อไป หากเป็นฝ่ายทหารแล้ว เขาสวมเสื้อขุนนางสีดำ สวมหมวกทหารบนศีรษะ ห้อยตราทองแดงกับสายถักสีดำ เหน็บกระบี่ยาวไว้ในรัดประคดหนังที่เอว พาเตียนอุย หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว และพวกควบม้าไปถึงนอกค่าย ฮองฮูสงบังคับทัพเข้มงวด ในค่ายห้ามขี่ม้าสัญจร เขาจึงลงจากม้านอกค่าย ทิ้งเตียนอุย จั่วปั๋อโหว หยวนจงชิง และพวกไว้คอยอยู่นอกค่าย แล้วเดินเท้าเข้าไป
ในค่ายเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีผู้ใดเดินก้าวก่าย ธงทัพปลิวสะบัด เสียงกลองยังมิหยุด ผู้ที่ไปมาล้วนเป็นทหารหุ้มเกราะออกตรวจตรา แว่วได้ยินเสียงม้าศึกร้องแต่ไกล กลิ่นอายอันเข้มขรึมดุดันโชยกระทบหน้า
ครั้นถึงหน้ากระโจมแม่ทัพของฮองฮูสง ก็พบคนสองคน คนหนึ่งคางอย่างนกนางแอ่นหัวอย่างเสือ อีกคนหนึ่งสูงแปดฉื่อ ทั้งคู่ถือตราเงินสายถักสีคราม เป็นขุนนางพันสือ
คนแรกนั้นคือซุนเกี๊ยน ซุนเกี๊ยนตั้งความชอบใหญ่ จูฮีจึงเสนอให้เป็นเปี๋ยปู้ซือหม่า(2) ครั้นพระราชโองการมาถึง เขาก็เข้ารับตำแหน่ง เปลี่ยนตราและสายถัก เลื่อนจากหกร้อยสือขึ้นเป็นพันสือ
อีกคนหนึ่งคือฮู่จวินซือหม่า(3) ใต้บัญชาฮองฮูสง ชื่อฟู่เซี่ย ผู้นี้เป็นชาวหลิงโจวแคว้นเป่ยตี้ เป็นเชื้อสายฟู่เจี้ยจื่อ ครั้งเยาว์เคยเล่าเรียนรับใช้ไท่เว่ยเล่ากวน มีนิสัยซื่อตรงกตัญญู หลายปีก่อน เจ้าเมืองผู้เสนอชื่อเขาเป็นยอดกตัญญูถึงแก่กรรม เขาทราบข่าวก็ทิ้งตำแหน่งราชการออกไปไว้ทุกข์ ผู้คนทั้งหลายต่างสรรเสริญ ด้วยเขากล้าหาญและรู้การทหาร ครั้งนี้ฮองฮูสงรับพระราชโองการออกศึก จึงตั้งให้เป็นฮู่จวินซือหม่า ในการรบกับกบฏโพกผ้าเหลืองที่อิ่งชวนคราวก่อน เขาออกอุบายไว้มาก ตั้งความชอบในการตีค่ายกบฏอิ่งชวนแตกไว้ไม่น้อย
ทั้งสามพบกันนอกกระโจม ซุนเกี๊ยนมองตราทองแดงสายถักดำของซุนเจิน ซุนเจินมองตราเงินสายถักครามของซุนเกี๊ยน ต่างหัวเราะให้กัน
ครั้นเข้าไปในกระโจม ฮองฮูสงกับจูฮีอยู่ที่นั่นแล้ว อ้องอุ้นก็อยู่ด้วย เหล่าเซี่ยวเว่ยของห้ากองทัพเหนือก็อยู่ นอกจากนั้นยังมีเซี่ยวเว่ยและซือหม่าของกองต่าง ๆ ในทัพที่มาถึงก่อนอีกห้าหกคน
ฮองฮูสง จูฮี และอ้องอุ้น ยิ้มให้สัญญาณ ให้ซุนเจินทั้งสามเข้านั่งที่
คำสั่งของฮองฮูสงให้นายทัพนายกองทั้งทัพมาชุมนุมกันภายในครึ่งชั่วยาม รอไปอีกครู่ ครั้นครบครึ่งชั่วยาม นายทัพนายกองของทุกค่ายก็มาถึงพร้อม ในกระโจมแน่นขนัดด้วยผู้คนนับสิบนั่งเต็มไปหมด เบื้องบนสุดคือจงหลางเจียงและเซี่ยวเว่ยศักดิ์สองพันสือ ตรงกลางคือเปี๋ยปู้ซือหม่าศักดิ์พันสือ เบื้องล่างคือจั่วจวินซือหม่าศักดิ์หกร้อยสือ และจวินโฮ่ว(4) ศักดิ์เทียบหกร้อยสือสองสามคน ซึ่งฮองฮูสงกับจูฮีเรียกมาเป็นกรณีพิเศษด้วยมีความชอบในการศึกโดดเด่น
ทั่วทั้งที่ประชุมเงียบกริบมิมีเสียงผู้ใด
ฮองฮูสงทำการคล่องแคล่วฉับไวมาแต่ไหนแต่ไร ไม่อืดอาดเยิ่นเย้อ ครั้นได้ยินองครักษ์นอกกระโจมเข้ามาแจ้งว่า "ครบครึ่งชั่วยามแล้ว" ก็สั่งให้ขานชื่อ ผู้ถูกขานชื่อลุกขึ้นขานรับ ขานชื่อจนครบรอบ ไม่มีผู้ใดมาสาย ผู้ที่ควรมาล้วนมากันพร้อม เขาพยักหน้าด้วยความพอใจ กล่าวแก่จูฮีและอ้องอุ้นว่า "คนมาพร้อมกันแล้ว ขอเชิญแม่ทัพกับท่านฟางปั๋อ (คือชื่อสื่อผู้ตรวจการมณฑล)(5) อ่านพระราชโองการให้เขาฟังเถิด"
จูฮีกับอ้องอุ้นบอกปัด ด้วยฮองฮูสงมีชื่อเสียงหนักแน่นที่สุด เป็นผู้นำคนแรกในทัพ เมื่อเห็นทั้งสองบอกปัด ก็ไม่เกรงใจอีก ลุกขึ้นกวาดตามองรอบกระโจม สำรวมหน้ากล่าวว่า "พระราชโองการ"
เหล่าขุนพลออกจากที่นั่งคุกเข่าถวายบังคม
ฮองฮูสงนำพระราชโองการออกมาอ่านรวดหนึ่ง ครั้นอ่านจบ คนทั้งหลายก็กลับเข้านั่งที่
ฮองฮูสงเก็บพระราชโองการ นั่งลง เอามือกุมกระบี่กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายคงได้ฟังกันชัดเจนแล้ว ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เราเมื่อรับโองการแล้ว อย่างช้าภายในสามวันให้ยกทัพออกศึกที่ยีหลำ ท่านทั้งหลาย ข้าจะมิพูดให้มากความ … ใครก็ได้ มาแขวนแผนที่ขึ้น" องครักษ์รับคำ นำแผนที่มาแขวนไว้ในกระโจม
ฮองฮูสงออกจากที่นั่งลงไปยืนหน้าแผนที่ กล่าวแก่คนทั้งหลายว่า "กบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำตีเตียวเขียมไท่โส่วยีหลำแตกหลายครา กวาดทั่วทั้งเมืองยีหลำ บัดนี้…" มือเขาชี้ไปยังจุดหนึ่งบนแผนที่ กล่าวว่า "ปลายหอกของกบฏหันเข้าหาอิ่งชวนแล้ว ตั้งทัพอยู่ ณ ที่นี้" ฮองฮูสงแม้หลายวันมานี้มิได้ออกจากเมืองเอี้ยงเต๊ก แต่ส่งหน่วยสอดแนมออกไปสืบทั่ว จึงรู้เรื่องกบฏโพกผ้าเหลืองที่ยีหลำ น่ำเอี๋ยง และที่อื่น ๆ เป็นอย่างดี อีกทั้งแจ้งในการศึกของถิ่นเหล่านี้ คนทั้งหลายมองไป เห็นที่เขาชี้นั้นคืออำเภอซีหัว
อำเภอซีหัวตั้งอยู่ ณ ชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองยีหลำ ขึ้นเหนือไปคือแคว้นเฉิน ไปทางตะวันตกคืออิ่งชวน ห่างจากอำเภอหลินอิ่งซึ่งเป็นอำเภอตะวันออกสุดของอิ่งชวนเพียงร้อยกว่าลี้ ห่างจากเมืองเอี้ยงเต๊กก็เพียงสองร้อยกว่าลี้
เรื่องที่กบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำตั้งทัพอยู่ซีหัวนั้น ซุนเจินก็ได้ยินมาเช่นกัน อีกทั้งได้ปรึกษากับพวกใต้บังคับว่าเหตุใดกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำจึงหยุดทัพ ณ ที่แห่งนี้ ในที่สุดได้ข้อสรุปว่า ด้วยฮองฮูสงกับจูฮีตีกบฏโพกผ้าเหลืองอิ่งชวนแตก คุมทหารเก่งกว่าสี่หมื่น กบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำจึงมิกล้าบุกตะลุยไปตีอิ่งชวนทางตะวันตก เมื่อไม่กล้าไปทางตะวันตกก็เหลือแต่ไปทางเหนือ ทว่าแคว้นเฉินทางเหนือเป็นแว่นแคว้นที่เฉินอ๋องครอง เฉินอ๋ององค์นี้ชื่อเล่าฉ่ง เป็นผู้กล้าหาญ ชำนาญการยิงธนู "ยิงสิบนัดถูกสิบนัด ทุกนัดถูกที่เดียวกัน" คราวกบฏโพกผ้าเหลืองก่อการ เล่าฉ่งนำหน้าไม้แข็งหลายพันคันที่เก็บไว้ในคลังออกมาจนหมด จัดตั้งกองทัพอันเข้มแข็งขึ้น ตั้งทัพอยู่ที่ตูถิงหน้าเฉินเสี้ยน อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นเฉิน ภายใต้แสนยานุภาพอันน่าเกรงขามของกองทัพนี้ ในแคว้นเฉินไม่มีผู้ใดกล้าก่อกบฏ กบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำก็มิกล้าบุกตะลุยล่วงเข้าเขตแคว้นเฉิน
ไปทางตะวันตกก็ไม่ได้ ไปทางเหนือก็ไม่ได้ เพราะฉะนี้กำลังหลักของกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำจึงหยุดทัพอยู่ที่ซีหัว ลังเลมิรุกหน้า
ฮองฮูสงพิเคราะห์ความเป็นไปของสามแว่นแคว้นคือแคว้นเฉิน อิ่งชวน และยีหลำ อย่างสังเขป แล้วกล่าวแก่เหล่าขุนพลว่า "บัดนี้แม้กำลังหลักของกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำหยุดทัพอยู่ซีหัว ลังเลมิรุกหน้า แต่มีพรรคพวกหลายหมื่น หากวันใดตัดสินใจออกจากเมือง ไม่ว่าจะบุกแคว้นเฉินหรือบุกอิ่งชวน ก็ล้วนเป็นภัยใหญ่ ท่านทั้งหลาย ตามที่พวกท่านเห็น ขั้นต่อไปกบฏยีหลำน่าจะไปทางใดมากที่สุด"
ฟู่เซี่ยตอบว่า "ตามความเห็นอันเขลาของข้าน้อย ขั้นต่อไปกบฏยีหลำน่าจะมิไปแคว้นเฉิน หากจะบุกอิ่งชวนมากที่สุด"
ฮองฮูสงถามว่า "เพราะเหตุใด"
ฟู่เซี่ยกล่าวอย่างฉะฉานว่า "การบุกอิ่งชวนมีคุณแก่กบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำสองประการ ประการหนึ่ง เมื่อวันก่อนเมืองน่ำเอี๋ยงมีใบบอกการศึกมาว่า เตียวมั่นเฉิงหัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองน่ำเอี๋ยงตีเมืองอ้วนเซียแตก ชูก้งไท่โส่วน่ำเอี๋ยงสิ้นชีพในการศึก กำลังกบฏน่ำเอี๋ยงพลันเข้มแข็งขึ้น หากกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำบุกอิ่งชวน ก็อาจสมทบกำลังกับกบฏน่ำเอี๋ยง หันปลายหอกตรงสู่โลหยาง ประการสอง เมื่อยีหลำ อิ่งชวน และน่ำเอี๋ยงต่อเป็นผืนเดียวกัน ก็อาจเหลียวมองไปถึงจี้โจวแต่ไกล รับส่งกับเตียวก๊กได้"
ฮองฮูสงกล่าวว่า "ที่หนานหรงว่ามานั้น คือสิ่งที่ข้าวิตกอยู่พอดี" ชี้ไปยังเมืองน่ำเอี๋ยงทางใต้ของอิ่งชวนบนแผนที่ แล้วชี้ไปยังเมืองยีหลำทางตะวันออกของอิ่งชวน กล่าวด้วยความกังวลใจว่า "หากกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำบุกอิ่งชวนจริง อิ่งชวนก็จะมีกบฏน่ำเอี๋ยงทางใต้ มีกบฏยีหลำทางตะวันออก ยากจะต้านทาน ครั้นอิ่งชวนต้านมิอยู่ โลหยางก็จะเป็นภัย"
อิ่งชวนคือประตูใหญ่ด้านตะวันออกของโลหยาง บรรดาหัวเมืองโดยรอบนั้น ทั้งยีหลำและน่ำเอี๋ยงล้วนมีกบฏโพกผ้าเหลือง มีศัตรูทั้งสองด้าน เหตุใดพระราชโองการจึงให้ฮองฮูสงกับจูฮีตีกบฏยีหลำก่อน ก็เพราะระหว่างน่ำเอี๋ยงกับอิ่งชวนมีขุนเขาและลำน้ำขวางกั้น พอนับเป็นกำแพงธรรมชาติอยู่บ้าง ส่วนจากยีหลำมาอิ่งชวนนั้นเป็นที่ราบโล่งสุดสายตา ภัยใหญ่ที่สุดของอิ่งชวนคือกบฏยีหลำ ฉะนั้นพระราชโองการจึงให้ฮองฮูสงกับจูฮีปราบยีหลำก่อน
ฮองฮูสงกวาดตามองรอบกระโจม ถามว่า "ท่านทั้งหลาย สำหรับการศึกที่ยีหลำ พวกท่านมีความเห็นอย่างไร"
ซุนเกี๊ยนตอบว่า "ตามความเห็นข้าน้อย การศึกที่ยีหลำควรรบเร็วเอาชนะเร็ว"
ฮองฮูสงกล่าวว่า "ถูกแล้ว ที่บุ๋นไท่เห็นนี้ตรงกับข้า หากมิอาจรบเร็วเอาชนะเร็ว กบฏน่ำเอี๋ยงก็มีหวังจะบุกอิ่งชวน ตัดทางถอยของเรา หรือมิฉะนั้นก็ล่วงเข้ายีหลำ ประสานกับกบฏยีหลำเป็นกระหนาบทัพเราหน้าหลัง เช่นนี้ทัพเราก็จะเป็นภัย ทัพเราเป็นภัยมิเป็นไร ลูกผู้ชายตายเดียวเพื่อตอบแทนบ้านเมือง ทว่าหากเราพ่ายแพ้ลง ทางตะวันออกของโลหยางก็จะไม่มีกองทัพใดต้านกบฏยีหลำกับน่ำเอี๋ยงได้อีก ท่านทั้งหลาย การณ์เป็นเช่นนี้ จะมิฮึกเหิมได้หรือ"
คนทั้งหลายลุกขึ้นรับคำ พร้อมเพรียงกันกล่าวว่า "ขอตามแม่ทัพสู้ตายตีกบฏให้แตก"
ฮองฮูสงเห็นเหล่าขุนพลฮึกเหิมคึกคัก นึกในใจว่า "ใจทหารใช้การได้"
เขามิใช่คนพูดยืดยาด ในเมื่ออ่านพระราชโองการแล้ว อีกทั้งพิเคราะห์ความเป็นไปของข้าศึกอย่างสังเขปแล้ว ต่อไปก็ถึงคราวมอบหมายภารกิจ ปลุกใจก่อนศึก
เขายืนตระหง่านในกระโจม กล่าวแก่เหล่าขุนพลว่า "ข้ากับแม่ทัพจูและท่านอ้องได้ปรึกษากันแล้ว คราวเข้าตียีหลำครั้งนี้ เตรียมแบ่งทัพออกเป็นสองสาย สายหนึ่งให้แม่ทัพจูนำ ออกจากเอี้ยงเต๊ก ผ่านอำเภอเซียงเซียกับอำเภออู่หยาง เข้าเขตยีหลำ ตีกบฏที่อำเภอซีผิง อู๋ฝาง หยางอาน ให้สิ้น แล้วขึ้นเหนือ ผ่านผิงอวี๋ หนานตุ้น สมทบกับทัพเตียวเขียมไท่โส่วยีหลำ ไปถึงด้านตะวันออกของเมืองซีหัว อีกสายหนึ่งให้ข้านำ ออกจากเอี้ยงเต๊ก ผ่านหลินอิ่ง เข้าเขตยีหลำ กวาดล้างกบฏตามอำเภอเจาหลิงให้สิ้น ไปถึงด้านตะวันตกของเมืองซีหัว ทั้งสองสายไปบรรจบกันใต้เมืองซีหัว แตกหักกับกำลังหลักของกบฏ ส่วนท่านอ้องให้นำทหารมณฑลอิจิ๋วกับทหารหัวเมืองอิ่งชวน ตั้งมั่นรักษาเอี้ยงเต๊ก เพื่อป้องกันกบฏน่ำเอี๋ยงล่วงเข้าเขต"
สายของจูฮีนี้เดินเส้นทางใต้ ออกจากอู่หยางอันเป็นอำเภอตะวันออกเฉียงใต้สุดของอิ่งชวนเข้าสู่ยีหลำ ตีกบฏโพกผ้าเหลืองตามอำเภอซีผิง อู๋ฝาง ทางใต้ของยีหลำเสียก่อน แล้วจึงวกขึ้นเหนือ ยึดผิงอวี๋อันเป็นเมืองหลวงยีหลำคืน แล้วตีหนานตุ้นทางตะวันออกของซีหัว สุดท้ายไปถึงด้านตะวันออกของเมืองซีหัว สายของฮองฮูสงนี้เดินเส้นทางเหนือ ออกจากหลินอิ่งริมแม่น้ำอิ่งสุ่ยพ้นเขตอิ่งชวน เข้ายีหลำ ตีกบฏโพกผ้าเหลืองที่เจาหลิง เจิงเชียง และที่อื่น ๆ ไปถึงด้านตะวันตกของเมืองซีหัว สองสายเหนือใต้นี้ เส้นทางเหนือสั้น จากหลินอิ่งถึงซีหัวเพียงร้อยกว่าลี้ เส้นทางใต้ยาว จากซีผิงอันเป็นอำเภอตะวันตกสุดของยีหลำไปถึงผิงอวี๋เมืองหลวง แล้วไปซีหัว วกเป็นรูปโค้ง ต้องผ่านห้าหกอำเภอ ระยะทางสามร้อยกว่าลี้
ดังนี้ ทั้งสองทัพต่างกวาดล้างที่มั่นกบฏโพกผ้าเหลืองรอบนอกซีหัวก่อน แล้วในที่สุดจึงรวมทัพกันใต้เมืองซีหัว นี่คืออุบายตัดกำลังพรรคพวกเสียก่อน แล้วจึงแตกหักกับกำลังหลัก คนทั้งหลายไม่มีผู้ใดคัดค้าน
ฮองฮูสงเอามือกุมกระบี่กล่าวว่า "ข้าให้พวกท่านจัดทัพเตรียมศึกหนึ่งวัน เช้าวันมะรืน ทั้งสามทัพออกจากเมือง"
เหล่าขุนพลรับคำ การประชุมทัพก็เลิก ต่างกลับไปยังค่ายของตนเพื่อเตรียมการ
ฮองฮูสงรั้งซุนเจินไว้ ในกระโจมเหลือเพียงฮองฮูสง จูฮี อ้องอุ้น และซุนเจินสี่คน
ฮองฮูสงกลับไปนั่งที่ ยิ้มกล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ การตีกบฏโพกผ้าเหลืองอิ่งชวนแตกนั้น ท่านมีความชอบเป็นเอก ฮ่องเต้ผู้ทรงคุณบำเหน็จลงโทษเที่ยงธรรม จึงเลื่อนท่านขึ้นเป็นจั่วจวินซือหม่าในทัพของข้า คราวออกศึกยีหลำครั้งนี้ ท่านมั่นใจจะตั้งความชอบเป็นเอกได้อีกหรือไม่"
ซุนเจินหมอบคำนับกล่าวว่า "ใต้บัญชาแม่ทัพล้วนเป็นทหารชาญศึก เหล่าขุนพลล้วนเป็นนักรบดุจหมีสิงโต ข้าพเจ้ามิกล้าพูดถึงความชอบเป็นเอก รู้แต่ว่าจะสุดกำลังตอบแทนบ้านเมืองสังหารกบฏ การศึกครั้งนี้ ข้าพเจ้าขออาสาเป็นทัพหน้าให้แม่ทัพ"
ฮองฮูสงกล่าวว่า "ตามที่ท่านขอ" เห็นชอบตามคำขอของซุนเจิน ใช้เขาเป็นทัพหน้า แล้วถามว่า "เจินจือ บัดนี้กองท่านมีกำลังเท่าใด พอใช้หรือไม่ จะให้ข้าแบ่งทหารเก่งให้อีกบ้างหรือไม่"
ซุนเจินกล่าวว่า "กองข้าพเจ้าบัดนี้มีคนพันสองร้อย พอใช้แล้ว มิต้องให้แม่ทัพแบ่งคนให้อีก"
ฮองฮูสงพอใจในความกล้าหาญของเขา หัวเราะว่า "ดี ข้าจะคอยข่าวชัยชนะจากท่าน" อ้องอุ้นเคาะโต๊ะชมเชยว่า "หากนายทัพนายกองในทัพเราล้วนเป็นได้ดังเจินจือ กบฏกระจอกเพียงนี้มิควรเป็นที่กังวลเลย"
จูฮีหัวเราะว่า "แม่ทัพ พูดไปแล้วข้าไม่พอใจท่านนัก"
ฮองฮูสงตกใจถามว่า "คำนี้หมายความว่ากระไร"
"ข้ารู้จักเจินจือก่อนท่าน แต่ท่านกลับเงียบ ๆ ฉวยเอาเขาไปไว้ใต้บัญชาท่านเสียได้ ไม่มีน้ำใจเอาเลย"
ฮองฮูสงลูบหนวดหัวเราะลั่น ซุนเจินรู้ว่าฮองฮูสง จูฮี และอ้องอุ้น ในฐานะแม่ทัพใหญ่ของหลายสายทัพ ยังต้องปรึกษาการศึกกันโดยละเอียด จึงมิรบกวนมาก กล่าวลาออกไปทันที
ครั้นออกจากค่ายฮองฮูสง เตียนอุย จั่วปั๋อโหว หยวนจงชิง และพวกที่คอยอยู่นอกค่าย ก็รุมเข้ามาห้อมล้อม
หยวนจงชิงถามอย่างตื่นเต้นว่า "ท่านซุน จะออกศึกแล้วหรือ"
ซุนเจินพยักหน้ากล่าวว่า "มิผิดดอก"
หยวนจงชิงถามว่า "ตียีหลำหรือตีน่ำเอี๋ยง"
ซุนเจินตอบว่า "ยีหลำ"
หยวนจงชิงกำหมัดถูมือ อยากจะอยู่ในสมรภูมิยีหลำเสียในบัดนี้ทีเดียว กล่าวว่า "ในที่สุดก็รอวันออกจากเมืองมาถึงเสียที"
จั่วปั๋อโหวและพวกก็ตื่นเต้นยิ่งนัก ลูบกระบี่อันร้องกังวานแล้วตบมือ ใจลอยไปยังสมรภูมิยีหลำ
เตียนอุยเห็นกิริยาของพวกเขา นึกในใจว่า "ผู้ใต้บัญชาท่านซุน ได้ยินเรื่องศึกก็ยินดี ล้วนเป็นนักรบกล้าหาญแท้ ๆ" สำหรับการศึกยีหลำที่ใกล้เข้ามา เขาก็เฝ้าคอยอยู่เช่นกัน เขาเป็นคนมาใหม่ ใจร้อนอยากแสดงฝีมือในสมรภูมิ ตั้งปณิธานลับ ๆ ว่า "ท่านซุนกล่าวว่า ตั้งความชอบในสมรภูมิ เพื่อแลกบรรดาศักดิ์เป็นโหว นี่คือปณิธานของลูกผู้ชาย ครั้งนี้ข้าตามท่านซุนออกศึก จะต้องตั้งความชอบเป็นเอกให้จงได้"
ครั้นกลับถึงค่ายของกองตน ซุนเจินเรียกประชุมเหล่าขุนพล ถ่ายทอดคำสั่งของฮองฮูสง ทั้งบอกแก่เหล่าขุนพลว่าฮองฮูสงตั้งตนเป็นทัพหน้า
ครั้นได้ยินว่าจะออกศึกยีหลำ อีกทั้งกองของตนเป็นทัพหน้าของฮองฮูสงสายหนึ่ง ในกระโจมก็โห่ร้องกันทั่ว ทุกคนกระโดดโลดเต้น ต่างแย่งกันจะเป็นกองแรกออกศึก
ซุนเจินพอใจในใจรักศึกของพวกเขายิ่งนัก หัวเราะว่า "แม่ทัพฮองฮูให้เวลาเราเตรียมศึกหนึ่งวัน เช้าวันมะรืนออกศึก ข้าให้เวลาพวกเจ้าครึ่งวัน ผู้ใดจัดเตรียมการรบของกองตนเสร็จก่อน ผู้นั้นได้เป็นกองที่หนึ่งซึ่งออกศึกเป็นกองแรก" เหล่าขุนพลแยกย้ายกันไปอย่างฮือฮา ต่างรีบกลับไปยังกองของตนเพื่อขุนม้าลับอาวุธ
ในกระโจมเงียบลง ซุนเจินกล่าวแก่ซีจื้อไฉว่า "จื้อไฉ คราวออกศึกนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะกลับ ตียีหลำเสร็จแล้ว บางทีอาจต้องไปตีน่ำเอี๋ยงและตังกุ๋นอีก ข้าคะเนว่าช้าก็หนึ่งปี เร็วก็ราวครึ่งปีกว่าจึงจะกลับ เจ้ากลับไปพบภรรยาเจ้าเถิด"
ซีจื้อไฉพยักหน้ารับคำ
ซุนเจินก็ต้องกลับไปยังอำเภอด้วย เขายังต้องทำหนังสือถึงบุนไท่โส่ว เสนอชื่องักจิ้น บุนเพ่ง และสือซ่าง ให้รับตำแหน่งแทนเขา ซีจื้อไฉ และสวี่จ้ง เขาให้ซุนฮิว หลี่ปั๋อ ซวนคาง และพวกอยู่ในค่ายตรวจตราการเตรียมศึกของแต่ละกอง อีกทั้งส่งคนไปเองอิมส่งจดหมาย เรียกซุนเฉิงผู้ไปซื้อที่ดินสร้างคฤหาสน์อยู่ที่เองอิมให้กลับมา ตัวเขาเองพางักจิ้น บุนเพ่ง และสือซ่าง กลับเข้าอำเภอพร้อมซีจื้อไฉ
ซีจื้อไฉกลับบ้านยกไว้มิกล่าวถึง ฝ่ายซุนเจินกลับมายังที่ทำการกองทหารหัวเมือง เขียนหนังสือเสนอชื่อ พร้อมตราและสายถักประจำตำแหน่งจวิ้นปิงเฉาเยวี่ยน(6) ของตน นำขึ้นถวายบุนไท่โส่วพร้อมกัน
แม้แต่เรื่องใหญ่อย่างการจับกุมจางจื๋อ บุนไท่โส่วยังยินยอมตามซุนเจิน ตำแหน่งจวิ้นปิงเฉาเยวี่ยนเพียงตำแหน่งเดียวเขาจึงมิได้ใส่ใจ อีกทั้งในบรรดาผู้ที่ซุนเจินเสนอชื่อยังมีบุนเพ่งอยู่ด้วย จึงอนุญาตตามที่ซุนเจินเสนออย่างเต็มใจ
งักจิ้น บุนเพ่ง และสือซ่าง ก็เข้ารับตำแหน่งแต่นั้น
ซุนเจินพาทั้งสามคำนับขอบคุณบุนไท่โส่วแล้ว ก็พาพวกเขาไปรับตราและสายถัก มายังที่ทำการกองทหารหัวเมือง เรียกเสมียนในที่ทำการมาทำการส่งมอบงานกัน เสร็จแล้วจึงกลับเรือนพัก
เขามิได้เป็นจวิ้นปิงเฉาเยวี่ยนอีกต่อไป เรือนพักของจวิ้นปิงเฉาเยวี่ยนที่เขาอยู่ต้องคืนแก่จวนเมือง เปลี่ยนเป็นงักจิ้นเข้าอยู่แทน ทว่าเรื่องนี้มิรีบร้อน อย่างไรพรุ่งนี้เขาก็จะออกศึกแล้ว รอเมื่อเขาไปแล้ว เฉินจื่อกับถังเอ๋อร์ก็จะกลับเองอิมเช่นกัน งักจิ้นเป็นคนกันเอง รออีกสองวันก็ไม่เป็นไร
เฉินจื่อทั้งยินดีที่เขาเลื่อนตำแหน่งเป็นจั่วจวินซือหม่าศักดิ์หกร้อยสือ ทั้งห่วงใยที่เขาจะต้องออกสมรภูมิอีกครั้ง ดีใจปนกังวล
ซุนเจินก็ต้องปลอบโยนนางอยู่ครู่หนึ่ง เห็นนางหลั่งน้ำตามิหยุด จึงหยอกล้อว่า "ข้าให้จงเหรินซื้อที่นาบางส่วนไว้ที่เองอิม เพื่อจัดที่ทางให้ทหารสามร้อยที่ตามข้ามา พวกเขาบัดนี้กลายเป็นปินเค่อและถูฟู่ของบ้านเราแล้ว เจ้ากลับบ้านไปก็จะเป็นแม่เรือนของพวกเขา เจ้าทำท่าเช่นนี้ จะให้พวกเขาเชื่อฟังเจ้าได้อย่างไร"
เฉินจื่อกลั้นน้ำตากล่าวว่า "ท่านพี่วางใจเถิด ข้าน้อยจะดูแลบ้านเรือนให้เรียบร้อยจงได้เจ้าค่ะ"
ซุนเจินสงสารนางที่ยังเยาว์ อีกทั้งมิรู้ว่าตนออกศึกครั้งนี้เมื่อใดจึงจะกลับ จะกลับมาโดยสวัสดิภาพหรือไม่ ครั้นได้ยินคำนาง ก็โอบนางเข้าสู่อ้อมอก
ค่ำคืนนั้น จงฮิว ตู้อิ้ว กัวจวิ้น และซุน(7) มาส่งเขา ระหว่างวงเลี้ยง จงฮิวตีกลอง ตู้อิ้วกับกัวจวิ้นเป่าเซิง ซุน(7)ดีดพิณ บรรเลงประสานเพลงหนึ่งให้เขา เป็นการส่งเขาออกศึกอย่างองอาจ คนทั้งหลายเมามายกันถ้วนหน้า
## เชิงอรรถ
(1) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่า (นายทัพ) ผู้ช่วยทัพ ศักดิ์หกร้อยสือ เป็นฝ่ายทหาร
(2) เปี๋ยปู้ซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าคุมกองแยก (กองพลอิสระนอกอัตรา) ศักดิ์พันสือ
(3) ฮู่จวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าฝ่ายคุมทัพและตรวจการทหาร ใต้บัญชาแม่ทัพใหญ่
(4) จวินโฮ่ว — นายทหารระดับเทียบหกร้อยสือ ใต้บังคับบัญชาในทัพ
(5) ฟางปั๋อ — คำยกย่องเรียกชื่อสื่อ (เจ้าหน้าที่ตรวจการมณฑล) ในที่นี้หมายถึงอ้องอุ้นซึ่งเป็นชื่อสื่อมณฑลอิจิ๋ว
(6) จวิ้นปิงเฉาเยวี่ยน — หัวหน้ากองทหารหัวเมือง ตำแหน่งฝ่ายพลเรือนที่ซุนเจินดำรงอยู่เดิมก่อนเปลี่ยนเป็นฝ่ายทหาร
(7) ต้นฉบับ ณ จุดนี้ระบุแซ่ "ซุน" ไว้แต่มิได้ลงชื่อตัวเต็ม (ตัวอักษรขาดหายในต้นฉบับ) จึงคงไว้แต่แซ่ตามต้นฉบับ