# ตอนที่ 269 — ทัพประชิดซีหัว (ตอนกลาง)
การเตรียมพร้อมก่อนออกศึกนั้น จะว่ายุ่งยากก็ยุ่งยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ที่ยุ่งยากคือพัสดุสิ่งของทั้งหลายล้วนต้องตรวจตราให้ละเอียดถี่ถ้วน ที่ง่ายคือซุนเจินได้จัดเตรียมไว้แต่เนิ่นแล้ว ครานี้เพียงตรวจทานอีกครั้งก็เป็นอันเสร็จ
วันรุ่งขึ้น กองฉวีต่าง ๆ ในบังคับของซุนเจินก็เตรียมการเสร็จสรรพ ทว่ากองของเฉินเปาเสร็จก่อนเป็นกองแรก ซุนเจินจึงได้กระทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ คือยกกองของเฉินเปาเป็นทัพหน้า ครั้นยามบ่าย ซุนเฉิงก็กลับมา เขาได้จับจองที่ดินไว้มากมาย ทั้งมอบหมายเรื่องการสร้างคฤหาสน์ให้คนในตระกูลที่ไว้ใจได้ดูแล อีกทั้งจัดการเรื่องพลทหารสามร้อยคนที่โอนมาเป็นปินเค่อและถูฟู่ในสังกัดของซุนเจินไว้เรียบร้อยแล้ว
คืนวันก่อนซุนเจินดื่มจนเมามาย เช้านี้ตื่นขึ้นก็มายังค่ายทันที ครั้นตรวจตราการเตรียมการของแต่ละค่ายเสร็จสิ้น ก็เรียกบรรดานายทหารมาชุมนุม จัดสำรับอาหารเลี้ยง นับเป็นการอำลางักจิ้น บุนเพ่ง สือซ่าง เกาซู่ เฝิงก่ง และคนอื่น ๆ
เกาซู่กับเฝิงก่งโอนไปเป็นทหารประจำเมือง คราวนี้จึงมิได้ตามเขาออกศึกยังยีหลำอีก เกาซู่กับซุนเจินนั้นเป็นมิตรกันด้วยการวิวาทแต่แรก ครั้นรู้จักกันแล้ว ซุนเจินก็เอาชนะใจเกาซู่ได้ด้วยความองอาจกล้าหาญ ใจกว้าง และความจริงใจที่มอบให้ ทั้งยังผูกพันกันลึกซึ้งในคราวรบกับกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวน หาไม่แล้วเกาซู่ก็คงมิแค้นเคืองเตียวจื๋อที่เคยพยายามหยามเกียรติซุนเจิน จนถึงกับด่าประจานเฟ่ยฉ่างกลางถนน เพราะอยู่ในกองทัพ อีกทั้งวันพรุ่งก็เป็นวันยกทัพ ในวงเลี้ยงจึงมิได้มีสุรา ทุกคนใช้น้ำแทนเหล้า บ้างก็เล่าเรื่องสนุกครั้งวันก่อน บ้างก็โต้เถียงชิงดีกันถึงผลงานในศึกกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวน บ้างก็คาดการณ์ถึงศึกยีหลำที่จะมาถึง บรรยากาศในวงเลี้ยงครึกครื้นยิ่งนัก จนทำให้เกาซู่เสียดายเป็นที่สุดที่แต่เดิมรับคำซุนเจินให้โอนตนไปเป็นทหารประจำเมือง ทว่าเสียดายก็สายเสียแล้ว เขาจึงได้แต่อวยพรอย่างขัดเขินให้ซุนเจินตีกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำให้แตกพ่าย สร้างวีรกรรมงดงามอีกครา
งักจิ้น บุนเพ่ง สือซ่าง ก็อวยพรให้ซุนเจินได้สร้างความชอบใหญ่อีกครั้ง ทั้งกำชับหยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว เตียนอุย และคนอื่น ๆ ให้ปกป้องซุนเจินไว้ให้ดี อีกทั้งรับปากกับซุนเจินว่า จะรักษากองทหารประจำเมืองและฝ่ายทหารประจำเมืองไว้ในกำมือให้มั่นคงแทนเขาให้จงได้ ซุนเจินกล่าวกับงักจิ้นเป็นการส่วนตัวว่า "นอกจากเรื่องฝ่ายทหารประจำเมืองแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องคอยใส่ใจให้มาก" งักจิ้นถามว่า "เรื่องอันใดขอรับ" ซุนเจินกล่าวว่า "โรงเหล็กหลวงแห่งเอี้ยงเฉิง เดิมข้าตั้งใจจะจัดการเรื่องโรงเหล็กให้เรียบร้อยก่อนออกศึก แต่ก็มิทันการ เมื่อข้าไปแล้ว เจ้าต้องติดต่อกับเสิ่นหรง นายโรงเหล็กให้มาก ต้องกุมโรงเหล็กไว้ในมือให้ได้" งักจิ้นรับคำ
…
วันรุ่งขึ้น ฮองฮูสงกับจูฮีรวมพลทุกกอง ผู้คนม้ารถหลายหมื่นตั้งกระบวนทัพอยู่นอกค่าย
ฮองฮูสงกับจูฮีขึ้นสู่แท่นบัญชาการ ตรวจพลทั้งสามทัพ
ราษฎรเมืองเอี้ยงเต๊กได้ยินว่าทั้งสองจะยกทัพไปยีหลำ ก็พากันมาคอยส่งเสด็จแต่ไกลเป็นอันมาก ภายใต้สายตาของชาวอำเภอที่เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ฮองฮูสงกับจูฮีตรวจพลเสร็จแล้ว ก็แยกกันนำทัพออกจากเมือง อ้องอุ้นออกมาส่ง
จูฮีออกเดินทางก่อน นำกองของตนหมื่นเศษมุ่งลงใต้ ซุนเกี๊ยนร่วมอยู่ในกองนั้นด้วย
ซุนเจินอยู่ในกองของฮองฮูสง เฝ้ามองส่งกองทัพของจูฮีออกเดินทาง ธงทัพของกองและฉวีนับสิบนับร้อยปลิวไสวสะบัดสูงต่ำเรียงรายไปตามแถวขบวนทัพอันยาวเหยียด ที่เดินนำหน้าสุดคือธงรบของซุนเกี๊ยน ก็เป็นเช่นเดียวกับที่ซุนเจินถูกฮองฮูสงใช้เป็นทัพหน้า ด้วยซุนเกี๊ยนผู้ห้าวหาญที่สุดในบังคับของจูฮีก็ถูกจูฮีตั้งให้เป็นทัพหน้าเช่นกัน
ครั้นมองธงทัพของซุนเกี๊ยนลับตาไป เขาก็รำพึงในใจว่า "บุ๋นไท่ห้าวหาญเก่งกล้าการศึก คราวนี้ไปย่อมสร้างความชอบได้อีก หรือบางทีรอศึกยีหลำสิ้นสุด เขาอาจได้เลื่อนขึ้นอีกขั้นกระมัง" ลองนึกถึงท่วงท่าห้าวหาญของซุนเกี๊ยนที่ขี่ม้าอยู่ใต้ธงเบื้องหน้าทัพนับพันนับหมื่น ก็มิวายเกิดใจมุ่งเอาชนะขึ้นมา จึงคิดต่อไปว่า "บุ๋นไท่เป็นทัพหน้าของกองจูฮี ข้าเป็นทัพหน้าของกองท่านแม่ทัพฮองฮูสง เราทั้งสองล้วนเป็นทัพหน้า ในที่สุดเมื่อมารวมพลกันใต้กำแพงเมืองซีหัว แล้วได้พบบุ๋นไท่อีกครา หากเทียบความชอบในการศึกของกันและกัน ข้าก็มิอาจยอมอยู่หลังเขาเป็นอันขาด"
ครั้นกองของจูฮีออกเดินทางแล้ว ฮองฮูสงก็ออกคำสั่งให้กองของตนยกออก
ซุนเจินเป็นทัพหน้า อยู่หัวขบวนทั้งทัพ พอคำสั่งทหารออกมา ก็ออกเดินทางก่อนทันที กองของเฉินเปาเคลื่อนพลเป็นกองแรก จากนั้นกองฉวีต่าง ๆ ก็ทยอยยกออกตามกัน เตียนอุย จั่วปั๋อโหว หยวนจงชิง และองครักษ์ใกล้ชิดแวดล้อมอารักขาซุนเจินอยู่ซ้ายขวา ทหารกล้าชูธงทัพเดินอยู่กลางกอง ครั้นออกพ้นเขตอำเภอเอี้ยงเต๊ก ก็เลียบแม่น้ำอิ่งสุ่ยมุ่งหน้าสู่หลินอิ่ง
เอี้ยงเต๊กห่างจากหลินอิ่งราวร้อยลี้ ระหว่างทางผ่านเองเอี๋ยงกับเองอิม กองของซุนเจินเดินทางเรื่อยมา วันหนึ่งเดินได้ห้าสิบลี้ สองวันก็ถึงหลินอิ่ง เดินต่อไปอีกก็เป็นรอยต่อแดนเองฉวนกับยีหลำ ทัพหลวงที่ฮองฮูสงบังคับอยู่ห่างจากกองทัพของเขานี้ไปสามสิบลี้ เขาสั่งให้ทุกค่ายหยุดพัก แล้วส่งคนไปแจ้งฮองฮูสงว่ามาถึงเขตเองฉวนแล้ว ไม่ช้าคำสั่งของฮองฮูสงก็ส่งมาว่า "พรุ่งเช้าข้ามแดน เข้าตีเจาหลิง"
ซุนเจินรับคำสั่ง พักผ่อนปรับขบวนอยู่ที่หลินอิ่งคืนหนึ่ง แล้วเดินทางต่อ ไปได้ยี่สิบลี้ก็ออกพ้นเขตเองฉวน ยามเที่ยงก็เข้าสู่เขตแดนยีหลำ
อำเภอในเขตยีหลำที่ใกล้หลินอิ่งที่สุดมิใช่เจาหลิง หากแต่เป็นอิ่นเฉียง อิ่นเฉียงห่างจากหลินอิ่งเพียงยี่สิบกว่าลี้ ด้วยอยู่ใกล้เองฉวนนัก ที่นี่จึงมิได้มีกองโพกผ้าเหลืองตั้งอยู่
จากอิ่นเฉียงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ราวยี่สามสิบลี้ก็คือเจาหลิง
ที่เจาหลิงแห่งนี้มีกองแยกของโพกผ้าเหลืองตั้งประจำอยู่ราวสามพันเศษ เป็นหนึ่งในที่มั่นรอบนอกของกองโพกผ้าเหลืองแห่งซีหัว ซีหัวอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเจาหลิง หากเอาซีหัวเป็นศูนย์กลาง อิ่นเฉียง เจาหลิง เจิงเชียง และหรูหยาง สี่อำเภอนี้ก็เชื่อมต่อกันเป็นรูปครึ่งวงโค้งพอดี โอบล้อมรักษาซีหัวไว้เบื้องบน
…
ครั้นซุนเจินเข้าเขตยีหลำแล้ว ก็เดินทางมิหยุด พอถึงนอกอำเภออิ่นเฉียงก็เป็นเวลาเย็นย่ำ เขาหยุดพักม้าทำทีตั้งค่าย รอจนความมืดมาเยือน ก็เร่งออกคำสั่งทหารโดยด่วน ผู้คนพันเศษควบม้าไปกว่าสามสิบลี้ ถึงนอกเมืองเจาหลิงเมื่อยามดึกค่อนคืน
ฮองฮูสงกับจูฮียกทัพออกจากเอี้ยงเต๊ก แบ่งกำลังเป็นสองสายมาตียีหลำ ผู้คนม้ารถหลายหมื่นแผ่อานุภาพเกรียงไกร กบฏโพกผ้าเหลืองแห่งยีหลำได้ข่าวคราวมาแต่เนิ่นแล้ว พวกมันคอยจับตาความเคลื่อนไหวและทิศทางของทัพทั้งสองสายอย่างใกล้ชิด ซุนเจินนำกองเข้าเขตยีหลำ แล้วมาถึงนอกอำเภออิ่นเฉียง ร่องรอยเหล่านี้ของเขาล้วนถูกกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเจาหลิงและซีหัวจับตาอยู่
ข่าวสุดท้ายที่กบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเจาหลิงได้รับคือ ซุนเจินตั้งทัพอยู่นอกอำเภออิ่นเฉียง ครานั้นนายทหารที่ตั้งกองรักษาในเมืองยังโต้เถียงพิเคราะห์กันว่า ซุนเจินจะตรงเข้าตีซีหัว หรือจะมาตีเจาหลิง ทว่าหารู้ไม่ว่าการตั้งค่ายของซุนเจินเป็นเพียงการลวงทำทีหลอกหลอน แท้จริงกลับฉวยความมืดควบม้าไปกว่าสามสิบลี้ ถึงนอกเมืองเจาหลิงโดยมิมีผีสางรู้เห็น
จนรุ่งเช้าวันต่อมา กองโพกผ้าเหลืองที่รักษาเมืองเจาหลิงจึงเพิ่งจะตกใจพบว่า นอกอำเภอมีกองทหารเพิ่มมาหนึ่งกอง นายทหารผู้รักษาเมืองนั้นชื่อหวงเซ่า เป็นแม่ทัพดุดันคนหนึ่ง คืนก่อนเขานอนอยู่ในที่ว่าการอำเภอ พอเช้าได้ยินคนมาแจ้งว่าซุนเจินยกกองมาถึง ก็ตกใจยิ่งนัก รีบสวมเกราะแต่งกายให้เรียบร้อย นำทหารองครักษ์ใกล้ชิดขึ้นกำแพงเมืองเฝ้าดู
ซุนเจินรักษาเอี้ยงเต๊กในเองฉวนได้ ทั้งรบชนะที่ทางใต้เมืองอู่หยาง กิตติศัพท์ของเขาเลื่องลือมาถึงยีหลำแต่เนิ่นแล้ว หวงเซ่าจึงมิกล้าประมาทศัตรู ภายใต้แสงตะวันยามเช้า เขามองไปทางทิศตะวันตกของเมือง เพ่งพินิจอยู่นานนัก แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะลั่น
บรรดานายทหารโพกผ้าเหลืองข้าง ๆ ต่างพิศวง ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงหัวเราะ จึงมีคนกล่าวว่า "ซุนเจินเป็นแม่ทัพห้าวหาญของพวกขบถฮั่น เมื่อวานเขาแสร้งตั้งค่ายที่อิ่นเฉียง แท้จริงกลับนำทหารเดินทางในยามค่ำสามสิบลี้ มาถึงนอกเมืองเรา หมายจะตีเมืองเรา อีกทั้งฮองฮูสงนำทัพหลวงตามมาข้างหลัง อีกไม่กี่วันก็จะถึง เมืองเราคับขันแล้ว ท่านแม่ทัพหัวเราะด้วยเหตุอันใดเล่า"
หวงเซ่าชี้ไปยังค่ายทหารของซุนเจินที่อยู่ไกล หัวเราะกล่าวแก่ซ้ายขวาว่า "ข้าได้ยินว่าซุนเจินรักษาเอี้ยงเต๊กอย่างมั่นคง ทำให้ปอไซแม้มีพลแสนหนึ่งก็มิอาจตีเมืองแตก อีกทั้งยึดสองอำเภอเซียงเซียกับเกียบได้ บีบให้ปอไซและเหอมั่นหดหัวอยู่ทางใต้เมืองเองฉวน มิอาจคืบหน้าได้แม้นิ้วเดียว แล้วยังร่วมกับฮองฮูสงและจูฮีรบที่ทางใต้เมืองอู่หยาง เป็นผู้ตีแนวปอไซแตกก่อน ได้ชัยชนะใหญ่ ข้าเดิมนึกว่าเขาเป็นยอดแม่ทัพผู้รู้การศึก วันนี้พบเข้ากลับมิสมชื่อเลย"
บรรดานายทหารโพกผ้าเหลืองซ้ายขวาต่างพากันตกตะลึง ไม่เข้าใจความหมาย คนหนึ่งถามว่า "ท่านแม่ทัพมองออกได้อย่างไรว่าเขามิสมชื่อ"
หวงเซ่าชี้ไปยังค่ายทหารของซุนเจิน กล่าวว่า "พวกเจ้าลองดูสิ นอกเมืองเจาหลิงเราทั้งสี่ด้านนั้น ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศเหนือ ล้วนเป็นที่ราบ มีแต่ทิศตะวันตกที่จดแม่น้ำหรูสุ่ย อีกทั้งมีเนินเขา ซุนเจินมิเลือกตั้งค่ายทางตะวันออก ใต้ เหนือ กลับไปตั้งค่ายทางตะวันตก ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ ที่ชื้นแฉะและที่เนินเขามิควรตั้งค่าย เขาไม่รู้หรือไร" กล่าวจบก็เพ่งดูค่ายของซุนเจินอีกครา แล้วหัวเราะกล่าวว่า "มิเพียงที่ตั้งค่ายที่เขาเลือกไม่ถูกต้องเท่านั้น พวกเจ้าลองดูอีก ทหารในบังคับของเขาเมื่อคืนเดินทางสามสิบกว่าลี้ จากอิ่นเฉียงมาถึงนอกเมืองเรา เกรงว่าคงเหน็ดเหนื่อยเต็มที แต่เขากลับมิเห็นแก่ความเหนื่อยล้าของไพร่พล สั่งบังคับให้ขนหินตัดไม้สร้างกำแพงค่าย ดูสิ นั่นคือธงทัพของเขา…"
บรรดานายทหารโพกผ้าเหลืองมองตามนิ้วที่หวงเซ่าชี้ ก็แลเห็นธงทัพผืนหนึ่งเอนเอียงคดเคี้ยว
หวงเซ่าหัวเราะกล่าวว่า "แม้แต่ธงทัพของเขายังเอนเอียง ประการหนึ่งย่อมเห็นได้ว่าไพร่พลต้องเหน็ดเหนื่อยแน่ ประการหนึ่งย่อมเห็นได้ว่าเขาปกครองทัพไม่เข้มงวด เดินทัพมาอย่างเร่งรีบ มิเห็นแก่ความเหนื่อยล้าของไพร่พล สั่งบังคับให้สร้างค่าย ทั้งปกครองทัพไม่เข้มงวด อีกทั้งเลือกที่ตั้งค่ายผิดพลาด เพราะฉะนี้ข้าจึงว่าเขาได้ชื่อมาอย่างเลื่อนลอย ดูท่าแล้ว ความปราชัยของปอไซและเหอมั่น มิใช่เพราะซุนเจินแกร่งเกินไป หากเพราะพวกเขาอ่อนแอเกินไปต่างหาก" กบฏโพกผ้าเหลืองตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น ยีหลำ เองฉวน น่ำเอี๋ยง ตังกุ๋น เว้นแต่ในเขตแคว้นเฉินที่ไม่มีผู้ใดกล้าก่อกบฏ เพราะเกรงหน้าไม้แรงหลายพันของเฉินอ๋องเล่าฉ่ง นอกนั้นที่เหลืออีกหลายหัวเมือง ทั้งยีหลำ น่ำเอี๋ยง ตังกุ๋น ล้วนรบชนะติดต่อกัน มีแต่ปอไซและเหอมั่นแห่งเองฉวนเท่านั้นที่พ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงกับพินาศสิ้น ในสายตาคนนอกที่มิเคยผ่านศึกเองฉวนด้วยตนเอง ย่อมอดมิได้ที่จะคิดว่ามิใช่เพราะทัพฮั่นแกร่งเกินไป หากเพราะปอไซและเหอมั่นโง่เขลาเกินไปต่างหาก
หวงเซ่าเป็นแม่ทัพดุดันของกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำ ตีเมืองผิงอวี๋แตก รบพุ่งดุเดือดที่เจาหลิง ตีเตียวเขียมพ่ายยับ ในศึกหลายครั้งหลายครา เขาล้วนสร้างความชอบใหญ่ ด้วยความห้าวหาญดุดันของเขา จึงถูกเผงทัวหัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำส่งมารักษาเจาหลิงเป็นแนวหน้าของยีหลำ ครั้นเฝ้าดูกองทัพของซุนเจินแล้ว เขาก็ตัดสินใจเด็ดขาดในทันที กล่าวแก่บรรดานายทหารซ้ายขวาว่า "กองของซุนเจินมีเพียงพันเศษ อีกทั้งเดินทัพไกลโจมตีโฉบฉวย เขายังมิทะนุถนอมกำลังไพร่พล สั่งบังคับให้พลทหารสร้างกำแพงค่าย หากยามนี้ทัพเรายกออกจากเมือง ย่อมต้องได้ชัยชนะใหญ่เป็นแน่"
นายทหารซ้ายขวาบางคนลังเล กล่าวว่า "กองในบังคับซุนเจินแม้มีเพียงพันเศษ ทว่าทัพหลวงของฮองฮูสงอยู่ข้างหลัง ฮองฮูสงนำพลมาหลายหมื่น เกรงว่ามิใช่เมืองเราจะต้านทานได้"
หวงเซ่ากล่าวว่า "ฮองฮูสงจะมิมายังเจาหลิงเรา หากจะตรงไปล้อมซีหัว"
บรรดานายทหารถามว่า "เพราะเหตุใด"
หวงเซ่าตอบว่า "ในเมืองซีหัวเรามีพลทหารชั้นดีทั้งในและนอกเมืองกว่าแปดหมื่น หากฮองฮูสงมายังเจาหลิงเรา เขาจะมิกลัวพลชั้นดีแห่งซีหัวตีกระหนาบจากด้านหลังหรือ ข้ากล้ายืนยันได้ว่า พวกขบถฮั่นที่จะมาล้อมเจาหลิงเรานั้น ต้องมีเพียงกองของซุนเจินกองเดียวเท่านั้น"
ยังมีคนลังเล กล่าวว่า "ถึงแม้ฮองฮูสงจะตรงไปล้อมซีหัว แต่คำสั่งทหารที่ท่านเผงให้พวกเราไว้คือ 'รักษาเจาหลิงให้ดี' มิได้สั่งให้พวกเราออกรับตีเอง"
หวงเซ่ากล่าวอย่างฮึกเหิมว่า "ชายชาตรีย่อมต้องโผบินสง่างาม ไฉนจะยอมเป็นสุนัขเฝ้าบ้านเล่า อีกประการ พวกเราออกเมืองไปตีซุนเจินวันนี้ ก็เพื่อช่วยท่านเผงรักษาซีหัวให้ดีนั่นเอง ฮองฮูสงได้ชื่อว่ายอดแม่ทัพแห่งใต้หล้า ในและนอกเมืองซีหัวแม้มีพลทหารเราหลายหมื่น ทว่าก็เกรงว่าจะตกอยู่ในศึกอันยากลำบาก พวกเราไฉนจะนิ่งดูดายได้ บัดนี้ซุนเจินเพิ่งมาถึง ไพร่พลเหน็ดเหนื่อย ส่วนกองเราบำรุงกำลังเก็บแรงไว้ อีกทั้งเขามีพลทหารเพียงพันเศษ แต่พลทหารในเมืองเรามีสามพันเศษ นี่แลคือการเอาความสบายรอตีความเหนื่อยล้า เอาคนมากตีคนน้อย เป็นคราวที่พวกเราควรตีก่อน มีแต่ตีเจ้าโจรนี้แตกพ่ายแล้ว พวกเราจึงจะไปช่วยซีหัวได้สะดวก หากมิตีเสียก่อน ข้างนอกมีกองพันเศษของมันอยู่ พวกเราจะออกเมืองไปช่วยซีหัวได้อย่างไรเล่า"
บรรดานายทหารถูกเขาโน้มน้าวจนยอมตาม กล่าวว่า "ขอท่านแม่ทัพออกคำสั่งเถิด"
หวงเซ่าก็คัดเลือกพลทหารสองพันในทันที ให้นายทหารรองคุมพลพันคนรักษาเมืองไว้ ส่วนตนนำพลทหารสองพันนี้ออกเมือง
…
กองของซุนเจินหยุดตั้งอยู่นอกเมืองเจาหลิงห้าลี้
หวงเซ่าและพวกอยู่บนกำแพงเมืองเฝ้าดูแสนยานุภาพของกองซุนเจิน ส่วนซุนเจินก็นำบรรดานายทหารคอยพินิจการป้องกันในเมือง
ในยามที่ทัพประชิดเมืองเช่นนี้ ซุนเจินยังมีกะจิตกะใจไปกล่าวเรื่องอื่น เขาหัวเราะถามซ้ายขวาว่า "พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า อำเภอเจาหลิงแห่งนี้เคยให้กำเนิดมหาบัณฑิตผู้เลื่องชื่อท่านหนึ่ง"
สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เตียนอุย ล้วนเป็นนักรบ ไม่รู้ว่าซุนเจินกล่าวถึงผู้ใด ส่วนซุนฮิว ซีจื้อไฉ ซินอ้าย ซวนคาง นั้นกลับรู้
ซวนคางชิงตอบก่อนผู้อื่นว่า "ท่านซุนกล่าวถึงสวี่ซูจ้งหรือขอรับ"
ซุนเจินกล่าวว่า "ถูกแล้ว" สวี่ซูจ้งนั้น ชื่อตัวว่าเซิ่น ศึกษากับเจี่ยขุยปรมาจารย์วิชาคัมภีร์ แตกฉานในคัมภีร์ทั้งหลาย ได้รับการยกย่องจากม้าหยงมหาปราชญ์ ขนานนามว่า "สวี่ซูจ้งผู้หนึ่งเดียวไร้คู่ห้าคัมภีร์"(1) ผลงานยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้นี้มิได้อยู่ที่คัมภีร์ หากอยู่ที่การอธิบายความหมายอักษร เขาใช้เวลากว่ายี่สิบปี เรียบเรียงตำราขึ้นเล่มหนึ่งชื่อ "ซัวเหวินเจี่ยจื้อ"(2) เทียบได้กับ "เอ่อหย่า"(3) ที่แต่งขึ้นในยุครณรัฐ นับเป็นสองยอดแห่งตำราอักษร
เตียนอุยถามว่า "สวี่เซิ่นหรือ เป็นคนตระกูลเดียวกับสวี่เส้าและสือจิ้นหรือไม่" เวที "เยว่ตั้นผิง"(4) ของสวี่เส้าและสือจิ้นนั้นเลื่องชื่อยิ่งนัก เตียนอุยก็เคยได้ยินนามทั้งสองคนนี้
ซุนเจินส่ายหน้ากล่าวว่า "สวี่เซิ่นเป็นคนเจาหลิง สวี่เส้าและสือจิ้นเป็นคนผิงอวี๋ ตระกูลสวี่แห่งผิงอวี๋นั้นเป็นถึงสามชั่วคนสามอัครมหาเสนาบดี เป็นตระกูลผู้มีอำนาจวาสนา ส่วนตระกูลสวี่แห่งเจาหลิงสืบทอดวิชาบัณฑิตเป็นอาชีพ พวกเขาเพียงแซ่เดียวกันเท่านั้น หาใช่ตระกูลเดียวกันไม่"
กำลังสนทนากันอยู่ ก็เห็นประตูเมืองเจาหลิงเปิดออก กองทหารกองหนึ่งบุกตะลุยออกมา ผู้คนทั้งหลายมิตกใจ กลับยินดี เล่าเติ้งดีใจยิ่งนัก กล่าวว่า "เป็นไปดังที่ท่านซีคาดการณ์ไว้จริง ทัพโจรออกเมืองมาแล้ว" ซินอ้ายผงาดกายขออาสา กล่าวว่า "ข้าจะนำทหารม้าออกตีมัน"
ที่แท้นั้น ภาพที่หวงเซ่าได้เห็น ทั้งไพร่พลกองซุนเจินที่เหน็ดเหนื่อย ธงทัพที่เอนเอียง อีกทั้งการเลือกทางตะวันตกของเมืองเป็นที่ตั้งค่าย และการที่ซุนเจิน "สั่งบังคับ" ให้ไพร่พลสร้างค่าย ล้วนเป็นกลอุบาย "ล่อข้าศึก" ที่ออกมาจากซีจื้อไฉทั้งสิ้น
…
เวลาย้อนกลับไปเมื่อวันก่อน
ณ รอยต่อแดนเองฉวนกับยีหลำ หลังรับคำสั่งของฮองฮูสงให้กองซุนเจินเข้าตีเจาหลิงแล้ว ซีจื้อไฉกล่าวกับซุนเจินว่า "ในเมืองเจาหลิงมีทหารโจรสามพันเศษ แม่ทัพโจรหวงเซ่าได้ชื่อว่าห้าวหาญดุดัน กองเรามีเพียงพันเศษ หากจะเข้าตีโดยแรงเกรงว่าจะตีเมืองแตกได้ยาก หากหมายจะเอาชนะ มีแต่ต้องออกกลศึกพิสดารเท่านั้น"
ซุนเจินเห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง ถามว่า "ควรใช้กลใดดีเล่า"
ซีจื้อไฉกล่าวอย่างมั่นใจว่า "กองเราอาจยกไปอิ่นเฉียงก่อน แสร้งตั้งค่ายพักผ่อนอยู่นอกเมืองอิ่นเฉียง รอความมืดมาถึง ก็ฉวยความมืดเร่งเดินไปยังนอกเมืองเจาหลิง ทหารโจรในเมืองย่อมมิได้เตรียมตัวเป็นแน่"
ซวนคางที่อยู่ข้าง ๆ สอดปากถามว่า "หรือว่าจะฉวยจังหวะที่พวกมันมิทันตั้งตัว เข้าจู่โจมยามค่ำ"
ซีจื้อไฉหัวเราะกล่าวว่า "กองเรามีเพียงพันเศษ อีกทั้งควบม้ามาค่อนคืน จะเข้าจู่โจมยามค่ำได้อย่างไร"
ซวนคางถามว่า "ในเมื่อมิจู่โจมยามค่ำ แล้วเหตุใดจึงเดินทางยามค่ำเล่า"
"กลของข้านี้มิใช่เพื่อจู่โจมยามค่ำ หากแต่เพื่อล่อข้าศึก"
ซวนคางถามว่า "ล่อข้าศึกอย่างไร"
"ทหารโจรในเมืองมิได้เตรียมตัว วันรุ่งเห็นทัพเราตั้งกระบวนอยู่นอกเมืองก็ย่อมตกใจใหญ่ ยามนี้กองเราอาจแสร้งทำเป็นเหน็ดเหนื่อย แม่ทัพโจรแรกเริ่มตกใจ ครั้นภายหลังพบว่ากองเราเหน็ดเหนื่อย ก็ย่อมกลับกลายเป็นยินดียิ่งนัก"
ซวนคางเข้าใจกลของซีจื้อไฉ ตบมือชมเชย กล่าวว่า "เช่นนี้ ทหารโจรย่อมต้องออกเมืองมาตีเราเป็นแน่"
ซีจื้อไฉหัวเราะกล่าวว่า "ถูกแล้ว เมื่อโจรออกเมืองมาตีเรา เราอาจแสร้งแพ้ก่อน ล่อให้มันไล่ตาม แล้วจึงตั้งซุ่มตีมัน ครั้นกวาดล้างกองโจรที่ออกเมืองนี้สิ้นแล้ว ก็เข้าตีเมืองอย่างหนักหน่วงอีกครา เช่นนี้ เจาหลิงก็ตีได้โดยง่าย"
ซุนเจินดีใจยิ่งนัก เห็นชอบกับกลของซีจื้อไฉในทันที เพราะฉะนี้จึงมีการควบม้ากว่าสามสิบลี้เมื่อคืนก่อน ครั้นควบม้าถึงนอกเมือง เขาก็เลือกพลกล้าหกร้อย สั่งให้พักผ่อน ณ ที่นั้น รอจนรุ่งสาง ก็สั่งพลที่เหลืออีกหกร้อยให้ตัดไม้ขนหิน แสร้งทำเป็นเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า สร้างกำแพงค่าย ทั้งปักธงทัพไว้เอนเอียง การกระทำต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ล่อกองรักษาเมืองโพกผ้าเหลืองออกมาได้สำเร็จจริง
…
ยามนี้ซินอ้ายขอคำสั่งออกตี
ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "กลของท่านซีคือแพ้ก่อนแล้วชนะทีหลัง กองทหารม้าร้อยม้าของเจ้าเป็นพลกล้าของกองเรา หากให้เจ้าไปรับข้าศึก เกรงว่าทหารโจรจะถูกขู่จนถอยกลับเข้าเมืองในพริบตา แล้วจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นได้อย่างไร จะฉวยโอกาสยึดเมืองได้อย่างไรเล่า" เขาเรียกเฉินเปามา สั่งว่า "เจ้าจงนำไพร่พลกองของเจ้าออกรับข้าศึก ไม่ต้องสู้ตาย รบเพียงครู่เดียวก็ถอยหนีไปข้างหลังได้" เฉินเปารับคำสั่ง รีบนำพลกองตนสองร้อยออกรับกองโพกผ้าเหลืองสองพันที่บุกออกจากเมือง
หวงเซ่าแลเห็นในกองของซุนเจินเกิดความวุ่นวายขึ้นพักหนึ่ง ครั้นแล้วก็มีคนร้อยสองร้อยรีบทิ้งท่อนไม้ก้อนหินในมือลง รวมพลอย่างกะทันหัน ออกรับศึกภายใต้การนำของนายทหารคนหนึ่ง ส่วนไพร่พลที่เหลือก็ต่างทิ้งไม้หินในมือ มุ่งเข้าไปรวมตัวกันที่ธงทัพของซุนเจินภายใต้เสียงกลองศึกเร่งเร้า
เขาดีใจกล่าวว่า "ซุนเจินคงมิคาดคิดว่าข้านำทหารออกเมือง เพราะฉะนี้จึงมิได้ตั้งรับเอาเสียเลย พวกเจ้าดูสิ ไพร่พลในบังคับของเขาวุ่นวายสับสน จงตามข้าบุกเข้าไป ฆ่ากองร้อยสองร้อยที่ออกมารับนี้ให้แตกกระเจิงก่อน แล้วจึงตรงเข้าตะลุยทัพหลวงของมัน"
นายทหารโพกผ้าเหลืองซ้ายขวารับคำสั่ง พวกเขาส่วนมากเป็นทหารราบ มีทหารม้าน้อยนัก ระยะห้าลี้นั้นไม่ใกล้ไม่ไกล ครั้นเวลาผ่านไปชั่วยามเศษ ก็ปะทะเข้ากับกองของเฉินเปาที่ออกมารับศึก
เฉินเปาปฏิบัติตามคำสั่งของซุนเจินอย่างเคร่งครัด เพียงต้านทานพอเป็นพิธีแล้วก็นำกองถอยหนี ไพร่พลในกองนี้ของเขาแท้จริงก็มิได้พักผ่อนสักเท่าใด อันที่จริง ต่อให้เขาหมายจะสกัดกองหวงเซ่า เกรงว่าก็คงสกัดมิอยู่ และด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้หวงเซ่ายิ่งมั่นใจในการคาดคะเนของตนยิ่งขึ้น ดีใจถึงที่สุด มิแยแสจะไล่ฆ่าทหารพ่ายของเฉินเปา ตรงเข้าตะลุยไปยังที่ตั้งธงทัพของซุนเจิน
แลเห็นแต่ไกลว่าใต้ธงทัพมีคนผู้หนึ่งสวมเกราะคาดดาบ กำลังหนีไปทางตะวันตกท่ามกลางองครักษ์ใกล้ชิดที่ห้อมล้อม หวงเซ่าชี้ร้องว่า "ผู้นี้ต้องเป็นซุนเจินแน่ ใครจับเขาได้ จะให้รางวัลเงินหนึ่งแสน"
ด้วยถูกยั่วเย้าจากรางวัลใหญ่นี้ บรรดานายทหารและพลทหารในบังคับของเขาต่างฮึกเหิมชิงกันรุดหน้า จ้องตามธงทัพของซุนเจินไล่ตรงตามไป เพราะใจจดจ่ออยู่ที่ซุนเจินทั้งหมด พวกเขาจึงเห็นแต่ว่าทัพหลวงของซุนเจินเบื้องหน้าหนีกระจัดกระจายไปทั่ว ทว่ามิมีผู้ใดสังเกตว่าทัพฮั่นที่หนีนี้กลับกระจายแต่มิระส่ำระสาย โดยเฉพาะสองปีกเหนือใต้ ต่างมีทหารม้าราวร้อยคน ครั้นหนีออกไปได้หลายลี้แล้ว ก็อ้อมไปทางหลังซ้ายหลังขวาของพวกมันทั้งสองทิศทาง
เห็นว่าจวนจะไล่ทันซุนเจินอยู่แล้ว ไพร่พลรอบกายซุนเจินส่วนมากกระจายหนีไป เหลือเพียงองครักษ์ไม่ถึงร้อยคน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกลองดังกระหึ่มขึ้นจากหลังเนินเขาลูกหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
ซุนเจินนำพลร้อยคนนี้หยุดฝีเท้า หันกายเผชิญหน้าพวกมัน
บรรดานายทหารโพกผ้าเหลืองเห็นซุนเจินทำเช่นนี้ พวกหุนหันก็ดีใจถึงที่สุด รีบเร่งกองของตนรุดหน้าบุกฆ่า ส่วนพวกที่เฉลียวฉลาดกลับชะงักงันด้วยความฉงน บางคนเริ่มรู้สึกรำไรว่าการณ์มิชอบมาพากล
หวงเซ่าตะลุยอยู่หน้าสุด ห่างจากซุนเจินเพียงร้อยก้าว ขี่ม้ากระบวนทวน ตรงเข้าจู่โจมซุนเจิน
จากหลังซุนเจินมีผู้หนึ่งหันกายออกมา ถือจี่เหล็กคู่ เดินเท้าออกรับ
หวงเซ่าทะนงว่าม้าตนเร็วเกราะตนหนา ที่ไหนเลยจะเอา "ทหารราบ" ที่เดินเท้าออกมารับใส่ใจ เอาแต่เร่งม้าควบไปอย่างรวดเร็ว ทวนยาวพุ่งไปข้างหน้า แทงตรงไปยังอกของผู้นั้น ตามที่เขาคิดนั้น ตนมีกำลังมากอยู่แล้ว อีกทั้งอาศัยความเร็วของม้า ทวนนี้ย่อมต้องแทงเจ้า "ทหารราบ" ที่ไม่รู้จักเป็นรู้จักตายผู้นี้ให้ตายเป็นแน่ หากแทงเข้าที่ถูกตำแหน่ง บางทีอาจสะบัดให้ลอยขึ้นได้ด้วยซ้ำ ท่านี้เป็นท่าที่เขาถนัดที่สุด ก่อนหน้านี้ในการรบกับทหารประจำเมืองยีหลำ เขามักใช้ท่านี้อยู่เสมอ ทวนยาวแทงออกไป กลับมิอาจแทงถูก "ทหารราบ" ตรงหน้า เห็นแต่ "ทหารราบ" ผู้นี้ส่งจี่เหล็กในมือซ้ายไปยังมือขวา กางแขนซ้ายออก หนีบทวนยาวที่เขาแทงออกมาไว้ใต้รักแร้ แล้วฉวยจับด้ามทวนไว้ ตวาดลั่นขึ้นเสียงหนึ่ง หวงเซ่ารู้สึกแต่ว่ามีแรงมหาศาลส่งผ่านมาตามด้ามทวน ตัวถูกกระชากเอนไปข้างหน้า สองขาหลุดจากอานม้าโดยมิอาจบังคับได้ ตกลงสู่พื้นราวกับเหินเมฆ ตกลงไปจนตาลายเห็นดาวระยิบระยับเต็มไปหมด หูได้ยินเสียง "ทหารราบ" ผู้นี้ตวาดลั่นขึ้นอีกครา ตามด้วยเสียงดังสนั่นครืนหนึ่ง จากนั้นเป็นเสียงม้าร้องระงม แล้วก็รู้สึกเย็นวาบที่อก เจ็บปวดแสนสาหัสจนสุดทน
กว่าเขาจะตั้งสติได้จากอาการเวียนศีรษะที่ตกจากม้า ลืมตามองดู ก็เห็นม้าที่ตนขี่ล้มคว่ำอยู่ข้างหนึ่ง ส่วนอกของตนถูกจี่เหล็กเล่มหนึ่งปักอยู่ "ทหารราบ" ผู้นั้นถือจี่เหล็กที่เหลืออีกเล่มหนึ่งออกรับพลโพกผ้าเหลืองที่บุกเข้ามาทางหลังเขา สติของเขาค่อย ๆ เลือนราง ความคิดสุดท้ายคือ "ผู้นี้เป็นใครกัน"
ผู้ที่ฆ่าเขาก็คือเตียนอุยนี่เอง
พลโพกผ้าเหลืองที่ตามหวงเซ่ามานั้น นอกจากทหารม้าสี่ห้าคนแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นทหารราบ ส่วนพลร้อยกว่าคนที่อยู่หลังซุนเจิน นอกจากองครักษ์แล้ว ครึ่งหนึ่งเป็นเจว๋อจางซื่อ(พลง้างหน้าไม้)ในกองสวี่จ้ง อีกครึ่งเป็นเซี่ยนเจิ้นซื่อ(พลตะลุยแนว)ในกองเล่าเติ้ง ภายใต้การบัญชาของสวี่จ้ง เหล่าพลง้างหน้าไม้ก็ยกหน้าไม้ยิงลูกศร พลโพกผ้าเหลืองล้มระเนระนาดทั้งคนทั้งม้า เล่าเติ้งฉวยจังหวะนำพลตะลุยแนวบุกเข้าฆ่าฟัน
ภายใต้การอารักขาของทหารเสือสิบกว่าคน ซุนฮิว ซีจื้อไฉ และพวก ก็ออกมาจากหลังเนินเขาที่อยู่ไม่ไกล สั่งให้เปลี่ยนกลองศึกเป็นจังหวะเร่งกระชั้น
ทหารม้าสองร้อยคนที่ซินอ้ายนำมารวมตัวกัน ส่งเสียงโห่ขึ้นพร้อมกัน บุกโจมตีหลังซ้ายหลังขวาของกองโพกผ้าเหลืองกองนี้
เจียงฉิน เฉินเปา ซุนเฉิง ต่างนำไพร่พลกองของตน จากที่หนีกระจัดกระจาย กลับหันมาเปิดการรุกตี
ซุนเจินชักดาบในมือ เร่งม้าศึก นำหยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว และองครักษ์เข้าหนุนเตียนอุยที่ฆ่าฟันอยู่ข้างหน้า ร่วมแรงตะลุยบุกไปเบื้องหน้า
เบื้องหน้ามีซุนเจิน เตียนอุย กับพลง้างหน้าไม้ในบังคับสวี่จ้งและพลตะลุยแนวในบังคับเล่าเติ้ง เบื้องหลังมีทหารม้าสองร้อยที่ซินอ้ายนำมา ซ้ายขวามีการบุกอย่างหนักหน่วงของเจียงฉิน เฉินเปา ซุนเฉิง ส่วนหวงเซ่าก็ถูกเตียนอุยฆ่าตายกลางสนามแล้ว กองโพกผ้าเหลืองได้แตกแถวระส่ำระสายมาแต่คราววิ่งไล่กวดก่อนหน้านี้แล้ว ครานี้ยังถูกตีกระหนาบสี่ด้าน ที่ไหนเลยจะต้านทานได้ ก็แตกพ่ายยับเยินเป็นโกลาหล
## เชิงอรรถ
(1) "สวี่ซูจ้งผู้หนึ่งเดียวไร้คู่ห้าคัมภีร์" — สมญาที่ยกย่องสวี่เซิ่น (ชื่อรองว่าซูจ้ง) ว่าแตกฉานในคัมภีร์ทั้งห้าจนไม่มีผู้ใดเทียบได้ คัมภีร์ทั้งห้า (อู่จิง) คือคัมภีร์หลักของสำนักขงจื๊อ
(2) "ซัวเหวินเจี่ยจื้อ" — ตำราอธิบายความหมายและรูปอักษรจีน ผลงานของสวี่เซิ่น ใช้เวลาเรียบเรียงกว่ายี่สิบปี เป็นพจนานุกรมพิเคราะห์อักษรเล่มสำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของแผ่นดินจีน
(3) "เอ่อหย่า" — ตำราพจนานุกรมโบราณที่แต่งขึ้นในยุครณรัฐ ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดแห่งตำราอักษรคู่กับ "ซัวเหวินเจี่ยจื้อ"
(4) "เยว่ตั้นผิง" — เวทีวิจารณ์และจัดอันดับบุคคลรายเดือนของสวี่เส้ากับสือจิ้น สองบัณฑิตแห่งผิงอวี๋ ซึ่งคำวิจารณ์ชี้เป็นชี้ตายชื่อเสียงของบัณฑิตในยุคนั้น