# ตอนที่ 267 — ตามทัพไปยีหลำ (ตอนปลาย)
ฝ่ายซุนฮิวกับซีจื้อไฉนั้น เคยได้ยินมาว่าซุนเจินส่งปินเค่อ(บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ)(1)ออกไปตามหาบุคคลผู้หนึ่ง ทว่าจะเป็นผู้ใดนั้นหาทราบไม่ ครั้นเห็นซุนเจินยินดีปรีดาถึงเพียงนี้ ก็พากันฉงนใคร่รู้ จึงลงจากหลังม้า ก้าวเข้าไปในลานเรือนพร้อมซุนฮก
ในลานเรือนนั้นมีคนยืนอยู่สิบกว่าคน ซุนฮก ซุนฮิว และซีจื้อไฉกวาดตามองดู เห็นส่วนมากเป็นปินเค่อในสังกัดซุนเจิน มีแต่ผู้หนึ่งเท่านั้นที่ไม่เคยพบหน้า
แลเห็นผู้นั้นรูปร่างกำยำล่ำสัน ตัวตนแข็งแกร่งดั่งหล่อด้วยเหล็กกล้า ศีรษะโพกผ้าเจ๋อ(2)สีดำยอดแบน สวมเสื้อแคบแขนสั้น เอวเหน็บดาบหวนโฉ่ว(3)เล่มหนึ่ง ดูรูปลักษณ์แล้วหาใช่บัณฑิตไม่ ราวกับเป็นนักเลงจอมห้าวผู้หนึ่ง
ซุนฮก ซุนฮิว และซีจื้อไฉทั้งสามยิ่งพิศวง ต่างเหลือบมองหน้ากัน ในใจล้วนคิดว่า "เจินจือแม้นจะชอบชุบเลี้ยงนักเลง ทว่าก็หาควรถึงกับส่งคนออกไปตามหานักเลงห้าวหาญสักผู้หนึ่งไม่ แม้นส่งคนไปตามมาได้ ก็ไม่น่ายินดีปรีดาถึงเพียงนี้ บุรุษผู้นี้เป็นผู้ใดกันหนอ"
ขณะนั้นซุนเจินยืนอยู่เบื้องหน้านักเลงผู้นี้ กุมมือเขาไว้ ปลื้มปีติจนสุดจะกลั้น กล่าวว่า "แต่ก่อนเมื่อข้ายังเป็นนายกองศาลาฝานหยาง(4) ก็ได้ยินกิตติศัพท์อันเลื่องลือของท่านแล้ว ท่านมีน้ำใจนักเลงยึดมั่นในคุณธรรม ข้านิยมยกย่องมานานนัก เสียดายแต่ครานั้นไม่รู้ว่าท่านอยู่หนใด จึงมิอาจพบหน้า วันนี้ในที่สุดก็ได้พบกัน ทำให้ข้าได้ชดเชยความเสียดายแต่ปางก่อนเสียที เป็นบุญแก่ข้ายิ่งนัก!"
นักเลงผู้นี้ริมฝีปากบนไว้หนวด หนวดแก้มทั้งสองข้างขึ้นรกชัฏ ดูองอาจห้าวหาญน่าเกรงขาม กะอายุไม่ออก คาดว่าราวยี่สิบกว่า ยังไม่ถึงสามสิบ เขาถูกไมตรีอันอบอุ่นของซุนเจินทำให้ตะลึงงัน ออกจะกระอักกระอ่วน ทว่าก็ซาบซึ้งใจยิ่ง จึงชักมือกลับ รวบชายเสื้อคุกเข่าลงคารวะ กล่าวว่า "ท่านซุนตีกบฏโพกผ้าเหลืองแตกพ่าย เดชานุภาพเลื่องลือไปไกล มิรังเกียจข้าน้อย ส่งคนไปเรียกข้าน้อยมา ข้าน้อยหวั่นเกรงเป็นที่สุด!"
ซุนเจินยิ้มว่า "ท่านอยู่ตันลิว(5)ก็ได้ยินชื่อข้าด้วยหรือ?"
นักเลงผู้นี้ตอบว่า "บัณฑิต นักเลง ผู้คนทั้งแคว้นตันลิว ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักนามอันเลื่องลือของท่าน! ท่านรักษาเมืองเอี้ยงเต๊ก ใช้กำลังพลไม่กี่พันต้านทัพปอไซ(6)แสนหนึ่ง รบที่ใต้กำแพงเมืองอู่หยาง ชูธงตัดศีรษะแม่ทัพ ตะลุยทัพเป็นผู้ขึ้นก่อน ตีพลโจรแตกยับ ในบรรดานายทัพนายกองแห่งทัพฮั่นร้อยกว่านาย ความชอบของท่านเป็นที่หนึ่ง ชื่อเสียงกึกก้อง เดชานุภาพสะเทือนไปไกล ข้าน้อยนิยมเลื่อมใสมานานแล้ว! กลับเป็นนามอันต่ำต้อยของข้าน้อย ไม่นึกว่าท่านจะรู้จักด้วย ทำเอาข้าน้อยละอายใจยิ่งนัก"
ซุนเจินหัวเราะลั่น พยุงเขาขึ้น แล้วกุมมือเขาไว้อย่างสนิทสนมอีกครา พินิจดูตั้งแต่หัวจดเท้า ยิ่งดูยิ่งปลื้มใจ เห็นดาบหวนโฉ่วที่เอวเขา จึงถามว่า "แต่ก่อนเมื่อข้าอยู่ศาลาฝานหยาง ครั้นได้ยินชื่อท่านแล้วก็เคยสืบเสาะถามถึงท่านอยู่หลายทาง ได้ยินว่าท่านใช้ดาบยาวเก่งกาจ ทั้งยังถนัดจี่หล็ก(7)เหล็กคู่ ว่ากันว่าจี่หล็กเหล็กคู่ของท่านหนักถึงร้อยชั่ง บัดนี้เห็นดาบหวนโฉ่วอยู่ที่เอวท่าน ไม่ทราบว่าจี่หล็กเหล็กคู่ของท่านอยู่ไหน?"
ในลานเรือนจอดรถเหยา(8)อยู่คันหนึ่ง ปินเค่อผู้หนึ่งเดินไปยกจี่หล็กเหล็กหนักสองเล่มลงจากรถ กล่าวกับซุนเจินอย่างยิ้มแย้มว่า "ท่านซุน นี่คือจี่หล็กเหล็กคู่ของเขาขอรับ!" ปินเค่อผู้นี้ก็คืออาหม่าน ผู้ไปยังตันลิวแล้วตามหาบุรุษผู้นี้พบ ซุนเจินกวักมือให้เข้ามาใกล้ ลงมือหยิบจี่หล็กเหล็กสองเล่มนี้ด้วยตนเอง ครั้นจับเข้าก็หนักหน่วงนัก แทบจับไม่อยู่ เกือบหลุดมือร่วงลง เขาหันมองซุนฮก ซุนฮิว ซีจื้อไฉ หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว และผู้อื่นด้วยรอยยิ้ม ชมว่า "พละกำลังดั่งเทพเจ้าโดยแท้!" นักเลงผู้นั้นออกจะเขินอาย เพียงแต่ใบหน้าเขาดำคล้ำ แม้หน้าแดงผู้อื่นก็มองไม่เห็น เขาตอบว่า "จี่หล็กเหล็กคู่ของข้าน้อยหาหนักถึงร้อยชั่งไม่ หนักเพียงแปดสิบชั่งเท่านั้น" ซุนเจินหัวเราะลั่นว่า "แปดสิบชั่ง? ก็เป็นพละกำลังดั่งเทพเจ้าอยู่ดี!" แล้วยื่นจี่หล็กเหล็กคู่คืนให้เขา ถามว่า "หนักหน่วงปานนี้ ใช้ไหวหรือ?"
นักเลงผู้นี้รับจี่หล็กเหล็กคู่ไป แล้วก็ร่ายรำในลานเรือน กุมจี่หล็กกระโจนโลดเต้น รุกหน้าถอยหลัง พลิกตัวหันเหี้ยน ร่ายรำคล่องแคล่วดั่งติดปีกบิน
เหล่าผู้คนต่างหน้าเปลี่ยนสี ล้วนตื่นตะลึง พร้อมกันเปล่งเสียงชมว่า "พละกำลังดั่งเทพเจ้าโดยแท้!"
ตามแบบแผนราชวงศ์ฮั่น หนึ่งชั่งเทียบได้ราวครึ่งชั่งของชนรุ่นหลัง แปดสิบชั่งคิดเป็นสี่สิบชั่งของชนรุ่นหลัง จี่หล็กเหล็กคู่หนักสี่สิบชั่งกุมไว้ในมือแล้วร่ายรำได้เบาดั่งขนนก หากมิใช่ผู้มีพละกำลังดั่งเทพประทานมาแต่กำเนิดก็หาทำได้ไม่
ซุนเจินปลื้มปีติยิ่งนัก ดีใจจนแทบหัวเราะออกมาดัง ๆ ตบมือเปาะแปะไม่ขาด คิดในใจว่า "ได้ยินชื่อยังไม่เท่าได้เห็นตัว! ได้ยินชื่อยังไม่เท่าได้เห็นตัว! มีพละกำลังถึงเพียงนี้ ผู้นี้สมแล้วกับสมญา 'เอ้อหลาย'(9) หากข้าได้เขามาช่วยงาน นับแต่นี้ก็นอนหลับสนิทไร้กังวลแล้ว"
อันผู้มีความสามารถในแผ่นดิน หากแบ่งอย่างคร่าว ๆ มีอยู่สามจำพวก จำพวกหนึ่งคือกุนซือ จำพวกหนึ่งคือผู้มีแววแม่ทัพ อีกจำพวกหนึ่งคือยอดนักรบ กุนซือนั้นวางแผนในกระโจม ผู้มีแววแม่ทัพนั้นชี้ขาดชัยในสมรภูมิ ยอดนักรบนั้นอารักขาอยู่เคียงข้าง ใต้บัญชาของซุนเจินบัดนี้ กุนซือมิได้ขาดแคลน ดังเช่นซุนฮิวและซีจื้อไฉ ผู้มีแววแม่ทัพก็มี ดังเช่นงักจิ้นและบุนเพ่ง ครั้นจะว่าไปยอดนักรบก็มีอยู่ไม่น้อย อย่างสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน เป็นอาทิ ทว่าเพื่อกุมกำลังพลไว้ในมือ เขาก็จำต้องส่งคนสนิทเหล่านี้ไปประจำในกองทัพ บัดนี้ที่อยู่ข้างกายเขามีแต่หยวนจงชิงกับจั่วปั๋อโหว เป็นต้น หยวนกับจั่วทั้งสองแม้มีกำลังกล้าหาญอยู่บ้าง ทว่าเทียบกับบุรุษผู้นี้แล้วก็ดุจหิ่งห้อยเทียบดวงจันทร์ ห่างไกลกันนัก หากได้ปราบบุรุษผู้นี้ไว้ใช้ ให้อยู่เคียงข้างกาย นับแต่นี้ไป วางแผนในกระโจมมีซุนฮิว ซีจื้อไฉ เป็นต้น ชี้ขาดชัยในสมรภูมิมีงักจิ้น สวี่จ้ง บุนเพ่ง เป็นต้น อารักขาเคียงข้างก็มีบุรุษผู้นี้ พอจะนับได้ว่าปีกกล้าขาแข็งครบครันแล้ว
คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็อดนึกถึงสวี่จ้ง เล่าเติ้ง และคนอื่นที่อยู่ในกองทัพขณะนี้ไม่ได้ คิดในใจว่า "จวินชิง อาเติ้ง แปะฉิน(10) แม้ห้าวหาญ ทว่าหากกล่าวถึงพละกำลังดั่งเทพแล้ว ก็มิอาจสู้บุรุษผู้นี้ได้" จึงสั่งให้นักเลงผู้ยังร่ายจี่หล็กอยู่หยุดลง ให้อาหม่านกับพวกรับจี่หล็กเหล็กไป แล้วฉุดมือบุรุษผู้นี้ แนะนำต่อซุนฮก ซุนฮิว ซีจื้อไฉ ว่า "บุ๋นเยียก ก๋งตัด จื้อไฉ ข้าจะแนะนำให้รู้จักยอดบุรุษผู้นี้ นี่คือเตียนอุยแห่งตันลิว ที่ข้ามักเอ่ยถึงให้พวกท่านฟังอยู่เนือง ๆ ไงเล่า"
ซุนฮกคิดในใจว่า "เตียนอุยแห่งตันลิว?" นึกขึ้นได้รำไร ซุนเจินเคยเอ่ยนามบุรุษผู้นี้แก่เขาจริง ครานั้นซุนเจินยังเป็นนายกองศาลาฝานหยางอยู่ที่ตำบลตะวันตก คราวหนึ่งกลับบ้านในวันหยุดพัก ได้ดื่มสุราสนทนากับซุนฮก ซุนฮิว ซุนเฉิง และคนอื่น เอ่ยถึงชื่อเตียนอุยขึ้น ว่าเป็นยอดนักรบแห่งตันลิว เพียงน่าเสียดายที่ขณะนั้นต้องคดีฆ่าคนถูกออกหมายจับ
ร่ายจี่หล็กอยู่นาน เตียนอุยหน้ามิแดง ลมหายใจมิหอบ ยืนอยู่ข้างกายซุนเจินดั่งมิได้ทำสิ่งใด ซุนฮกแอบอัศจรรย์ใจ คิดว่า "มิน่าเล่าเจินจือจึงให้ความสำคัญแก่ผู้นี้ถึงเพียงนี้ มีพละกำลังปานนี้ แม้เป็นนักโทษหลบหนีที่ถูกออกหมายจับ ทว่ายามนี้บ้านเมืองศึกสงคราม ก็เป็นคราวที่คนจำพวกนี้จะได้แสดงฝีมือพอดี หากใช้ให้ถูกที่ ก็พอเป็นเขี้ยวเล็บตะลุยทัพได้" อันบัณฑิตทั้งหลายแม้มักดูแคลนนักรบ ทว่าหากห้าวหาญถึงขั้นหนึ่งแล้ว ก็เป็นที่ใคร ๆ ต่างแย่งชิงดึงเข้าพวก หมายเอาไว้ใช้กันทั้งนั้น ซุนฮก ซุนฮิว ซีจื้อไฉ และคนอื่นต่างเข้าทำความรู้จักกับเตียนอุย
เตียนอุยรับจ้างตระกูลเล่า(11)แห่งเซียงอี้(12)ฆ่าคนแล้ว แรกทีเดียวตระกูลเล่าซ่อนตัวเขาไว้ในบ้าน ภายหลังเมื่อเรื่องสงบลง จึงกลับไปอยู่บ้านของตน เมื่อวันก่อนถูกอาหม่านตามพบ อาหม่านมิได้ไปคนเดียว นำนักเลงเป็นเพื่อนไปด้วยสี่ห้าคน ล้วนสวมอาภรณ์งดงาม คาดกระบี่ ขี่ม้าสูงใหญ่ ครั้นเข้าไปถึงหมู่บ้านที่เขาอยู่ ก็ทำให้ชาวบ้านพากันมามุงดู เขาแต่เดิมนึกว่าเป็นผู้สูงศักดิ์จากบ้านใด ไม่คาดว่าพออาหม่านกับพวกเห็นเขา ก็คุกเข่าลงคารวะอยู่นอกประตูบ้าน ถวายของกำนัลล้ำค่า บอกว่ารับคำสั่งจากซุนเจิน ผู้เป็นปิงเฉาเยวี่ยน(เสมียนกรมทหารแห่งมณฑล)(13)เมืองอิ่งชวน มาเชิญเขาไปพบกันที่เอี้ยงเต๊ก
ครานั้นเขาทั้งฉงนทั้งแปลกใจ แต่ก่อนเขาไม่เคยได้ยินชื่อซุนเจิน ทว่าในช่วงสองเดือนมานี้กลับได้ยินผู้คนเอ่ยถึงอยู่เนือง ๆ จึงรู้ว่าซุนเจินเป็นวีรบุรุษผู้กล้าแห่งมณฑลอิ่งชวน เป็นผู้มีความชอบใหญ่ในการปราบกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งอิ่งชวน ทั้งยังเป็นบุตรหลานตระกูลซุนแห่งเองอิม(14) เขามิได้คาดคิดเลยว่าซุนเจินจะรู้จักเขาด้วย อีกทั้งยังอุตส่าห์ส่งคนเดินทางไกลนำของกำนัลล้ำค่ามามอบให้ เชิญเขาไปพบที่เอี้ยงเต๊ก จัดการใหญ่โตถึงเพียงนี้ ให้เกียรติเขายิ่งนัก ท่ามกลางสายตาอันอิจฉาของชาวบ้าน เขาใคร่ครวญแล้วก็ตัดสินใจมายังอิ่งชวน เพื่อดูว่าซุนเจินผู้นี้จะเป็นบุคคลเช่นใดกันแน่
ครั้นมาถึงแล้ว ได้ยินปินเค่อในเรือนว่าซุนเจินไปส่งคน จึงรออยู่ในเรือน
เขาเคยคาดคะเนไว้เหมือนกันว่าเมื่อพบหน้าซุนเจินแล้ว ซุนเจินจะปฏิบัติต่อเขาเช่นใด ทว่าหาคาดคิดไม่เลยว่าซุนเจินจะอบอุ่นถึงเพียงนี้ ทำเอาเขาตื่นเต้นปลื้มใจจนตัวลอย ด้วยพึงรู้ว่า เขาเป็นเพียงนักเลงผู้มีกำลังกล้าหาญผู้หนึ่งเท่านั้น พูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือมือฟันจ้างผู้หนึ่ง การที่เขารับจ้างตระกูลเล่าแห่งเซียงอี้ฆ่าคน ก็คือรับเงินแก้แค้นแทนผู้อื่น แม้มีกำลังกล้าหาญและเพราะเหตุนี้จึงเป็นที่รู้จักของเหล่าผู้กล้าในแคว้น แต่เหล่าผู้กล้าเหล่านั้นก็ยังคงมองเขาเป็นเพียงนักรบคนหนึ่ง ส่วนท่าทีของซุนเจินที่มีต่อเขานั้น เขาสัมผัสได้ว่าต่างจากเหล่าผู้กล้าเหล่านั้น พวกนั้นมองเขาเป็นเพียงมือฟันจ้างที่อาจใช้การได้ แต่ซุนเจินกลับให้ความเคารพเขายิ่ง
เขาซาบซึ้งใจยิ่งนัก คิดในใจว่า "ท่านซุนเป็นบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์ เป็นปิงเฉาเยวี่ยนแห่งมณฑล เป็นวีรบุรุษทั้งแคว้นทั้งมณฑล ส่วนข้าเป็นเพียงนักรบบ้านนอกผู้หนึ่ง ท่านกลับส่งคนมาถึงบ้านมอบของกำนัลก่อน ครั้นได้พบข้าแล้วยังให้ความเมตตาหนักหน่วง ปฏิบัติต่อข้าอย่างดีถึงเพียงนี้! ข้าควรตอบแทนคุณท่าน" เดิมทีเขาก็เป็นนักเลงผู้ถือเกียรติยศเหนือชีวิต รับคุณแล้วรู้ตอบแทนอยู่แล้ว ครั้นถูกอภิมานพิเศษของซุนเจินจับใจ จึงตัดสินใจอยู่ช่วยงานนับแต่นั้น
ซุนเจินแนะนำเขาแก่ซุนฮกกับคนอื่นแล้ว ก็เหลือบมองดาบหวนโฉ่วที่เอวเขาอีก ยิ้มว่า "ข้ายึดดาบล้ำค่าร้อยหลอม(15)มาจากทัพโจรได้หลายเล่ม ดาบล้ำค่าเหล่านี้อยู่ในมือข้าก็ไร้ประโยชน์ โบราณว่า ดาบล้ำค่าควรมอบแก่ยอดวีรบุรุษ... ใครก็ได้ ไปนำดาบที่ข้าเก็บไว้ในเรือนมา" หยวนจงชิงเข้าไปในเรือน นำดาบหวนโฉ่วออกมาเล่มหนึ่ง มิต้องชักออกจากฝัก เพียงดูจากฝักดาบอันวิจิตรก็พอเห็นได้ว่านี่ต้องเป็นดาบชั้นดี
ซุนเจินรับมา สองมือยกส่งให้เตียนอุย ยิ้มว่า "เชิญท่านรับไว้เถิด!"
เตียนอุยได้รับดาบล้ำค่าจากเขา ก็ยิ่งซาบซึ้งใจ ทว่าเพราะได้ตัดสินใจอยู่รับใช้เขาแล้ว จึงมิได้แสร้งปฏิเสธเก้อเขิน หากแต่รับไว้อย่างเด็ดเดี่ยว แล้วคุกเข่าลงคารวะอีกครา กล่าวว่า "อุยเป็นเพียงนักรบผู้หนึ่ง กลับได้รับการเห็นความสำคัญจากท่านถึงเพียงนี้ นับแต่นี้ไป ข้าน้อยขอตอบแทนคุณท่านแม้ต้องตับไตทะลักสมองเปื้อนดิน!"
ซุนเจินยิ้มพยุงเขาขึ้นอีก กล่าวว่า "ข้ากับท่านแม้เพิ่งพบหน้า ทว่าใจถึงใจกันมานานแล้ว วันนี้ได้พบท่าน สมใจปรารถนาทั้งชีวิต คืนนี้เราต้องดื่มสุราให้เมามายกัน!"
ครั้นจะว่าไป การที่ซุนเจินคบหาผู้คนได้นั้นก็มีกลวิธีอยู่บ้าง อันเป็นด้วยเหตุสองประการ ประการหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับการที่เขามาจากภพหน้า เขามาจากภพหน้า เรื่อง "สูงต่ำเป็นลำดับ" ระหว่างคนกับคนนั้นแต่เดิมเขาก็มองเป็นเรื่องเบาบาง เมื่อใดที่เขาคิดจะคบหาผู้ใด ก็แสดงความสนิทสนมเป็นมิตรและความเคารพต่อผู้นั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทีเช่นนี้สำหรับเหล่าบัณฑิตแล้วก็คือ "ให้เกียรติผู้ทรงคุณ ถ่อมตนต่อผู้รู้" สำหรับเหล่านักเลงตามตรอกซอกก็คือคุณอันเกิดแต่ "ลดเกียรติยศก้มลงหา" ส่วนอีกประการหนึ่ง เขารู้ว่าแผ่นดินกำลังจะลุกเป็นไฟ จึงไม่เสียดายทรัพย์สิน ในฐานะ "บุตรหลานตระกูลซุน" บัดนี้เขายังดำรงตำแหน่งสูงในมณฑล กุมอำนาจทหาร เดชานุภาพเลื่องลือ ทว่าเมื่อคบหาผู้คนกลับเข้าถึงง่ายไม่ถือตัว เปิดใจจริงใจต่อกัน อีกทั้งใจกว้างอารี ใช้เงินดั่งโปรยดิน เช่นนี้จะมิให้เหล่าผู้กล้าหันมาทุ่มใจให้ได้อย่างไร
ครั้นพบกับเตียนอุยเพียงครู่เดียว ก็ได้รับความนิยมจากเตียนอุยมา
ได้เตียนอุยมาแล้ว ซุนเจินดีใจยิ่งนัก สั่งให้คนจัดเรือนห้องหนึ่งในลานเรือนหน้าให้เขาพำนัก แล้วกำชับหยวนจงชิงกับจั่วปั๋อโหว ว่าให้ปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพเสมือนปฏิบัติต่อสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน นี่เป็นการวางฐานะเตียนอุยให้อยู่ในระดับเดียวกับสวี่จ้งและคนอื่น
…
คืนนั้น ซุนเจินเรียกงักจิ้น สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน เฉินเปา และนายทหารใต้บัญชาคนอื่นมา ให้ทุกคนเข้าทำความรู้จักกับเตียนอุย
ในงานเลี้ยงสุรา ซุนเจินให้เตียนอุยนั่งข้างกายตน ร่วมเสื่อเดียวกับตน
การนั่งร่วมเสื่อเดียวกันนี้เป็นเกียรติพิเศษ สวี่จ้งยังพอทำเนา หาได้ใส่ใจไม่ เฉินเปาแม้แปลกใจที่ซุนเจินให้ความสำคัญแก่เตียนอุย ก็มิได้แสดงความไม่พอใจออกมา ส่วนเจียงฉิน เล่าเติ้ง เกาซู่ นั้นไม่ไหว โดยเฉพาะเจียงฉินกับเล่าเติ้ง คนเก่าแก่ที่ติดตามซุนเจินมาแต่ต้น เห็นคนนอกผู้หนึ่งกลับมาอยู่เหนือพวกตน ได้นั่งร่วมเสื่อเดียวกับซุนเจิน ก็ขุ่นเคืองยิ่งนัก
ครั้นสุราผ่านไปสามรอบ เล่าเติ้งกลั้นไว้มิอยู่ ยกจอกสุราขึ้น ลุกขึ้นจากเสื่อ กล่าวเสียงดังต่อซุนเจินว่า "เติ้งบังอาจ ขอถามท่านซุน เตียนอุยผู้นี้มีความสามารถวิเศษอันใดกันแน่ จึงได้นั่งร่วมเสื่อเดียวกับท่าน? พวกเราเป็นคนเก่าแก่ของท่าน เข้าสวามิภักดิ์ใต้ประตูท่านมาแต่ต้น ติดตามท่านฝ่าเป็นฝ่าตายมาหลายครา ปราบตระกูลตี้ซาน(16) ฆ่าเสิ่นสวิ่นแห่งเอี้ยงเฉิง ตัดศีรษะปอเหลียนกบฏ(17) ตามท่านออกศึก เปื้อนเลือดต้องบาดเจ็บ ไฉนวันนี้กลับต้องอยู่ใต้เตียนอุย?"
ปินเค่อในสังกัดซุนเจินเหล่านี้ ดังเช่นสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน ล้วนผ่านการรบกับทัพโพกผ้าเหลืองมาหลายครา จึงมีฆาตกรรมห้าวหาญฉายออกมาภายนอก ครั้นเตียนอุยเห็นพวกเขาทยอยมาจากค่ายนอกเมืองสู่เรือนตามคำสั่งซุนเจิน ก็แอบตกใจ ครานั้นคิดในใจว่า "ใต้ประตูท่านซุนมีพลเสือสางปานนี้มากมาย มิน่าเล่าจึงตีทัพโจรแตกได้ครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างเดชานุภาพอันเลื่องลือ" อีกทั้งเห็นสวี่จ้ง งักจิ้น เล่าเติ้ง เจียงฉิน บุนเพ่ง และคนอื่น เมื่อมาถึงแล้วต่างนอบน้อมเคารพต่อซุนเจินอย่างยิ่ง ก็ยิ่งรู้จักซุนเจินในแง่ใหม่ ได้เห็นบารมีของเขา จึงคิดในใจว่า "เหล่าพลเสือสางห้าวหาญเหล่านี้หากปล่อยออกไปข้างนอก เกรงว่าแต่ละคนล้วนเป็นผู้กล้าประจำอำเภอประจำตำบล ทว่าต่อท่านซุนกลับนอบน้อมถึงเพียงนี้! ผู้ที่ได้ยอดนักรบมากมายปานนี้มาสวามิภักดิ์ ท่านซุนต้องมิใช่คนสามัญแน่ ครั้งนี้ข้าตัดสินใจอยู่ ดูทีท่าตัดสินใจถูกแล้ว!"
แม้เขาจะแปลกใจที่ใต้ประตูซุนเจินมียอดนักรบมากมาย ทว่าตัวเขาเองก็เป็นยอดนักรบผู้หนึ่ง ในด้านกำลังกล้าหาญนั้นค่อนข้างทะนงตน เมื่อตัดสินใจสวามิภักดิ์ซุนเจินแล้ว ก็อดเกิดใจคิดแข่งขันเอาชนะขึ้นมามิได้ ด้วยมีแต่แสดงความห้าวหาญของตนออกมาเท่านั้น จึงจะมีที่ยืนใต้ประตูซุนเจินได้ เพราะเหตุนี้ แม้ในยามที่ถูกซุนเจินสั่งให้นั่งร่วมเสื่อ เขาก็ออกจะกระอักกระอ่วนอยู่ แต่ตอนนี้ครั้นได้ยินเล่าเติ้งท้าทาย ก็ข่มใจไว้มิอยู่ เพียงแต่เมื่อได้สวามิภักดิ์ซุนเจินแล้ว ทุกอย่างต้องฟังความเห็นซุนเจิน ซุนเจินไม่เอ่ยปาก เขาก็ไม่อาจลงมือเองตามอำเภอใจ จึงเหลือบมองเล่าเติ้งครั้งหนึ่งแล้วหันสายตามายังซุนเจิน
การที่เล่าเติ้งเอ่ยวาจาท้าทายนั้นอยู่ในความคาดหมายของซุนเจิน เขาหัวเราะลั่นครั้งหนึ่ง กล่าวว่า "อาเติ้ง เจ้าทั้งหลายติดตามข้ามาหลายปี สร้างความชอบดั่งม้าศึกตรากตรำ เตียนอุยเพิ่งมาถึงใหม่ ๆ ตามทำนองแล้ว ก็ไม่ควรให้เขานั่งร่วมเสื่อกับข้า อยู่เหนือพวกเจ้า ทว่าอาเติ้ง เจ้ามิเคยได้ยินหรือว่า ผู้ไม่สามัญต้องปฏิบัติด้วยวิธีอันไม่สามัญ?"
เล่าเติ้งถามว่า "วาจาท่านนี้มีความหมายอันใด?"
ซุนเจินคุกเข่านั่งบนเสื่อ ฉุดมือเตียนอุยที่อยู่ข้างกาย กล่าวต่อเหล่าผู้คนว่า "'ผู้ไม่สามัญต้องปฏิบัติด้วยวิธีอันไม่สามัญ' ความหมายก็คือ ผู้ที่แตกต่างจากคนสามัญ ก็ควรปฏิบัติด้วยมารยาทอันแตกต่างจากธรรมดา ท่านทั้งหลาย ท่านเตียนก็คือ 'ผู้ไม่สามัญ' นั้นไง! ฉะนั้นข้าจึงปฏิบัติต่อเขาด้วยมารยาทอันไม่สามัญเช่นนี้! หากมิเช่นนั้น ข้าเกรงว่าจะถูกชาวแผ่นดินหัวเราะเยาะ ถูกชาวแผ่นดินว่าข้าไม่รู้จักยอดวีรบุรุษ"
เตียนอุยได้ยินวาจานี้ คิดในใจว่า "ท่านซุนมองข้าเป็น 'ผู้ไม่สามัญ' ปฏิบัติต่อข้าด้วย 'มารยาทอันไม่สามัญ' ข้าก็ควรตอบแทนเขาด้วย 'การกระทำอันไม่สามัญ' ตอบแทนด้วยชีวิต!" นี่ก็คือคำที่ว่า "ผู้ใดปฏิบัติต่อเราดั่งยอดบุรุษแห่งชาติ เราก็ตอบแทนเขาดั่งยอดบุรุษแห่งชาติ ผู้ใดปฏิบัติต่อเราดั่งคนสามัญ เราก็ตอบแทนเขาดั่งคนสามัญ"(18) นั่นเอง
เล่าเติ้งฟังคำชมเชยที่ซุนเจินมีต่อเตียนอุยแล้ว ก็ยิ่งไม่พอใจ กล่าวเสียงดังว่า "เตียนอุยผู้นี้ก็มีหัวเดียวสองมือ มิใช่สามเศียรหกกร เติ้งโง่เขลา มองไม่ออกว่าเขามี 'ความไม่สามัญ' ตรงไหน เป็น 'ผู้ไม่สามัญ' อย่างไร?" แล้วทิ้งจอกสุรา คำนับซุนเจิน กล่าวว่า "เติ้งใคร่ขอชมความไม่สามัญของเตียนอุยสักหน่อย!"
ซุนเจินยิ้มถามว่า "เจ้าอยากชมด้วยวิธีใด?"
"เติ้งขอประลองสูงต่ำกับเตียนอุย!"
ซุนเจินแสร้งทำเป็นลำบากใจ หันมองเตียนอุย กล่าวว่า "นี่..."
เตียนอุยลุกจากเสื่อทันที คุกเข่าคำนับ กล่าวต่อซุนเจินว่า "อุยขอประลองฝีมือกับท่านเล่า"
ซุนเจินฉวยจังหวะถือน้ำขึ้นเรือ กล่าวว่า "ดี ในเมื่อเช่นนี้ ก็ให้เจ้าทั้งสองประลองกัน!" แล้วกล่าวอีกว่า "ดาบกระบี่ไร้ดวงตา ไม่ต้องประลองดาบกระบี่ ประลองมวยปล้ำเจี่ยวตี่(19)กันก็พอ"
ทั้งสองรับคำ เตียนอุยลงจากเสื่อ ยืนประจันหน้ากับเล่าเติ้ง
เล่าเติ้งชายตามองเขา สีหน้าออกจะดูแคลน อันใต้ประตูซุนเจินนั้น หากว่าด้วยความห้าวหาญและพละกำลัง เล่าเติ้งนับเป็นที่หนึ่ง เขาทะนงตนมาตลอด ต่อเตียนอุยคนนอกผู้นี้ แม้ตื่นใจในรูปร่างสูงใหญ่ของเขาอยู่บ้าง ทว่าก็มิได้ใส่ใจ ไม่คิดว่าเขาจะเอาชนะตนได้ เตียนอุยเป็นยอดนักรบเลื่องชื่อในแคว้นตันลิว เห็นเล่าเติ้งดูแคลนตนถึงเพียงนี้ ก็เกิดโทสะในใจ คิดว่า "เจ้าคนนี้น่าชัง ทะนงตนถึงเพียงนี้! ดูซิว่าเดี๋ยวข้าจะเอาชนะเจ้าอย่างไร!" ทั้งสองคำนับกัน ถลกแขนเสื้อขึ้น เข้ากอดรัดกัน ประลองมวยปล้ำกันที่ใต้ท้องพระโรง ทั้งสองล้วนเป็นยอดนักรบ ครั้นประลองกัน กล้ามเนื้อพองโตขึ้น ฉุดกระชากกระแทกกันไปมา ดั่งสัตว์ร้ายสองตัว
เจียงฉิน เกาซู่ และคนอื่นที่อยู่บนเสื่อ บ้างก็เอาจอกสุราเคาะโต๊ะ บ้างก็ลุกขึ้นเปลือยแขน ตะโกนเอ็ดอึง ช่วยเชียร์เล่าเติ้ง
ซุนเจินลูบหนวดสั้นใต้คาง ยิ้มเฝ้ามอง ซุนฮิวยกจอกลุกจากเสื่อ มานั่งลงข้างกายเขา พลางดูเล่าเติ้งกับเตียนอุยประลอง พลางกระซิบหัวเราะว่า "เจินจือ ที่ท่านให้เตียนอุยนั่งร่วมเสื่อกับท่าน ก็เพื่อภาพตรงหน้านี้ใช่หรือไม่?" ซุนเจินชำเลืองมองซุนฮิวครั้งหนึ่ง ยิ้มแผ่วว่า "ผู้ที่รู้ใจข้า เห็นจะมีแต่ก๋งตัด เตียนอุยเป็นยอดนักรบที่ไม่ค่อยปรากฏในยุคใด ก็คือ 'เอ้อหลาย' แห่งโบราณกาลนั่นเอง หากข้าปฏิบัติต่อเขาด้วยมารยาทธรรมดา ก็ยากจะได้น้ำใจภักดีของเขา แต่หากปฏิบัติด้วยมารยาทอันไม่สามัญ อาเติ้งกับพวกก็เกรงจะไม่พอใจ ในเมื่อเช่นนี้ ก็ให้เตียนอุยได้อวดฝีมือเสียเลย ทั้งให้อาเติ้งกับพวกอย่าได้นั่งก้นบ่อมองฟ้า ดูแคลนยอดวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน"
ซุนฮิวรู้ดีถึงความห้าวหาญของเล่าเติ้ง ยิ้มถามซุนเจินว่า "ท่านแน่ใจถึงเพียงนั้นหรือว่าเตียนอุยจะชนะ?"
ซุนเจินชี้ไปยังใต้ท้องพระโรง เพียงกล่าวว่า "ท่านดูไปเถิด"
ซุนฮิวหันสายตาไปยังใต้ท้องพระโรง เล่าเติ้งกับเตียนอุยกอดรัดกันเป็นกลุ่ม ต่างเบิกตาโพลงด้วยโทสะ กล้ามเนื้อทั่วตัวขึ้นเป็นปม ออกแรงสู้กัน หมายจะทุ่มอีกฝ่ายให้ล้ม
เสียงตะโกนช่วยเชียร์เล่าเติ้งของเจียงฉิน เกาซู่ และคนอื่นค่อย ๆ เงียบลง ต่างพากันแปลกใจ ด้วยพึงรู้ว่าเล่าเติ้งเคยประลองฝีมือกับปินเค่อใต้ประตูซุนเจินเหล่านี้มาเกือบทั่ว ไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อกรมวยปล้ำของเขาได้ อย่างมากก็ทานได้เพียงหนึ่งสองยก ทว่าเตียนอุยกลับสูสีกับเขา นี่เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
เล่าเติ้งก็คาดไม่ถึงว่าเตียนอุยจะมีกำลังมหาศาลถึงเพียงนี้ ในยามคุมเชิงกันนั้น เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าทานไม่ไหว ตกเป็นรอง ครั้นใจร้อนอยากชนะ ก็ถอยหลังไปครึ่งก้าว สองมือกำแขนเตียนอุยแน่น เท้าขวายันพื้นมั่นคง ยื่นเท้าซ้ายออกไป หมายจะเกี่ยวให้เขาล้ม ได้ยินแต่เสียง "เฮ้!" ดังขึ้น แล้วได้ยินเสียง "ฮ่า!" ระบายลมออก แล้วได้ยินเสียง "ตึ้ง" ดังทึบอีกครั้ง เหล่าผู้คนมองไป ที่แท้คือเล่าเติ้งถูกเตียนอุยทุ่มล้ม
เสียง "เฮ้" นั้นเป็นเสียงที่เล่าเติ้งเปล่งขณะออกแรง ครั้นเขายื่นเท้าซ้ายไปเกี่ยวเตียนอุย เตียนอุยก็เปล่งเสียง "ฮ่า" ออกมา ไม่เพียงยืนหยัดมั่นคงไม่ถูกเล่าเติ้งเกี่ยวล้ม ทั้งยังฉวยจังหวะรุกตรงเข้าไป อาศัยจังหวะที่เล่าเติ้งมีแต่เท้าขวายันพื้น สลัดมือทั้งสองที่หนีบรั้งของเล่าเติ้งหลุดออก พุ่งเข้าอกเล่าเติ้ง ย่อเอวก้มตัวกอดรัดเอวเล่าเติ้งไว้ ตัวพุ่งไปข้างหน้า แรงออกไปข้างหลัง ทุ่มเล่าเติ้งข้ามไหล่ เสียง "ตึ้ง" ทึบนั้นก็คือเสียงที่เล่าเติ้งเปล่งหลังถูกเขาทุ่มล้ม
เสียงสูดลมเข้าด้วยความตื่นตะลึงดังกระหึ่มทั่วเสื่อ ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา ต่างตาค้างปากอ้า
ผลครั้งนี้อยู่นอกความคาดหมายของพวกเขา ไม่มีใครคาดคิดว่าเล่าเติ้งผู้มีกำลังและความห้าวหาญเป็นที่หนึ่งใต้ประตูซุนเจิน กลับมิใช่คู่ต่อกรของเตียนอุย?
ผลครั้งนี้อยู่ในความคาดหมายของซุนเจิน เมื่อครู่เขาก็กลั้นลมหายใจเฝ้ามองเช่นกัน บัดนี้ระบายลมออก กล่าวกับซุนฮิวว่า "ก๋งตัด บัดนี้ท่านรู้แล้วใช่ไหมว่าเหตุใดข้าจึงปฏิบัติต่อท่านเตียนด้วยมารยาทอันไม่สามัญ?"
เล่าเติ้งลุกขึ้น ทั้งละอายทั้งแค้น ใคร่จะประลองกับเตียนอุยอีก
ซุนเจินลุกขึ้นทันท่วงที ลงไปยังใต้ท้องพระโรง แยกทั้งสองออกจากกัน แรกทีก็ยิ้มกล่าวกับเล่าเติ้งว่า "อาเติ้ง รู้แล้วใช่ไหมถึงฝีมือของท่านเตียน?" แล้วยิ้มกล่าวกับเตียนอุยว่า "ท่านเตียน อาเติ้งเป็นขุนพลเสือคนที่หนึ่งใต้บัญชาข้า แต่ก่อนรบเลือดสาดกับโพกผ้าเหลือง สร้างความชอบใหญ่หลายครา ปอเหลียนน้องชายปอไซก็ถูกอาเติ้งฆ่ากับมือ อาเติ้ง เจ้าจงถอดเสื้อนอกออก" เล่าเติ้งรับคำ ถอดเสื้อนอกออก เผยร่างท่อนบน เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นไขว้กันสยดสยองน่าตื่นตา ซุนเจินชี้ไปยังรอยแผลเป็นบนตัวเขา ยิ้มกล่าวกับเตียนอุยว่า "ท่านเตียน นี่ล้วนเป็นความชอบจากการฆ่าโจรทั้งสิ้น!"
เล่าเติ้งแม้พ่ายเตียนอุยในการประลองมวยปล้ำ ทว่าได้รับคำชมจากซุนเจินเช่นนี้ ก็พอกู้หน้าคืนมาได้ เตียนอุยแม้เป็นฝ่ายชนะ ทว่าเขามีกำลังมหาศาลแต่กำเนิด อยู่ตันลิวก็มักประลองกับผู้คน เล่าเติ้งกลับเป็นคู่ต่อสู้แกร่งกล้าคนแรกที่เขาพบ บัดนี้เห็นรอยแผลเป็นเกลื่อนกายเล่าเติ้ง ก็เลื่อมใสยิ่ง กล่าวกับเล่าเติ้งว่า "มวยปล้ำเป็นเพียงวิชาเล็กน้อย อุยเพียงโชคดีชนะมา ห่างไกลนักกับการที่ท่านสำแดงเดชในสมรภูมิ ฆ่าโจรสร้างความชอบ!" เล่าเติ้งได้ยินวาจานี้ของเตียนอุย เดิมก็มิใช่คนใจคอคับแคบ จึงสลัดความละอายแค้นเมื่อครู่ทิ้ง กล่าวกับเตียนอุยด้วยใจยอมรับนับถือว่า "ท่านเตียนมีพละกำลังดั่งเทพ เมื่อครู่ข้าหุนหันไปเอง ที่เสียมารยาทไป ขอท่านเตียนให้อภัยด้วย"
ซุนเจินหัวเราะลั่นครั้งหนึ่ง มือหนึ่งกุมมือเล่าเติ้ง มือหนึ่งกุมมือเตียนอุย ยกขึ้นสูงพร้อมกัน หันหน้าสู่เหล่าผู้คนบนเสื่อ ยิ้มว่า "ท่านเตียนเพิ่งกล่าวว่า มวยปล้ำเป็นวิชาเล็กน้อยเท่านั้น วาจานี้จริงแท้" หยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวอย่างฮึกเหิมต่อผู้คนทั้งท้องพระโรงว่า "มวยปล้ำเล็กน้อยนี้ แพ้ชนะไม่ควรค่าแก่การคำนึง บัดนี้แม้โพกผ้าเหลืองอิ่งชวนสงบแล้ว ทว่ายังมีทัพโจรอาละวาดอยู่ตามเขตยีหลำ หนานหยาง อีกหลายแคว้น บางทีอีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องยกออกไปศึกนอกมณฑล สร้างความชอบในสมรภูมิ เพื่อแลกบรรดาศักดิ์เป็นโหว นี่ต่างหากคือปณิธานของลูกผู้ชาย!"
เหล่าผู้คนขานรับกึกก้อง
ซุนเจินโอบเล่าเติ้งกับเตียนอุย ก้าวเข้าสู่เสื่อในท้องพระโรง ให้เขาทั้งสองนั่งข้างกายตน สามคนนั่งร่วมเสื่อเดียวกัน ซุนเจินยกจอกกล่าวว่า "จอกสุรานี้ขอคารวะท่านเตียนกับอาเติ้ง!"
สวี่จ้ง เจียงฉิน งักจิ้น และคนอื่นยกจอก ดื่มลงพร้อมกัน คืนนั้น ซุนเจินกับเตียนอุยนอนเตียงเดียวกัน
…
ได้เตียนอุยมาเป็นเรื่องน่ายินดี วันรุ่งขึ้นซุนเจินพาเขาไปยังค่ายนอกเมือง แล้วให้เขาเข้าทำความรู้จักกับเหล่านักเลงและปินเค่อที่อยู่ในค่ายมิได้มาร่วมงานเลี้ยงเมื่อคืน
ครั้นได้ยินเรื่องที่เตียนอุยประลองมวยปล้ำชนะเล่าเติ้งเมื่อคืน เหล่านักเลงและปินเค่อที่มิได้ไปเมื่อคืนต่างพากันแซ่ซ้องอัศจรรย์ใจ เตียนอุยแม้เพิ่งมาใหม่ เป็นคนนอก ทว่าพวกเขาก็มิกล้ามีใจดูแคลนเตียนอุยอีก ทั้งมิได้ติดใจที่ซุนเจินปฏิบัติต่อเตียนอุยด้วยเกียรติพิเศษ ซุนเจินเดิมตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงสุราติดต่อกันสามวัน ทว่ามีเรื่องหนึ่งทำให้การจัดของเขาต้องรวน
พระราชโองการจากราชสำนักลงมา ทรงอนุมัติตามคำเสนอของฮองฮูสง แต่งตั้งซุนเจินเป็นจั่วจวินซือหม่า(ซือหม่าผู้ช่วยทัพ)(20) ทั้งบัญชาให้ฮองฮูสงกับจูฮียกไปปราบกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งยีหลำ
## เชิงอรรถ
(1) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญตระกูลเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะเป็นอิสระกว่าถูฟู่(บ่าวไพร่ในสังกัด)
(2) ผ้าเจ๋อ — ผ้าโพกศีรษะอย่างหนึ่งของชายยุคฮั่น สวมแทนหมวกมงกุฎ
(3) ดาบหวนโฉ่ว — ดาบคมเดียวด้ามปลายเป็นห่วงกลม อาวุธประจำกายของทหารยุคฮั่น
(4) นายกองศาลา — หัวหน้าด่านศาลา ตำแหน่งขุนนางผู้น้อยประจำท้องที่
(5) ตันลิว — แคว้นใหญ่อันมั่งคั่ง อยู่ติดกับมณฑลอิ่งชวน
(6) ปอไซ — หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองประจำมณฑลอิ่งชวน
(7) จี่หล็ก — อาวุธด้ามยาวปลายเป็นง้าวเกี่ยว ในที่นี้คือ "จี่หล็กเหล็กคู่" อาวุธคู่มืออันเลื่องชื่อของเตียนอุย
(8) รถเหยา — รถม้าเปิดโล่งไม่มีหลังคาผ้าม่าน สำหรับขุนนางนั่งตรวจราชการ
(9) เอ้อหลาย — ยอดนักรบจอมพลังในตำนาน ขุนพลผู้กำลังมหาศาลแห่งราชวงศ์ซาง คนยุคหลังใช้เป็นสมญาเรียกผู้มีกำลังกล้าหาญเหนือคน
(10) จวินชิง อาเติ้ง แปะฉิน — ชื่อรองและชื่อลำลองของสวี่จ้ง(เจียงเสี่ยน) เล่าเติ้ง และเจียงฉิน ตามลำดับ
(11) ตระกูลเล่า — ตระกูลใหญ่แห่งเซียงอี้ สืบเชื้อสายเชื้อพระวงศ์ฮั่น
(12) เซียงอี้ — อำเภอในแคว้นตันลิว
(13) ปิงเฉาเยวี่ยน — เสมียนกรมทหารแห่งมณฑล ดูแลราชการฝ่ายทหารในสังกัดเจ้าเมือง
(14) เองอิม — อำเภอใหญ่อันเป็นบ้านเกิดของตระกูลซุน (คือเมืองสวี่ชางในปัจจุบัน)
(15) ร้อยหลอม — เหล็กกล้าชั้นเลิศที่ผ่านการตีพับซ้ำหลายครั้งจนเนื้อเหล็กแกร่ง ยิ่งหลอมตีมากเหล็กยิ่งดี
(16) ตระกูลตี้ซาน — ตระกูลคหบดีที่ซุนเจินกับพวกเคยปราบ ("ตี้ซาน" เป็นแซ่ตระกูล มิใช่ "ตระกูลที่สาม")
(17) ปอเหลียน — น้องชายร่วมท้องของปอไซ หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองอิ่งชวน
(18) ยอดบุรุษแห่งชาติ — สำนวนโบราณ หมายถึงผู้มีปรีชาสามารถหาผู้เทียบได้ยากในแผ่นดิน ความว่าผู้ใดยกย่องเราเพียงใด เราย่อมตอบแทนเขาเพียงนั้น
(19) เจี่ยวตี่ — มวยปล้ำ กีฬาต่อสู้ด้วยกำลังกายที่นิยมกันทั้งในราชสำนักและตามหมู่บ้านในยุคฮั่น
(20) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าผู้ช่วยทัพ นายทหารชั้นรองในกองทัพ