สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 263 ชื่อกระฉ่อนพ้นเขตเมือง เลื่องลือทั่วทั้งมณฑล (ตอนต้น)

15 นาที· 3.4K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 263 — ชื่อกระฉ่อนพ้นเขตเมือง เลื่องลือทั่วทั้งมณฑล (ตอนต้น)

ครั้นเตียวจื๋อต้องโทษประหารแล้ว มิเพียงเหล่าผู้สูงศักดิ์และคหบดีผู้มั่งคั่งในเมืองเอี้ยงเต๊กจะสงบเสงี่ยมระงับลมหายใจ พากันเอาอกเอาใจซุนเจินเท่านั้น หากยังทำให้ซุนเจินมีสง่าราศีไม่ผิดกับครั้งโจโฉใช้กระบองเบญจรงค์(1) ตีลุงของเกี้ยนสิดขันทีน้อยจนตาย จนผู้มีอำนาจวาสนาในนครลกเอี๋ยง "ต่างสงบกายระงับรอย ไม่กล้าล่วงเกิน" ฉะนั้น อนึ่ง บารมีของเขาในกองทัพก็พลอยรุ่งเรืองขึ้นเป็นอันมากด้วย

ไพร่พลในสังกัดซุนเจินนั้นมีที่มาคละเคล้ากันยิ่ง มีทั้งนักเลงและชาวบ้านแห่งตำบลตะวันตก มีทั้งคนในตระกูลซุนและตระกูลเล่าแห่งเองอิม มีทั้งเถี่ยกวานถู(2) มีทั้งราษฎรจากอำเภอต่าง ๆ ที่เข้าร่วมทัพเพราะภัยสงครามและเพื่อล้างแค้น อีกทั้งมีพลกล้าตายที่คัดเลือกมาจากเชลยกองโพกผ้าเหลือง ยามออกรับศึก คนเหล่านี้จะรวมใจกันอยู่ใต้ธงของซุนเจิน แต่ครั้นเสร็จศึก แม้ซุนเจินจะปกครองเขาด้วยทั้งพระเดชพระคุณ ไม่เคยตระหนี่บำเหน็จรางวัล ทว่าจะหวังให้ได้มาซึ่งความภักดีจากใจจริงของคนทั้งหมดภายในเวลาอันสั้นเช่นนี้ก็ใช่จะเป็นจริงได้ บัดนี้อาศัยเหตุแห่งเตียวจื๋อ ซุนเจินรู้สึกได้ชัดเจนว่าพลทหารทั้งค่ายยำเกรงเขาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

อาศัยลมตะวันออกระลอกนี้ เขาจึงหยิบยกเรื่องที่ตกลงใจไว้ก่อนหน้าว่าจะจัดระเบียบกองทัพใหม่ขึ้นมาวางบนโต๊ะพิจารณา

ประการแรก กระทำตามคำที่ให้สัญญาไว้แก่เหล่าเถี่ยกวานถู คือทูลขอท่านบุนไท่โส่วให้ยกโทษแก่ผู้ที่มีความชอบในหมู่นั้น พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่พวกเขา แล้วโอนเถี่ยกวานถูที่เต็มใจอยู่ติดตามเขาเข้าเป็นพลรักษาเมือง(3)

ประการที่สอง ปลอบขวัญและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บล้มตาย ส่วนพลที่เหลือให้ตัดสินใจเองว่าจะกลับบ้านหรือจะติดตามเขาออกศึกต่อไป

สองเรื่องนี้กล่าวมาดูง่าย ครั้นลงมือทำกลับยุ่งยากอยู่ไม่น้อย

ที่ง่ายที่สุดคือทูลขอท่านบุนไท่โส่วให้ยกโทษแก่เถี่ยกวานถูผู้มีความชอบ และพระราชทานบรรดาศักดิ์แก่ผู้มีความชอบ อันเป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้แต่เนิ่นแล้ว ท่านบุนไท่โส่วย่อมไม่มีเหตุจะปฏิเสธ

ครั้นจัดการเรื่องนี้แล้ว ซุนเจินสั่งให้งักจิ้น เจียงหู เสี่ยวเซี่ย เรียกเหล่าเถี่ยกวานถูมาชุมนุมกัน ให้พวกเขาเลือกเองว่าจะอยู่หรือจะไป พลางกล่าวแจ้งชัดว่า "หากพวกเจ้าไม่ปรารถนาจะอยู่ในทัพต่อไป เราก็จะมิบังคับ จะมอบเงินค่าเดินทางให้พวกเจ้ากลับไป หากพวกเจ้าเต็มใจจะอยู่ในทัพต่อ เราได้ขออนุญาตจากท่านฝู่จวินแล้ว สามารถโอนพวกเจ้าเข้าเป็นพลรักษาเมืองได้ ผู้ใดมีความชอบติดตัว ก็อาจรับตำแหน่งขุนนางผู้น้อยฝ่ายทหารในกองพลรักษาเมืองได้"

เหล่าเถี่ยกวานถูล้วนเป็นพวกไม่เกรงตายเสียมาก ดังที่ซุนเจินคาดคะเนไว้แต่ก่อน คนส่วนใหญ่เลือกอย่างหลัง มีเพียงไม่กี่สิบคนเลือกกลับบ้าน ซุนเจินรักษาคำพูด มอบเงินค่าเดินทางให้ ณ ที่นั้นทันที เขามีน้ำใจเที่ยงธรรมเช่นนี้ เหล่าเถี่ยกวานถูจึงสำนึกในบุญคุณยิ่งนัก ไม่ต้องเอ่ยถึงพวกที่ตัดสินใจอยู่แล้ว แม้ในจำนวนหลายสิบคนที่คิดจะกลับบ้านนั้น ก็มีอีกสิบกว่าคนเปลี่ยนใจด้วยเหตุนี้ ตกลงใจอยู่ต่อเพื่อโอนเป็นพลรักษาเมือง

ก่อนหน้านี้สองสามวัน ท่านบุนไท่โส่วได้ออกหนังสือคำสั่ง บัญชาให้กรมทหารเมือง(4) เพิ่มเติมกำลังพลรักษาเมือง ซุนเจินเสนอรายชื่อเถี่ยกวานถูเหล่านี้ขึ้นไป ก็โอนพวกเขาเป็นพลรักษาเมืองได้โดยสะดวก เดิมในเมืองมีพลรักษาเมืองอยู่พันเศษ รวมกับเถี่ยกวานถูหลายร้อยคนนี้ บัดนี้รวมเป็นสองพันเศษ ซุนเจินตั้งเกาซู่ เฝิงก่ง เป็นต้นเป็นนายทหาร อีกทั้งคัดเลือกบางส่วนจากนักเลงตำบลตะวันตกและคนในตระกูลซุน โอนเข้าเป็นพลรักษาเมืองรับตำแหน่งทางทหารในคราวเดียวกันด้วย

หนังสือคำสั่งที่ท่านบุนไท่โส่วออกให้กรมทหารเมืองก่อนหน้านั้นมีเนื้อความสองประการ นอกจากเพิ่มเติมกำลังพลรักษาเมืองแล้ว ยังบัญชาให้กรมทหารเมืองร่างแผนฝึกพลรักษาเมืองขึ้นใหม่ด้วย สวี่จ้งรับคำสั่งซุนเจินกำหนดแผนขึ้นฉบับหนึ่ง นำมาเสนอให้ซุนเจินตรวจ ครั้นซุนเจินตรวจแล้ว แก้ไขอยู่หลายแห่ง จึงนำเสนอแก่ท่านบุนไท่โส่ว ท่านบุนไท่โส่วลงนามเห็นชอบ

วุ่นวายอยู่สองวัน เรื่องพลรักษาเมืองและเถี่ยกวานถูส่วนนี้ก็จัดการเรียบร้อย

ลำดับต่อมาคือการจัดระเบียบขั้นที่สอง คือปลอบขวัญช่วยเหลือผู้บาดเจ็บล้มตาย แล้วจัดกองทหารใหม่

พลทหารที่ติดตามซุนเจินออกศึกมาแต่ต้นจนบัดนี้รวมสามพันเศษ ปัจจุบันที่เหลืออยู่ไม่ถึงสามพัน ล้มตายในศึกไปหลายร้อยคน สำหรับหลายร้อยคนที่ล้มตายนี้ ซุนเจินได้มอบเงินปลอบขวัญทันทีหลังเสร็จศึก เพียงแต่ในเวลานั้นบ้านเมืองยังไม่สงบราบคาบ จึงยังมิได้ส่งไปถึงบ้านของผู้ตายเหล่านั้น บัดนี้พอจะแยกย้ายส่งคนนำเงินทองปลอบขวัญไปมอบแก่ครอบครัวพวกเขาได้แล้ว

นับแต่มีราชวงศ์ฮั่นมา แม่ทัพที่คุมทหารด้วยน้ำใจเที่ยงธรรมเช่นนี้แท้จริงมีอยู่ไม่มาก เหตุนี้จึงยิ่งทำให้พลทหารตั้งจิตมั่นที่จะติดตามซุนเจิน มิเพียงเท่านั้น ขอกล่าวนอกเรื่องสักหน่อย พวกที่ไปส่งเงินปลอบขวัญแก่พลที่ตายในศึกนั้น ครั้นกลับมา ซุนเจินก็แปลกใจที่พบว่าพวกเขาพากันพาคนกลับมาด้วยไม่น้อย บางคนพามาหนึ่งสองคน บางคนพามาสิบกว่าคน รวมแล้วก็มีร้อยสองร้อยคน ล้วนเป็นญาติหรือชาวบ้านของพลที่ตายในศึก เพราะไม่เคยเห็นเรื่องที่มีผู้นำเงินปลอบขวัญไปมอบแก่ผู้ตายด้วยใจสมัครเช่นนี้ อีกทั้งยอมจำนนต่อกิตติศัพท์ของซุนเจิน ดังนั้นคนเหล่านี้จึงตั้งใจมาสมัครเข้าทัพ แต่นี่เป็นเรื่องภายหลัง ไม่จำต้องกล่าวมาก

ครั้นปลอบขวัญผู้ตายในศึกแล้ว ลำดับต่อไปก็คือการจัดกองทหารใหม่

หักเถี่ยกวานถูออกไปแล้ว ยังมีพลทหารเหลือสองพันเศษ ในพลสองพันเศษนี้มีทั้งคนหนุ่มฉกรรจ์ มีทั้งคนแก่และอ่อนกำลัง ดังเช่นในกองลำเลียงที่จัดให้ซุนเฉิงคุมนั้นก็มีคนแก่และอ่อนกำลังอยู่มาก บัดนี้ศึกในเขตเมืองเองฉวนเสร็จสิ้นแล้ว กำลังจะยกออกไปรบนอกเขตเมือง หากยังพาคนแก่อ่อนกำลังเหล่านี้ไปด้วยก็ไม่เหมาะ เกรงว่าจะถ่วงทั้งกองทัพ เหตุนี้ซุนเจินจึงแจกเงินให้แต่ละคนคนละก้อน สั่งให้ต่างกลับบ้านไป มีคนแก่อ่อนกำลังสิบกว่าคนไร้บ้านจะกลับ เพราะบ้านถูกกองโพกผ้าเหลืองทำลายเสียสิ้น ทั้งไม่มีญาติจะพึ่งพา ไม่มีที่ไป ซุนเจินจึงรับเลี้ยงพวกเขาไว้ อยู่แล้วเขาก็สั่งให้ซุนเฉิงกลับเองอิมไปซื้อนาซื้อที่ดิน สร้างคฤหาสน์ไร่นาแล้ว จะเพิ่มคนเพียงไม่กี่คนนี้เข้าไปก็ไม่ลำบากนัก

ครั้นคัดคนแก่อ่อนกำลังออกไป เหลือคนแข็งแรงฉกรรจ์พันแปดร้อยเศษ พันแปดร้อยเศษนี้ล้วนเป็นชาวเขตเมืองเองฉวน มีกว่าสามร้อยคนอาลัยในถิ่นเกิด ไม่ปรารถนาจะติดตามซุนเจินออกศึกอีก ซุนเจินจึงแจกเงินค่าเดินทางให้ ปล่อยพวกเขากลับบ้าน ที่อยู่ต่อรวมพันห้าร้อยคน ซุนเจินคัดเลือกผู้กล้าหาญชำนาญศึกออกมาหนึ่งพันสองร้อยคน เตรียมจะใช้เป็นกองทหารในสังกัด แล้วขอความเห็นชอบจากอีกสามร้อยคนที่เหลือ โอนพวกเขาเป็นปินเค่อ(5) และถูฟู่(6) ของตน มาถึงตรงนี้ การจัดกองใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์

แบบแผนทหารราชวงศ์ฮั่นนั้น หนึ่งกองมีสองร้อยคน คนพันสองร้อยที่เขาเก็บไว้นี้ พอดีจัดเป็นหกกองได้

เขารวมกำลังทั่วทั้งทัพ เอาของที่ยึดได้จากการรบกับกองโพกผ้าเหลืองหลายครั้งมารวมเข้าด้วย ก็รวบรวมม้าศึกที่ใช้การได้สองร้อยตัว คัดเลือกพลทหารที่ชำนาญการยิงธนูบนหลังม้าได้สองร้อยคน จัดตั้งขึ้นเป็นกองทหารม้ากองหนึ่งก่อน ขนานนามว่า "ทูฉี" (ทัพม้าจู่โจม)(7) ตั้งซินอ้ายเป็นนายกองนี้ ต่อมารวบรวมเกราะอย่างดีได้อีกสองร้อยชุด อาศัยกองเซี่ยนเจิ้นเดิมของเล่าเติ้งเป็นพื้น จัดตั้งกองพลสวมเกราะสองร้อยคนขึ้นอีกกองหนึ่ง คงขนานนามว่า "เซี่ยนเจิ้น" (ตะลุยแนวข้าศึก)(8) ให้เล่าเติ้งเป็นนายกอง อีกทั้งอาศัยพลธนูหน้าไม้ใต้บังคับสวี่จ้งเป็นพื้น จัดตั้งกองพลธนูหน้าไม้สองร้อยคนขึ้น ขนานนามว่า "พั่วตี๋" (ทลายข้าศึก)(9) ให้สวี่จ้งเป็นนายกอง อีกทั้งคัดคนในตระกูลซุน คนในตระกูลเล่าแห่งเองอิม และชาวตำบลตะวันตก รวมสองร้อยคนจัดเป็นกองหนึ่ง เพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นลูกหลานในวงศ์ตระกูลและชาวเองอิมร่วมถิ่น ทั้งซุนเจินมีฉายาว่า "ลูกเสือ"(10) ฉะนั้นเพื่อแสดงความสนิทสนม จึงขนานนามว่า "หู่ซื่อ" (นักรบเสือ)(11) ให้ซุนเฉิงเป็นหัวหน้า ที่เหลืออีกสี่ร้อยคนจัดเป็นสองกอง ก็ตั้งนามอันงดงามให้ต่างหากเช่นกัน ให้เจียงฉินกับเฉินเปาคุมแยกกัน

หกกองนี้ เป็นกองพลราบห้ากอง กองทหารม้าหนึ่งกอง ซุนเจินวางกองทหารม้าไว้เคียงข้างตน บังคับบัญชาด้วยตนเอง ส่วนกองพลราบทั้งห้าจัดเข้าเป็นกรมหนึ่ง(12) แม้มีเพียงพันสองร้อยคน ทว่าครบเหล่าทัพ มีทั้งทหารม้า มีทั้งพลธนู มีทั้งพลเกราะ มีทั้งพลราบเบา ครั้นจัดตั้งเสร็จ ซุนเจินก็จัดตรวจพลขนาดย่อมขึ้นครั้งหนึ่ง เขายืนอยู่บนแท่นแม่ทัพ มองดูเหล่าเสือสางที่ยืนเรียงเป็นระเบียบอยู่กลางลานในค่าย รู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย ใคร่จะลูบหนวดถามซุนฮิวและซีจื้อไฉที่ยืนอยู่ซ้ายขวาว่า "ท่านทั้งสองดูพลอาสาของข้าเป็นไฉน" แต่เห็นว่าการนี้จะออกท่า "คนต่ำได้ดี" ไปสักหน่อย จึงกลืนถ้อยคำนี้กลับเข้าไป

พริบตาเดียวก็ล่วงเลยมาเกือบครึ่งเดือนนับแต่ปอไซและเหอมั่นพินาศย่อยยับ ซุนเจินรำพึงในใจว่า "พระราชโองการจากราชสำนักบางทีอาจมาถึงในไม่ช้านี้ พลอาสาในสังกัดข้าเพิ่งจัดระเบียบเสร็จ จำต้องเร่งฝึกฝนให้เข้มแข็ง เพื่อรับมือศึกที่จะมาถึงในไม่ช้า"

เขาเป็นคนคิดแล้วลงมือทำทันที จึงให้เวลาทั้งค่ายพักผ่อนครึ่งวัน เริ่มแต่วันรุ่งขึ้น เว้นแต่ซุนเฉิงซึ่งต้องไปเองอิมเพื่อซื้อนา อีกทั้งจัดที่อยู่ให้พลสามร้อยคนที่โอนเป็นปินเค่อและถูฟู่ในสังกัดซุนเจิน จึงเข้าฝึกไม่ได้แล้ว นอกนั้นพลทั่วทั้งค่ายเข้าฝึกพร้อมกัน โดยมีสวี่จ้ง เล่าเติ้ง ซินอ้าย เจียงฉิน เฉินเปา เป็นต้น กำกับบังคับบัญชา

ซุนเจินมีหน้าที่ราชการติดตัว ไม่อาจอยู่ประจำได้ทั้งวัน ทว่าทุกวันหลังเลิกงานราชการจะมาที่ค่ายครั้งหนึ่งเสมอ สุ่มเลือกหนึ่งกองจากพลในค่ายมาตรวจดูผลการฝึกของวันนั้น ผู้ใดทำได้ดีก็ให้รางวัล ผู้ใดทำได้ไม่ดีก็มิได้ลงทัณฑ์แก่พลทหาร หากแต่ลงทัณฑ์แก่นายทหารทุกระดับนับแต่นายกองลงมา เป็นเช่นนี้ ทุกวันฝึกพลมิได้ขาด ฝึกยิงธนูฝึกเพลงอาวุธ ซ้อมจัดกระบวนทัพมิหยุดหย่อน

## เชิงอรรถ

(1) กระบองเบญจรงค์ (อู่เซ่อปั้ง) — กระบองห้าสีที่โจโฉตั้งไว้หน้าที่ว่าการเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองทิศเหนือนครลกเอี๋ยง ใช้ลงทัณฑ์ผู้ละเมิดกฎ จนตีลุงของเกี้ยนสิดขันทีน้อยตาย

(2) เถี่ยกวานถู — นักโทษที่ถูกเกณฑ์ทำเหมืองแร่และหลอมเหล็กในโรงเหล็กหลวง เป็นพวกห้าวหาญดุร้ายไม่กลัวตาย

(3) พลรักษาเมือง (จวิ้นจู๋) — ทหารประจำเมืองในสังกัดเจ้าเมือง ต่างจากปินเค่อซึ่งเป็นบริวารส่วนตัว

(4) กรมทหารเมือง (จวิ้นปิงเฉา) — กรมทหารของเมือง รับผิดชอบบัญชาการพลรักษาเมือง ขึ้นตรงต่อไท่โส่ว

(5) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าถูฟู่

(6) ถูฟู่ — บ่าวไพร่ในสังกัดเจ้าที่ดิน ผูกพันกับที่ดินดุจทาส

(7) ทูฉี (ทัพม้าจู่โจม) — ชื่อหน่วยของกองทหารม้าสองร้อยนายที่ซุนเจินตั้งขึ้น

(8) เซี่ยนเจิ้น (ตะลุยแนวข้าศึก) — ชื่อกองพลสวมเกราะหนักที่ฝ่าแนวข้าศึกเข้าตีก่อนใคร

(9) พั่วตี๋ (ทลายข้าศึก) — ชื่อหน่วยของกองพลธนูหน้าไม้สองร้อยนาย

(10) ลูกเสือ (หรู่หู่) — สำนวนหมายถึงผู้เยาว์ที่มีอนาคตน่าเกรงขาม นายอำเภอเองอิมเคยประเมินซุนเจินว่าเป็น "ลูกเสือ"

(11) หู่ซื่อ (นักรบเสือ) — ชื่อกองที่จัดจากลูกหลานในวงศ์ตระกูลและชาวเองอิมร่วมถิ่น

(12) แบบแผนกองทหารราชวงศ์ฮั่น เรียงจากใหญ่ลงเล็ก คือ จวิน (กองทัพ) ปู้ (กรม) ฉวี (กอง) ถุน (หน่วยร้อย) ตุ้ย (แถว) สือ (หมวดสิบ) อู่ (หมู่ห้า) — หนึ่งกอง (ฉวี) มีสองร้อยคน

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป