# ตอนที่ 271 — บรรจบทัพใต้กำแพงเมือง (ตอนต้น)
ซุนเจินนำทัพออกจากเจิงเชียง มุ่งหน้าสู่อำเภอซีหัว
ด้วยเหตุที่เกิดจลาจลโจรร้าย ผู้คนตามรายทางจึงเบาบาง ที่พบเห็นบ้างก็ล้วนเป็นราษฎรพลัดถิ่นซึ่งหนีภัยศึกอพยพไปอยู่ที่อื่น เสื้อผ้าไม่มิดกาย ผมเผ้ารุงรังหน้าตามอมแมม ครั้นเห็นทัพของเขาผ่านมา บ้างก็คุกเข่าหมอบลงข้างทางด้วยสีหน้าเหม่อลอย บ้างก็พากันถอนเท้าหนีไปแต่ไกล ออกจากเจิงเชียงได้ยี่สิบกว่าลี้ มาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง มีทางสายหนึ่งแยกออกไปทางทิศตะวันออก ผู้นำทางในกองทัพชี้บอกเส้นทาง กล่าวว่า "ไปตามทางสายที่เราเดินอยู่นี้ มิต้องเลี้ยวลง เดินอีกสิบกว่าลี้ก็ถึงซีหัวแล้ว" ซวนคางมองไปยังทางแยก ถามขึ้นว่า "ทางสายนี้ไปสู่แห่งใด"
ผู้นำทางตอบว่า "หรูหยาง"
ซุนเจินนั่งอยู่บนหลังม้า มือถือแผนที่ พลางเทียบกับแผนที่ เปรียบรูปลักษณ์ของเส้นทาง กล่าวว่า "อือ ทางแยกสายนี้ไปสู่หรูหยางหรือ" ผู้นำทางตอบอย่างนอบน้อมว่า "ขอรับ จากที่นี้ไปทางตะวันออก เดินอีกสิบกว่าลี้ก็ถึงหรูหยางเช่นกัน" ซุนเจินเก็บแผนที่ เอามือทำเป็นเพิงบังแดด มองไปทางทิศตะวันออก แลเห็นรำไรว่า ณ เส้นขอบฟ้าไกลโพ้นดูประหนึ่งมีจุดดำจุดหนึ่ง ที่นั่นก็คงเป็นหรูหยางนั่นเอง
เขาคิดในใจว่า "เมื่อตีซีหัวลงได้ หากมีเวลาว่าง ต้องไปดูหรูหยางสักหน่อย"
หรูหยางเป็นเมืองอันลือชื่อ ในอำเภอนี้มีบัณฑิตเจ้าที่ดินมากมาย ตระกูลอ้วนแห่งยีหลำซึ่งสืบสามกงสี่ชั่วคน(1) ก็เป็นตระกูลชั้นนำแห่งหรูหยาง อีกทั้งยังมีตระกูลมีชื่ออีกตระกูลหนึ่ง คือตระกูลโจวแห่งหรูหยาง บรรพชนตระกูลโจวแห่งหรูหยางคือจีเลี่ย พระโอรสองค์รองของพระเจ้าโจวผิงอ๋อง จีเลี่ยได้รับบรรณาการ ณ รู่เฝิน(2) เป็นปฐมบรรพชนของผู้ใช้แซ่โจว รู่เฝินก็คืออำเภอหรูอินแห่งแคว้นยีหลำ พื้นที่หรูอินนั้นลุ่มต่ำชื้นแฉะ ภายหลังวงศ์วานตระกูลโจวจึงอพยพไปอยู่ที่อื่นกันมาก ว่ากันว่ามีสายหนึ่งมาอยู่หรูหยาง
สองข้างทางหลวงเป็นท้องทุ่ง ต้องภัยศึกสงคราม ต้นข้าวสาลีล้มราบ เหลือแต่ร่องรอยที่ถูกผู้คนเหยียบย่ำเสียยับเยิน ไร้คนดูแล ซวนคางเหลือบเห็นทางทิศตะวันออกไกล ในท้องนามีคนสี่ห้าคนเดินเป็นกลุ่มไปด้วยกัน จึงถามว่า "นั่นเป็นคนพวกใด" หลี่ปั๋อคาดคะเนว่า "หรือจะเป็นพวกลาดตระเวนของโจรโพกผ้าเหลือง" ด้วยอยู่ห่างไกลจึงมองไม่ถนัด หยวนจงชิงกับจั่วปั๋อโหวพาทหารคู่กายสิบกว่าคนควบม้าตะบึงเข้าไปในท้องนา
ซุนเจินกับพวกรั้งม้าหยุดอยู่ข้างทาง ด้านหนึ่งเร่งให้กองทัพเดินหน้าต่อไป อีกด้านหนึ่งก็คอยดูจั่วปั๋อโหวกับพวก
จั่วปั๋อโหวกับพวกไล่ทันคนเหล่านั้นในไม่ช้า ชักดาบหันม้าล้อมพวกนั้นไว้ ครั้นหยุดอยู่ครู่หนึ่ง คงสอบได้ความว่าฝ่ายนั้นเป็นใครมาจากไหน ก็มิได้ลงไม้ลงมือ หากเชื้อเชิญพวกนั้นมาด้วยกิริยาสุภาพ พามาขึ้นทาง ส่งมาถึงหน้าม้าของซุนเจิน
ซุนเจินมองดู เห็นคนเหล่านี้เสื้อผ้าขาดวิ่น หน้าตามอมแมม พกพาดาบและกระบี่ แม้รูปร่างจะอิดโรย แต่ส่วนมากร่างกายกำยำแข็งแรง ผิดกับคนสามัญทั่วไป ในนั้นมีผู้หนึ่งถูกอารักขาไว้ตรงกลาง คล้ายเป็นหัวหน้า ดูจากวัยและรูปร่าง อายุราวยี่สิบเศษ ฝุ่นเต็มหน้า แต่ก็มิอาจปิดบังผิวพรรณอันขาวผ่อง ยืนอยู่หน้าม้าของซุนเจิน แม้จะอับจน ทว่ากิริยามารยาทมิได้บกพร่อง เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ที่ได้ร่ำเรียนหนังสือมา
ซุนเจินมองดูเขาแล้วรู้สึกหน้าคุ้น เพ่งพินิจอยู่นาน อยู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า นี่มิใช่โจวซวิ่นดอกหรือ ครั้งเขาดำรงตำแหน่งนายกองศาลาฝานหยาง มีผู้หนึ่งชื่อโจวซวิ่นเคยพาภรรยาผ่านมา รถงามม้าคึก(3) มีบ่าวผู้มีอำนาจ พลม้า และนางบำเรอรูปงามติดตามหลายสิบคน เคยพักค้างที่ศาลาฝานหยางคืนหนึ่ง ผู้นี้มีท่วงท่าอย่างผู้ทรงคุณนามอุโฆษอย่างยิ่ง ทำให้ซุนเจินจดจำได้ไม่ลืม บัดนี้มองดูแล้ว มิใช่คนตรงหน้านี้แล้วหรือ
ซุนเจินกระโดดลงจากหลังม้า ประสานมือคำนับ กล่าวว่า "นี่มิใช่ท่านโจวดอกหรือ ไฉนจึงตกยากถึงเพียงนี้"
เขาจำโจวซวิ่นได้ แต่โจวซวิ่นกลับจำเขามิได้
ครั้งโจวซวิ่นผ่านศาลาฝานหยาง ซุนเจินเป็นเพียงนายกองศาลาตัวเล็ก ๆ โจวซวิ่นมิเคยเหลียวมองเขาด้วยซ้ำ ที่ไหนเลยจะคาดคิดได้ว่า ขุนพลหนุ่มสวมเกราะงามชุดดำ คลุมผ้าคลุมสีแดง สง่าผ่าเผยซึ่งอยู่ตรงหน้านี้ จะเป็นนายกองศาลาตัวเล็ก ๆ เมื่อหลายปีก่อน เขาออกอาการประหลาดใจอยู่มาก กล่าวว่า "ท่านรู้จักข้าหรือ"
ซุนเจินหัวเราะว่า "ท่านมิใช่ท่านโจวแห่งหรูหยางดอกหรือ"
โจวซวิ่นกล่าวว่า "ใช่แล้ว" ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงถามซุนเจินว่า "ขอเรียนถามนามของใต้เท้าด้วย"
ซุนเจินยังมิตอบเขาก่อน ด้วยนึกออกแล้วว่าเขาคือโจวซวิ่น ครั้นมองดูผู้คนที่อยู่เบื้องหลังเขาอีก ก็จำได้เป็นส่วนมาก ล้วนเป็นบ่าวไพร่และปินเค่อ(4) ของตระกูลโจวที่ติดตามโจวซวิ่นผ่านศาลาฝานหยางเมื่อหลายปีก่อน ในนั้นผู้หนึ่งคือบ่าวเสื้อแพรที่กิริยาหยาบช้านัก อีกผู้หนึ่งร่างมิสูง เสื้อคลุมที่สวมหลวมโพรกพราก บนหน้าป้ายโคลนสกปรก เพียงแรกมองคล้ายเด็กชายเปื้อนเปรอะ แต่พินิจดูดี ๆ กลับเป็นสตรีรูปงามชวนพิศวง นี่ก็คือนางบ่าวคนสนิทที่ติดตามโจวซวิ่นมาพักในศาลานั่นเอง
มีเพียงผู้เดียวที่จำมิได้ ผู้นี้อายุยี่สิบต้น ๆ คิ้วดกตาโต ใบหน้าแดงคล้ำ ร่างล่ำสันแข็งแกร่ง เอวเสียบดาบหวนโฉ่ว(5) ไว้เล่มหนึ่ง แม้จะเผชิญหน้าซุนเจิน อยู่ภายใต้การจับตาของทหารคู่กายในสังกัดซุนเจิน ทว่ามิได้ย่อท้อมิได้ทะนง ยืดอกยืนตรง มีความองอาจอยู่ไม่น้อย
ซุนเจินมองชายหนุ่มผู้นี้อยู่หลายครั้ง จึงเอ่ยยิ้ม ๆ ต่อโจวซวิ่นว่า "ท่านอาจจะจำข้าพเจ้ามิได้แล้ว ข้าพเจ้าคือซุนเจิน บัดนี้เป็นจั่วจวินซือหม่า (ซือหม่าผู้ช่วยทัพ)(6) ใต้บัญชาแม่ทัพฮองฮูสง" โจวซวิ่นชะงักไปอึดใจ กล่าวว่า "ภูมิลำเนาของใต้เท้าคือเองอิมแห่งเองฉวนกระนั้นหรือ" ซุนเจินยิ้มว่า "ถูกแล้ว" โจวซวิ่นกล่าวว่า "เมื่อหลายปีก่อนข้าพเจ้าผ่านเองอิม เคยพบหน้าซุนเหวินรั่วครั้งหนึ่ง มิทราบว่าเหวินรั่วเกี่ยวดองกับใต้เท้าเช่นใด"
ซุนเจินคิดในใจว่า "หลายปีก่อนหรือ" เดาว่าเขาคงเป็นผู้ที่หลังจากผ่านศาลาฝานหยางคราวก่อน วันรุ่งขึ้นก็แวะไปเองอิมเสียเลย ไปเยือนตระกูลซุน เขาจึงตอบยิ้ม ๆ ว่า "เหวินรั่วเป็นน้องในตระกูลของข้าพเจ้า" แล้วถามว่า "ท่านโจวมาจากแห่งใด จะไปแห่งใด ไฉนจึงตกระกำลำบากถึงปานนี้" โจวซวิ่นถอนใจยาว กล่าวว่า "พวกเรามาจากแคว้นลำหยง จะไปหรูหยาง"
ซุนเจินถามอย่างฉงนว่า "ไฉนจึงมาจากแคว้นลำหยงเล่า" โจวซวิ่นกล่าวว่า "พ่อตาของข้าพเจ้าเป็นชาวแคว้นลำหยง คราวโจรโพกผ้าเหลืองก่อการ ข้าพเจ้ากับภรรยากำลังอยู่ที่บ้านพ่อตาพอดี เมืองถูกโจรตีแตก ครอบครัวพ่อตาของข้าพเจ้าตายในเงื้อมมือโจรทั้งบ้าน ภรรยาของข้าพเจ้าก็ตายในมือโจรเช่นกัน ด้วยปินเค่อในบ้านปกป้องอย่างยอมตาย ข้าพเจ้าจึงรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด"
ซุนเจินกล่าวว่า "เป็นเช่นนี้นี่เอง" แล้วคิดในใจว่า "ข้าจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนที่เขาผ่านศาลาฝานหยาง ก็เป็นการพาภรรยาไปบ้านพ่อตานี่เอง" เขาจำหน้าตาภรรยาของโจวซวิ่นได้ไม่ถนัดนัก จำได้แต่ว่าเป็นผู้มีรูปร่างหน้าตาธรรมดา บัดนี้ไม่นึกเลยว่านางจะมาตายในจลาจลโจรร้าย
ครั้นโจรโพกผ้าเหลืองก่อการ ผู้คนล้มตายมากมายในทุกหนแห่ง เรื่องทำนองนี้ซุนเจินพบเห็นมามาก ปลอบโยนโจวซวิ่นไปสองสามคำ พลางเพ่งมองชายหนุ่มร่างกำยำผู้นั้น ถามโจวซวิ่นว่า "ท่านโจว ผู้นี้สง่างามองอาจ รูปลักษณ์มิใช่คนสามัญ มิทราบว่าเป็นผู้ใด เป็นปินเค่อในบ้านของท่านหรือ"
โจวซวิ่นหันไปมองแวบหนึ่ง ตอบว่า "หามิได้ หามิได้ ผู้นี้คือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของข้าพเจ้า"
ซุนเจิน "อือ" ออกมาคำหนึ่ง แล้วถามว่า "ที่ว่านี้ความเป็นมาอย่างไร มิทราบว่าผู้กล้าผู้นี้คือผู้ใด"
โจวซวิ่นแนะนำว่า "ผู้นี้เป็นชาวหลางหลิงในแคว้นเดียวกับข้าพเจ้า แซ่ตันชื่อเต้า ฉายาซกจี้ ข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้านจากลำหยง เมื่อผ่านหลางหลิง บังเอิญพบโจรเร่โพกผ้าเหลืองหลายสิบคน พวกโจรชาติชั่วเหล่านั้นเห็นนางบ่าวในบ้านของข้าพเจ้ารูปงาม จึงคิดร้าย ล้อมจะฆ่าพวกเรา ปินเค่อของข้าพเจ้าล้มตายบาดเจ็บไปกว่าครึ่ง เคราะห์ดีที่ซกจี้ผ่านมาพบเข้า ชักดาบเข้าช่วย จึงกอบกู้พวกเราไว้ได้ เมื่อช่วยพวกเราแล้ว ข้าพเจ้ากับซกจี้แลกชื่อกัน เขาได้ยินว่าข้าพเจ้าจะไปหรูหยาง อีกทั้งเห็นว่าปินเค่อรอบกายข้าพเจ้าล้มตายบาดเจ็บไปกว่าครึ่ง จึงช่วยเหลือด้วยน้ำใจอันมีคุณธรรม อาสาส่งข้าพเจ้ากลับบ้านเอง ตลอดทางมานี้ ล้วนพึ่งพาเขาทั้งสิ้น"
ซุนเจินได้ยินคำว่า "หลางหลิง" ก็สะดุดใจ หลางหลิงเป็นอำเภอหนึ่งของยีหลำ และเป็นแคว้นมเหสักข์เช่นเดียวกับเจิงเชียง ซุนซกเคยเป็นเสนาบดีมเหสักข์แห่งหลางหลิง(7) ณ ที่นั้น เขาคิดในใจว่า "ตันเต้า ตันซกจี้หรือ"
ชื่อนี้เขาดูเหมือนจะมิเคยได้ยิน แต่ก็ดูเหมือนเคยได้ยินผ่านหู จำมิได้ว่าได้ยินจากชาติก่อนหรือชาตินี้ ไม่ว่าจะเคยได้ยินหรือไม่ก็ตาม เพียงด้วยน้ำใจอันกล้าหาญที่ผู้นี้พบเห็นความอยุติธรรมแล้วชักดาบเข้าช่วย ทั้งความห้าวหาญที่สังหารโจรโพกผ้าเหลืองหลายสิบคนให้แตกกระเจิง ก็ทำให้เขาเกิดความคิดจะชักชวนเข้ามาเป็นพวกแล้ว เขายิ้มถามตันเต้าว่า "ท่านตันเป็นชาวหลางหลิงหรือ" ตันเต้าตอบว่า "ขอรับ"
ซุนเจินยิ้มว่า "ปู่ในตระกูลของข้าพเจ้านามว่าซก เคยเป็นขุนนางที่หลางหลิง มิทราบว่าท่านตันพอจะทราบหรือไม่"
ครั้งซุนซกเป็นเสนาบดีมเหสักข์แห่งหลางหลิง ปฏิบัติราชการด้วยความเที่ยงธรรมแจ่มแจ้ง ได้สมญาว่า "เสินจวิน"(8) ตันเต้าแม้ยังหนุ่ม คราวซุนซกเป็นขุนนางที่หลางหลิงเขายังมิได้เกิด แต่ก็เคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวถึงนามของซุนซก จึงตอบอย่างนอบน้อมว่า "ข้าน้อยเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวถึงนาม 'เสินจวิน'"
ซุนเจินยิ้มว่า "ข้ากับเจ้าก็นับว่ามีบุญต่อกันอยู่" แล้วถามโจวซวิ่นว่า "ท่านโจว ข้าเพิ่งตีคืนสองอำเภอคือเจาหลิงกับเจิงเชียงมาได้ บัดนี้รับบัญชาให้รีบไปยังซีหัว แม่ทัพฮองฮูสงนำพลคัดเลือกหลายหมื่นตั้งทัพอยู่ใต้กำแพงเมืองซีหัวแล้ว อีกไม่ช้าจะเข้าตัดสินศึกขั้นแตกหักกับกำลังหลักของโจรโพกผ้าเหลือง ท่านจะไปซีหัวกับข้า หรือจะกลับบ้านเล่า"
นึกถึงคราวพบโจวซวิ่นที่ศาลาฝานหยางเมื่อก่อน โจวซวิ่นช่างมีท่วงท่าสง่างามเพียงใด แต่วันนี้กลับตกระกำลำบากยิ่งนัก หากเป็นยามบ้านเมืองสงบ ด้วยชาติตระกูลและสติปัญญาของเขา อาจจะได้เป็นผู้ทรงคุณนามอุโฆษ แต่ในยามศึกสงคราม เขากลับเป็นดั่งหงส์ตกพื้นยังมิเทียมไก่(9) นี่แลคือที่ว่ากันว่า "บัณฑิตร้อยทั้งร้อยไร้ประโยชน์"(10) จากลำหยงมาถึงที่นี้ โจวซวิ่นผ่านความยากลำบาก พบภัยร้ายมาหลายครั้ง ปินเค่อที่คุ้มกันเขาหลายสิบคนบัดนี้เหลืออยู่เพียงเท่านี้ เขาขวัญเสียและอ่อนล้ามานานแล้ว ใจคิดแต่จะกลับบ้าน จึงกล่าวว่า "ระหว่างทางข้าพเจ้าพบราษฎรพลัดถิ่น ได้ยินว่าโจรโพกผ้าเหลืองมิอาจตีหรูหยางลงได้ ข้าพเจ้าจากบ้านมาหลายเดือน ก็มิทราบว่าบิดามารดาเป็นเช่นไรแล้ว ใจอยากกลับเหมือนติดปีกบิน ข้าพเจ้าขอมิไปซีหัวกับใต้เท้าแล้ว"
หรูหยางมีตระกูลใหญ่หลายตระกูล ทั้งตระกูลอ้วน ตระกูลโจว โดยเฉพาะตระกูลอ้วนนั้นรุ่งเรืองสูงศักดิ์มาหลายชั่วคน ปินเค่อและถูฟู่(11) ที่อาศัยกินอยู่ในบ้านของเขามีมากมาย ด้วยการรวมกำลังต้านทานของตระกูลเหล่านี้ หรูหยางจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่อำเภอของแคว้นยีหลำที่มิได้เสียเมืองแก่โจร
ซุนเจินพยักหน้ากล่าวว่า "ที่นี่ห่างจากหรูหยางยังอีกสิบกว่าลี้ เช่นนี้เถิด ข้าจะจัดทหารหนึ่งถุน(12) คุ้มกันท่านกลับบ้าน เป็นอย่างไร"
โจวซวิ่นซาบซึ้งในบุญคุณยิ่งนัก
ซุนเจินยิ้มกล่าวต่อตันเต้าว่า "ท่านมีคุณธรรมสูงส่ง มีท่วงท่าดั่งนักพรตยอดฝีมือแต่โบราณ(13) ข้ามีคำหนึ่ง มิทราบว่าควรกล่าวหรือไม่ควรกล่าว"
ตันเต้ากล่าวว่า "ท่านซุนเชิญกล่าวเถิด"
ซุนเจินเอามือกุมกระบี่ เหลียวซ้ายแลขวา ทอดสายตามองไปยังซีหัว แล้วกล่าวอย่างเศร้าสร้อยว่า "บัดนี้โจรโพกผ้าเหลืองก่อการ ราษฎรได้รับความเดือดร้อน นี่แลคือคราวที่ผู้กล้าจะได้ใช้ฝีมือ ออกแรงเพื่อบ้านเมือง ท่านมิเห็นแก่ทางไกล ส่งท่านโจวมาถึงที่นี้ ห่างจากหรูหยางก็มิไกลแล้ว มีทหารม้าหนึ่งถุนของข้าคุ้มกัน ท่านโจวย่อมกลับถึงบ้านโดยปลอดภัยแน่แท้ ท่านห้าวหาญและมีคุณธรรม ควรแก่การเคารพยกย่อง ชายชาตรีดีเช่นนี้ ไฉนมิเข้าทัพปราบโจรเล่า เบื้องบนก็ตอบแทนบ้านเมือง เบื้องล่างก็ทำให้ราษฎรเป็นสุข"
ตันเต้าลังเล กล่าวว่า "นี่..."
ซุนเจินยิ้มว่า "หากมิเต็มใจ ข้าก็มิบังคับ" แล้วกล่าวต่อตันเต้าว่า "อำเภอหลางหลิงของท่านบัดนี้ตกอยู่ในเงื้อมมือโจรแล้ว ท่านไร้บ้านจะกลับ มิทราบว่าพอมีญาติให้ไปพึ่งพาหรือไม่ หากจะไปพึ่งญาติ ระหว่างทางจะขาดเสบียงเดินทางมิได้ ใครก็ได้ จงนำเงินสิบหมื่นเฉียน(เบี้ย)(14) มามอบแก่ผู้มีคุณธรรมผู้นี้"
ขณะที่ซุนเจินสนทนากับโจวซวิ่น ตันเต้า และพวก กองทัพก็เดินผ่านไปมิขาดสาย กองพั่วตี๋ (ทลายข้าศึก) กองเซี่ยนเจิ้น (ตะลุยแนว) กองทหารเสือ และกองทูฉี (ทัพม้าจู่โจม) รวมทั้งทัพที่ฮองฮูสงส่งมาเพิ่ม ต่างเดินผ่านมาเป็นทิวแถว(15) พลทหารเชิดหน้า ม้าศึกร้องคำราม เกราะและอาวุธวาววับ ธงทัพปลิวสะบัด นักรบผู้ห้าวหาญบางคนยังเอาหูที่ตัดมาได้แขวนเป็นพวงไว้ที่เข็มขัดหรือบนอานม้า ฆ่าฟันเลือดอาบเห็นเด่นชัด ผู้ใดมีปณิธานวีรชน เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ย่อมรู้สึกใจฮึกเหิมไม่รู้ตัว ตันเต้ามองดูพลเดินเท้าและพลม้าอันเข้มแข็งที่เดินทัพผ่านไป แล้วชักสายตากลับมา มองดูเตียนอุย หยวนจงชิง จั่วปั๋อโหว และเหล่านักรบเสือที่ยืนรับใช้อยู่เบื้องหลังซุนเจิน แล้วมองดูซุนฮิว ซีจื้อไฉ ซวนคาง และเหล่าบัณฑิต รู้สึกว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้โดดเด่นมิใช่คนธรรมดา
เขาคิดในใจว่า "ยีหลำเกิดศึกมาหลายเดือน ทั้งทหารแคว้น ทั้งทหารโจร ข้าเห็นทัพมามากต่อมาก แต่ไม่เคยเห็นพลคัดเลือกเข้มแข็งดั่งที่อยู่ตรงหน้านี้เลย ซือหม่าผู้นี้นามว่าซุนเจิน เป็นหลานสายตระกูลของซุนซก เป็นผู้สืบเชื้อสายตระกูลมีชื่ออีกด้วย ข้าดูวัยของเขายังไม่มาก พอ ๆ กับข้า อย่างมากก็ยี่สิบต้น ๆ แต่กลับได้เป็นจั่วจวินซือหม่าศักดิ์หกร้อยสือแล้ว เมื่อครู่ได้ยินเขากล่าวว่าเพิ่งตีเจาหลิงกับเจิงเชียงแตก ข้าเคยได้ยินราษฎรพลัดถิ่นระหว่างทางเล่าว่า ระยะนี้มีแม่ทัพของราชวงศ์ฮั่นผู้หนึ่ง แรกตีเจาหลิงแตกกลางดึก ต่อมาก็รบครั้งเดียวตีคืนเจิงเชียงได้ ที่แท้ก็คือเขานี่เอง" แล้วครุ่นคิดในใจว่า "ในเมื่อเป็นผู้สืบตระกูลมีชื่อ ทั้งยังห้าวหาญกล้ารบ บางทีอาจช่วยข้าล้างแค้นอันลึกล้ำดั่งทะเลเลือดได้"
เขาตัดสินใจแล้ว คุกเข่าลงกับพื้น กล่าวว่า "เดือนก่อนโจรตีหลางหลิงแตก บิดามารดาของข้าน้อยตายในภัยโจร แค้นบิดามารดาเป็นแค้นที่มิอาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน ข้าน้อยตั้งคำสาบานไว้ว่า แค้นนี้หากมิได้ล้าง มิขอเป็นลูกผู้ชาย เพียงแต่มีกำลังน้อยตัวเดียวโดดเดี่ยว ทั้งไร้โอกาส จึงทำได้แต่วนเวียนอยู่นอกอำเภอหลางหลิง คอยฆ่าโจรที่หลงฝูงเป็นคราว ๆ ด้วยบุพเพสันนิวาส จึงได้พบกับท่านโจว แล้วตามท่านโจวมาถึงที่นี้ ได้พบกับใต้เท้า นี่คือโอกาสที่ฟ้าประทานให้ข้าน้อยได้ล้างแค้น... ตันเต้าขออาสาติดตามท่านซือหม่าปราบโจร"
ซุนเจินได้ยินก็คิดในใจว่า "ข้าว่าหลางหลิงเสียเมืองไปนานแล้ว ไฉนเขาจึงยังวนเวียนอยู่นอกเมืองไม่ไป ที่แท้ก็เพื่อล้างแค้นบิดามารดา ผู้นี้เป็นลูกกตัญญูแท้" จึงพยุงเขาขึ้น แล้วถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า "มิทราบว่าผู้ที่ตีหลางหลิงแตกคือฉวี๋ซ่วย(16) คนใดในทัพโจรโพกผ้าเหลือง"
ตันเต้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันตอบว่า "คือเล่าผี"
ซุนเจินกล่าวว่า "เล่าผีบัดนี้อยู่ที่ซีหัวพอดี ข้าจะช่วยท่านล้างแค้นอันลึกล้ำนี้ให้จงได้" พลางพินิจดูเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นเขาเสื้อผ้าขาดวิ่น รองเท้าผ้าที่สวมก็เปื่อยขาด นิ้วเท้าโผล่ออกมาภายนอก จึงสั่งหยวนจงชิงกับจั่วปั๋อโหวทันทีว่า "จงนำเสื้อผ้ารองเท้าของข้ามา แล้วจูงม้ามาอีกตัว"
ไม่นาน หยวนจงชิงก็ถือเสื้อผ้ารองเท้า ส่วนจั่วปั๋อโหวจูงม้ามาถึง
ซุนเจินยกเสื้อผ้ารองเท้าส่งให้ตันเต้าก่อน กล่าวว่า "ระหว่างทางหาทำเสื้อผ้ารองเท้าได้ยาก รูปร่างของเจ้ากับข้าก็พอ ๆ กัน เอาของข้าไปใส่พอแก้ขัดก่อนเถิด" แล้วรับสายบังเหียนม้าที่จั่วปั๋อโหวจูงมา ถามเขาว่า "ขี่ได้หรือไม่"
"ถอดเสื้อให้สวม สละอาหารให้กิน"(17) เล่ห์กลผูกใจคนชุดนี้ บัดนี้ซุนเจินใช้ได้อย่างคล่องแคล่วถนัดมือ เล่ห์กลทำนองนี้กับพวกเจ้าเล่ห์เพทุบายอายุสามสี่สิบที่ช่ำชองโลกมานาน อาจมิได้ผลนัก แต่กับคนหนุ่มเช่นตันเต้าที่อายุยี่สิบต้น ๆ มองความตายเป็นของเบาและถือศักดิ์ศรี กลับเป็นกระบวนท่าที่ใช้ได้ผลทุกครั้ง ตันเต้าซาบซึ้งใจขึ้นทันที ทว่าเขาคล้ายสวี่จ้งอยู่บ้าง คือมิใช่คนพูดเก่ง เมื่อรับเสื้อผ้ารองเท้ามาแล้ว ก็เก็บความซาบซึ้งไว้ในใจ ตอบว่า "ขี่ได้"
ซุนเจินยิ้มว่า "ถ้าเช่นนั้นม้าตัวนี้ก็เป็นของเจ้าแล้ว" ส่งสายบังเหียนให้เขา แล้วเรียกทหารคู่กายให้นำข้าวปลาอาหารและน้ำดื่มมาแจกจ่ายให้โจวซวิ่น ตันเต้า และพวก ครั้นทุกคนกินอิ่มแล้ว ก็จัดทหารม้าหนึ่งถุนส่งโจวซวิ่นกับพวกไปหรูหยาง ส่วนตนพาตันเต้า เตียนอุย และพวกมุ่งหน้าสู่ซีหัวต่อไป
## เชิงอรรถ
(1) สามกงสี่ชั่วคน — ตระกูลอ้วนแห่งยีหลำที่มีผู้ดำรงตำแหน่ง "สามกง" (ตำแหน่งเสนาบดีชั้นสูงสุดสามตำแหน่งของราชสำนักฮั่น) ติดต่อกันถึงสี่ชั่วอายุคน
(2) รู่เฝิน — ชื่อสถานที่บรรพชนแซ่โจวได้รับบรรณาการ คือบริเวณอำเภอหรูอินแห่งแคว้นยีหลำ; พ้องกับชื่อบทกวีในคัมภีร์ซือจิง
(3) รถงามม้าคึก — สำนวนพรรณนาความหรูหราโอ่อ่า มีรถงดงามและม้าที่ห้าวคึก แสดงถึงฐานะมั่งคั่งสูงศักดิ์
(4) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญตระกูลใหญ่ ฐานะเป็นอิสระกว่าบ่าวไพร่ที่ผูกกับที่ดิน
(5) ดาบหวนโฉ่ว — ดาบคมเดียวด้ามปลายเป็นห่วงกลม อาวุธประจำของทหารยุคฮั่น
(6) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่า (นายทัพ) ผู้ช่วยทัพ ศักดิ์หกร้อยสือ
(7) เสนาบดีมเหสักข์แห่งหลางหลิง — ตำแหน่งเสนาบดีประจำแคว้นมเหสักข์หลางหลิง ซุนซก ปฐมบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูลซุนเคยดำรงตำแหน่งนี้
(8) เสินจวิน — สมญา "เทพมนุษย์/เทพเจ้าผู้ทรงธรรม" ที่ราษฎรยกย่องซุนซก ผู้ปฏิบัติราชการด้วยความเที่ยงธรรมแจ่มแจ้ง
(9) หงส์ตกพื้นยังมิเทียมไก่ — สำนวนเปรียบผู้สูงศักดิ์เมื่อตกอับ ย่อมด้อยกว่าผู้ต่ำต้อยที่ยังอยู่ในที่ของตน
(10) บัณฑิตร้อยทั้งร้อยไร้ประโยชน์ — สุภาษิตเปรียบว่าบัณฑิตผู้ร่ำเรียนหนังสือ ยามคับขันกลับใช้การมิได้
(11) ถูฟู่ — บ่าวไพร่ในสังกัด ผูกพันกับที่ดินของนายดุจทาส
(12) ถุน — หน่วยทหารยุคฮั่น
(13) นักพรตยอดฝีมือแต่โบราณ — เดิมหมายถึง "นักดาบผู้ทรงคุณธรรมและน้ำใจกล้าหาญอย่างวีรบุรุษโบราณ" ผู้ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากด้วยฝีมือและคุณธรรม
(14) สิบหมื่นเฉียน — เฉียน(เบี้ย) เป็นหน่วยเงินตรา; สิบหมื่นเฉียนเท่ากับหนึ่งแสนเฉียน คงรูปนับแบบจีน
(15) กองพั่วตี๋ กองเซี่ยนเจิ้น กองทหารเสือ กองทูฉี — ชื่อกองทหารชั้นยอดในสังกัดซุนเจิน; พั่วตี๋แปลว่า "ทลายข้าศึก" เป็นกองทหารธนูหน้าไม้, เซี่ยนเจิ้นแปลว่า "ตะลุยแนวข้าศึก", ทูฉีแปลว่า "ทัพม้าจู่โจม"
(16) ฉวี๋ซ่วย — ตำแหน่งหัวหน้าใหญ่ของลัทธิไท่ผิงประจำแต่ละกอง (ฟาง) ในทัพโพกผ้าเหลือง
(17) ถอดเสื้อให้สวม สละอาหารให้กิน — สำนวนโบราณ หมายถึงการเอื้อเฟื้อดูแลผู้อื่นด้วยความจริงใจถึงขั้นยอมสละสิ่งของของตนเอง เพื่อผูกน้ำใจให้ผู้นั้นภักดี