# ตอนที่ 270 — ทัพประชิดซีหัว (ตอนปลาย)
ซุนเจินดำเนินตามกลศึกของซีจื้อไฉ รบเพียงครั้งเดียวก็ตัดศีรษะหวงเซ่า ตีกองโพกผ้าเหลืองที่ยกออกนอกเมืองแตกพ่ายยับเยิน
ในเมืองเจาหลิงเหลือทหารรักษาเมืองเพียงพันนาย พวกเขายืนอยู่บนเชิงเทินมองเห็นซุนเจินใช้กลศึกตีกองทหารสองพันนายของหวงเซ่าแตกพ่ายมาแต่ต้นจนปลาย แรกทีเดียวพวกเขายังคิดจะยกออกนอกเมืองไปช่วยหวงเซ่า แต่ครั้นมองเห็นแต่ไกลว่ามีทหารฮั่นสวมเกราะถือจี่เหล็กคู่ออกตะลุยสังหารหวงเซ่ากลางสนามรบ ทั้งยังต่อยม้าที่หวงเซ่าขี่ซึ่งกำลังควบหนีอย่างคุมไม่อยู่ให้ล้มลงด้วยหมัดเดียว ต่างก็พากันตื่นตระหนกยิ่งนัก เลิกล้มความคิดที่จะออกนอกเมืองเสีย
เมื่อพวกเขาไม่กล้าออกนอกเมือง ซุนเจินจึงเข้าตีเมืองเอง
ครั้นตีกองทหารโพกผ้าเหลืองที่ออกนอกเมืองแตกแล้ว ฝ่ายหนึ่งซุนเจินสั่งให้ซินอ้ายนำทหารม้าไล่สังหารต่อไป อีกฝ่ายหนึ่งก็รวบรวมพลราบแต่ละกองเข้าด้วยกัน เคลื่อนทั้งทัพประชิดเชิงเมือง สั่งให้ยกหยุนทรี (บันไดปีนกำแพง)(1) ออกมา บัญชาให้ทหารฮึกเหิมเข้าประชิดกำแพง
เมื่อคืนวันก่อน ทหารหนึ่งพันสองร้อยนายในบังคับของซุนเจินเดินทางมากว่าสามสิบลี้ มาถึงนอกเมืองเจาหลิงเมื่อยามดึกหลังเที่ยงคืน แม้พักได้สองยามแล้ว แต่เพิ่งผ่านการรบพุ่งอันดุเดือดเมื่อครู่ หากมิใช่ด้วยซุนเจินฝึกปรือทหารเข้มงวด หมั่นฝึกซ้อมมิได้ขาด อีกทั้งหนึ่งพันสองร้อยนายนี้ล้วนเป็นพลกล้าที่คัดเลือกไว้จากสามพันนาย สมัครใจติดตามซุนเจินออกศึก มีใจฮึกเหิม เกรงว่าคงทานไม่ไหวเสียแต่แรกแล้ว แต่บัดนี้กลับยังมีกำลังเหลือพอจะเข้าตีเมือง ความห้าวหาญชำนาญศึกถึงเพียงนี้ทำให้พลโพกผ้าเหลืองในเมืองพากันขวัญหนีดีฝ่อ ด้วยพวกเขาจักเคยเห็นกองทหารเก่งกล้าเช่นนี้แต่ที่ใด ดุจฝูงเสือฝูงหมาป่าโดยแท้
เตียนอุยรบแรกก็ตัดศีรษะหวงเซ่าแม่ทัพรักษาเมืองโพกผ้าเหลืองเสียกลางสนาม เล่าเติ้งแอบกัดฟันคิดจะแข่งขันเอาชนะเตียนอุย จึงสวมเกราะหนักสองชั้น นำพลในกองเซี่ยนเจิ้น (กองตะลุยแนว)(2) เข้าประชิดกำแพงเป็นพวกแรก
ซีจื้อไฉ ซุนฮิว กับพวก ลากกลองศึกออกไปไว้นอกเมือง ซุนเจินตีกลองเร้าใจด้วยตนเอง เสียงกลองครึกครื้นกึกก้องสะเทือนเวหา เล่าเติ้งฝ่าห่าลูกธนูจากเหล่าทหารบนเชิงเทิน นำหน้าทหารปีนหยุนทรีขึ้นไปโดยคาบดาบไว้ในปาก ด้วยมีเกราะหนักสองชั้นคุ้มกาย ลูกธนูของทหารรักษาเมืองจึงมิอาจระคายเขาได้เลย ฝ่ายทหารรักษาเมืองเดิมก็ตื่นตระหนกอยู่แล้ว ไร้ใจจะรักษาเมือง เล่าเติ้งจึงปีนขึ้นเชิงเทินได้โดยง่าย
ครั้นโจนขึ้นถึงเชิงเทิน เขาก็ตวาดคำรามกระหึ่ม ฟันซ้ายป่ายขวา ใช้ดาบเข้าฟาดฟันข้าศึก มุ่งไปทางใดก็ไม่มีผู้ใดต้านทานได้ คุ้มครองช่องเทินที่พาดหยุนทรีไว้ คอยรับทหารในกองเซี่ยนเจิ้นให้ขึ้นเชิงเทิน
เขามิได้ติดพันการรบ ครั้นรับพลขึ้นเชิงเทินได้หลายสิบนายแล้ว ก็ทิ้งทหารไว้ครึ่งหนึ่งให้รักษาหยุนทรี นำพลที่เหลืออีกยี่สิบกว่านายตะลุยลงไปยังเชิงเมือง ในเมืองเหลือทหารรักษาเมืองเพียงพันนาย กำแพงเมืองมีสี่ด้าน ด้านที่ซุนเจินเข้าตีนี้เพราะเป็นด้านหน้าที่ซุนเจินบัญชาการ ทหารรักษาเมืองแม้มากกว่าด้านอื่นก็มีเพียงสี่ห้าร้อยนาย จะต้านพวกเล่าเติ้งดุจหมีสางเหล่านี้ได้อย่างไร พลในกองเซี่ยนเจิ้นล้วนสวมเกราะดี ถืออาวุธคม ยี่สิบกว่านายตั้งกระบวนรุกเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยมีเล่าเติ้งนำหน้า บุกถึงเชิงเมือง แล้วเปิดประตูเมืองออก
เจียงฉิน เฉินเปา ซุนเฉิง ต่างนำพลในกองของตน กรูเข้าเมืองเป็นพรวน ทหารรักษาเมืองที่ไม่คุกเข่ายอมจำนนก็ทิ้งเมืองหนีไป
ค่ำวันก่อนยกมาถึงนอกเมือง วันนี้ยังไม่ทันเที่ยงก็ตีเจาหลิงได้ ขณะนั้นทัพหลวงของฮองฮูสงเพิ่งย่างเข้าเขตแดนยีหลำ
ฯลฯ
ฮองฮูสงได้รับใบบอกชัยชนะของซุนเจิน ก็ยันกระบี่ยืนพิศวง กล่าวแก่เหล่าแม่ทัพรอบข้างว่า "เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
หากเขาหารู้ไม่ว่าใต้บังคับของซุนเจินบัดนี้มากด้วยผู้มีความสามารถ ฝ่ายบุ๋นมีซีจื้อไฉ ซุนฮิว เป็นต้น ฝ่ายบู๊มีเตียนอุย เล่าเติ้ง สวี่จ้ง เป็นต้น ล้วนเป็นยอดคนทั้งสิ้น ใช้เหล่าขุนนางผู้มีปัญญาและขุนพลผู้กล้าหาญชุดนี้ นำพลกล้าที่ฝึกปรือมาอย่างพิถีพิถัน ผ่านศึกเลือดนับครั้งไม่ถ้วนที่อิ่งชวน เข้าประจัญโพกผ้าเหลืองสามพัน ตีเมืองเจาหลิงเล็ก ๆ เพียงเมืองเดียว ก็ย่อมได้มาดุจพลิกฝ่ามือ
ฯลฯ
ทัพของซุนเจินหยุดพักฟื้นที่เจาหลิงวันหนึ่ง ฝังศพผู้ตาย รักษาผู้บาดเจ็บ คุมขังเชลย ตรวจนับสิ่งที่ยึดได้ และปลอบประโลมราษฎรในเมือง
ครั้นค่ำลง คำบัญชาทหารของฮองฮูสงก็ส่งมาถึง มีเพียงสี่คำว่า "เข้าตีเจิงเชียง" พร้อมกับคำบัญชานี้ยังมีทหารม้าสองพันนายส่งมาด้วย
เดิมทีฮองฮูสงส่งซุนเจินมาเจาหลิงนั้น แท้จริงมิได้คาดหวังว่าซุนเจินจะตีเจาหลิงได้ด้วยกำลังเพียงพันเศษ แผนเดิมของเขาคือคอยจนเข้าเขตยีหลำแล้วจึงแบ่งทัพออกเป็นสามสาย กองหนึ่งสองพันนายมาช่วยซุนเจินตีเจาหลิง อีกกองหนึ่งสามพันนายไปตีเจิงเชียง ส่วนเขานำทัพหลวงไปตั้งมั่นนอกเมืองซีหัว เพียงแต่มิได้คาดคิดว่าซุนเจินจะรบครั้งเดียวก็ตีเจาหลิงได้ แผนการจึงต้องแปรเปลี่ยนตามไป เขาตัดสินใจไม่ส่งผู้อื่นไปล้อมตีเจิงเชียงอีก หากแต่เพิ่มทหารให้ซุนเจินสองพันนายเสียเลย ให้ซุนเจินไปตีเมืองนี้ตามเดิม ส่วนตัวเขานำทัพหลวงไปซีหัว
ซุนเจินได้รับคำบัญชาทหาร ค่ำคืนนั้นก็ให้ทหารพักผ่อนอีกหนึ่งคืน รุ่งเช้าวันต่อมา เขาคัดเลือกทหารห้าร้อยนายจากกองสองพันนายที่ฮองฮูสงส่งมาเพิ่ม สั่งพวกเขาว่า "จงอยู่รักษาเจาหลิง ดูแลผู้บาดเจ็บ คุมเชลยศึกไว้" แล้วนำพลที่เหลือ รวมสองพันหกร้อยเศษ ยกทัพไปเจิงเชียง
ฯลฯ
เจิงเชียงอยู่ทางตะวันออกของเจาหลิง ห่างกันสามสิบกว่าลี้ เดิมเป็นตำบล เรียกว่าตังเซียง ต้นรัชสมัยราชวงศ์นี้ ไหลซีมีความชอบในการตีเจิงเชียง ภายหลังถูกลอบสังหารถึงแก่ความตาย พระเจ้ากวงอู่ตี้จึงพระราชทานตราตั้งบรรดาศักดิ์เจิงเชียงโหวแก่เขา ทั้งโปรดให้สร้างเมืองขึ้น ณ ที่นี้ เปลี่ยนชื่อเป็นเจิงเชียงโหวกั๋ว ซุนเกี๊ยนเคยกล่าวว่าซุนเจินมีกลิ่นอายแห่งฟ่านพ่าง(3) ด้วยฟ่านพ่างก็เป็นชาวอำเภอเจิงเชียงนั่นเอง
ในเมืองเจิงเชียงมีทหารรักษาเมืองโพกผ้าเหลืองสองพันนาย แม่ทัพใหญ่ชื่อเล่าเซี่ยง เทียบกับหวงเซ่าแล้ว เล่าเซี่ยงด้อยความห้าวหาญในการรบ แต่มากด้วยสติปัญญากลอุบาย
ข่าวที่ซุนเจินตีเมืองเจาหลิงได้ในเวลาเพียงครึ่งวันแพร่มาถึง เล่าเซี่ยงตกใจจนหน้าซีดเผือด เดิมเขาคิดอยู่ว่า หากทัพฮั่นเข้าตีเจาหลิง เขาจะยกทัพไปช่วย แต่หาคาดไม่ว่า เพิ่งจะได้รับใบบอกว่าซุนเจินยกทัพประชิดเจาหลิง พลันก็ได้รับใบบอกว่าเจาหลิงเสียเมืองแล้ว เขาเรียกเหล่าแม่ทัพมาประชุม แจ้งเรื่องนี้ให้รับทราบ เหล่าแม่ทัพต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน
มีผู้กล่าวว่า "ซุนเจินชำนาญศึกห้าวหาญ ใช้พลเพียงพันเศษก็ตีกองทหารสามพันของหวงเซ่าแตกยับ ภายในครึ่งวันตีเจาหลิงได้ บัดนี้ฮองฮูสงยังเพิ่มทหารให้อีกสองพัน แต่ในเมืองเรามีทหารรักษาเมืองเพียงสองพัน หาเป็นคู่ต่อกรกับเขาได้ไม่ ขอแม่ทัพรีบส่งคนไปซีหัวขอกำลังช่วยเถิด"
เล่าเซี่ยงขมวดคิ้วทุกข์ระทม กล่าวว่า "ข้าจะไม่รู้หรือว่าพวกเราหาเป็นคู่ต่อกรกับไอ้โจรซุนได้ไม่ เพียงแต่ตามใบบอกอีกฉบับว่า ฮองฮูสงแม่ทัพข้าศึกนำพลกว่าสองหมื่นกำลังมุ่งหน้าสู่ซีหัว ซีหัวยามนี้จะป้องกันตนเองยังไม่ทันการ จะมาช่วยพวกเราได้อย่างไร"
เหล่าแม่ทัพต่างกล่าวว่า "เช่นนี้จะทำประการใดดี"
เล่าเซี่ยงคิดหนักหาทางออกมิได้ กล่าวว่า "อุบายเฉพาะหน้าบัดนี้ มีแต่ปิดประตูเมืองให้แน่นหนา รักษาเมืองมั่นไว้เท่านั้น"
เหล่าแม่ทัพโพกผ้าเหลืองส่วนมากมิรู้พิชัยสงคราม เล่าเซี่ยงเลื่องชื่อด้านสติปัญญากลอุบายในกองโพกผ้าเหลืองยีหลำ เหล่าแม่ทัพจึงยอมรับวิธีของเขา ต่างไปเรียกพลในค่ายของตนขึ้นรักษาเชิงเทิน ระวังป้องกันเข้มงวด
ฯลฯ
ซุนเจินนำทัพยกมาถึงนอกเมืองเจิงเชียง ตั้งค่ายมั่น แล้วเรียกประชุมพรรคพวก ปรึกษาการเข้าตีเมือง
ซุนฮิวกล่าวว่า "ทัพเราวันก่อนเข้าเขตยีหลำ เมื่อวานตีเจาหลิง ตัดศีรษะหวงเซ่ากลางสนาม ตีโจรนับพันแตกยับ พลโพกผ้าเหลืองในเมืองเจิงเชียงย่อมขวัญหนีดีฝ่อ มิกล้าออกนอกเมืองมารบกับเรากลางสนามแน่ แต่ตามที่แจ้งมา พลโพกผ้าเหลืองในเมืองเจิงเชียงแม้น้อยกว่าเจาหลิง ก็ยังมีสองพัน หากพวกเขาปิดประตูรักษาเมืองอย่างระมัดระวัง ทัพเราจะตีเอามิง่าย"
ซุนเจินกล่าวว่า "ที่ก๋งตัดว่ามาชอบนัก" ครั้นเห็นซุนฮิวยิ้มน้อย ๆ คาดว่าเขามีกลศึกในใจแล้ว จึงถามว่า "ก๋งตัด ท่านต้องมีอุบายอยู่แล้วเป็นแน่ ขอถามว่าเป็นกลใด"
ซุนฮิวยิ้มว่า "ก็มิพ้นสี่คำว่า 'ลวงด้วยทัพหยิ่ง ตีด้วยทัพลับ' เท่านั้น"
ซุนเจินถามว่า "หมายความว่ากระไร"
"ทัพเราตีเจาหลิงคืนได้ ยกมาด้วยแสนยานุภาพแห่งชัยชนะใหญ่ ครั้นข้าศึกร้ายกาจมาประชิดแดน พลโพกผ้าเหลืองในเมืองเจิงเชียงย่อมฮึดสู้สุดกำลัง คิดจะรบเป็นรบตายกับเรา ในยามเช่นนี้ หากเข้าตีเมือง ก็มีแต่จะเสียไพร่พลเปล่า ใช่ว่าจะตีเมืองลงได้ ไม่คุ้มที่จะเสีย ครั้นเป็นเช่นนี้ ข้าเห็นว่าทัพเราสู้แสร้งทำเป็นทัพหยิ่งโอหัง เพื่อบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของพลโพกผ้าเหลืองเสียมิได้"
"บ่อนทำลายขวัญกำลังใจของพลโพกผ้าเหลือง"
"คัมภีร์อี้กล่าวว่า 'มังกรทะยานสูงย่อมมีวันเสียใจ ความเต็มเปี่ยมหาคงอยู่นานไม่'(4) โจรเดิมหมายจะรบเป็นรบตายกับเรา แต่เมื่อทัพเรามาประชิดเชิงเมืองแล้วกลับหยิ่งยโสปล่อยปละ ไม่มีทีท่าจะตีเมือง นานวันเข้า ขวัญของพลโพกผ้าเหลืองย่อมเสื่อมถอย ครั้นขวัญข้าศึกเสื่อมแล้ว ทัพเราจึงคัดพลกล้าเข้าตี ก็อาจตีเมืองแตกได้ในคราวเดียว นี่แลคือ 'ลวงด้วยทัพหยิ่ง ตีด้วยทัพลับ'"
ซุนเจินชมว่า "กลดีนัก" แล้วถามซีจื้อไฉว่า "จื้อไฉเห็นเป็นประการใด"
ซีจื้อไฉยิ้มว่า "โจกุ้ยตีทัพแคว้นฉีแตกยับ ครั้นชนะแล้ว จวงกงถามเหตุ โจกุ้ยทูลตอบว่า 'อันการศึกนั้นอยู่ที่ขวัญกำลังใจ ตีกลองครั้งแรกขวัญฮึกเหิม ครั้งที่สองถดถอย ครั้งที่สามสิ้นแรง ข้าศึกสิ้นแรง เราเต็มเปี่ยม จึงตีเขาแตกได้'(5) กลของก๋งตัดนี้ต้องกันกับคำของโจกุ้ยพอดี หากทำตามนี้ อย่างมากสี่ห้าวันก็ตีเจิงเชียงได้แน่"
พรรคพวกไม่มีผู้ใดทักท้วง ซุนเจินจึงดำเนินการตามกลนี้
ครั้นตั้งค่ายเสร็จ เขาคัดพลกล้าห้าร้อยนาย ให้เล่าเติ้งนำควบม้าไปถึงเชิงเมือง อวดแสนยานุภาพ เกลี้ยกล่อมให้ในเมืองยอมจำนน
เล่าเติ้งหยุดม้าอยู่เชิงเมือง ตะโกนเสียงดังเข้าไปในเมืองว่า "ท่านซือหม่าของเรากับพวกเจ้าโจรรบกันใหญ่น้อยกว่าสิบครั้ง แรกตีโจรอิ่งชวนแตก ต่อมาก็ล้างโจรเจาหลิง รบชนะตีได้ ไม่มีครั้งใดไม่สมประสงค์ ปอไซ เหอมั่น หวงเซ่า ถูกตัดศีรษะสิ้นแล้ว บัดนี้มาประชิดเชิงเมืองพวกเจ้า พวกเจ้ามีพลน้อยแม่ทัพเบาบาง เมืองเล็กรักษายาก ยังไม่รีบยอมจำนน จะรอไปถึงเมื่อไร"
เล่าเซี่ยงสั่งให้ทหารรักษาเมืองยิงธนู
เล่าเติ้งควบม้าถอยหลัง ชี้ไปที่เชิงเทินแต่ไกล ด่าทอเสียงดังว่า "ไอ้พวกโจรชาติชั่ว คอยให้ท่านซือหม่าของเราตีเมืองแตกเถิด พ่อเจ้าจะสับพวกเจ้าเป็นชิ้นเป็นท่อนหมื่นชิ้น" แล้วนำพลกลับเข้าค่าย
ท่าทีหยิ่งยโสของเขาทำให้เหล่าแม่ทัพรักษาเมืองล้วนเดือดดาลยิ่งนัก
มีผู้ด่าว่า "ไอ้โจรชาติชั่วนี่เป็นใคร หยิ่งยโสถึงเพียงนี้ ดูแคลนพวกเราเหลือเกิน น่าแค้นนัก น่าแค้นนัก" แล้วขออาสาออกนอกเมืองไปสู้ แต่ถูกเล่าเซี่ยงห้ามไว้ เล่าเซี่ยงตรึกตรองรอบคอบแล้วกล่าวว่า "ไอ้โจรซุนมากด้วยเล่ห์กล นี่อาจเป็นกลยั่วยุให้เราออกรบ พวกเราอย่าหลงกลเป็นอันขาด ทัพเรากำลังน้อยอยู่แล้ว มิอาจแบ่งพลออกนอกเมืองอีก รักษาเมืองให้มั่นไว้ก็แล้วกัน"
ฯลฯ
เล่าเซี่ยงเข้าใจว่านี่เป็นกลยั่วยุของซุนเจิน แต่เหตุการณ์ในสองวันต่อมากลับทำให้เขางุนงงสงสัยมิเข้าใจ
ติดต่อกันสองวัน เขามองดูค่ายของซุนเจินจากบนเชิงเทินแต่ไกล เห็นแต่ซุนเจินปิดประตูค่ายมิยกออกมา คัดทหารจากในกองออกมาร้อยกว่านาย แบ่งเป็นหลายหมู่ เตะลูกหนังเล่นกันอยู่ในค่าย กลางวันก็เตะลูกหนังเล่นสนุก ครั้นค่ำก็จุดโคมไฟ เลี้ยงสุราเหล่าแม่ทัพกันอย่างเอิกเกริก แม้พวกเขาจะมองไม่เห็นภาพที่ซุนเจินดื่มสุราสนุกสนานกับเหล่าแม่ทัพยามค่ำคืน แต่แม้ห่างกันหลายลี้ ในยามราตรีอันเงียบสงัด พวกเขายืนอยู่บนเชิงเทินก็ยังได้ยินเสียงดื่มสุราหัวเราะเฮฮาในค่ายของซุนเจิน
เล่าเซี่ยงอดสงสัยมิได้ คิดในใจว่า "เดิมข้าเข้าใจว่าวันนั้นที่ไอ้โจรซุนมาเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนเป็นกลยั่วยุ แต่ดูจากสองวันนี้ มันหยิ่งยโสถึงเพียงนี้จริง ๆ หรือ ตั้งทัพอยู่นอกเมืองเราสองวัน ครั้งหนึ่งก็ไม่เข้าตีเรา กลับเตะลูกหนังดื่มสุราสนุกสนานทั้งวันทั้งคืน ราวกับเห็นเมืองเราเป็นของไม่มีค่าโดยแท้"
ทหารรักษาเมืองโพกผ้าเหลืองเดิมเตรียมพร้อมราวกับศัตรูใหญ่มาประชิด หาคิดว่าครั้นซุนเจินมาถึงนอกเมืองแล้วติดต่อกันสองสามวันมิได้เข้าตี เอาแต่สนุกสนานวันแล้ววันเล่า ทหารรักษาเมืองก็อดผ่อนคลายลงมิได้
เล่าเซี่ยงแม้รู้สึกผิดสังเกต ทั้งกำชับเหล่าแม่ทัพหลายครั้งให้รักษาเชิงเทินอย่างเคร่งครัด แต่ทหารรักษาเมืองก็เป็นคนเช่นกัน ขึงสายให้ตึงอยู่สองสามวันก็ย่อมเหนื่อยล้าทางใจเป็นธรรมดา อีกทั้งพวกเขาขาดการฝึกปรือเพียงพอ ระเบียบวินัยทหารไม่เข้มงวด การป้องกันเมืองก็ย่อมหย่อนยานลงทีละน้อยอย่างเลี่ยงมิได้
คืนนี้ เล่าเซี่ยงเพิ่งตรวจตราลงมาจากเชิงเทิน กลับมายังที่พักในเมือง ยังมิทันถอดเกราะเข้านอน พลันได้ยินเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังกระหึ่มขึ้นบนเชิงเทิน
เขาผงะตื่นลุกขึ้น ร้องเสียงหลงว่า "อนิจจา ไม่ดีแล้ว ไอ้โจรซุนตีเมืองหรือ" รีบฉวยกระบี่ประจำกาย วิ่งออกนอกประตู นำทหารองครักษ์มุ่งสู่เชิงเทิน เพิ่งออกจากที่พักไปไม่ไกล ก็เห็นเปลวเพลิงลุกโชนเบื้องหน้า ทหารแตกพ่ายหนีกรูจากทางกำแพงเมืองมาเป็นพวก ๆ
เขาคว้าจับทหารแตกพ่ายไว้ผู้หนึ่ง ตวาดถามว่า "เหตุใดเชิงเทินจึงโกลาหล"
ทหารแตกพ่ายผู้นั้นหน้าตาตื่นตระหนก จะหนีก็มิกล้าสะบัดให้พ้นมือเล่าเซี่ยง รีบร้องอย่างลนลานว่า "แม่ทัพ ไอ้โจรซุนตีเมืองแล้ว"
เล่าเซี่ยงทั้งโกรธทั้งแค้น ด่าว่า "ในเมื่อไอ้โจรซุนตีเมือง เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่รักษาเชิงเทิน กลับหนีเอาตัวรอด"
ทหารแตกพ่ายผู้นั้นร้องว่า "เจ้าโจรที่มาเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนนอกเมืองเมื่อหลายวันก่อนนั้นห้าวหาญเหลือเกิน มันปีนขึ้นเชิงเทินเป็นคนแรก จี่เหล็กคู่ในมือสังหารคนติด ๆ กันยี่สิบกว่าคน ยังมีโจรอีกคนหนึ่ง ก็ใช้จี่เหล็กคู่เช่นกัน ห้าวหาญต้านมิอยู่เหมือนกัน" ที่เขาพูดถึงคือเล่าเติ้งกับเตียนอุย ทั้งสองล้วนถนัดใช้จี่เหล็กคู่
เล่าเซี่ยงเดือดดาลยิ่งนัก ชักกระบี่ประจำกายแทงทหารแตกพ่ายผู้นั้นตาย ด่าว่า "เจ้ากลัวพลข้าศึกห้าวหาญ กลับไม่กลัวกระบี่คมของข้าหรือ" แล้วนำทหารองครักษ์มุ่งสู่ทางกำแพงเมือง หมายจะรวบรวมทหารรักษาเมืองเข้าป้องกัน ยิ่งบุกไปข้างหน้าก็ยิ่งพบทหารแตกพ่ายมากขึ้น ห่างจากกำแพงเมืองอีกห้าหกสิบก้าวก็ได้ยินเสียงดังครืน เงยหน้ามองไป เห็นทหารฮั่นสวมเกราะถือจี่เหล็กคู่สองนายนำพลฮั่นกลุ่มหนึ่งร่วมแรงสังหารทหารโพกผ้าเหลืองที่เฝ้าประตูแตกกระเจิง เปิดประตูเมืองออก ทหารม้าฮั่นสองร้อยนายที่คอยอยู่นอกเมืองมาแต่ก่อน นำโดยขุนพลม้ารูปงามผู้หนึ่ง ก็ควบม้าบุกเข้าเมือง
เล่าเซี่ยงมองดูทหารม้าฮั่นบุกเข้าเมืองด้วยความสิ้นหวัง รู้ว่าเมืองเจิงเชียงนี้รักษาไว้มิได้แล้ว มีทหารองครักษ์อารักขา หันหลังหนีไปทางเหนือของเมือง
ขุนพลม้ารูปงามที่นำทหารม้าฮั่นบุกเข้าเมือง คือซินอ้ายนั่นเอง ครั้นซินอ้ายเข้าเมือง ก็แลเห็นเล่าเซี่ยงในทันที ด้วยเล่าเซี่ยงทั้งสวมเกราะดีถือกระบี่ ทั้งมีทหารองครักษ์ห้อมล้อม อีกทั้งทหารแตกพ่ายเมื่อครู่หนีจากเชิงเทินเข้าสู่เมือง แต่เขากลับมุ่งจากในเมืองไปทางกำแพง มองแวบเดียวก็รู้แน่ว่าต้องเป็นแม่ทัพรักษาเมือง
ซินอ้ายควบม้าไล่กระชั้น บุกเข้ากลางหมู่ทหารองครักษ์ของเล่าเซี่ยง ฟาดทวนยาว แทงซ้ายป่ายขวาบนหลังม้า สังหารคนติด ๆ กันหลายนาย ไล่ทันเล่าเซี่ยง แทงจากเบื้องหลังอย่างรวดเร็ว สังหารเขาเสียได้
คราวก่อนตีเจาหลิง จื้อไฉเสนอกล ล่อข้าศึกออกนอกเมือง เล่าเติ้งตัดศีรษะหวงเซ่ากลางสนาม คืนนี้ตีเจิงเชียง ก๋งตัดวางกล ลวงด้วยทัพหยิ่ง ตีด้วยทัพลับ ซินอ้ายก็ตัดศีรษะเล่าเซี่ยงกลางสนามอีกคำรบหนึ่ง
ฯลฯ
สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา ซุนเฉิง พร้อมพลแต่ละกองและทหารที่ฮองฮูสงส่งมาบุกเข้าเมือง ฆ่าฟันกันทั้งคืน ทหารรักษาเมืองโพกผ้าเหลืองที่ไม่ตายก็ยอมจำนนหรือมิฉะนั้นก็หนีไป เมืองเจิงเชียงเปลี่ยนมือ
รุ่งเช้าวันต่อมา ซุนเจินส่งใบบอกชัยชนะไปยังฮองฮูสง พอดีกับใบบอกชัยชนะของจูฮีก็ส่งมาถึง ฮองฮูสงวางใบบอกทั้งสองฉบับไว้ด้วยกันแล้วอ่าน ฉบับของซุนเจินว่าเขาตีเจิงเชียงได้ ฉบับของจูฮีว่า ซุนเกี๊ยนนับแต่เข้าเขตยีหลำมา ไปถึงไหนก็ไร้ผู้ต้านทาน ตีโพกผ้าเหลืองแตกครั้งแล้วครั้งเล่า สังหารหัวหน้าน้อยและฉวี๋ซ่วย (หัวหน้ากอง)(6) ของโพกผ้าเหลืองหลายราย ฆ่าและจับเป็นได้นับพัน บัดนี้ยกมาถึงอู๋ฝาง อีกไม่กี่วันก็จะถึงผิงอวี๋
ฮองฮูสงนำใบบอกทั้งสองฉบับนี้ให้เหล่าแม่ทัพดู แล้วถอนใจกล่าวว่า "ซือหม่าทั้งสองนาย ทั้งซุนทั้งซุนเกี๊ยน เปรียบดังเสือกับเสือดาว ยากจะชิงคมกันได้" แล้วมีหนังสือตอบจูฮี ว่าตนนำทัพมาถึงนอกเมืองซีหัวแล้ว เพียงรอจูฮียกมาถึงก็จะระดมตีใหญ่ และมีหนังสือตอบซุนเจิน สั่งให้เขานำทัพมาสมทบที่เชิงเมืองซีหัว
ซุนเจินได้รับหนังสือตอบของฮองฮูสง เก็บกวาดทรัพย์สินของโพกผ้าเหลืองในเมืองเจิงเชียงเสร็จ ก็ยกทัพออกจากเมืองทั้งหมด มุ่งหน้าสู่ซีหัว
## เชิงอรรถ
(1) หยุนทรี — บันไดปีนกำแพงเมือง อุปกรณ์สำหรับโจมตีเมือง
(2) กองเซี่ยนเจิ้น — กองตะลุยแนว กองทหารชั้นยอดที่คัดเลือกพลผู้กล้าสละชีพไว้สำหรับบุกทะลวงแนวข้าศึก
(3) ฟ่านพ่าง — บัณฑิตชื่อก้องผู้สละชีพในเหตุล้างพรรคบัณฑิต รวมอยู่ใน "แปดผู้เด่นกังแฮ" เป็นชาวอำเภอเจิงเชียง
(4) "มังกรทะยานสูงย่อมมีวันเสียใจ ความเต็มเปี่ยมหาคงอยู่นานไม่" — วาทะจากคัมภีร์อี้ (ตำราพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของยุคโบราณ) หมายความว่าผู้อยู่สูงสุดถึงขีดย่อมต้องเสื่อมถอย สิ่งที่เต็มเปี่ยมหาคงอยู่ได้นานไม่
(5) "อันการศึกนั้นอยู่ที่ขวัญกำลังใจ ตีกลองครั้งแรกขวัญฮึกเหิม ครั้งที่สองถดถอย ครั้งที่สามสิ้นแรง" — วาทะของโจกุ้ย แม่ทัพแคว้นหลู่ยุคชุนชิว ครั้งตีทัพแคว้นฉีแตก จวงกงเจ้าครองแคว้นหลู่ถามเหตุที่ชนะ โจกุ้ยจึงตอบดังนี้
(6) ฉวี๋ซ่วย — หัวหน้ากอง ตำแหน่งแม่ทัพหรือหัวหน้าใหญ่ของลัทธิไท่ผิงประจำมณฑล