# ตอนที่ 272 — บรรจบทัพใต้กำแพงเมือง (ตอนกลาง)
แคว้นยีหลำนั้นใหญ่กว่าเมืองเองฉวนมากนัก ทั้งแคว้นมีอยู่สามสิบเจ็ดอำเภอ ราษฎรกว่าสองล้านคน ด้วยเหตุนี้กบฏโพกผ้าเหลืองแห่งยีหลำจึงมากกว่ากบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนหลายเท่า รวมกันราวสิบสี่ห้าหมื่นคน กบฏสิบสี่ห้าหมื่นนี้แบ่งคร่าว ๆ ได้เป็นสี่ก๊ก มีเผงทัว กงตู เหอหงี เล่าผี เป็นแม่ทัพแต่ละก๊ก นอกจากสี่คนนี้ ยังมีหัวหน้าใหญ่ผู้เลื่องชื่ออีก คือหวงเซ่า เล่าเซี่ยง งอป้า เป็นอาทิ บัดนี้บรรดาหัวหน้าใหญ่ผู้มีชื่อในกองทัพกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำ นอกจากหวงเซ่าและเล่าเซี่ยงที่ถูกขุนพลใต้บัญชาซุนเจินสังหารไปแล้ว ที่เหลือล้วนขานรับคำเรียกของเผงทัว มาชุมนุมกัน ณ อำเภอซีหัว รวมกำลังได้กว่าแปดหมื่นคน
แปดหมื่นเศษนี้ล้วนเป็นพลฉกรรจ์แข็งแรง เป็นหัวกะทิแห่งกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำสิบกว่าหมื่น ส่วนมากเคยร่วมตีเมือง รบกลางสนาม และประจัญกับเตียวเขียมไท่โส่วแห่งยีหลำมาหลายครั้ง ล้วนเป็นทหารเก่ามากประสบการณ์ หากกล่าวเฉพาะกำลังรบแล้ว ยังแกร่งกว่ากบฏโพกผ้าเหลืองเองฉวนของปอไซและเหอมั่นเสียอีก เพราะปอไซกับเหอมั่นรบแพ้ติดต่อกัน ไม่มีเวลาพอจะฝึกปรือไพร่พล ส่วนกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำกลับรบชนะติดต่อกัน ตีอำเภอยีหลำแตกไปกว่าสามสิบอำเภอ เว้นแต่เมืองอำเภอเพียงไม่กี่แห่ง แทบจะยึดได้ทั้งแคว้นยีหลำ นับรวมทหารแคว้นยีหลำและกองส่วนตัวของคหบดีท้องถิ่นเข้าด้วย ก็ฆ่าฟันข้าศึกไปก่อนหลังถึงสี่ห้าหมื่นคน ยึดเสบียงสิ่งของได้มากมาย ทั้งมีเวลาเหลือเฟือจัดทัพฝึกพล รวมความว่า บัดนี้พลกบฏโพกผ้าเหลืองกว่าแปดหมื่นทั้งในและนอกเมืองซีหัว ล้วนเป็นหัวกะทิ และแม่ทัพทั้งหลายอย่างเผงทัว กงตู เล่าผี เหอหงี งอป้า ก็ล้วนเป็นยอดคนในหมู่หัวหน้าใหญ่กับนายกองย่อยแห่งกบฏยีหลำ บ้างเลื่องชื่อด้วยสติปัญญา บ้างเด่นด้วยความกล้าหาญ
ครั้นซุนเจินคุมกองทัพมาถึงนอกเมืองซีหัว ก็ได้ประจันหน้ากับข้าศึกเช่นว่านี้
ฮองฮูสงมาถึงใต้กำแพงเมืองตั้งแต่สามวันก่อน ตั้งค่ายลงทางทิศตะวันตกของเมืองแล้ว
ซุนเจินไปยังกระโจมแม่ทัพเข้าคำนับฮองฮูสง คืนทหารฮั่นสองพันที่ท่านแบ่งให้แต่เดิมนั้น
ฮองฮูสงกำลังพิเคราะห์แผนที่อยู่ในกระโจมใหญ่ เห็นซุนเจินมาถึงก็คลายคิ้วลุกขึ้น หัวเราะว่า "เจินจือมาแล้วหรือ นั่งเร็ว นั่งเร็ว"
ซุนเจินกล่าวขอบคุณ คุกเข่าลงนั่ง
ฮองฮูสงหัวเราะว่า "เจินจือสำแดงเดชเกรียงไกร ตีเมืองเจ้าหลิงแตกก่อน แล้วตีเมืองเจิงเชียงแตกอีก รบชนะติดต่อกัน เชิดชูเกียรติทัพฮั่นของเรายิ่งนัก เราเลือกเจ้าเป็นทัพหน้านี้มิได้เลือกผิดเลย ด้วยเหตุแห่งท่าน บัดนี้กำลังใจไพร่พลของเราจึงฮึกเหิม"
ซุนเจินถ่อมตนเป็นอันมาก ถามฮองฮูสงว่า "เมื่อครู่ขณะข้าพเจ้าคุมกองทัพมาถึง มองไปทางซีหัวแต่ไกล เห็นทั้งในและนอกเมืองซีหัวล้วนมีพลกบฏ บนเชิงเทินป้องกันแน่นหนา นอกเมืองตั้งค่ายเรียงรายหลายลี้ ไม่ทราบว่าใต้เท้าได้ปะทะกับกบฏแล้วหรือยัง"
ในกองทัพโพกผ้าเหลืองภายในเมืองซีหัว มีผู้เข้าใจพิชัยสงคราม รู้หลักที่ว่า "จะรักษาเมือง ต้องรักษาที่โล่งนอกเมืองด้วย" จึงมิได้หดอยู่แต่ในเมืองอย่างเดียว หากแบ่งกำลังสามหมื่นออกตั้งค่ายนอกเมือง ทำเป็นปีกกาคู่กับในเมือง เมื่อครู่ที่ซุนเจินมองแต่ไกล สังเกตเห็นค่ายกบฏที่ตั้งประจำนอกเมืองนี้ยังขุดคูสนามรอบค่ายอย่างมีแบบมีแผน ในคูปักรั้วไม้สูงตระหง่าน ดูเข้าทีอยู่
ฮองฮูสงกล่าวว่า "ครั้นเรานำกองทัพมาถึง เคยสั่งให้ฟู่ซือหม่าคุมพลเข้าตีค่าย แต่หาสำเร็จไม่ ถูกกบฏโพกผ้าเหลืองตีถอยกลับมา"
ซุนเจินกล่าวว่า "ถูกกบฏโพกผ้าเหลืองตีถอยกลับมาหรือขอรับ"
ฮองฮูสงพยักหน้า ท่านมิได้ปิดบังความปราชัยชั่วครู่ของตน อีกประการหนึ่ง การที่ท่านให้ฟู่เซี่ยคุมพลไปตีค่ายกบฏนั้น แต่เดิมก็เป็นเพียงการหยั่งเชิง เพื่อลองดูกำลังรบของกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำ ท่านกล่าวว่า "เทียบกับกบฏโพกผ้าเหลืองเองฉวนแล้ว กบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำนี้ห้าวหาญเข้มแข็งกว่ามาก ประมาทมิได้ วันก่อนฟู่ซือหม่าคุมพลออกท้ารบ มีขุนพลกบฏชื่องอป้าออกจากค่ายมารับ กบฏผู้นี้อายุไม่มากนัก ราวยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี เกราะดำถือทวน ห้าวหาญดุดันยิ่งนัก พลใต้บัญชาฟู่ซือหม่ากว่าพันคน ไม่มีผู้ใดต้านคมอาวุธของมันได้ ขณะมันบุกเข้าแนวรบ เราได้ยินพลกบฏโพกผ้าเหลืองร้องตะโกนกันว่า 'ป้าอ๋องน้อย' เป็นการเอามันไปเปรียบกับฉู่ป้าอ๋องตะวันตกทีเดียว"
ซุนเจินคิดในใจว่า "งอป้าหรือ" ค้นความจำดู ก็นึกถึงผู้นี้ไม่ออก จึงกล่าวว่า "อ้อ ในหมู่กบฏโพกผ้าเหลืองมีขุนพลห้าวหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ ข้าพเจ้าใคร่จะลองพบเขาสักครั้ง"
ฮองฮูสงหัวเราะว่า "ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ กำลังกบฏมีมาก เราสืบจนแน่ชัดแล้ว พลกบฏทั้งในและนอกเมืองรวมกันกว่าแปดหมื่น เผงทัว กงตู เหอหงี สามคนนี้คุมกว่าห้าหมื่นรักษาในเมือง เล่าผีกับงอป้าคุมสามหมื่นรักษานอกเมือง หัวกะทิของกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำอยู่ที่นี่ทั้งสิ้น ศึกนี้รีบร้อนเกินไปมิได้ ควรค่อย ๆ คิดอ่านเอา รอจูฮีคุมกองทัพมาถึงเสียก่อน แล้วจึงตัดสินศึกชี้ขาดกับมันก็ยังไม่สาย"
ซุนเจินรับว่า "ขอรับ" แล้วคิดในใจว่า "ฮองฮูสงนี้กล่าวอย่างผู้สุขุมรอบคอบแท้" ฮองฮูสงมีปรีชาสมเป็นยอดแม่ทัพจริง "แม่ทัพไม่ยกทัพเพราะความโกรธ" ต้องรักษาใจให้สงบนิ่งอยู่ทุกขณะ มีเช่นนี้จึงจะไม่ตกในกลศึกของข้าศึก ไม่ติดบ่วงข้าศึก ไม่ถูกข้าศึกจูงจมูกพาไป ไม่ว่าข้าศึกจะคิดอ่านอย่างใด ทำการอย่างใด ฝ่ายเราเพียงทำตามการจัดวางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายเราก็พอแล้ว
ฮองฮูสงหัวเราะกล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจินจือ ภายในหกวันเจ้าตีเมืองคืนได้ถึงสองเมือง สังหารหัวหน้าใหญ่กบฏไปสองคน หวงเซ่าผู้นั้นชื่อเสียงของมันเราก็เคยได้ยิน เป็นขุนพลฮึกห้าวในหมู่กบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำ กลับถูกเจ้าฆ่าเสียในการรบเพียงครั้งเดียว อีกทั้งฆ่ากบฏไปอีกหลายพัน นับเป็นความชอบใหญ่ทีเดียว เราจะขอความดีความชอบให้เจ้า เจ้าตรากตรำออกศึกติดต่อกันหลายวัน จงพาไพร่พลพักผ่อนปรับกำลังสักสองสามวัน รอจูฮีมาถึงแล้ว เราทั้งหลายค่อยปรึกษากันว่าจะตีกบฏอย่างไร"
ซุนเจินรับคำ แล้วอำลาออกจากกระโจม
ไพร่พลใต้บัญชาเขามีไม่มากนัก เพียงพันเศษ ฮองฮูสงสั่งให้คนสร้างค่ายไว้ให้พวกเขาล่วงหน้าแล้ว
ครั้นเขาพาไพร่พลเข้าค่ายได้ไม่นาน ก็มีนายกองผู้หนึ่งพาหมู่ทหารหามสุกรแพะและสุราอย่างดีส่งมาให้ กล่าวว่า "ซือหม่าออกศึกมีความชอบ นี่เป็นรางวัลของแม่ทัพ"
ซุนเจินกล่าวขอบคุณ สั่งให้ซวนคางกับหลี่ปั๋อรับไว้ เรียกสวี่จ้ง ซุนเฉิง เล่าเติ้ง พร้อมนายกองฉวี่ทั้งหลายมา แล้วแจกจ่ายรางวัลเหล่านี้ลงไป
ขณะเขากระทำการทั้งปวงนี้ ตันเต้าติดตามอยู่ข้างกายเขาตลอด คิดในใจว่า "ท่านซุนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับไพร่พล มิน่าเล่าเหล่าทหารอาสาใต้บัญชาเขาจึงห้าวหาญแกล้วกล้าถึงเพียงนี้" ซุนเจินเห็นเขาเหมือนครุ่นคิดอยู่ ก็หัวเราะถามว่า "ซกจี้ คิดอะไรอยู่หรือ" ตันเต้าตอบอย่างนอบน้อมว่า "เมื่อครู่ได้ยินซือหม่ากล่าวว่า ฮองฮูแม่ทัพว่าในค่ายกบฏมีขุนพลห้าวผู้หนึ่งชื่องอป้า ข้าน้อยเคยได้ยินชื่อผู้นี้"
"อ้อ เราลืมไปว่าเจ้าเป็นคนแคว้นนี้เอง เจ้างอป้านี้เป็นคนเช่นไร เจ้าจงเล่ามาเถิด"
ตันเต้ารับคำ ตอบว่า "เจ้างอป้านี้คือ…" เพิ่งกล่าวได้ไม่กี่คำ ซุนเจินก็เรียกให้เขาหยุดไว้ก่อน เรียกซีจื้อไฉ ซุนฮิว ซวนคาง หลี่ปั๋อ สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เตียนอุย ทั้งหลายมา ให้ฟังเขาเล่าด้วยกัน ซุนเจินกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า "ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่ายแพ้ ที่นี่คือยีหลำ มิใช่เองฉวน เราทั้งหลายเป็นคนต่างถิ่นไม่คุ้นแผ่นดิน ไม่รู้ความเป็นไป ย่อมเสียเปรียบในการรบกับกบฏ ซกจี้เป็นคนแคว้นนี้ รู้ความลึกตื้นของกองทัพกบฏโดยละเอียด เราขอให้เขาเล่าความเป็นไปของกองทัพกบฏให้พวกเจ้าฟัง จงตั้งใจฟังให้ดี" คนทั้งหลายรับคำ
กระโจมแม่ทัพของซุนเจินไม่ใหญ่นัก จุคนมากมายเพียงนี้ไม่ได้ คนทั้งหลายจึงนั่งลงกับพื้นที่ลานโล่งหน้ากระโจม ใต้ธงทัพ ล้อมเป็นวง ฟังตันเต้าอธิบาย
ตันเต้ากระดากใจอยู่ จึงประสานมือคำนับคนทั้งหลายก่อน แล้วกล่าวอย่างถ่อมตนว่า "ข้าพเจ้าก็มิได้รู้ความเป็นไปของพลกบฏชัดเจนนัก เพียงพอรู้เรื่องหัวหน้าใหญ่กบฏอยู่บ้างสองสามคน จึงขอเลือกเล่าเฉพาะที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยแก่ท่านทั้งหลายเท่านั้น" ซุนเจินหัวเราะว่า "เจ้าไม่ต้องเกรงใจดอก รีบเล่าเถิด" แล้วดึงตัวเขาให้นั่งลงข้างกายตน สั่งให้คนทั้งหลายเงียบ ฟังเขาอธิบาย
ตันเต้ากล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องงอป้าก่อน งอป้าเป็นคนศาลาฝานหยาง อำเภออู๋…" เป็นอีกที่เพิ่งกล่าวได้ไม่กี่คำ ก็ถูกเล่าเติ้งขัดขึ้น เล่าเติ้งฉงนถามว่า "คนศาลาฝานหยาง อำเภออู๋หรือ" ตันเต้าไม่รู้เหตุใดเขาจึงมาขัดคำของตน แต่ก็ยังคงรับว่า "ขอรับ"
มิใช่แต่เล่าเติ้งที่แปลกใจ คนทั้งหลายก็แปลกใจไปด้วย ซุนเจินหัวเราะว่า "ไม่นึกเลยว่าที่ยีหลำก็มีศาลาฝานหยางด้วย" แล้วกล่าวแก่ตันเต้าว่า "ซกจี้คงไม่รู้ แต่ก่อนข้าเคยเป็นนายกองศาลาที่เองฉวน เป็นนายกองศาลาฝานหยางนี่แหละ เพียงแต่ศาลาฝานหยางที่ข้าประจำนั้นอยู่ตำบลตะวันตกของเองอิม มิใช่ที่อำเภออู๋ในยีหลำ"
ตันเต้าจึงเพิ่งรู้ว่าเหตุใดเล่าเติ้งกับคนทั้งหลายจึงแปลกใจ เขาคิดในใจว่า "ท่านซุนเป็นลูกหลานตระกูลซุนแห่งเองอิม กำเนิดในตระกูลมีชื่อเสียง ไม่นึกเลยว่ากลับเคยเป็นนายกองศาลามาก่อน" นายกองศาลาเป็นขุนนางผู้น้อยกระจอกงอกง่อย เป็น "งานต่ำต้อย" ไว้ให้คนใช้สอย ไม่คู่ควรกับชาติกำเนิดตระกูลซุนแห่งเองอิมเอาเสียเลย เรื่องนี้ทำให้ตันเต้าฉงนใจ คิดว่า "วันหลังหากมีโอกาส ข้าพเจ้าจะลองถามท่านซุนว่าเหตุใดจึงไปเป็นนายกองศาลา" คิดในใจเช่นนี้ แต่มิได้แสดงออกทางสีหน้า เขาแม้ยังหนุ่ม แต่เป็นคนหนักแน่น จึงเพียงยิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า "อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง"
ซุนเจินกล่าวว่า "เจ้าเล่าต่อเถิด"
ตันเต้ารับว่า "ขอรับ" แล้วเล่าต่อไปว่า "งอป้าผู้นี้มีกำลังกล้าหาญ ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบก็เลื่องชื่อด้วยความห้าวหาญดุดันไปทั่วถิ่น ครั้นกบฏโพกผ้าเหลืองก่อการ เขาก็เข้าเป็นพวกกบฏ เพราะมีชื่อด้านความกล้า จึงได้เป็นนายกองย่อยใต้บัญชาเผงทัว คนผู้นี้กล้าแต่ไร้สติปัญญา ไม่พอเป็นที่หวั่นเกรง"
ซุนเจินพยักหน้า ซุนฮิวสอดถามขึ้นว่า "แล้วเผงทัวเล่า" ในหมู่หัวหน้าใหญ่กบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำมากมายเพียงนี้ ซุนฮิวสนใจเผงทัวที่สุด ด้วยเผงทัวเป็นแม่ทัพสูงสุดของกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำในนาม เช่นเดียวกับฐานะของปอไซในกบฏโพกผ้าเหลืองเองฉวน
ตันเต้ากล่าวว่า "เผงทัวเป็นคนกู้ฉื่อ บ้านของเขาอยู่ไม่ไกลบ้านงอป้า งอป้าจึงมาขึ้นกับเขา ที่บ้านเขายากจน เดิมเป็นช่างทาน้ำมันรับจ้างเขา ภายหลังหันไปศรัทธาลัทธิมาร เพราะเป็นคนใจกว้างกล้าหาญถือสัตย์ ทั้งมีสติปัญญาอยู่บ้าง ค่อย ๆ ไต่ฐานะสูงขึ้นในหมู่ลัทธิมาร ได้เป็นหัวหน้าของอำเภอกู้ฉื่อ ภายหลังเขาเดินทางไปแคว้นกิจิ๋วครั้งหนึ่ง ได้ยินว่าเตียวก๊กรับเป็นศิษย์ พอกลับมาฐานะก็ผิดแผกไปมาก คราวลัทธิมารในแคว้นเราก่อการกบฏนี้ เขาจึงได้รับการยกย่องจากพลกบฏก๊กต่าง ๆ ทั่วทั้งแคว้นให้เป็นหัวหน้า"
ซีจื้อไฉถามว่า "เจ้าว่าคนผู้นี้กล้าหาญถือสัตย์ มีสติปัญญาดีหรือ" ตันเต้ากล่าวว่า "ขอรับ แต่ก่อนข้าพเจ้าอยู่ที่หลางหลิงก็มักได้ยินคนเอ่ยถึงชื่อเขา บางคนถึงกับยกย่องเขาว่าเป็นมหาผู้กล้าแห่งยีหลำ" คำว่า "มหาผู้กล้า" นั้น หมายถึงพวกนักเลงโลดโผน
ซุนเจินคิดในใจว่า "ก็จริงอยู่ หากไม่มีนิสัยอย่างนักเลงโลดโผน ก็คงมิได้รับการยกย่องจากกบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำให้เป็นหัวหน้า"
หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองเองฉวนคือปอไซ กำเนิดในตระกูลคหบดี ส่วนหัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองยีหลำคือเผงทัว กำเนิดจากคนยากจน ชาติกำเนิดของทั้งสองแม้ต่างกัน แต่ที่คล้ายกันคือต่างมีนิสัยอย่างนักเลงโลดโผนด้วยกัน ล้วนเป็นผู้กล้าหาญถือสัตย์อย่างจอมยุทธ
ซุนเจินถามอีกว่า "ข้าได้ยินว่าเตียวเขียมไท่โส่วแห่งแคว้นเจ้า ก็แพ้พ่ายในมือเผงทัวมิใช่หรือ"
ตันเต้าตอบว่า "ขอรับ เตียวไท่โส่วแห่งแคว้นเราพ่ายแพ้ติดต่อกัน ในที่สุดถูกเผงทัวล้อมไว้ แตกพ่ายยับเยิน ข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านพาทหารที่เหลือฝ่าวงล้อมหนีไป บัดนี้เห็นจะอยู่แถบติ้งอิ่ง" ข่าวของตันเต้านี้มิผิด เตียวเขียมอยู่ที่ติ้งอิ่งจริง ติ้งอิ่งอยู่ทางใต้ของเจิงเชียง ทางเหนือของอู๋ฝาง วันวานซุนเกี๊ยนเข้าถึงอู๋ฝางแล้ว ได้ยินว่าเตียวเขียมยกลงใต้จากติ้งอิ่ง ไปสมทบกับจูฮีเสียแล้ว
ซุนเจินกล่าวว่า "ข้าได้ยินว่าหัวหน้าใหญ่กบฏผู้มีชื่อในเมืองยังมีกงตู เหอหงี เล่าผี พวกเขาเหล่านี้เป็นคนเช่นไรอีกเล่า"
ตันเต้าตอบว่า "กงตูกับเหอหงีต่างเป็นคหบดีในแคว้นเรา ส่วนเล่าผี…" กล่าวถึงเล่าผี เขาเกลียดชังจนเข้ากระดูกดำ กำหมัดแน่น ข่มความแค้นไว้ พยายามรักษาท่าทีตามจริงเอาไว้ กล่าวว่า "กบฏผู้นี้เป็นคนเซิ่นหยาง อยู่ไม่ไกลจากหลางหลิงอำเภอของข้าพเจ้า เป็นนักเลงโลดโผนมาแต่หนุ่ม มีชื่อเสียงไปทั่วแดนกังหวย(1) เป็นคนมีกำลังกล้าหาญยิ่งนัก ข้าพเจ้าได้ยินว่าเขาเคยประลองกำลังกับวัวคะนอง และได้ยินว่าเขาเคยต่อสู้กับเสือร้าย ทุบเสือเฒ่าตัวหนึ่งตายด้วยมือเปล่า"
ในสมัยฮั่นทั้งสองยุค พวกผู้สูงศักดิ์เพื่อความสำราญ บางคราวก็ให้คนสู้กับเสือร้ายหรือสัตว์ดุอื่น ๆ เล่าผีผู้นี้บางทีอาจเคยเข้าร่วมการประลองเช่นว่านี้ แต่คำเหล่านี้ฟังเข้าหูเล่าเติ้ง เตียนอุย สวี่จ้ง คนเหล่านี้แล้ว พวกเขากลับไม่เห็นเป็นไรนัก
สวี่จ้งยังพอทำเนา ด้วยนิสัยเขาลึกล้ำ ทั้งใบหน้ายังคลุมผ้าดำ คนนอกมองไม่เห็นสีหน้า ส่วนเล่าเติ้งหึ่มขึ้นจมูก กล่าวว่า "ท่านซุนมีสมญาว่าลูกเสือ ไอ้เล่าผีนี่สู้กับเสือร้าย แล้วทุบเสือร้ายตายได้รึ มันนี่หมิ่นซือหม่าของเราชัด ๆ รอวันรบกัน ข้าจะต้องตัดหัวมันมาให้ได้" ซุนเจินหัวเราะลั่น กล่าวว่า "ข้าตั้งสมญาตนเองว่าลูกเสือ มันทุบเสือร้ายตายของมันเอง สองอย่างนี้จะเกี่ยวข้องอันใดกัน" หาได้ถือสาไม่
ตันเต้ากล่าวว่า "เล่าผีห้าวหาญดุดันจริง ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด คราวกบฏโพกผ้าเหลืองตีหลางหลิงก็เอาผู้นี้เป็นหัวหน้า เวลานั้นข้าพเจ้าขานรับคำเรียกของโหวเซียง (เจ้าผู้ครองรัฐโหวแห่งหลางหลิง)(2) ขึ้นรักษาเมืองอยู่บนเชิงเทิน เห็นกับตาว่าผู้นี้สวมเกราะหนา ถือดาบสองมือ ปีนป่ายกำแพงขึ้นมา บุกตะลุยฟันขวาง ฆ่าฟันพลรักษาเมืองตายไปหลายสิบคนด้วยมือเดียว หลางหลิงของข้าพเจ้าเสียเมืองก็เพราะกบฏผู้นี้แหละ น่าแค้นแต่ว่าเวลานั้นข้าพเจ้าอยู่ไกล ยังมิทันฝ่าเข้าไปถึง ประตูเมืองก็ถูกตีแตกเสียก่อน จนปัญญา ข้าพเจ้าจึงจำต้องฝ่าวงล้อมกลับบ้าน หมายจะคุ้มกันบิดามารดาออกจากเมือง ที่ไหนเล่า ที่ไหนเล่า กลับมาพบพลกบฏหมู่หนึ่งที่บุกเข้าเมืองอยู่กลางถนน ข้าพเจ้าลำพังต้านไม่ไหว บิดามารดาของข้าพเจ้าจึงสิ้นชีพในมือกบฏ เจ็บปวดนัก เจ็บปวดนัก" เล่ามาถึงตอนเศร้าโศก ดวงตาดุดั่งพยัคฆ์ของเขาก็คลอน้ำตา แล้วฮึดขึ้นใหม่ กำด้ามดาบไว้ กล่าวด้วยเสียงแค้นว่า "บิดามารดาของข้าพเจ้าแม้สิ้นชีพในมือพลกบฏ พลกบฏหมู่นั้นก็ถูกข้าพเจ้าฆ่าตายเสียค่อนหมู่ด้วยความแค้นเกรี้ยวกราด แต่สืบสาวต้นเหตุแล้ว ตัวการคือเล่าผี กบฏผู้นี้ไม่ตาย ความแค้นของข้าพเจ้าก็มิคลาย"
ซุนเจินกุมมือเขาไว้ กล่าวว่า "เราทั้งหลายได้ตั้งทัพนอกเมืองซีหัวแล้ว ซกจี้ ความแค้นของเจ้าจักได้ชำระสะสางเป็นแน่" ปลอบโยนตันเต้าอยู่พักหนึ่ง แล้วกล่าวแก่คนทั้งหลายว่า "ผู้ที่โดดเด่นขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหญ่ในหมู่กบฏหลายหมื่นได้นั้น ล้วนมิใช่ผู้ที่จะดูเบาได้ ที่ซกจี้กล่าวเมื่อครู่ถูกต้องนัก พวกเจ้าอย่าได้ประมาทข้าศึก" คนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นผู้รับฟังด้วยใจจริง หรือเป็นผู้ที่กระหายอยากลองวิชา หมายจะวัดฝีมือกับงอป้าและเล่าผี ครั้นได้ยินคำสั่งของซุนเจินแล้ว ต่างก็ก้มศีรษะลง รับคำอย่างนอบน้อม
ตันเต้าแม้อยู่ในความเศร้าโศก แต่เห็นภาพนี้แล้ว ก็อดคิดในใจมิได้ว่า "ซินอ้าย เตียนอุย เล่าเติ้ง เจียงเสี่ยน เจียงฉิน เฉินเปา คนเหล่านี้ ข้าพเจ้าแม้ยังไม่เคยเห็นฝีมือ แต่ดูจากกิริยาท่าทางก็รู้ได้ว่าล้วนเป็นนักรบกล้าดั่งพยัคฆ์เสือดาว กระนั้นต่อหน้าท่านซุนกลับนอบน้อมเชื่อฟังราบคาบ ท่านซุนหากมิใช่ผู้มีความสามารถยิ่งใหญ่ ย่อมมิอาจได้รับความยอมสยบจากเหล่านักรบดุดั่งเสือสางเหล่านี้"
ผ่านการสำแดงออกของซินอ้าย เล่าเติ้ง เตียนอุย สวี่จ้ง เจียงฉิน เฉินเปา คนเหล่านี้ต่อหน้าซุนเจิน ตันเต้ายิ่งเคารพนับถือซุนเจินมากขึ้น
## เชิงอรรถ
(1) แดนกังหวย — บริเวณลุ่มแม่น้ำกัง (แม่น้ำแยงซี) กับแม่น้ำหวย เป็นเขตที่ราบกว้างทางตอนกลางของแผ่นดิน
(2) โหวเซียง — ตำแหน่งขุนนางผู้ครองและปกครอง "รัฐโหว" อันมีฐานะเทียบเท่าอำเภอ หลางหลิงเป็นรัฐโหว จึงมีผู้ครองเรียกว่าโหวเซียง ทำหน้าที่อย่างนายอำเภอ