สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 222 ได้ใจไพร่พล ทหารสวามิภักดิ์

34 นาที· 7.7K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 222 — ได้ใจไพร่พล ทหารสวามิภักดิ์

ซุนเจินยืนอยู่กลางค่าย รอบกายสว่างไสวด้วยคบเพลิง ใกล้บ้างไกลบ้างล้วนเป็นนักโทษและทาสแห่งโรงเหล็กหลวง บ้างนั่งบ้างยืน

ใจของเขาพลุ่งพล่านขึ้นลง ความนึกคิดผุดพรายไม่ขาดสาย

เขารำพึงในใจว่า "ข้ามภพมากว่าสิบปี เข้ารับราชการมาสองสามปี กลั้นข่มอดทนมาจนบัดนี้ ในที่สุดก็มีกองกำลังที่เป็นของตนเองโดยสมบูรณ์เสียที!"

สิ่งทั้งหมดนี้ได้มาไม่ง่ายเลย

หากนับรอยทางของเขานับแต่เข้ารับราชการมา แรกสุดเป็นนายกองศาลาฝานหยาง ต่อมาเป็นเซ่อฟู (นายตำบล) แห่งตำบลตะวันตก ต่อมาเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ บัดนี้เป็นปิงเฉาเฉวียน (เสมียนกองทหารมณฑล)(1) จากเสมียนผู้น้อยกินเบี้ยหวัดเพียงน้อยนิด เลื่อนขึ้นเป็นเซ่อฟูร้อยสือ แล้วเป็นเสมียนใหญ่ในศาลามณฑล แล้วมาจนถึงวันนี้ที่กุมอำนาจทหารไว้ในมือ กองกำลังของตนเองเพิ่งเริ่มก่อร่าง ช่างยากเย็นเสียนี่กระไร!

ครั้งดำรงตำแหน่งนายกองศาลาและเซ่อฟูนั้น เขาข่มใจกลั้นความปรารถนา กินอยู่ในตำบล ถือความสุจริตและบากบั่น ทั้งควักทรัพย์ของตนซื้อต้นหม่อนให้ราษฎรในหมู่บ้าน ทั้งเสี่ยงภัยออกตีโจรร้ายในยามค่ำคืนช่วยศาลาข้างเคียง ทั้งเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดจับฆ่าตระกูลตี้ซานกำจัดภัยให้ชาวตำบล ทั้งตัดสินคดีตามครรลองวสันต์สารท จงใจป่าวประกาศชื่อเสียงของตนเอง พร้อมกันนั้นยังเคารพผู้เฒ่าในตำบล คบหานักเลงน้ำใจ และทำให้ผู้มีอิทธิพลยอมสยบ

ด้วยความพากเพียรปีกว่า เขาจึงได้รับความยำเกรงและรักใคร่จากชาวตำบล ได้รับการเหลียวแลจากผู้ใหญ่ในตระกูล และได้สมญา "ลูกเสือ" ชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงในมณฑล สุดท้ายได้เลื่อนจากท้องถิ่นขึ้นมา ได้เข้าเป็นเสมียนในศาลามณฑล อินซิ่วจวิ้นโฉ่วคนก่อนแต่งตั้งเขาเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ

ครั้งดำรงตำแหน่งตูโหยวฝ่ายเหนือ เขาก็คงเช่นเดิม ด้านหนึ่งผ่อนปรนเมตตารักราษฎร อีกด้านหนึ่งลงโทษผู้มีอิทธิพลที่ละเมิดกฎและเสมียนชั่วอย่างเข้มงวด ยิ่งเสริมชื่อเสียงของตนให้สูงขึ้น นำพานาม "ซุนลูกเสือ" จากทางใต้ของมณฑลแพร่ไปถึงทางเหนือ พร้อมกันนั้นก็ก้าวขึ้นสู่เวทีของชนชั้นบัณฑิตตระกูลใหญ่อย่างเป็นทางการ คราวตรวจอำเภอไปถึงนอกอำเภอติ้งหลิง หลี่เซวียนหลานของหลี่อิงออกมาต้อนรับเขาถึงชายเขตอำเภอด้วยตนเอง เชิญเขาเข้าบ้าน สนทนากันอย่างออกรสถึงสามวันสองคืน

หากเปรียบการที่เขาขอตำแหน่งนายกองศาลาฝานหยางด้วยตนเองว่าเป็น "การลั่นล้อออกเดิน" ของเส้นทางราชการ การได้เข้าประตูบ้านตระกูลหลี่ก็คือหัวเลี้ยวหัวต่อแรกในเส้นทางราชการของเขา

ครั้งหลี่อิงยังมีชีวิต ประตูบ้านตระกูลหลี่ถูกเหล่าบัณฑิตขนานนามว่า "หลงเหมิน (ประตูมังกร)"(2) หากบัณฑิตผู้ใดได้เข้าประตูบ้านนั้น ก็เรียกกันว่า "ข้ามประตูมังกร" ดุจปลาเนื้ออ่อนกลายเป็นมังกร แม้หลี่อิงล่วงลับไปแล้ว แต่ตระกูลหลี่ยังคงมีน้ำหนักยิ่งในหมู่บัณฑิตทั่วเองฉวน ตลอดจนทั้งแผ่นดิน การได้คบหากับหลี่เซวียน ย่อมแสดงว่าเขามิได้เป็นเพียง "บุตรตระกูลซุน" อีกต่อไป หากกลายเป็น "ซุนเจิน" แล้ว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้คนมิได้เคารพเพียงชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของเขา หากเคารพในตัวเขาผู้นี้แล้ว

ครั้งเขายังเป็นเพียง "บุตรตระกูลซุน" สิ่งที่ผู้คนเคารพคือเกียรติคุณของบรรพชนตระกูลซุน ครั้นเขากลายเป็น "ซุนเจิน" สิ่งที่ผู้คนเคารพคือความสามารถและชื่อเสียงของตัวเขาเอง นับแต่นั้น ชาติกำเนิดตระกูลซุนสำหรับเขาก็เป็นเพียงดอกไม้ที่แต้มลงบนผ้าแพรให้งามยิ่งขึ้นเท่านั้น

ตระกูลซุนแห่งเองอิมเป็นตระกูลใหญ่ในอำเภอ บุตรหลานในตระกูลมีมากมาย จะว่าด้วยรุ่นของซุนเจินนี้ ลูกพี่ลูกน้องก็มีหลายสิบคน เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะกลายเป็นผู้เก่งกล้าแห่งมณฑลหัวเมือง เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีชื่อก้องแผ่นดิน เช่นซุนเฉิงลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ชอบสะสมแผ่นกระเบื้องเชิงชาย ก็เพียงมีชื่อเสียงอยู่บ้างในอำเภอเท่านั้น ออกพ้นอำเภอเองอิมไปแล้ว แทบไม่มีใครรู้จักเขา อย่างมากเมื่อรู้จักกันก็จะกล่าวสักประโยคว่า "อ๋อ! ที่แท้ใต้เท้ามีชาติกำเนิดจากตระกูลซุนนี่เอง" ซุนเจินเมื่อก่อนก็เป็นเช่นนี้ บัดนี้ต่างไปแล้ว ผู้คนเมื่อกล่าวถึงเขา สิ่งแรกที่นึกถึงคือเรื่องราวที่เขาเคยกระทำมา แล้วจึงค่อยนึกได้ว่าเขาเป็น "บุตรตระกูลซุน"

ก็ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงได้แต่งงานกับบุตรีตระกูลตันแห่งอำเภอสวี่

ก็ด้วยเหตุนี้เอง ภายหลังอินซิ่วจวิ้นโฉ่วคนก่อนพ้นตำแหน่ง ไท่โส่วคนปัจจุบันเข้ารับตำแหน่ง แม้บุนไท่โส่วจะมีอคติต่อเขา ไม่ชอบหน้าเขา แต่ครั้นลัทธิไท่ผิงก่อการ ก็จำต้องเรียกใช้เขาใหม่ มอบตำแหน่งสำคัญปิงเฉาเฉวียน ฝากฝังอำนาจทหารทั้งมณฑลไว้กับเขา

ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น พลทหารมณฑลหลายพันก็เพียง "ฝากฝัง" ให้เขาเท่านั้น อำนาจทหารนี้ยังคงอยู่ในมือบุนไท่โส่ว

ในเมื่อรู้อยู่ว่าบุนไท่โส่วมีอคติต่อตน เพื่อมิให้ความรังเกียจของบุนไท่โส่วทวีหนักขึ้น ในการรักษาเมืองเมื่อหลายวันก่อน เขาจึงตรากตรำมิปริปากบ่น อ่อนน้อมข่มตน ห้าหกวันมิได้ลงจากเชิงเทิน ขอเพียงไท่โส่วเรียกหา ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือง่วงเพียงใด ก็รีบรุดไปยังจวนไท่โส่วทันที หลังจากตีปอไซถอยร่นไปแล้ว เขายิ่งระมัดระวังอ่อนน้อม มิกล้าเสียมารยาทต่อบุนไท่โส่วแม้แต่น้อย และมิเอ่ยถึงการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมแต่ก่อนแม้สักคำ ยิ่งกว่านั้น เมื่อบุนไท่โส่วเสนอให้เขายกลงใต้ไปตีโจร แม้รู้ทั้งรู้ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล รู้ทั้งรู้ว่าเป็นภารกิจที่อันตรายยิ่ง เขาก็มิได้ปฏิเสธ หากรับคำอย่างเต็มใจ

การยอมข่มตนนานัปการ แลกมาซึ่งผลตอบแทนเฉพาะหน้า คือพลใหม่พันเศษกับชายฉกรรจ์อีกหลายร้อยที่บุนไท่โส่วรับปากจะส่งมาเสริม

"ได้มาไม่ง่ายเลยจริง ๆ" เขาเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกตื้นตัน

นึกถึงครั้งที่เขายังอยู่ในชาติก่อน แม้จะมิอาจเรียกได้ว่าเป็นคนหยิ่งผยองปล่อยตัวตามอำเภอใจ แต่ก็เป็นชายหนุ่มที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ไหนเลยจะเคยกลั้นข่มลึกซึ้งยอมข่มตนเยี่ยงปีเหล่านี้? การข้ามภพกว่าสิบปี และความปรารถนาจะเอาชีวิตรอดในยุคกลียุค ได้เปลี่ยนเขาไปแล้ว

ซีจื้อไฉถามขึ้นว่า "เจินจือ คิดอะไรอยู่หรือ?"

"ข้ากำลังคิดเรื่องการฝึกพรุ่งนี้"

ตรากตรำมาสองสามปีจึงได้มีกองกำลังของตนเองในที่สุด ซุนเจินจึงให้ความสำคัญกับพลใหม่พันเศษนี้ยิ่งนัก เขามิปรารถนาเลยที่จะให้พวกเขาต้องล้มตายทั้งกองในการยกลงใต้ตีโจรอีกห้าวันข้างหน้า ดังคำที่ว่ายามปกติหลั่งเหงื่อมากสักหยด ยามศึกก็เสียเลือดน้อยลงสักหยด หากปรารถนาจะรักษาชีวิตของพวกเขาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รักษากำลังของกองนี้ไว้ ก็มีแต่ต้องทุ่มเทกับการฝึกให้มากขึ้นเท่านั้น

งักจิ้นถามว่า "ฝึกหรือ?"

"อ้อ จริงสิ มีเรื่องหนึ่งจะบอกพวกเจ้า เมื่อครู่ในที่ประชุมทหารที่จวนไท่โส่ว ฝู่จวินได้ออกคำสั่งทหารแล้ว ให้พวกเรายกลงใต้ตีโจร กำหนดเวลาไว้อีกห้าวันข้างหน้า"

"อีกห้าวัน? ยกลงใต้ตีโจร?"

บุนเพ่ง เจียงฉิน เกาซู่ เฉิงเยี่ยน และคนอื่น ๆ ที่ล้อมอยู่รอบข้างต่างฮือฮาขึ้นในทันที

สวี่จ้งคอยจับตาดูรอบด้านด้วยความระแวดระวังอยู่ตลอด ขณะนี้แม้ยังคงสงบนิ่ง แต่ก็หันศีรษะมา ทอดสายตามายังซุนเจิน

ใบหน้าเฉินเปาเต็มไปด้วยสีหน้าตื่นตะลึงเช่นกัน ทว่าเขาก็มิได้เอ่ยวาจาใด

เจียงฉินถามว่า "ฝู่จวินให้กำลังพลแก่พวกเราเท่าไร?"

ซุนเจินยกแส้ม้าขึ้นชี้วนไปรอบ ๆ ที่เหล่านักโทษและทาสโรงเหล็กหลวง "หกฉวี หนึ่งพันสองร้อยคน กับชายฉกรรจ์อีกหลายร้อย รวมทั้งสิ้นสองพันคน"

"ให้พวกเราพาพลใหม่พันเศษนี้ลงใต้? ให้คนพวกเราเพียงเท่านี้? ท่านซุน ข้าจะไปหาฝู่จวินเดี๋ยวนี้ ขอให้ท่านถอนคำสั่ง!" บุนเพ่งโกรธจัด หันตัวจะเดินออกไปทันที

"รั้งเขาไว้!"

สวี่จ้งกับเฉินเปาคนละข้าง รั้งบุนเพ่งเอาไว้

ซุนเจินหัวเราะว่า "อ้าว เป็นไง กลัวขึ้นมาหรือ? ตงเงียบ เจ้าแม้ยังมิได้เข้าพิธีสวมกวาน แต่มีจิตใจวีรบุรุษอยู่เสมอ เมื่อหลายวันก่อน ข้าออกเมืองไปตีโจร เจ้าขออาสาตามไปด้วยตนเอง โผนม้าเข้ากลางทัพโจร ฟันทหารหุ้มเกราะของโจรขาดไปสิบกว่าคนติด ๆ กัน บาดเจ็บก็มิยอมถอย ในเมืองพากันยกย่องเจ้าว่าเป็น 'แม่ทัพหนุ่ม' ฝู่จวินก็ชมเชยเจ้ายิ่งนัก วันนี้กลับเป็นอย่างไรไปเล่า? ฝู่จวินให้โอกาสพวกเราสร้างความชอบ เจ้ากลับครั่นคร้ามถอยหนีเสียอย่างนั้นหรือ?"

บุนเพ่งบาดเจ็บที่ข้อศอกครั้งตามซุนเจินออกเมืองไปตีโจร ยังมิหายดี ถูกสวี่จ้งและเฉินเปาสองคนดึงไปถูกแผล เจ็บจนสูดลมหายใจเฮือก ครั้นถูกซุนเจินยุแหย่ด้วยวาจาเข้าอีก สีหน้าเดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดง กล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า "เพ่งแม้ยังเยาว์ ก็รู้จักความจงรักภักดี ตายเพื่อความจงรักภักดี ก็ตายอย่างคุ้มค่า เมื่อหลายวันก่อนตามท่านออกเมืองตีโจร ก็เพื่อปกป้องราษฎรในเมือง แม้จะตายในสนามรบ เพ่งก็มิเสียดาย! แต่วันนี้ฝู่จวินสั่งให้ท่านยกลงใต้ตีโจร แจ้งชัดว่าเป็นการส่งท่านไปตาย! เพียงพลใหม่พันเศษของพวกเรา ไหนเลยจะเป็นคู่ต่อกรของกองทัพปอไซตั้งสิบหมื่นได้?"

ซุนเจินกวาดสายตามองรอบข้าง เห็นเหล่าผู้คนต่างพยักหน้าหงึก ๆ แสดงความเห็นชอบ หลังจากได้ฟังถ้อยคำของบุนเพ่ง

ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ เขาคาดคิดไว้ก่อนแล้ว

แม้แต่ผู้มีปัญญาดังซุนฮิว ต่อเรื่องนี้ก็ยังคัดค้าน นับประสาอะไรกับบุนเพ่งและคนอื่น ๆ?

เขาหัวเราะถามผู้คนทั้งปวงว่า "ดูท่าทาง พวกท่านล้วนเห็นชอบกับความคิดของตงเงียบกันแล้วหรือ? ต่างเห็นว่าฝู่จวินให้พวกเราไปตาย ต่างมิยอมลงใต้?"

เจียงฉินกล่าวว่า "มิใช่ว่ามิยอมลงใต้ดอก เพียงแต่ด้วยคนพวกเราพันเศษนี้? ตงเงียบกล่าวถูกแล้ว เกรงว่าจะสู้ปอไซมิได้!"

"นามอันลือลั่นของเจ้า เจียงแปะฉิน ฝู่จวินก็เคยได้ยิน ข้าได้ฟังตงเงียบเล่าว่า ฝู่จวินมารับตำแหน่งในมณฑลนี้ได้ไม่นาน ก็เคยถามเขาว่า 'เจียงแปะฉินแห่งตำบลตะวันตกเองอิมเป็นคนเช่นไร?' ตงเงียบ ตอนนั้นเจ้าตอบว่าอย่างไร?"

"ฝู่จวินถามข้าจริง ตอนนั้นข้าตอบว่า 'เจียงแปะฉิน นักเลงใหญ่แห่งเองอิม เห็นทรัพย์เป็นของเบารักความเป็นธรรม รีบช่วยผู้ตกยาก เป็นที่นับถือของชาวมณฑล'"

"กล่าวได้ดีนัก! 'เห็นทรัพย์เป็นของเบารักความเป็นธรรม รีบช่วยผู้ตกยาก' เจ้านักเลงใหญ่แห่งเองอิมเจียงแปะฉินผู้ 'เป็นที่นับถือของชาวมณฑล' ก็ยังกลัวขึ้นมาหรือ? ปอไซน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"

"ข้ามิได้กลัวปอไซ แต่เห็นว่ากำลังพลที่ฝู่จวินให้พวกเรานั้นน้อยเกินไป อีกทั้งล้วนเป็นพลใหม่"

"งั้นเจ้าลองว่ามาสิ อย่างไรจึงนับว่า 'กำลังพลไม่น้อย'?"

"หากแบ่งพลทหารมณฑลให้ท่านซุนด้วย ก็อาจพอรบกับทัพโจรได้สักตั้ง"

"หากแบ่งพลทหารมณฑลให้ข้าด้วย เช่นนั้นข้าขอถามเจ้า ใครเล่าจะรักษาเอี้ยงเต๊ก? หากเอี้ยงเต๊กเสียไป เจ้ากับข้าก็สิ้นที่มั่นเป็นที่พึ่งเบื้องหลัง ดุจต้นไม้ไร้ราก แม้มีกำลังหมื่นคน ก็เป็นทัพโดดเดี่ยวลอยเคว้ง ถึงคราวนั้น สี่ทิศแปดด้านล้วนเป็นโจร พวกเราจะเอาตัวรอดได้อย่างไร?"

เจียงฉินจนคำ ชะงักไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "รบหนักมาหลายวัน เพิ่งตีทัพโจรถอยร่นไปได้ ฉินได้ยินว่าทัพโจรได้ลงใต้ไปตามริมฝั่งแม่น้ำยีแล้ว เอี้ยงเต๊กชั่วคราวยังไม่มีเหตุ ไยจึงต้องรีบลงใต้ เอาไข่ไปกระทบหินด้วยเล่า?"

"งั้นในความเห็นของเจ้า อะไรคือแผนชั้นดี?"

"ฝู่จวินส่งคนไปทูลขอกองหนุนจากราชสำนักนานแล้ว กองหนุนไม่ช้าก็เร็วย่อมมาถึง ฉินเห็นว่าแผนในยามนี้ ไม่สู้รักษาเมืองมั่นไว้ คอยกองหนุนอย่างสงบ รอให้กองหนุนมาถึง รวมกำลังเป็นหนึ่งเดียว แล้วจึงลงใต้ตีโจรก็ยังไม่สาย"

"แปะฉิน ชาวมณฑลยกย่องเจ้าว่า 'เห็นทรัพย์เป็นของเบารักความเป็นธรรม รีบช่วยผู้ตกยาก' บัดนี้ปอไซยกทัพประชิดแม่น้ำยี อาจลงใต้มาย่ำยีได้ทุกเมื่อ ราษฎรหลายสิบหมื่นทางใต้มณฑลเฝ้าหวังเจ้ากับข้าดุจฝนแล้งเฝ้ารอเมฆฝน แต่ก่อนเจ้าอยู่ตำบลตะวันตก คราวหนึ่งช่วยทุกข์ได้เพียงคนเดียว เป็นการบรรเทาทุกข์แก่คนคนหนึ่ง แต่คราวลงใต้ตีโจรนี้ คราวเดียวจะบรรเทาทุกข์ราษฎรหลายสิบหมื่น เป็นการบรรเทาทุกข์ครึ่งมณฑล! หากการสำเร็จ ทั่วแผ่นดินย่อมเลื่อมใสในนามของเจ้า นามเจ้าจะเหนือกว่ากัวเก่อและซูปู้เหวยเสียอีก หากการมิสำเร็จ ก็ยังจะมีชื่อขจรในตำบลบ้านเกิด ให้ชนรุ่นหลังเล่าขาน …แปะฉิน เจ้าอยากเป็นนักเลงประจำตำบล นักเลงประจำอำเภอ หรืออยากเป็นนักเลงประจำมณฑล นักเลงประจำแผ่นดิน?"

กัวเก่อ นักเลงใหญ่ยุคฮั่นต้น เป็นแบบอย่างในใจของเหล่านักเลงน้ำใจทั้งสองราชวงศ์ฮั่น ส่วนซูปู้เหวยนั้นเป็นนักเลงที่มีชื่อก้องที่สุดในระยะใกล้นี้ เพื่อแก้แค้นแทนบิดา เขาทุ่มทรัพย์ทั้งบ้านว่าจ้างมือกระบี่ ถึงสุสานบิดาของต้าซือหนงหนึ่งในเก้าเสนาบดีแห่งราชสำนักก็ยังกล้าขุด มหาบัณฑิตกัวหลินจงเห็นว่าเขา "ลำพังกำลังบุรุษเดียว แต่คุณงามใหญ่ปานพันรถรบ" หากกล่าวเฉพาะการล้างแค้นเรื่องนี้ "เทียบกับอู๋อวิ๋นแล้วยังจะมิเหนือกว่าหรือ?" คือเหนือกว่าอู๋จื่อซวีเสียอีก

นักเลงน้ำใจถือศักดิ์ศรีเหนือชีวิต ที่แสวงหาก็คือชื่อเสียงเท่านั้น ครั้นได้ยินซุนเจินกล่าวว่าหากลงใต้ตีโจร จะ "มีชื่อเหนือกัวเก่อและซูปู้เหวย" เจียงฉินยังมิทันตอบ เกาซู่ก็ถลกแขนเสื้อร้องขึ้นก่อนว่า "ข้าจะเป็นนักเลงประจำมณฑล ข้าจะเป็นนักเลงประจำแผ่นดิน!" เขาผลักบุนเพ่งกับเจียงฉินออก เบียดเข้ามาเบื้องหน้าซุนเจิน ถ่มน้ำลายลงพื้น กล่าวอย่างเหยียดหยามว่า "เมื่อก่อนข้าอยู่ตำบลตะวันตกก็เคยได้ยินนามปอไซ ไอ้กระจอกฆ่าหมาขายผ้าแพร มีอะไรน่ากลัว? เจินจือ ท่านไม่ต้องพูดอีกแล้ว พวกมันไม่กล้าไป ข้าไป ข้าจะตามท่านลงใต้!"

มีคำเล่าลือกันในตำบลว่า บรรพชนของปอไซเคยเป็นคนฆ่าหมูขายเนื้อ ส่วนปอไซกับปอเหลียนพี่น้องนั้นค้าขาย เคยขายผ้าแพร แม้บ้านเกาซู่ก็ค้าขายเหมือนกัน แต่ก็มิเป็นอุปสรรคที่เขาจะใช้เรื่องนี้แสดงความดูถูกปอไซ

กล่าวจบ เกาซู่เหลือบมองบุนเพ่งอีกครั้ง ทำเสียง "เพ่อะ" ถ่มน้ำลายลงพื้นอีกที เท้าสะเอว แอ่นอกพุงกาง กล่าวกับซุนเจินว่า "เจินจือ ข้าเกาซู่แม้สู้บางคนที่ 'รู้จักความจงรักภักดี' มิได้ เหอะ ๆ แต่อ้ายเฒ่าเกาข้ามิกลัวตาย! เพียงท่านออกคำสั่ง พรุ่งนี้ข้าก็ลงใต้!"

บุนเพ่งกับเกาซู่มีเรื่องบาดหมางกันมาแต่ก่อน สองคนมักทุ่มเถียงกันบ่อย ๆ เดิมทีเกาซู่ก็มิได้อยากลงใต้ตีโจร ดังนั้น เมื่อครู่ตอนบุนเพ่งพูด เขาจึงมิได้ปริปาก แต่บัดนี้ถูกซุนเจินยุแหย่เข้า เลือดร้อนขึ้นหัว เพื่อจะได้ "มีชื่อเหนือกัวเก่อและซูปู้เหวย" ก็ยอมเสี่ยงภัยร้ายแรงนี้ พอแสดงท่าทีเสร็จ ก็นึกถึงบุนเพ่งขึ้นมาทันใด มิวายเยาะเย้ยเขาสองคำ ครั้นกล่าวจบ เห็นท่าทางเก้อเขินของบุนเพ่ง ก็พอใจยิ่งนัก หัวเราะลั่นออกมา

บุนเพ่งกัดฟันกรอด จ้องเขม็งไปที่เกาซู่ ใคร่จะย้อนเยาะกลับบ้าง ทว่าตนเองรู้สึกว่าตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ในที่สุดก็ได้แต่หันหน้ากลับด้วยความแค้นใจ กำกระบี่ที่เอว กล่าวเสียงดังกับซุนเจินว่า "เพียงสามารถบรรเทาทุกข์ราษฎรหลายสิบหมื่นทางใต้มณฑลได้ เพ่งก็มิกลัวตายเช่นกัน ยินดีตามท่านลงใต้!"

"ฉินไหนเลยจะสู้ตงเงียบเด็กหนุ่มมิได้? ยินดีตามท่านลงใต้"

"พี่จ้ง อาเปา สองท่านเล่า?"

สวี่จ้งกล่าวสั้นกระชับได้ใจความว่า "ท่านไป เสี่ยนตาม" สวี่จ้งแปลงชื่อเป็นเจียงเสี่ยน จึงเรียกตนเองว่า "เสี่ยน"

เฉินเปายิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า "หากไร้ท่าน ก็ไร้เปาในวันนี้ ยินดีพลีชีพเพื่อท่าน"

"บุ๋นเคี้ยม เจ้าเล่า?"

"ทัพโจรแม้มาก ล้วนเป็นพวกอีกาฝูงไก่ ทัพเราแม้น้อย ล้วนเป็นพลกล้าแกร่ง ปอไซ ก็เป็นแค่พวกฆ่าหมาขายผ้าแพร ส่วนท่านเป็นลูกเสือแห่งมณฑลเรา นามสะท้านมณฑลหัวเมือง ใช้ทหารกล้าแกร่งของเรา ตีโจรอีกาฝูงไก่ ใช้บารมีนามของท่าน ตีไอ้กระจอกปอไซ แม้อาจชนะไม่ง่าย ก็ไม่ถึงกับพ่ายแพ้ จิ้นยินดีตามไป ขออาสาเป็นทัพหน้า"

ซุนเจินมีบุญคุณชุบเลี้ยงต่อเฉินเปา และมีบุญคุณชุบเลี้ยงต่องักจิ้นเช่นกัน

หกฉวีนั้น มีฉวีจ่าง (หัวหน้าฉวี) เห็นชอบแล้วถึงห้าคน งักจิ้นย่อมมิอาจคัดค้านเพียงลำพังได้ เขามิเพียงไม่คัดค้านอีก ยังขออาสาเป็นทัพหน้าด้วย แสดงให้เห็นถึงความองอาจห้าวหาญของเขา

ซุนเจินมองเขา รำพึงในใจว่า "หกคนเห็นชอบ ห้าคนล้วนเพียงกล่าวว่า 'ยินดีตามไป' หรือ 'ยินดีพลีชีพ' มีแต่บุ๋นเคี้ยมที่พิเคราะห์ข้าศึกกับเราอย่างย่นย่อ เขานี้ดูเหมือนพิเคราะห์ แต่แท้จริงเป็นการปลุกขวัญกำลังใจไพร่พลในรูปอื่นนั่นเอง!"

ความกล้าชั่วครู่หาเป็นที่พึ่งได้ไม่ เกาซู่และคนอื่น ๆ แม้เปลี่ยนความคิดแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็เพียงเพราะถูกถ้อยคำของซุนเจินยุแหย่เมื่อครู่ เป็น "ความกล้าชั่วครู่" เท่านั้น หากปรารถนาจะให้เจตนาลงใต้ตีโจรของพวกเขาหนักแน่น ก็จำต้องให้พวกเขาเห็นความหวังว่าจะชนะ งักจิ้นคิดถึงข้อนี้ได้ ดียิ่งนัก

ซุนเจินหัวเราะว่า "บุ๋นเคี้ยมกล่าวถูกแล้ว ทัพโจรเป็นพวกอีกาฝูงไก่ อยู่ก็ไม่มีค่ายตั้ง เดินก็ไม่มีแถวขบวน พบศึกก็กรูเข้าใส่ พอแพ้ก็แตกกระจัดกระจายดุจฝูงนกฝูงสัตว์ จะว่าเป็นทัพโจรสิบหมื่น สู้ว่าเป็นราษฎรโจรสิบหมื่นมิได้ ราษฎรกระจัดกระจายสิบหมื่น มีอะไรน่ากลัว? ฝู่จวินให้พวกเรายกทัพในอีกห้าวัน ข้าได้วางแบบแผนการฝึกไว้แล้ว เพียงพวกเจ้าทำตามแบบแผนนี้ได้ ในห้าวันนี้ฝึกพลใหม่ให้ดี ข้ามิกล้ารับรองว่าคราวนี้พวกเราจะได้ชัยใหญ่ แต่อย่างน้อยที่สุดย่อมได้ชัยเล็ก ๆ กลับมาแน่นอน"

"เป็นแบบแผนเช่นไร? ขอท่านชี้แจง"

"ไม่ต้องรีบ รอเสี่ยวเซี่ยกับเสี่ยวเริ่นซื้อที่นอนกลับมาก่อนค่อยว่ากัน"

จัดการกับหกฉวีจ่างเรียบร้อยแล้ว ซุนเจินหันไปทางข้าง เรียกฉีหุนซึ่งถอยออกไปอยู่นอกฝูงคนให้เข้ามา หัวเราะว่า "เรื่องที่ฝู่จวินสั่งให้พวกเรายกลงใต้ตีโจร เจ้าก็เพิ่งได้ยินแล้วใช่ไหม?"

"ได้ยินแล้วขอรับ"

"เจ้าคิดอย่างไร? กล้าตามข้าลงใต้หรือไม่?"

ปอไซมีกำลังสิบหมื่น ฝ่ายตนมีเพียงสองพันคน ในสองพันนี้ยังมีอีกหลายร้อยเป็นชายฉกรรจ์ที่ยังเสริมมาไม่ครบ ฉีหุนก็ใช่ว่าจะโง่เขลา หวาดกลัวไม่อยากไปก็เป็นเรื่องปกติ แต่ดีที่มีคำพิเคราะห์ของงักจิ้นเมื่อครู่ ประกอบกับคำเสริมของซุนเจิน ทำให้เขาพอมีกำลังใจขึ้นบ้าง จึงตอบว่า "ท่านซุน ท่านเคยไปโรงเหล็กหลวงมาแล้ว ย่อมรู้ว่าพวกข้านักโทษโรงเหล็กทุกวันล้วนคลุกคลีอยู่กับเหล็กกับไฟ ตะวันยังไม่ขึ้นก็เปิดเตาแล้ว เดือนขึ้นสูงแล้วยังทำงานไม่หยุด กินก็ไม่อิ่มท้อง นุ่งห่มก็ไม่มิดกาย แทบทุกเดือนต้องมีคนตายไปไม่กี่คน อย่างไรก็ตายเหมือนกัน ก็ยินดีตามท่านไปตาย"

"ฮ่า ๆ ไยจะต้องถึงตายเล่า! พวกเจ้าตามข้าลงใต้ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าต้องไปตายเปล่า ๆ เป็นอันขาด มิเพียงจะไม่ให้พวกเจ้าตายเปล่า อีกทั้งสำหรับผู้สร้างความชอบในหมู่พวกเจ้า ข้าจะทูลขอฝู่จวินยกเว้นโทษทัณฑ์ให้พวกเจ้า มอบรางวัลทรัพย์สินให้ และเมื่อศึกสงบแล้ว ก็ปล่อยพวกเจ้ากลับบ้านได้ มิเพียงต่อพวกเจ้า ต่อเหล่าทาสโรงเหล็กก็เช่นกัน เพียงพวกเขาสร้างความชอบได้ ก็จะยกเว้นทะเบียนทาสให้เช่นกัน มอบทรัพย์สินเป็นรางวัล ปลดปล่อยเป็นราษฎรดี"

ฉีหุนถามด้วยความยินดีตื่นเต้นว่า "จริงหรือขอรับ?"

"พรุ่งนี้ข้าจะยื่นหนังสือถึงจวนมณฑล ทูลขอให้ฝู่จวินอนุญาต"

สองราชวงศ์ฮั่นปกครองแผ่นดินด้วย "เมตตากตัญญู" มักมีการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่อยู่เนือง ๆ แต่การนิรโทษนั้นมักพ่วงเงื่อนไข คือ "ไถ่" ต้องใช้ทรัพย์สินหรือผ้าแพรไถ่ถอน คำพังเพยราษฎรกล่าวว่า "พันทองพ้นตาย ร้อยทองพ้นโทษ" ไม่มีเงินก็นิรโทษมิได้ บรรดานักโทษในหมู่นักโทษโรงเหล็กล้วนเป็นคนยากจน หากมิยากจน ก็คงมิถูกเนรเทศมายังที่อย่างโรงเหล็กหลวงเช่นนี้ ไหนเลยจะมีเงินไถ่โทษ? ก็มีแต่ต้องรับโทษไปอย่างซื่อ ๆ อีกทั้งดังที่ฉีหุนเพิ่งกล่าวว่า "รู้ว่าพวกข้านักโทษโรงเหล็กทุกวันล้วนคลุกคลีอยู่กับเหล็กกับไฟ" สภาพการทำงานในโรงเหล็กนั้นเลวร้ายยิ่ง คำที่ว่าแทบทุกเดือนต้องตายไปไม่กี่คนหาใช่คำกล่าวเกินจริงไม่ หากมิเป็นเช่นนั้น ก็คงมิเกิดเหตุนักโทษโรงเหล็กฆ่าเสมียนก่อการจลาจลขึ้นหลายครั้ง

บัดนี้ได้รับคำมั่นจากซุนเจิน ว่าหากสร้างความชอบในสนามรบได้ มิเพียงจะยกเว้นโทษทัณฑ์ที่เหลือ อีกทั้งยังได้รับเงินรางวัล สำหรับเหล่านักโทษโรงเหล็กอย่างฉีหุนแล้ว นับว่าเป็น "เสียงสวรรค์" ทีเดียว มิแปลกที่เขาจะยินดีตื่นเต้นมิรู้หาย

เขาก้มกราบลงเบื้องหน้าซุนเจินอีกครั้ง กล่าวว่า "หากเป็นเช่นนั้นจริง ชีวิตเน่า ๆ ของหุนผู้นี้ก็ขอมอบให้ท่านแล้ว!"

"ฉีหุน ราชวงศ์ฮั่นของเราให้ความสำคัญกับความชอบในการทัพยิ่งนัก ตามแบบแผนเก่า ไร้ความชอบในการทัพย่อมมิได้รับบรรดาศักดิ์โหว มิได้เป็นโหวก็มิได้เป็นอัครเสนาบดี บัดนี้ปอไซก่อกบฏ มณฑลปั่นป่วน ดูผิวเผินดุจน่าหวาดเสียว แต่สำหรับชายชาตรีอย่างพวกเรา กลับเป็นโอกาสหายากที่จะตีโจรปราบภัยและแสวงหาเกียรติยศ บัดนี้เจ้าเป็น 'ตุ้ยสวี่' (นายแถว)(3) ตุ้ยสวี่ของพวกเรานี้เป็นเพียงการแต่งตั้งชั่วคราว ในราชสำนักยังนับมิได้ แต่เพียงเจ้าสร้างความชอบในการทัพได้ในภายหน้า เมื่อข้าทูลขอไปแล้ว อย่าว่าแต่ยกเว้นโทษทัณฑ์ให้เจ้า แม้แต่จะมอบตำแหน่ง 'ตุ้ยสวี่' จริง ๆ ให้เจ้า ก็มิใช่เรื่องยาก มีอะไรที่ทำมิได้เล่า!"

ตุ้ยสวี่คุมเพียงห้าสิบคน ดูเหมือนไม่มากนัก แต่ก็เป็น "เสมียน" ศักดิ์เทียบร้อยสือแล้ว ฉีหุนกลืนน้ำลายเอื๊อก หมอบราบลงกับพื้น ก้มศีรษะจรดพื้นอย่างแรง กล่าวว่า "ยินดีพลีชีพเพื่อท่าน! ยินดีพลีชีพเพื่อท่าน!"

"ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นเถิด" ซุนเจินพยุงเขาขึ้นอีกครั้ง ถามว่า "ฉีหุน เจ้าอยู่ในโรงเหล็กหลวงมากี่ปีแล้ว?"

"สองปีแล้วขอรับ"

"สองปีแล้วหรือ? คนในโรงเหล็กหลวง เจ้ารู้จักกี่คน?"

"คนในโรงเหล็กอื่น ๆ รู้จักไม่มาก แต่คนในโรงเหล็กเอี้ยงเฉิง หุนรู้จักหมด"

โรงเหล็กแห่งเองฉวนมีโรงงานอยู่สามแห่ง ฉีหุนอยู่ที่โรงเหล็กชานเมืองเอี้ยงเฉิงแห่งนั้น

"ดีนัก! เหล่าทหารในค่าย ข้าแทบไม่รู้จัก ในเมื่อเจ้ารู้จักไม่น้อย มาเถิด เป็นเพื่อนข้าสักหน่อย นำทางพาข้าไปพบพวกเขา พวกเราไปเยี่ยมพวกเขากันดีไหม?"

ค่ายที่เหล่านักโทษและทาสโรงเหล็กหลวงพักชั่วคราวนี้ สร้างขึ้นตามตำราพิชัยสงครามภายใต้การบัญชาการของซุนเจินเอง แบ่งออกเป็นหกเขต แต่ละเขตพักหนึ่งฉวี

ขณะนี้เขาอยู่ในค่ายของฉวีงักจิ้น ยังมีอีกห้าฉวีที่ยังมิได้ไปดู

การเดินทัพทำศึก อาศัยทหารยอมพลีชีพ ครั้นปรารถนาจะให้ทหารยอมพลีชีพ ก็อาศัยรางวัลกับโทษ นี่คือที่เรียกว่า "ชนะศึกอยู่ที่ตั้งบารมี ตั้งบารมีอยู่ที่ทุ่มกำลัง ทุ่มกำลังอยู่ที่ลงโทษอย่างเที่ยงธรรม ลงโทษเที่ยงธรรมคือสิ่งที่ทำให้รางวัลกระจ่างชัด" "ลงโทษเที่ยงธรรม" กับ "รางวัลกระจ่างชัด" ส่งเสริมซึ่งกันและกัน จะลงโทษอย่างเดียวมิให้รางวัลก็มิได้ จะให้รางวัลอย่างเดียวมิลงโทษก็มิได้ ลงโทษอย่างเดียวมิให้รางวัลทหารย่อมขุ่นแค้น ให้รางวัลอย่างเดียวมิลงโทษทหารย่อมเหิมเกริม เทียบกันสองอย่างนี้ "ลงโทษเที่ยงธรรม" อาจสำคัญกว่า "รางวัลกระจ่างชัด" อยู่บ้าง เพราะหากมิอาจทำให้ทหารยำเกรงข้า ก็มิอาจขับให้พวกเขาลืมความตายต่อสู้กับข้าศึกได้

ผู้คนล้วนรู้ว่า "ลงโทษเที่ยงธรรม" สำคัญไฉน ทว่าสำหรับกองทัพใหม่แล้ว หากเพิ่งตั้งกองก็ใช้อาญาเข้มงวดในทันที กลับเป็นการไม่บังควรยิ่ง เพราะจะทำให้ทหารเกิดความขุ่นแค้น ตำราซุนจื่อกล่าวว่า "ทหารยังมิสวามิภักดิ์แล้วลงโทษ ย่อมมิยอมสยบ สวามิภักดิ์แล้วแต่มิลงโทษ ย่อมใช้การมิได้" ซุนเจินอ่านตำราพิชัยสงครามมามาก ย่อมเข้าใจหลักนี้ดี

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสั่งเสี่ยวเซี่ยกับเสี่ยวเริ่นไปซื้อที่นอนในเมืองก่อน ต่อมาก็บอกฉีหุนว่าเตรียมยื่นหนังสือถึงบุนไท่โส่ว ยกเว้นโทษทัณฑ์ให้ผู้สร้างความชอบ บัดนี้ยังให้ฉีหุนนำทางพาไปตรวจค่ายต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ล้วนเพื่อให้พลใหม่ "สวามิภักดิ์" ต่อเขาโดยเร็วที่สุด

ดึกดื่นลมหนาว ซุนเจินปฏิเสธเสื้อหนาที่เฉิงเยี่ยนนำมาให้ ทั้งมิได้ขึ้นม้าอีก สวมเพียงชุดขุนนางสีดำ ฝ่าลมหนาวยามค่ำเดินด้วยเท้า มีฉีหุนนำทาง โดยมีงักจิ้น บุนเพ่ง เจียงฉิน เฉินเปา เกาซู่ เฉิงเยี่ยน และคนอื่น ๆ เป็นองครักษ์ติดตาม ตรวจค่ายของอีกห้าฉวีที่เหลือทีละแห่งจนทั่ว

ทุกครั้งที่ถึงฉวีหนึ่ง เขาจะเรียกนายทหารประจำฉวีนั้นมาก่อน ให้กำลังใจสักครู่ จากนั้นจึงเรียกนักโทษและทาสโรงเหล็กที่มีชื่อกล้าหาญในฉวีนั้นมา เช่นเดียวกับที่ทำกับฉีหุนก่อนหน้า สีหน้าอ่อนโยน มิถือตัวด้วยฐานะของตนแม้แต่น้อย หากปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยท่าทีเสมอภาค และให้กำลังใจด้วยเกียรติยศ ในชั่วครึ่งค่ำคืน เดินไปทั่วทั้งหกฉวี

เหล่านักโทษและทาสโรงเหล็กในหกฉวีนี้ เดิมได้รับบารมีและบุญคุณของงักจิ้นมาก่อน บัดนี้ยังเห็นองครักษ์ของเขาเข้มงวด รูปร่างองอาจ แต่กลับปฏิบัติต่อคนอย่างเป็นกันเอง ไถ่ถามทุกข์สุขดูแลความหนาวร้อน ดุจมอบหัวใจอันจริงใจวางไว้ในอกผู้อื่น แม้อาจมิถึงกับว่าทุกคนเลื่อมใสในตัวเขาจนหมดใจ ยินดีพลีชีพเพื่อเขา แต่อย่างน้อยที่สุด เมื่อกล่าวถึงเขาเป็นการส่วนตัว ทุกคนล้วนเคารพยำเกรง

เสี่ยวเซี่ยกับเสี่ยวเริ่นซื้อที่นอนกลับมาจากในเมืองได้เพียงพอแล้ว ซุนเจินสั่งให้แจกจ่ายแก่ฉวีจ่างของแต่ละฉวี และสั่งให้ฉวีจ่างแต่ละฉวีนำที่นอนไปมอบให้ถึงมือนักโทษและทาสโรงเหล็กด้วยตนเองให้จงได้

ครั้งสร้างค่าย ซุนเจินก็สร้างเรือนพักของตนเองไว้ด้วย จะว่าเป็นเรือนพัก ก็เพียงใช้ผ้าหยาบสองสามผืนกางขึ้นเป็นกระโจมอย่างง่าย ๆ เท่านั้น

ตรวจค่ายเสร็จ แจกที่นอนเสร็จ เขาก็ออกคำสั่งทหารต่อไป เรียกนายทหารตั้งแต่ตุ้ยสวี่ขึ้นไปทั้งหมดเข้ามาในกระโจม เปิดที่ประชุม ชี้แจงแบบแผนการฝึกที่วางไว้ให้พวกเขาฟังอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วยังซักถามทีละคนด้วยตนเอง จนแน่ใจว่าพวกเขาเข้าใจถูกต้องทุกประการ จึงเลิกประชุม

ขณะนั้น ราตรีอันยาวนานผ่านพ้นไป ฟากฟ้าตะวันออกเริ่มสาง

มิได้หลับตลอดทั้งคืน ซุนเจินกลับมิมีอาการอ่อนล้าแม้แต่น้อย

เขาคลุมเสื้อหนา เดินมาถึงปากกระโจม ยกมือกุมกระบี่เงยหน้า มองไกลไปยังแสงอรุณอันงดงามทางทิศตะวันออก

ซุนฮิวและซีจื้อไฉก็มิได้หลับตลอดคืนเช่นกัน ยืนอยู่เบื้องหลังเขามาแต่ต้น ซีจื้อไฉกล่าวว่า "แบบแผนการฝึกได้ชี้แจงให้ทุกตุ้ยฟังเสร็จแล้ว วันนี้ก็จะเริ่มฝึกอย่างเป็นทางการ อีกห้าวันยกลงใต้ตีโจร จะแพ้หรือชนะ ก็อยู่ที่ผลของห้าวันต่อจากนี้แล้ว!"

## เชิงอรรถ

(1) ปิงเฉาเฉวียน — เสมียนผู้บังคับบัญชากองทหารในศาลามณฑล ดูแลกิจการทหารของทั้งมณฑล เป็นเสมียนชั้นสูงในศาลามณฑล

(2) หลงเหมิน (ประตูมังกร) — ตามตำนานว่ามีน้ำตกชื่อหลงเหมินที่แม่น้ำเหลือง ปลาเนื้ออ่อนตัวใดกระโดดข้ามขึ้นไปได้ก็จะกลายเป็นมังกร ครั้งนั้นใช้เปรียบประตูบ้านมหาบัณฑิตหลี่อิง ใครได้เข้าก็ดุจปลากลายเป็นมังกร เกียรติยศพุ่งสูง

(3) ตุ้ยสวี่ (นายแถว) — หัวหน้าคุมตุ้ยขนาดห้าสิบคน ศักดิ์เทียบร้อยสือ จัดเป็น "เสมียน" ขั้นล่างในระบอบราชการ

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป