# ตอนที่ 221 — แบบแผนฝึกทหาร
ซุนฮิวว่า "แผนการในยามนี้ มีแต่ต้องประสานในนอกกัน"
ซีจื้อไฉว่า "ข้าศึกมากเราน้อย ยากจะเอาชัยด้วยการตั้งทัพประจัญหน้าซึ่งหน้า หากจะตีกองโจรให้แตก มิอาศัยปัจจัยภายนอกเข้าช่วยเป็นไม่ได้"
ถ้อยคำของคนทั้งสองแม้ต่างกัน แต่ความหมายเป็นอันเดียวกัน คำว่า "ประสานในนอกกัน" กับ "มิอาศัยปัจจัยภายนอกเป็นไม่ได้" นั้น ล้วนกล่าวถึงเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น
กล่าวอย่างง่าย ก็คือ ตีจุดอ่อนของข้าศึกนั่นเอง
จุดอ่อนของกองโจรโพกผ้าเหลืองคือสิ่งใดเล่า? จุดอ่อนของพวกมันก็คือจุดแข็งของพวกมันนั่นเอง จุดแข็งของพวกมันคือ "คนมาก" จุดอ่อนของพวกมันก็คือ "คนมาก" เช่นกัน เพราะคนมาก จึงมีกำลังแกร่งกล้า แต่ด้วยขาดการฝึกปรืออันจำเป็น คนมากจึงกลับกลายเป็นจุดอ่อน ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในการจัดหมู่กองและการบังคับบัญชา จากการตั้งรับรักษาเมืองเมื่อหลายวันก่อน ทั้งซุนฮิวและซีจื้อไฉต่างมองเห็นข้อนี้อย่างเฉียบคม
พลทหารของแต่ละค่ายแต่ละกองในกองโจรโพกผ้าเหลืองล้วนมาจากต่างอำเภอต่างตำบลในมณฑล ต่างไม่คุ้นเคยกัน ครั้นยกเข้าตีเมือง คำสั่งก็มิเป็นอันหนึ่งอันเดียว ครั้นตั้งค่ายพักแรม ก็ระส่ำระสายไร้ระเบียบ นี่จึงเปิดช่องให้พวกซุนเจินฉวยใช้ประโยชน์ได้ อาจอาศัยข้อนี้ ส่งสายลับลอบเข้าไปในกองข้าศึก หรือใช้อุบายอื่นทำให้ข้าศึกเกิดความวุ่นวายภายใน แล้วฉวยจังหวะนั้นเข้าตี เพื่อเอาชัย
ที่ซุนฮิวว่า "ประสานในนอกกัน" นั้น คำว่า "ในประสาน" ก็คือความนี้แล
ที่ซีจื้อไฉว่า "มิอาศัยปัจจัยภายนอกเป็นไม่ได้" นั้น คำว่า "ปัจจัยภายนอก" ก็หมายถึงความนี้เช่นกัน
ทว่าจะ "ประสานในนอกกัน" อย่างไร จะ "อาศัยปัจจัยภายนอก" อย่างไรนั้น ยังต้องดูตามความเป็นไปที่แท้จริงเสียก่อนจึงกำหนดได้ ในยามนี้ยังกล่าวลงไปไม่ได้ ด้วยว่าซุนฮิวและซีจื้อไฉแม้มีสติปัญญากลอุบาย ก็หาใช่ "ปราดเปรื่องจนใกล้ภูตผี" ไม่ มิใช่ว่ากระดิกนิ้วคำนวณเพียงครั้งเดียวก็จะหยั่งรู้การงานของข้าศึกได้ทั้งหมด แล้วเอาชนะข้าศึกได้โดยง่าย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร แนวคิดของคนทั้งสองก็ตรงกัน คือ ทัพของเราหากจะเอาชัย ก็มีแต่ต้องลงมือจากจุดอ่อนของข้าศึกเท่านั้น
ซุนเจินก็เห็นเช่นนี้ด้วย
ทั้งสามคนความเห็นต้องกัน มองหน้ากันแล้วยิ้ม อดมิได้ที่จะเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอันหนึ่งผุดขึ้นในใจว่า "วีรบุรุษย่อมเห็นพ้องต้องกัน"
…
นำพลทหารที่เพิ่งจัดตั้งใหม่สองพันคน ยกเป็นทัพโดดเดี่ยวออกจากเมือง เข้าตีข้าศึกเรือนแสน
แม้ผู้กล้าใจเสือเพียงไหน ครั้นเผชิญการนี้ก็มิอาจทำใจให้สงบราบเรียบดั่งปกติได้ คนทั้งสามนั้น ไม่ว่าจะเป็นซุนฮิวผู้ทัดทาน หรือซีจื้อไฉผู้เอ่ยเห็นชอบ หรือซุนเจินผู้ดูภายนอกเหมือนสงบนิ่งมั่นคง แท้จริงต่อเรื่องนี้ต่างหวั่นใจไม่เป็นสุขด้วยกันทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้ คนทั้งสามล้วนมิเคยผ่านศึกสงครามมาก่อน ความรู้เรื่องสงครามทั้งหมดได้มาจากตำราพงศาวดารทั้งนั้น
ศึกร้อยครั้งสมัยชุนชิว เจ็ดมหาอำนาจสมัยจั้นกั๋ว ราชาแคว้นฉินกวาดล้างหกแคว้น ฉู่กับฮั่นชิงแผ่นดิน พระเจ้ากวงอู่ฮ่องเต้ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ศึกสงครามที่บังเกิดในอดีตเหล่านี้ เมื่ออ่านจากตำราพงศาวดารแล้วทำให้เลือดในกายพลุ่งพล่าน มีดาราขุนพลส่องประกายนับไม่ถ้วน มีผู้มีปัญญากลศึกนับไม่ถ้วน หากนั่นก็เป็นเพียงการมองจากในหนังสือเท่านั้น
การมองจากในหนังสือกับการได้ประสบด้วยตนเองนั้นต่างกันลิบลับ
มองจากในหนังสือ สิ่งที่เห็นคือเรื่องเล่าและตำนาน แต่การได้ประสบด้วยตนเอง สิ่งที่ประสบคือความโหดร้ายและความเป็นความตาย
เมื่อมองจากหน้ากระดาษ สิ่งเหล่านั้นเป็นแต่เรื่องราวในอดีต เป็นแต่เรื่องราวของผู้อื่น พวกเขาอาจขับขานสรรเสริญกลอันแยบยลหรือความกล้าหาญของใครคนหนึ่งในคราใดคราหนึ่ง พวกเขาอาจอ่านจนถึงตอนเร้าใจ แล้วเอาคัมภีร์ฮั่นซู(1)มาเป็นกับแกล้มสุรา พวกเขาเป็นแต่เพียงผู้ยืนดูอยู่ข้างนอกเท่านั้น
แต่บัดนี้ พวกเขามิใช่ผู้ยืนดูอยู่ข้างนอกอีกต่อไป หากเป็นผู้ประสบด้วยตนเอง
สงครามมิใช่เป็นแต่เรื่องราวที่จดไว้ในหนังสืออีกแล้ว มันก้าวออกมาจากในหนังสือ ลงมาสู่ตัวของพวกเขาเอง
คนทั้งสามล้วนเป็นบัณฑิตผู้อ่านมาก โดยเฉพาะซุนเจินซึ่งข้ามภพมาจากภายภาคหน้า ทั้งสามต่างรู้ดีว่า การลุกขึ้นก่อการของลัทธิไท่ผิงครั้งนี้มีกำลังโหมใหญ่ถึงเพียงนี้ ราชวงศ์ฮั่นมาจนบัดนี้สี่ร้อยปี ก็เพิ่งประสบเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น จำต้องถูกคนรุ่นหลังจดบันทึกลงในตำราพงศาวดารเป็นแน่
ดุจเดียวกับเรื่องราวเหล่านั้นที่พวกเขาเคยอ่านมา เรื่องราวของพวกเขาเองก็อาจถูกคนรุ่นหลังหยิบขึ้นมาอ่านได้เช่นกัน
เพียงแต่ไม่อาจรู้ได้ว่า เมื่อคนรุ่นหลังอ่านถึงเรื่องราวของพวกเขา จะสรรเสริญที่พวกเขาปราบกบฏลงได้ หรือจะถอนใจที่พวกเขาพ่ายแพ้สิ้นชีพ? จะนับถือความกล้าหาญและไหวพริบกลศึกของพวกเขา หรือจะเยาะเย้ยความโง่เขลาที่ดูแคลนข้าศึกของพวกเขา?
เกียรติยศและความอัปยศในภายภาคหน้า ความเป็นความตายในชาตินี้ ล้วนอยู่ในการศึกครั้งนี้ทั้งสิ้น แต่ก่อนตอนรักษาเมือง ยังมีกำแพงเมืองอันมั่นคงเป็นที่พักพิง อีกห้าวันถัดไปจะยกลงใต้ ต้องออกไปรับข้าศึกในกลางทุ่งโล่งอันไร้สิ่งกำบัง ในฐานะผู้ที่เพิ่งขึ้นสนามรบเป็นครั้งแรก ผู้ใดเล่าจะไม่หวั่นใจไม่เป็นสุข? พึงรู้ว่า อย่าว่าแต่ซุนเจินเลย แม้แต่ซุนฮิวและซีจื้อไฉผู้มีชื่อปรากฏแก่คนรุ่นหลัง ปีนี้ก็เพิ่งอายุยี่สิบเศษ เป็นแต่ชายหนุ่ม "แรกออกจากกระท่อมหญ้า" สองคนเท่านั้นเอง
ครานี้ ความรู้สึกแปลกประหลาดแห่งวีรบุรุษที่ต่างเห็นใจซึ่งกันและกันนี้ ได้ช่วยเจือจางความหวั่นใจไม่เป็นสุขของพวกเขาให้บรรเทาลงบ้าง
…
ซีจื้อไฉกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า "ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในเกียรติยศชื่อเสียง อยู่ที่การลงมือครั้งนี้!"
ซุนฮิวมิได้ฮึกเหิมดั่งซีจื้อไฉ เขากล่าวอย่างระมัดระวังว่า "ข้าศึกแข็งเราอ่อน จะดูแคลนข้าศึกมิได้"
การยกลงใต้เป็นเรื่องของอีกห้าวันข้างหน้า ยามนี้ยังไม่ต้องคำนึง สิ่งที่ซุนเจินครุ่นคิดคือ "การเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือการฝึกทหาร ท่านฝู่จวินให้เวลาเราเพียงห้าวัน เราต้องปรึกษากันให้ถี่ถ้วนว่า ห้าวันนี้ควรใช้อย่างไร"
"เถี่ยกวานถู(2)พันเศษ รวมกับชายฉกรรจ์อีกหลายร้อยที่ท่านฝู่จวินรับปากจะเสริมให้เรา สองพันคน ล้วนเป็นพลใหม่ ไม่รู้ธง ไม่เข้าใจฆ้องกลอง ไม่ชำนาญการตั้งทัพจัดแถว สิ่งที่ต้องสอนมากมายนัก ห้าวันคงไม่พอเป็นแน่ เจินจือ เจ้าคิดอย่างไร?"
"นั่นสิ ห้าวันคงไม่พอเป็นแน่ ฉะนั้นต้องแยกแยะให้ชัดว่าสิ่งใดสำคัญ สิ่งใดรอง คัดเอาสิ่งสำคัญสอนพวกเขาให้เป็นก่อน สิ่งอื่นค่อยว่ากันภายหลัง"
"สิ่งใดสำคัญ สิ่งใดรอง?"
"รู้ธง แยกฆ้องกลอง รู้รุกถอย นี่คือสิ่งสำคัญ"
ซีจื้อไฉพยักหน้า กล่าวว่า "ถูกแล้ว 'อันว่าการทหาร ระเบียบต้องวางก่อน ระเบียบวางก่อนแล้วไพร่พลจึงไม่ปั่นป่วน' การจัดหมู่แถว ธง ฆ้องกลอง การให้บำเหน็จลงโทษ นี่แหละคือระเบียบ บัดนี้การจัดหมู่แถวกำหนดเสร็จแล้ว กองทหารในสังกัดก่อร่างขึ้นแล้ว ถัดไปก็คือเรื่องธงกับฆ้องกลอง
"...เพียงแต่ธงมีหลายชนิดนัก ตามตำราพิชัยสงคราม หน้า หลัง ซ้าย ขวา กลาง ธงของแต่ละทัพล้วนไม่เหมือนกัน คำสั่งที่บอกก็ต่างกัน บ้างลดธงลงให้รีบรุด บ้างโบกธงต่อเนื่องให้ระดมตี ฆ้องกลองก็มีแบ่งเบาแบ่งหนัก 'ตีกลองก็รุก ตีกลองหนักก็ประจัญ ตีฆ้องก็หยุด ตีฆ้องหนักก็ถอย' กลองยังแบ่งเป็นกลองก้าวเดิน กลองรีบรุด กลองวิ่ง กลองแม่ทัพ กลองนายทัพ กลองนายกอง 'ก้าวหนึ่งตีกลองที คือกลองก้าวเดิน สิบก้าวตีกลองที คือกลองรีบรุด เสียงไม่ขาดสาย คือกลองวิ่ง เสียงซาง คือกลองแม่ทัพ เสียงเจวี่ย คือกลองนายทัพ กลองเล็ก คือกลองนายกอง'(3) ...สารพัดประเภท สอนคนเดียวให้เป็นนั้นง่าย แต่สอนสองพันคน ให้รุกถอยพร้อมเพรียงดั่งคนเดียวนั้นยากนัก ข้าวิตกว่า แม้สอนเพียงเท่านี้ ห้าวันก็ยังห่างไกลจากพอเหลือเกิน"
"ธงสารพัดชนิด ฆ้องกลองสารพัดประเภท ไม่จำต้องสอนทั้งหมด ทัพของเราแม้เพิ่งจัดตั้งใหม่ แต่ทหารโจรก็เป็นพวกอีลุงตุงนังมั่วสุมกัน เราเพียงแต่แกร่งกว่าพวกมันก็พอแล้ว"
"อย่างไรจึงนับว่าแกร่งกว่าพวกมัน?"
"ประการแรกเรื่องธง เพียงให้พลใหม่ของแต่ละกองแต่ละแถวรู้จักธงของกองตน แถวตน เคลื่อนไปตามทิศที่ธงชี้ได้ก็พอ ส่วนธงสัญญาณทำนอง 'ลดธงลงให้รีบรุด หรือโบกธงต่อเนื่องให้ระดมตี' นั้น จะไม่สอนเลยก็ได้ ประการต่อมาเรื่องฆ้องกลอง เสียงกลองทั้งหลาย คือกลองก้าวเดิน กลองรีบรุด กลองวิ่ง กลองแม่ทัพ กลองนายทัพ กลองนายกอง ก็ไม่สอนเลยก็ได้ ขอเพียงสอนพวกเขาให้รู้ 'ตีกลองก็รุก ตีกลองหนักก็ประจัญ ตีฆ้องก็หยุด ตีฆ้องหนักก็ถอย' เท่านี้ก็พอ ...มีสองสิ่งนี้แล้ว อย่างน้อยพวกเขาก็จะฟังคำสั่งง่าย ๆ ออก รู้จักรุกถอยได้"
"ก็ได้แต่เพียงเท่านี้แล"
ครั้นกำหนดหัวข้อการฝึกแล้ว ถัดไปก็คือวิธีฝึกอันเป็นรูปธรรม
ซุนฮิวกล่าวว่า "พลใหม่สองพันคน ว่ามากก็ไม่มาก ว่าน้อยก็ไม่น้อย หากเอามารวมกองไว้ด้วยกัน ย่อมอึกทึกระส่ำระสาย ยากจะฝึกได้ เจินจือ เจ้าคิดจะฝึกพวกเขาอย่างไร?"
ซุนเจินทั้งสามพูดคุยกันพลางเดินไป ค่อย ๆ มาถึงนอกประตูเมืองด้านตะวันออก
ประตูเมืองปิดแล้ว หอประตูเมืองตั้งตระหง่านอยู่ในความมืดมิดของราตรี
บนกำแพงเมืองอันยาวเหยียดปักคบเพลิงทั่วทั้งแนว ในความมืดดูประดุจมังกรเพลิงตัวหนึ่ง ในแสงเพลิงนั้น มีพลเมืองเดินตรวจการณ์ผ่านไปเป็นหมู่ ๆ อยู่เนือง ๆ
ซุนเจินเงยหน้าขึ้นมอง กล่าวว่า "ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ 'นายห้าสอนสำเร็จ จึงรวมเข้ากับนายสิบ นายสิบสอนสำเร็จ จึงรวมเข้ากับนายแถว นายแถวสอนสำเร็จ จึงรวมเข้ากับนายกอง' ข้าตกลงใจจะฝึกตามนี้แล คือสอน 'อู่ (หน่วยห้าคน)' แต่ละหน่วยให้เป็นก่อน แล้วจึง 'รวมเข้ากับนายสิบ' รอให้แต่ละสือ (หน่วยสิบคน) ฝึกดีแล้ว จึงรวมเข้ากับตุ้ยสวี่ (นายแถว) ...อนุโลมต่อไปเช่นนี้"
ซุนฮิวว่า "อู่กับสือนั้นฝึกง่าย แต่พอถึงตุ้ย ถุน ตลอดจนฉวีและทั้งทัพ เกรงว่าจะฝึกยากแล้ว"
หนึ่งอู่มีห้าคน หนึ่งสือมีสิบคน หนึ่งตุ้ยห้าสิบคน หนึ่งถุนร้อยคน หนึ่งฉวีสองร้อยคน ยามคนน้อยยังพอฝึกได้ พอคนมากก็ฝึกยาก เกิดความปั่นป่วนได้ง่าย
ซุนเจินก็จนใจในข้อนี้เช่นกัน กล่าวว่า "ฝึกได้ถึงขั้นใดก็ฝึกถึงขั้นนั้นเถิด!"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉก็ไร้กลวิธีจะแก้ ซุนฮิวถอนใจเฮือกหนึ่ง แล้วกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า "ก็ได้แต่เพียงเท่านี้แล"
ครั้นปรึกษาหัวข้อการฝึกและวิธีฝึกอันเป็นรูปธรรมเสร็จ ซีจื้อไฉก็ยกปัญหาขึ้นข้อหนึ่ง
เขากล่าวว่า "เจินจือ แต่ครั้งเจ้าเป็นนายกองศาลาประจำศาลาฝานหยาง เจ้าก็ฝึกปรือชาวหมู่บ้านแล้ว ภายหลังเป็นมีเซ่อฟู(4)แห่งตำบลตะวันตก เจ้ายังสร้างตำหนักรองตำบลตะวันตก ฝึกปรือเหล่าปินเค่อ(5)และนักรบกล้าในสังกัด อีกทั้งกำหนดกฎตำหนักตำบลตะวันตกขึ้นสิบสามข้อ คล้ายตำราพิชัยสงคราม เอามาควบคุมจัดระเบียบพวกเขา หลายวันก่อนยามรักษาเมืองสู้กับโจร ข้าได้เห็นกับตา ชาวหมู่บ้านและบริวารที่เจ้าฝึกมานี้ ฝึกปรือมาดีจริง ล้วนรู้ฆ้องกลอง เข้าใจธง รู้รุกถอย มีพวกเขาดำรงตำแหน่งนายอู่ นายสือ นายตุ้ย นายถุน นายฉวี ในหมู่เถี่ยกวานถูและทาสพันเศษ เป็นแกนหลัก เป็นครูฝึก ห้าวันนั้น แน่ละ ย่อมไม่พอจะฝึกเถี่ยกวานถูและทาสให้เป็นทหารแกร่งกล้าได้ แต่สอนพวกเขาให้รู้กลศึกการตั้งทัพอย่างผิวเผินบ้างก็พอเพียงอยู่ ทว่า..."
"ทว่าอะไร?"
"ทว่าชายฉกรรจ์หลายร้อยที่ท่านฝู่จวินเตรียมจะเสริมให้เรานั้น จะทำอย่างไรดี?"
เถี่ยกวานถูและทาสนั้นทำงานอยู่ด้วยกันตลอดทั้งปี ในด้านวินัยและการจัดระเบียบก็มีพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว อีกทั้งในหมู่นั้นยังมีบริวารของซุนเจินเป็นแกนหลัก จึงยังพอสอนได้ง่ายอยู่ ส่วนชายฉกรรจ์หลายร้อยที่บุนไท่โส่วเตรียมจะเสริมให้นั้น ล้วนเป็นราษฎรสามัญ จะสอนอย่างไรดี?
ซีจื้อไฉถามว่า "จะดึงปินเค่อในสังกัดเจ้าออกมาส่วนหนึ่ง ไปแทรกไว้ในหมู่ชายฉกรรจ์เหล่านี้ หรืออย่างไร?"
ซุนเจินมีแผนกำหนดไว้แต่แรกแล้ว กล่าวว่า "การทหารถือเอาความเก่งกล้าเป็นใหญ่ มิได้ถือเอาความมากเป็นใหญ่ จะแยกปินเค่อไปแทรกในหมู่ชายฉกรรจ์ สู้ทุ่มกำลังทั้งหมดฝึกปรือเถี่ยกวานถูและทาสไม่ได้ ด้วยบริวารของข้าไม่ถึงสามร้อยคน จะฝึกเถี่ยกวานถูและทาสเกือบพันคน ห้าวันยังเกรงว่าไม่พอ ที่ไหนจะมีเวลาเหลือไปดูแลชายฉกรรจ์หลายร้อยนั้นอีกเล่า?"
ซีจื้อไฉเห็นด้วยอย่างยิ่ง กล่าวว่า "ถูกต้องแล้ว อีกประการหนึ่ง เถี่ยกวานถูและทาสเป็นทัพที่เพิ่งจัดตั้ง การจัดหมู่แถวเพิ่งประกอบขึ้น นายอู่ นายสือ นายตุ้ย นายถุน นายฉวี ก็เพิ่งได้รับแต่งตั้งลงไป หากเปลี่ยนแปลงอย่างพลการ สั่งเช้าเปลี่ยนเย็น เป็นข้อต้องห้ามใหญ่ในตำราพิชัยสงคราม เกรงว่าจะทำให้ใจทหารไม่มั่นคง" ครั้นแสดงความเห็นพ้องแล้ว เขาก็ถามอีกว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ชายฉกรรจ์หลายร้อยนั้น เจ้าคิดจะจัดการอย่างไร?"
"ข้าคิดจะมอบหมายให้ท่าน"
"มอบหมายให้ข้า?"
"ถูกแล้ว จื้อไฉ ก๋งตัด ท่านทั้งสองล้วนรอบรู้ตำราพิชัยสงคราม รู้หลักการฝึกทหาร ข้ามีใจจะแบ่งพลใหม่สองพันออกเป็นสองส่วน ฝ่ายเถี่ยกวานถูและทาส ให้ข้ากับก๋งตัดฝึกปรือ ...ส่วนชายฉกรรจ์หลายร้อยนั้น จื้อไฉ ก็มอบให้ท่านฝึกและคุมบังคับ ท่านเห็นเป็นอย่างไร?"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉล้วนเป็นผู้มีปัญญา พอได้ฟังคำซุนเจินนี้ ก็รู้ความหมายของเขาในทันที
เห็นได้ชัดว่า ซุนเจินตั้งใจจะเอาเถี่ยกวานถูและทาสเป็นกำลังหลักในการยกลงใต้ตีโจรในภายหน้า แล้วเอาชายฉกรรจ์หลายร้อยนั้นเป็นกำลังเสริมประสานช่วยเหลือ
การทำเช่นนี้มีผลดีสองประการ หนึ่งคืออาจรวมกำลังทั้งหมดฝึกปรือเถี่ยกวานถูและทาส อีกประการหนึ่งคือแยกเถี่ยกวานถูและทาสกับชายฉกรรจ์หลายร้อยออกเป็นสองสาย อาจคานกันและกันได้
เถี่ยกวานถูและทาสกับชายฉกรรจ์หลายร้อยล้วนเป็นพลใหม่ ยังหยั่งกำลังใจไม่ได้ ครั้นถึงคราวประจัญข้าศึกเข้ารบ พวกเขาจะตอบสนองรับมือเช่นไร ก็ไม่มีผู้ใดรู้ การแยกพวกเขาออกเป็นสองสาย อย่างน้อยที่สุดเมื่อสายหนึ่งเกิดแปรพักตร์ขึ้น ก็อาจเอาอีกสายหนึ่งกดดันเข้าไปได้
ซีจื้อไฉหัวเราะ กล่าวว่า "ท่านเป็นปิงเฉาเฉวียน (เจ้ากรมทหารมณฑล)(6) ข้าเป็นปิงเฉาสื่อ (เสมียนกรมทหาร) ท่านมีคำสั่ง จงจะปฏิเสธได้ฉันใด? เพียงแต่ เรามีเวลาเพียงห้าวัน ข้าไม่อาจรับรองว่าจะฝึกพวกเขาให้ดีได้สักเพียงใด"
"ไม่ต้องฝึกให้ดีนัก ขอเพียงจัดพวกเขาเข้าหมู่สือหมู่อู่ รู้รุกถอยอย่างผิวเผิน สอนพวกเขาให้โบกธงโห่ร้องได้ก็พอ"
ซีจื้อไฉหัวเราะ กล่าวว่า "อันนี้ง่ายอยู่"
ซุนเจินประสานมือคารวะบนหลังม้า กล่าวว่า "ก็ขอฝากฝังทั้งสองท่านแล้ว"
…
ครั้นถึงช่องประตูเมือง ซุนเจินสั่งให้เปิดประตู แล้วควบม้าทะยานออกไปพร้อมกับซุนฮิวและซีจื้อไฉ
งักจิ้น บุนเพ่ง สวี่จ้ง เฉินเปา เจียงฉิน เล่าเติ้ง เฉิงเยี่ยน เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่น และคนอื่น ๆ คอยอยู่นอกประตูเมืองแล้ว
ข้ามคูเมืองไปไม่ไกล ก็คือที่ตั้งค่ายพักชั่วคราวของเถี่ยกวานถู ทาส และช่างฝีมือพันเศษ
ภายใต้การห้อมล้อมของซุนฮิว ซีจื้อไฉ งักจิ้น บุนเพ่ง และคนอื่น ๆ ซุนเจินเข้าตรวจตราในค่ายไปรอบหนึ่งก่อน ด้วยขาดวัสดุสร้างค่าย ทั้งเวลาก็กระชั้นชิด ค่ายจึงปลูกสร้างอย่างหยาบ ๆ เถี่ยกวานถู ทาส และช่างฝีมือส่วนใหญ่ต้องนอนกลางแจ้ง
"ยามค่ำคืนอากาศหนาวเย็น จะนอนกลางแจ้งหลับมิได้ ต้องหาทางจัดเครื่องนอนมากันหนาวบ้าง"
ซีจื้อไฉกะพริบตา คิดในใจว่า "ค่ายพักชั่วคราวของพลใหม่นี้ เจินจือบัญชาการปลูกสร้างขึ้นด้วยตนเอง ขาดเครื่องกันหนาว เขารู้อยู่แล้วแต่แรก เมื่อครู่ยามปรึกษาการที่จวนเจ้าเมืองมิได้เอ่ยขึ้น เหตุใดจึงมาเอ่ยต่อหน้าคนทั้งหลายในเวลานี้?" ใจคิดแล่นไปดั่งสายฟ้า ก็เข้าใจความหมายของซุนเจิน คิดในใจว่า "เจินจือนี้ต้องการผูกบุญคุณกับพลใหม่ หวังจะได้ใจให้พวกเขาฝักใฝ่ในเวลาอันสั้นที่สุดนั่นเอง"
เขาขานรับความว่า "ทหารโจรล้อมเมืองมาหลายวัน รบพุ่งติดพันกันหลายวัน สิ้นเปลืองไปมาก จวนเมืองบัดนี้ก็ขาดแคลนเสบียงสิ่งของ ท่านซุน เครื่องกันหนาวนี้หายากอยู่"
ซุนเจินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "เหล่าท่านทั้งหลายแห่งโรงเหล็กควบม้ามาไกลร้อยลี้เศษ เสี่ยงภัยร้ายแห่งความเป็นความตาย มาช่วยมณฑล ล้วนเป็นผู้ภักดีและมีคุณธรรมทั้งสิ้น! ไฉนเลยจะปล่อยให้ผู้ภักดีมีคุณธรรมต้องนอนกลางแจ้งรับความหนาว? จวนเมืองขาดแคลนเสบียงสิ่งของหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็ซื้อจากในเมือง! ...เสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเริ่น เจ้าสองคนจงพาคนเข้าเมืองทันที เอาเงินไปด้วย ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ซื้อเครื่องนอนเสื้อหนาจากราษฎร ซื้อได้เท่าใดก็เอาเท่านั้น! ต้องอย่าให้มีผู้ใดต้องหนาวเหน็บแม้สักคนเดียว!"
เสี่ยวเซี่ยกับเสี่ยวเริ่นรับคำสั่ง "ขอรับ!" เรียกคนหลายคน หันม้ากลับเข้าเมือง
"ท่านซุนใจดีมีเมตตา ท่านซุนใจดีมีเมตตา! วันนี้พวกเราได้มาอยู่กับท่านซุน นับเป็นมหาวาสนาเทียมฟ้าจริง ๆ"
ซุนเจินหันสายตามองไป เห็นผู้ที่พูดนั้นเป็นชายกำยำ สูงแปดฉื่อ หน้าดำหนวดรุงรัง แต่กลับจำได้
ผู้นี้ชื่อฉีหุน เป็นเถี่ยกวานถู เป็นคนสนิทคนหนึ่งของงักจิ้นในโรงเหล็ก
ในสองเรื่อง คือการที่งักจิ้นจู่โจมจับฟ่านเฉิง และการที่งักจิ้นกวาดล้างพวกลัทธิไท่ผิงในโรงเหล็กสิ้นในเวลาต่อมานั้น ผู้นี้ล้วนสร้างความดีความชอบไว้ไม่น้อย ยามบ่ายงักจิ้นนำเขามาแนะนำให้ซุนเจินรู้จักโดยเฉพาะ ด้วยเขามีความชอบ บัดนี้จึงได้ดำรงตำแหน่งตุ้ยสวี่ (นายแถว) ในสังกัดงักจิ้น
ที่ว่ากันว่างักจิ้นได้ผู้นี้มาเป็นกำลังด้วยความเต็มใจนั้น ก็เนื่องมาจากเหตุการณ์ที่บังเกิดเมื่อปีกลาย เดือนสิบปีกลาย บิดาเฒ่าของฉีหุนถึงแก่กรรม เขาไม่มีพี่น้องชายหญิง งักจิ้นจึงฝากซุนเจินส่งคนไปจัดการฝังศพให้บิดาของเขา นับแต่นั้นมา เขาก็ภักดีต่องักจิ้นจนสุดใจ — คนสนิทอื่น ๆ ของงักจิ้นในโรงเหล็กส่วนใหญ่ก็ได้มาด้วยการให้คุณผูกใจในทำนองเดียวกันนี้
…
นักรบย่อมยอมตายเพื่อผู้รู้ใจ เหล่าเถี่ยกวานถูมิได้เป็น "นักรบ" หรืออาจไม่รู้ความหมายของคำว่า "ผู้รู้ใจ" ด้วยซ้ำ แต่พวกเขารู้จักคำว่า "คุณธรรม"
งักจิ้นเอาฐานะ "อันสูงส่ง" ของจู่ปู้(7)แห่งโรงเหล็ก มา "ลดตนลงคบหาผู้ต่ำต้อย" มิเพียงมิได้ดูแคลนเหล่าผู้ต้องโทษในโรงเหล็กที่ทำผิดกฎหมาย หากกลับเอาคุณธรรมและไมตรีผูกพันพวกเขา พวกเขาไม่มีสิ่งใดตอบแทน ก็ได้แต่ขอตอบแทนด้วยชีวิตเท่านั้น
แน่ละ มังกรออกลูกเก้าตัว ลูกแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ข้าวอย่างเดียวเลี้ยงคนได้ร้อยอย่าง ก็มิใช่ว่าเถี่ยกวานถูทุกคนจะเป็นผู้ "ยกย่องคุณธรรมเหนือชีวิต" แต่งักจิ้นก็มิใช่คนต่ำต้อยที่ดูคนไม่เป็น สำหรับผู้ที่จะให้คุณ เขาก็เลือกเฟ้นมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า บางทีอาจดูคนผิดไปได้คนหนึ่ง แต่จะดูผิดไปทุกคนนั้นหามิได้
…
ฉีหุนหมอบกราบเบื้องหน้าม้าซุนเจิน เปล่งเสียงขอบคุณดังลั่น
ซุนเจินคิดในใจว่า "เจ้านี่รูปร่างล่ำสันใหญ่โต ดูเผิน ๆ เป็นคนหยาบกร้าน ที่แท้กลับเป็นคนช่างสังเกตช่างประเมินอยู่" กระโดดลงจากม้า เข้าพยุงเขาขึ้นด้วยตนเอง หัวเราะว่า "พวกเจ้าเสี่ยงภัยร้าย ควบม้าทางไกลร้อยลี้เศษมาช่วยมณฑล เหล่าท่านขุนนางในมณฑลล้วนนับถือความภักดีมีคุณธรรมของพวกเจ้า ท่านฝู่จวินก็ชมพวกเจ้าไม่ขาดปาก เจินศึกษาตำราของนักปราชญ์มาแต่เยาว์ ที่นับถือที่สุดก็คือผู้ภักดีมีคุณธรรม ...การกราบครั้งนี้ของเจ้า ข้ารับมิได้!"
ตระกูลซุนแห่งเองอิมเป็นตระกูลอันเลื่องชื่อแห่งเองฉวน มีชื่อหนักก้องแผ่นดิน เหล่าเถี่ยกวานถูและทาสที่อยู่ ณ ที่นั้นล้วนเคยได้ยินชื่อตระกูลซุน
แต่ครั้งซุนเจินเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ แผ่อำนาจไปทั่วทางเหนือของมณฑล ขับไล่คนโลภปราบคนชั่ว ลงมือสังหารเสิ่นสวิ่น(8)อดีตเถี่ยกวานจ่างด้วยมือตนเอง ได้ฉายาว่า "ลูกเสือ" เหล่าเถี่ยกวานถูและทาสที่อยู่ ณ ที่นั้นก็ล้วนรู้เรื่องราวของเขา
สำหรับเถี่ยกวานถูและทาสแล้ว ซุนเจินทั้งเป็นบุตรหลานตระกูลซุน ทั้งเป็นอดีตตูโหยว เป็นปิงเฉาเฉวียนในปัจจุบัน นับว่าสูงเกินเอื้อมจริง ๆ แต่เห็นเขาแสดงสีหน้าอ่อนโยนเช่นนี้ต่อฉีหุน อีกทั้งยกย่องชมเชยพวกเขาถึงเพียงนี้ จึงทำให้ฉีหุนและคนทั้งหลายแปลกใจและซาบซึ้งใจยิ่งนัก
หากจะกล่าวว่าวาจาและกิริยาก่อนหน้านี้ของฉีหุนยังเป็นเพราะ "ช่างสังเกตช่างประเมิน" เท่านั้น ครั้นซุนเจินลงม้ามาพยุงครั้งนี้แล้ว เขาก็ยอมศิโรราบด้วยใจจริงเสียแล้ว
## เชิงอรรถ
(1) ฮั่นซู — ชื่อตำราพงศาวดารราชวงศ์ฮั่น เป็นจดหมายเหตุราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ในเนื้อหมายถึงเอาตำราเล่มนี้มาอ่านเป็นกับแกล้มสุรา
(2) เถี่ยกวานถู — นักโทษที่ถูกใช้แรงงานในโรงเหล็กหลวง เป็นผู้ต้องโทษทำงานหลอมเหล็ก ขุดแร่ เผาถ่าน ในตอนนี้ซุนเจินเกณฑ์มาจัดเป็นทัพ
(3) ก้าวหนึ่งตีกลองที... — เป็นข้อความจากตำราพิชัยสงครามโบราณว่าด้วยสัญญาณกลองในการบัญชาทหาร กลองแต่ละจังหวะแต่ละทำนองสื่อคำสั่งต่างกัน "ซาง" และ "เจวี่ย" เป็นชื่อระดับเสียงในแบบแผนดนตรีจีนโบราณ ใช้แทนสัญญาณกลองของแม่ทัพและนายทัพ
(4) มีเซ่อฟู — นายตำบลชั้น "มีศักดิ์" ศักดิ์หนึ่งร้อยสือ สำหรับตำบลใหญ่ที่มีประชากรห้าพันคนขึ้นไป สวมสายถักสีเขียว
(5) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ มีฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด อาสาสมัครรับใช้เจ้านายด้วยไมตรี
(6) ปิงเฉาเฉวียน — เจ้ากรมทหารมณฑล หัวหน้ากรมทหาร (ปิงเฉา) ของมณฑลที่มีกำลังทหารหลวงไม่มาก ขึ้นตรงต่อไท่โส่ว ทำหน้าที่บัญชาทหาร; ปิงเฉาสื่อคือเสมียนกรมทหารตำแหน่งรองใต้เฉวียน
(7) จู่ปู้ — หัวหน้าเสมียนคุมเอกสาร คนสนิทของเจ้าเมืองหรือนายอำเภอ ในที่นี้คือตำแหน่งของงักจิ้นในโรงเหล็กหลวง
(8) เสิ่นสวิ่น — อดีตเถี่ยกวานจ่าง (นายเหล็ก) แห่งเอี้ยงเฉิง คหบดีหลอมเหล็กตระกูลใหญ่ ถูกซุนเจินสังหารด้วยตนเองเมื่อครั้งเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ