หยางฉงนำทหารม้าสิบกว่านายอารักขา ออกจากค่ายมุ่งไปทางประจิม เพื่อต้อนรับกองกำลังของหยางมี่
ครั้นพลบค่ำของอีกวัน แลเห็นฝุ่นคลุ้งคละคลุ้งอยู่ไกลลิบ มองดูทว่ามีกองทัพกำลังเคลื่อนพล พอเข้าใกล้ก็เห็นธงของอิงเส้าแห่งเขาไท้ซานโบกสะบัดอยู่ด้านหน้า จึงรู้ว่าหยางมี่คุมกำลังเสริมมาถึง หยางฉงจึงหยุดม้าอยู่ริมทาง แล้วให้ทหารม้าไปแจ้งข่าว
ไม่นาน นายทหารผู้นั้นก็เวียนกลับมา รายงานแก่หยางฉงว่า “‘แม้เป็นพี่น้อง แต่บัดนี้ต่างมีนาย กลางสนามรบประจันข้าศึก หาควรพบปะกันไม่’ นี่คือคำกล่าวของท่านปลัดหยาง” อันที่จริงคือหยางมี่ไม่ยอมพบหยางฉง
หยางฉงมุ่งมาด้วยใจฮึกหาญ ไฉนจะยอมกลับโดยไม่เห็นหน้าแม้สักครั้งเล่า คิดว่าหยางมี่คงไม่ทำร้าย จึงนำทหารม้าผู้ติดตามเข้าแถวกลางถนน ทำทีว่าหากหยางมี่ไม่ออกมา เขาก็ไม่ยอมหลีกทางให้ หยางมี่ในกองทัพได้ทราบจากรายงานด้านหน้าว่าหยางฉงขวางทางไว้ สุดท้ายด้วยเป็นน้องร่วมตระกูล จะสังหารก็มิได้ จะใช้กำลังก็ไม่สมควร สิ้นหนทางจึงต้องขับม้าออกมา พบกับหยางฉงกลางทาง
หยางฉงลงจากม้า ทำความเคารพ กล่าวว่า “ฉงขอคารวะท่านพี่”
หยางมี่ยังคงอยู่บนหลังม้า ไม่ลงมาด้วย ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ซูกุย ข้ามิได้ให้ทหารของเจ้าบอกเจ้าแล้วหรือ เจ้ากับข้าแม้เป็นพี่น้อง แต่บัดนี้ต่างมีนาย กำลังประจันหน้าทัพกัน จะพบหน้ากันตามลำพังได้อย่างไร เหตุใดเจ้าไม่ฟัง กลับขวางทางข้าเสียอีกเล่า”
หยางฉงกล่าวว่า “ก็เพราะเป็นพี่น้องกับท่านพี่ ฉงจึงบังอาจขวางทาง ฉงมีวาจาหนึ่ง ใคร่เรียนให้ท่านพี่ผู้ทรงธรรมทราบ”
“ข้ารู้ว่าเจ้าจะกล่าวอันใด ท่านเจ้าเมืองอิงมีพระคุณล้ำลึก ข้าจะทรยศได้อย่างไร เจ้าอย่าได้กล่าวมากไปเลย”
