——หลายวันก่อน ในวันตรุษ เฉินอู่ได้อาสาไปปราบหวงหรานให้ซุนเจิน มาวันนี้เล่าปี่ก็อาสาเป็นอีกราย
ซุนเจินมีแผนอยู่แล้วแต่แรก จึงยิ้มพลางเอ่ยว่า “หวงเชียนเป็นแค่โจรกระจอก ด้วยฝีมือของน้องรัก เพียงเอื้อมมือก็จับได้ แต่ว่าเพิ่งผ่านวันตรุษ อากาศยังคงหนาวเย็น มิใช่เวลาออกรบ รอให้ถึงวสันต์ค่อยว่ากันเรื่องเปิดศึกก็ยังไม่สาย”
“พวกโจรกลุ่มเล็กในขุนเขาล้วนเกรงกลัวบารมีของใต้เท้า จึงหลั่งไหลเข้าสวามิภักดิ์กับหวงหราน เวลาเพียงไม่กี่วัน มันก็รวบสมัครพรรคพวกได้หลายร้อยคน หากรอจนฤดูใบไม้ผลิ ข้าน้อยเกรงว่ามันจะใหญ่โตเกินควบคุมเสียแล้ว”
“ข้ามิได้กลัวว่ามันจะเหิมเกริม แต่กลัวแต่ว่ามันจะไม่เหิมเกริมมากพอ”
เล่าปี่ไม่มีพรสวรรค์โดดเด่นทางด้านการทหาร ได้ยินดังนั้นก็ฉงนฉงาย ใคร่ครวญครู่หนึ่งจึงเดาเจตนาของซุนเจินออก ฝ่ายซีจื้อไฉยิ้มพลางเอ่ยว่า “ท่านจงเว่ยหมายจะกวาดล้างพวกโจรกลุ่มเล็กในขุนเขาให้สิ้นซากในคราเดียวหรือขอรับ”
“เป็นเช่นนั้น ทางตะวันตกของจ้าวจวิ้นมีขุนเขาสลับซับซ้อนลดเลี้ยว โจรกลุ่มน้อยใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในนั้นคาดว่ามีอยู่นับร้อยกลุ่ม หากต้องค่อย ๆ ปราบไปทีละกลุ่ม ไม่เพียงสิ้นเปลืองแรงกาย ยังเสียเวลา และเปลืองเสบียงอีก บัดนี้ในเมื่อพวกมันยินยอมเข้าสวามิภักดิ์กับหวงหราน ก็ปล่อยให้พวกมันเข้าร่วมไป รอให้พวกมันรวมตัวกันได้มากพอ พวกเราค่อยยกทัพไปปราบคราเดียว รวบรวมพวกมันมา ‘ล้อมสังหาร’ เสียให้สิ้น”
“ข้าแต่ไหนแต่ไรมาได้ยินแต่คนเกรงกลัวว่าโจรมีมากเกิน แต่วันนี้กลับได้ยินท่านจงเว่ยเกรงว่าโจรมีน้อยเกิน น้ำใจองอาจห้าวหาญของท่านจงเว่ย แม้ข้าเปยก็ยังมิอาจเทียบเทียมได้เลย”
ยังมิได้ดำรงตำแหน่งจงเว่ยกงเฉาได้นานนัก เล่าปี่ก็เรียนรู้ที่จะกล่าวคำประจบสอพลอได้อย่างเหมาะเจาะเสียแล้ว
ซุนเจินหัวเราะเสียงดัง แล้วกล่าวแก่เล่าปี่ด้วยรอยยิ้มว่า “ครั้งนั้นตามแม่ทัพฮองพูไปตีเซี่ยชวี่หยาง หยุนฉางกับเอ๊กเต๊กก็ห้าวหาญหาตัวจับยากในสามทัพอยู่แล้ว ยามฤดูใบไม้ผลิไปปราบโจรร้าย เห็นทีคงไม่จำเป็นต้องให้ใต้เท้าออกโรงด้วยตนเอง แต่ว่าคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพากำลังของหยุนฉางกับเอ๊กเต๊กเป็นแน่”
