# ตอนที่ 67 ได้ชื่อเสียง
ตอนที่พี่น้องฝานถาน ฝานซ่างแอบย่องเข้ามาในห้องของซุนเจิน ซุนเจินกำลังเล่นหมากรุกกับสวี่จ้งอยู่ในห้องชั้นในใต้แสงเทียน ประตูข้างนอกไม่ได้ปิด สองคนเข้ามาอย่างเงียบกริบ ทำเอาตกใจ
ซุนเจินถือว่าตนเป็นเจ้าภาพ ไม่ยอมเอา "ตำแหน่งขุนนาง" มาข่มคน จึงไม่ได้นั่งทางทิศเหนือ แต่นั่งทางทิศตะวันออก
ที่นั่งเหนือใต้ถือตามตำแหน่งขุนนาง เหนือสูงศักดิ์ใต้ต่ำต้อย ที่นั่งตะวันออกตะวันตกถือตามแขกกับเจ้าภาพ ตะวันตกสูงศักดิ์ตะวันออกต่ำต้อย ตะวันตกเป็นที่นั่งแขก ตะวันออกเป็นที่นั่งเจ้าภาพ สวี่จ้งนั่งทางทิศตะวันตก หันหน้าตรงประตูห้องชั้นใน จึงเห็นสองคนนั้นก่อน เขาจับมีดสั้นที่เหน็บไว้นอกขาโดยไม่รู้ตัว จ้องสองคนนั้นด้วยความระแวง พร้อมส่งสายตาให้ซุนเจิน ซุนเจินหันหน้าตามสายตาเขา เห็นเป็นพี่น้องตระกูลฝาน หัวเราะว่า "พวกเจ้าสองคนยังไม่นอน มาที่นี่ทำไม มีธุระอันใดหรือ?"
ด้วยอยู่ในห้อง สวี่จ้งจึงไม่ได้คลุมหน้า แสงเทียนสาดต้องบนใบหน้าเขา สว่างมืดสลับกัน ดูน่ากลัวยิ่งนัก พี่น้องตระกูลฝานดูจะตกใจกับแผลที่หน้าเขา ครู่หนึ่ง ฝานซ่างจึงยิ้มเจื่อนกล่าวว่า "ท่านซุนกำลังเล่นหมากกับท่านเจียงหรือ? ... พวกข้าน้อยสองพี่น้องมีเรื่องเล็กน้อยจะมาขอเรียนถามท่านซุน"
"เรื่องอันใด?"
"ท่านซุนว่าต่อไปจะไม่เล่นฉูจวีอีก เปลี่ยนเป็นฝึกดาบกระบี่ ฝึกธนู"
"ใช่"
"ดาบกระบี่ ธนู เปลี่ยนใช้เงินเป็นรางวัล"
"ถูกแล้ว"
"งั้น..."
"งั้นอะไร?"
"งั้นก็คือ จะไม่ต้องใช้เงินข้าวอีกใช่ไหม?"
"ใช่"
ฝานซ่างหัวเราะหึๆ ลูบหัวตน ทำหน้าตาเลียๆ กล่าวว่า "แต่ว่าเงินข้าวในที่พักยังเหลืออยู่อีกสามสี่สือ ไม่ทราบว่าท่านซุนจะจัดการอย่างไร?"
ซุนเจินนึกในใจว่า "ที่แท้มาเพราะเรื่องนี้นี่เอง" จึงยิ้มกล่าวว่า "หลายวันมานี้พวกเจ้าก็เหนื่อยกันมาก เงินข้าวที่เหลือนี้ พวกเจ้าก็เอาไปแบ่งกันเองเถิด"
พี่น้องตระกูลฝานได้คำตอบที่อยากได้ยิน หน้าตาเปื้อนยินดี กล่าวว่า "ขอบพระคุณท่านซุนที่ประทานรางวัล! พวกข้าน้อยจะไปบอกเฒ่าตู้ เฒ่าฮอง(1)เดี๋ยวนี้ ... จะไม่รบกวนการเล่นหมากของสองท่านแล้ว" พลางประสานมือคำนับ พลางถอยหลังออกประตูไป
รอสองคนนั้นพอใจเดินไปไกลแล้ว ซุนเจินกับสวี่จ้งหันมองหน้ากันครู่หนึ่ง สวี่จ้งขยับมือออกจากด้ามมีด ซุนเจินหยิบหมากขึ้นใหม่ อาศัยแสงเทียน สองคนเล่นหมากต่อ ราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย — หากเปลี่ยนเป็นเฉิงเยี่ยน ตู้หม่าย หรือแม้แต่เฉินเปาอยู่ตรงนี้ ก็คงอดวิจารณ์สักสองสามคำไม่ได้ แต่สองคนนี้ล้วนเป็นคนสุขุมลึก ถึงต่างก็ดูแคลนความโลภต่ำช้าของพี่น้องตระกูลฝาน แต่รู้แก่ใจตนก็พอแล้ว ไม่มีผู้ใดอยากเอ่ยคำวิจารณ์อันไร้ประโยชน์เหล่านั้น
…
เล่นฉูจวีจบแล้ว ก็จะเริ่มฝึกมวยมือเปล่า ดาบกระบี่ ธนู สามอย่างนี้คือหัวใจในการฝึกซ้อมชาวบ้านของซุนเจิน จะไม่เตรียมการล่วงหน้าบ้างไม่ได้
สิ่งที่ต้องเตรียมมีสองอย่าง อย่างหนึ่งคือเงินสำหรับเป็นรางวัล อย่างหนึ่งคือครูฝึก เงินนั้นง่าย กลับไปเอาที่บ้านก็สิ้นเรื่อง ครูฝึกก็ง่ายเช่นกัน บัดนี้ใต้บังคับมีนักเลงมากมาย ล้วนมีฝีมือเหนือคนอยู่มาก เลือกเอาจากในนั้นก็ได้
ว่าด้วยการฝึกมวยมือเปล่า ดาบกระบี่ ธนู สามด้านนี้ หากเป็นในกองทัพ ย่อมถือว่ายิงธนูสำคัญที่สุด สองอย่างแรกล้วนเป็นการต่อสู้ระยะประชิด ส่วนยิงธนูเป็นการสังหารระยะไกล นับแต่มีราชวงศ์ฮั่นมา ธนูและหน้าไม้เป็นจุดเน้นในการฝึกของกองทัพมาตลอด
ในตำรา "ฮั่นซู — อี้เหวินจื้อ(2)" รวบรวมตำรา "พิชัยกลยุทธ์เชิงทักษะ" ไว้สิบสามสำนัก ในนั้น "ตำราการยิงธนู" ก็มีถึงแปดสำนัก เทียบกันแล้ว "วิชากระบี่" "มวยมือเปล่า" ต่างก็มีเพียงสำนักเดียวเท่านั้น ในสมัยฮั่นตะวันตก หน่วยทหารราบเช่นเซ่อเซิง หู่เปิน(3)ล้วนฝึกธนูและหน้าไม้เป็นหลัก หน่วยทหารม้าเช่นถุนฉี เยว่ฉียิ่งฝึกการยิงธนูบนหลังม้าโดยเฉพาะ อีกทั้งหน่วยพิเศษอย่าง "ชื่อเฟยเซ่อซื่อ(4)" ดูจากชื่อก็รู้ความสามารถ ก็เน้นวิชาธนูเป็นหลัก มาถึงราชวงศ์ปัจจุบัน ถึงจะใช้วิธีเกณฑ์จ้างทหารอย่างแพร่หลาย แต่ความสำคัญที่ให้แก่ "วิชาธนู" ก็ไม่เคยเปลี่ยน
"ธนู" เป็นหนึ่งในศิลปะหกประการของวิญญูชน(5) ซุนเจินตอนเรียนหนังสือกับซุนฉวีก็เคยเรียนมา
บ้านซุนฉวีเก็บตำราเล่มหนึ่งชื่อ "ตำราการยิงธนูของขุนพลหลี่(6)" แต่งโดยหลี่กว่าง "ขุนพลเหินหาว" แห่งฮั่นตะวันตก มีทั้งหมดสามบรรพ หลี่กว่างเป็นนักธนูเทวดาผู้ลือนาม บรรพชนเป็นขุนพลแคว้นฉิน สืบทอดตำแหน่ง "ผูเซ่อ" ดูแลกิจการการยิงธนู ตำราการยิงธนูที่สืบทอดในตระกูล ยิงไม่มีพลาด แรงถึงขนาดทำให้หัวลูกศรฝังจมในหิน ซุนเจินเคยเรียนมาอย่างจริงจัง เพียงแต่บางทีพรสวรรค์อาจไม่ได้อยู่ด้านนี้ ความสำเร็จในวิชาธนูจึงสู้วิชากระบี่ไม่ได้ แต่ระดับฝีมือในปัจจุบันก็เก่งกว่าคนในตระกูลส่วนใหญ่แล้ว
เพียงแต่ "วิชาธนูสำคัญที่สุด" นั้นกล่าวในแง่ของกองทัพ ในแง่ของชาวบ้าน คนที่มีธนูลูกศรไม่มากนัก มวยมือเปล่า ดาบกระบี่ก็จึงสำคัญไม่แพ้กัน สามอย่างนี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
…
วันรุ่งขึ้น ซุนเจินด้านหนึ่งใช้ให้เฉินเปาไปเอาเงินที่บ้าน อีกด้านหนึ่งก็จัดเลี้ยงสุราเจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่ง พี่น้องซูใหญ่ซูเล็กและคนอื่นๆ ในวงสุราก็เอ่ยเรื่องครูฝึกขึ้น เห็นแก่หน้าสวี่จ้ง อีกทั้งเห็นแก่พระคุณและไมตรีที่ซุนเจินมีต่อพวกเขามาตลอด บรรดานักเลงก็รับคำอย่างฉับไว ต่างว่า "แล้วแต่ท่านเลือกใช้"
เจียงฉินเคยเรียนวิชา "มือยาว" ของกัวอี๋(7)มา ฝีมือมวยมือเปล่าไม่มีคู่ต่อสู้ในตำบลนี้ ขนานนามว่า "มวยมือเปล่าอันดับหนึ่ง" จึงเป็นคนแรกที่ต้องเชิญ เขารับปากอย่างฉับไว ชาวบ้านร่วมร้อย แบ่งเป็นสองหมู่ก่อนหลัง ครูฝึกคนเดียวน้อยไป จึงให้ทุกคนเสนอชื่อ คัดได้พี่น้องซูใหญ่ซูเล็กที่ถนัดมวยปล้ำ ให้เจียงฉินเป็นหลัก พี่น้องซูใหญ่ซูเล็กดูแลหมู่ละหมู่ สามคนก็พอแล้ว
ต่อมาก็คัดครูฝึกดาบกระบี่กับธนู ก็คัดอย่างละสามคนเช่นกัน
สวี่จ้งถูกคัดเป็นครูฝึกดาบกระบี่คนหลัก พี่น้องเกาเจี่ย เกาปิ่งมีฝีมือธนูเฉพาะตัว ถูกคัดเป็นครูฝึกยิงธนู
นอกจากคนที่ถูกคัดมาเหล่านี้แล้ว ในหมู่คนยังมีอีกสองคนถนัดใช้ "กี่ใหญ่(8)" "กี่" เป็นหนึ่งในอาวุธรบที่พบมากที่สุดในกองทัพ อานุภาพในสนามรบเหนือกว่าดาบกระบี่มาก น่าเสียดายเพียงราคาของ "กี่" ก็แพงกว่าดาบกระบี่มาก ชาวบ้านที่ใช้ของนี้ยิ่งน้อยกว่าคนใช้ธนู แทบไม่มีเลย จะสอนก็สอนไม่ได้ จำต้องเลิกล้มไป
…
คัดครูฝึกได้แล้ว ทุกคนดื่มกินสำราญ พอสุราถึงครึ่งวง เจียงฉินตั้งคำถามขึ้นข้อหนึ่ง เขาถามว่า "ได้ยินว่าหลายวันก่อนท่านซุนจัดเลี้ยงพี่น้องลูกหลานในตระกูลที่บ้าน ในวงได้แต่งบทกวี 'ต้วนเกอสิง' บทหนึ่งหรือ?"
"... เจ้าได้ยินมาจากไหน?"
"เมื่อวานซืนข้าไปทำธุระในตำบล ได้ยินผู้ช่วยตำบลเล่าให้ฟัง"
"ตอนนั้นเมาสุรา เผลอเสียกิริยาชั่วครู่ มั่วซั่วไปสองสามวรรค ขายหน้าผู้รู้เปล่าๆ"
"จะว่ามั่วซั่วได้อย่างไร? ผู้ช่วยตำบลผู้นั้นว่า เซ่อฟูเซี่ยอู่แห่งตำบลเรา ชมบทกวีนี้ของท่านซุนไม่ขาดปาก! อีกทั้งว่าได้ยินเซี่ยอู่เล่าว่า เล่าหยู ฉินกานและบรรดาขุนนางในอำเภอก็พากันชมไม่ขาดเช่นกัน แม้แต่เจ้าเมืองก็ยังตบเข่าชื่นชม ว่ากันว่าฉินกานยังเอาวรรค 'จันทร์กระจ่างดาวเลือนราง' ไปเขียนไว้บนผนังที่พักของตนเป็นพิเศษด้วย!"
…
บท "ต้วนเกอสิง" ของโจโฉบทนี้ สี่วรรค "จันทร์กระจ่างดาวเลือนราง" ที่จริงเป็นการปูทางสู่เนื้อความข้างล่างที่ว่า "ภูเขาไม่เบื่อความสูง โจวกงคายข้าวต้อนรับ" ซุนเจินไม่กล้าขับสี่วรรคล่าง หยุดเสียกะทันหันเพียงเท่านี้ ตามเหตุผลควรให้คนรู้สึก "ความหมายยังไม่จบ" แต่ไฉนกลับได้รับคำชมจากซุนฮก ซุนฮิวและคนอื่นๆ ติดๆ กัน แล้วยังได้รับคำชื่นชมจากเซี่ยอู่ ฉินกาน เล่าหยู เจ้าเมือง แม้แต่ฉินกานยังเอาวรรคเหล่านี้ไปเขียนบนผนังโดยเฉพาะ?
เจียงฉินและพวกส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ ย่อมคิดถึงปัญหาข้อนี้ไม่ได้ แต่ซุนเจินรู้แก่ใจ เพราะหากมองในอีกแง่หนึ่ง บท "ต้วนเกอสิง" นี้ จะว่าระบายความใฝ่ฝันอันใหญ่หลวง สู้ว่าได้เปล่งเสียงในใจของบรรดาบัณฑิตและผู้มีชื่อทั่วใต้หล้าในยามนี้ไม่ได้
ขณะนี้กำลังเหตุการณ์กวาดล้างบัณฑิต ผู้มีชื่อทั่วใต้หล้าส่วนใหญ่อยู่ในรายชื่อต้องห้าม ถึงมีใจตอบแทนชาติบ้านเมือง แต่ก็ไร้โอกาสสำแดงปณิธาน ไม่ใช่ก็คือ "สว่างไสวดั่งจันทรา เมื่อใดเล่าจึงหยุดยั้ง" "บินวนรอบพฤกษ์ใหญ่ กิ่งใดเล่าให้พักพิง" ดอกหรือ? บัณฑิตทั้งหลายหวังให้องค์ฮ่องเต้ทรงรับผู้ปรีชาเข้ารับใช้ "เพียงเพราะคำนึงหา ครวญคร่ำมาจนบัดนี้" หวังให้องค์ฮ่องเต้ทรง "รำลึกคุณเก่าก่อน" "ดีดพิณเป่าขลุ่ยรับ" ทว่าความหวังนั้นงดงาม ความจริงกลับมืดมน ในราชสำนักขันทีกุมอำนาจ การปลดล็อกข้อห้ามดูยังเลือนลางไกลโพ้น ถึงแม้ "เปรียบดั่งน้ำค้างใส วันวายไปช่างขมขื่น" ถึงแม้ "ปลุกใจให้ฮึกหาญ ความกังวลยังหวนคืน" ถึงแม้ "กังวลก่อเกิดในใจ ไม่อาจตัดให้ขาดสิ้น" ก็ได้แต่ "ใดเล่าคลายขุ่นขื่น มีแต่ตู้คังสุราเอย"
ด้วยเหตุนี้ซุนฮก ซุนฮิวจึงชมบทกวีนี้ยิ่งนัก ส่วนฉินกาน เจ้าเมืองและคนอื่นๆ ถึงไม่ต้องเคราะห์กวาดล้างบัณฑิต แต่ก็เป็นบัณฑิตเช่นกัน อดไม่ได้ที่จะ "สลดใจดั่งเดียวกัน" จึงพากันตบเข่าชื่นชมบทกวีนี้
ตั้งแต่ตอนที่ซุนเจินขับขานครั้งแรกในวง เขาก็รู้แล้วว่าไม่ช้า บทกวีนี้ย่อมผ่านปากของซุนฮก ซุนฮิว ซุนเยว่ ซุนฉี ซุนอินและคนอื่นๆ ไปถึงหูผู้ใหญ่ในตระกูล แล้วผ่านผู้ใหญ่ในตระกูลไปถึงหูผู้มีชื่อในอำเภอข้างเคียง แล้วผ่านผู้มีชื่ออำเภอข้างเคียงเลื่องลือไปทั่วทั้งเขตเมืองและทั้งใต้หล้า เพียงแต่เขาไม่คาดว่าจะลือออกนอกเมืองอำเภอเร็วถึงเพียงนี้ อีกทั้งไม่เพียงบัณฑิตรู้ แม้แต่นักเลงอย่างเจียงฉินก็ยังได้ยิน
…
ลองคิดให้ดีก็น่าสนใจอยู่ ชื่อเสียงเล็กน้อยที่ซุนเจินมีในวันนี้ ได้มาไม่ใช่ง่ายเลย
ก่อนเขาออกจากเองอิมมาฝานหยาง อย่าว่าแต่ในอำเภอเลย แม้แต่ในตระกูลก็เป็นเพียงคนสามัญ ไม่เหมือนซุนฮก ซุนฮิวที่อายุน้อยๆ ก็เป็นที่รู้จักทั้งเมืองทั้งอำเภอ สิ่งที่เขาพอจะอวดอ้างได้ก็มีเพียง "ใฝ่เรียนแต่เยาว์วัย" ตอนอายุสิบกว่าขออาสาเป็นศิษย์ซุนฉวีเท่านั้น หากจะฝืนกล่าวอีก ก็มี "ปณิธานดั่งฉิวหล่าน" หากเป็นในตระกูลสามัญทั่วไปหรืออาจเล่าขานเป็นเรื่องงาม แต่ในตระกูลซุน ในตระกูลใหญ่มีชื่อเช่นตระกูลซุน ก็ไม่นับว่าเป็นอันใดเลย
ซุนฮิวอายุสิบสามก็แยกแยะคนชั่วออก ทำให้ "ซุนฉวีอัศจรรย์ใจ" ซุนฮกตัวเล็กๆ ก็ถูกเหอหยงมหาบัณฑิตน่ำเอี๋ยงยกย่องว่ามี "วาสนาเป็นที่ปรึกษาแผ่นดิน" ซุนเยว่ตอนเด็กบ้านยากจนไม่มีหนังสือ หนังสือที่อ่านล้วนยืมมา แต่อายุสิบสองก็อธิบายคัมภีร์ชุนชิวได้ สติปัญญาของพวกเขาเรียกได้ว่า "ฟ้าประทาน" อีกทั้งปู่และบิดาของสามคนนี้ ไม่มีผู้ใดที่ไม่ใช่ผู้มีชื่อทั่วใต้หล้า ส่วนซุนเจินเป็นเพียงผู้มีพื้นปานกลาง ปู่และบิดาก็ไม่มีชื่อเสียงอันใด จะเทียบสติปัญญาหรือเทียบชาติตระกูล ล้วนด้อยกว่ามากนัก ควบม้าก็ตามไม่ทัน
ภายใต้พื้นเพเช่นนี้ ภายใต้แรงกดดันว่ากบฏโพกผ้าเหลืองจะก่อการ ใต้หล้าจะวุ่นวาย เขาอดทนกลั้นมาสิบปี ด้านหนึ่งอ่านหนังสือ เพื่อให้ตนปรับเข้ากับยุคสมัยที่ "ให้ความสำคัญกับคัมภีร์" นี้ได้ อีกด้านหนึ่งก็ฝึกขี่ม้ายิงธนู ครุ่นคิดหากลยุทธ์ดีทั้งวันทั้งคืน เพื่อเตรียมรักษาชีวิตในภายหน้า
จนกระทั่งปีกลายที่การกวาดล้างบัณฑิตเริ่มผ่อนคลาย ตาข่ายข้อห้ามเปิดออกบ้าง มีโอกาสเข้ารับราชการ เขาประเไม่นตนว่าถึงด้านคัมภีร์ยังด้อยกว่าซุนฮกและคนอื่นๆ มาก แต่ก็พอได้บ้าง เพียงพอใช้ และยัง "กะลาเกล้าบรรลุนิติภาวะ" แล้ว จึงตั้งใจ "ออกจากเขา" แต่กลับปฏิเสธไม่เป็นขุนนางอำเภอ ขออาสาเป็นนายกองศาลาอย่างเหนือความคาดหมาย
ออกจากเองอิม มาฝานหยาง เขาทุ่มเทกำลังกายกำลังใจสุดกำลัง กดข่มอารมณ์ต่างๆ ของตนไว้ แสดงออกต่อภายนอกเป็นภาพลักษณ์ของผู้อ่อนโยนสุภาพ รักราษฎรชักนำสู่ความดี ในที่สุดก็ค่อยๆ สร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ ทำให้การกระทำของตนเลื่องลือจากตำบลเข้าสู่อำเภอก่อน ถึงหูเจ้าเมือง ต่อมาก็ฉวยโอกาสสำแดงต่อ ทำให้ "บทกวี" ของตนลือจากอำเภอออกไปนอกอำเภอ ถึงหูชาวตำบล
ไปครั้งหนึ่ง มาครั้งหนึ่ง "ไป" คือชื่อเสียงจากภายนอกเข้าสู่อำเภอ "มา" คือชื่อเสียงจากอำเภอออกสู่ภายนอก ไปครั้งหนึ่งมาครั้งหนึ่ง ก็ต่างกันมากนัก ชื่อเสียงที่ได้มานี้ดูเหมือนค่อยเป็นค่อยไปไม่ร้อนไม่หนาว น้ำไหลถึงที่ก็เป็นคลอง แต่ใครเล่าจะรู้หยาดเลือดและความเพียรที่เขาทุ่มลงไปเพื่อสิ่งนี้?
เขานึกในใจว่า "อดทนกลั้นสิบปี เปล่งเสียงในวันนี้"
…
แน่นอน ทุกสิ่งมีคุณก็มีโทษ ภายใต้พื้นหลังของการกวาดล้างบัณฑิต บท "ต้วนเกอสิง" ถึงช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของเขา แต่ก็อาจมีโทษได้เช่นกัน — หากบทกวีนี้ถึงหูบรรดาขันทีผู้กุมอำนาจในราชสำนัก บางทีอาจลงโทษเขา
ระบอบของฮั่นถึงผ่อนคลายกว่าฉินยุคก่อน แต่ตลอดสองยุคฮั่น ตัวอย่างขุนนางที่เกิดเภทภัยเพราะงานเขียน ต้องโทษเพราะวาจา ไม่ใช่ว่าไม่มี
สมัยฮั่นเซวียนเต้แห่งฮั่นตะวันตก เอี๊ยงอวิ้น(9)หลานตาของซือหม่าเชียน หลังถูกราชสำนักปลดออกจากตำแหน่ง ได้แต่งบทกวีบทหนึ่ง มีสองวรรคว่า "ไถนาเชิงเขาใต้ รกร้างไม่จัดการ" ฮั่นเซวียนเต้เห็นว่านี่เป็นการเสียดสีราชการบ้านเมืองว่า "รกร้าง" จึงสั่งประหารเขา
สมัยฮั่นฮวนเต้แห่งราชวงศ์ปัจจุบัน หลี่หยุน "ไป๋หม่าลิ่ง(10)" ด้วย "เป็นห่วงภัยของชาติ" อาศัยโอกาสที่ "แผ่นดินไหวแยกหลายครั้ง ภัยพิบัติเกิดถี่" "ถวายฎีกาเปิดผนึก" โจมตีญาติภายนอกและขันทีที่กุมอำนาจ ทูลเตือนฮั่นฮวนเต้ให้ตั้งใจปกครองบ้านเมือง ไม่ฉะนั้นก็คือ "ฮ่องเต้ไม่ประสงค์ความกระจ่าง" ด้วยถ้อยคำเฉียบคม อีกทั้งเป็น "ฎีกาเปิดผนึก" คือถวายฎีกาอย่างเปิดเผย เท่ากับวิจารณ์ฮั่นฮวนเต้ต่อสาธารณะ ทำให้ฮั่นฮวนเต้กริ้วยิ่ง นำมาซึ่งเภทภัยถึงชีวิต ตายในคุก
เอี๊ยงอวิ้นเป็นเรื่องของราชวงศ์ก่อน ก็พอทำเนา แต่คดีหลี่หยุนเกิดเมื่อสามสิบปีก่อน ห่างจากปัจจุบันไม่นานนัก
คัมภีร์กวีนิพนธ์กล่าวว่า "แบบอย่างของอินไม่ได้ไกล อยู่ในสมัยราชวงศ์เซี่ย" ซุนเจินไม่ใช่ว่าไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้ ก่อนขับขานเขาก็คิดแล้ว แต่หลังจากชั่งน้ำหนักคุณโทษ เขาก็ตัดสินใจขับ "ต้วนเกอสิง" ออกต่อหน้าผู้คน
ไม่ใช่เพราะเขากล้าหาญ ไม่กลัวตาย แต่เพราะเขารู้เรื่องราวภายหน้า จึงมีความมั่นใจ
เรื่องภายหน้าที่เขารู้ก็คือ กบฏโพกผ้าเหลืองจะก่อการในไม่ช้า ใต้หล้าจะวุ่นวายใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะต้องโทษเพราะเรื่องนี้หรือไม่ ต่อให้ต้องโทษจริง ในเมื่อใต้หล้าจะวุ่นวายอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ สามารถหลบหนีไปลี้ภัยตามยุทธจักรก่อนได้ และครั้นเรื่องพัฒนาถึงขั้นที่เขาต้องหลบหนีลี้ภัยจริง ถึงจะต้องลำบากสองสามปี แต่ชื่อเสียงที่ได้มากลับยิ่งใหญ่แน่! — จางเจี่ยน เหอหยงและคนพวกนั้น ผู้ใดเล่าที่ยิ่งถูกราชสำนักประกาศจับ ชื่อเสียงในวงบัณฑิตยิ่งโด่งดัง? และเพียงมีชื่อเสียงแล้ว ต่อให้กบฏโพกผ้าเหลืองก่อการก็เป็นไร? ใต้หล้านี้แห่งใดเล่าไปไม่ได้?
หากต้องโทษก็ได้ชื่อเสียงก้องใต้หล้า หากไม่ต้องโทษก็ได้ความเคารพจากเมืองอำเภอ ไยจะไม่ทำเล่า? มองในยามนี้ "ต้องโทษ" ยังก้ำกึ่งอยู่ ส่วน "ความเคารพ" ได้มาแล้ว
…
ฟังคำเจียงฉินแล้ว ซุนเจินหัวเราะว่า "บท 'ต้วนเกอสิง' นี้เป็นเพียงข้าระบายความในใจออกมาเท่านั้น" หยุดครู่ แล้วกล่าวต่อว่า "ชายชาตรีเมื่อไม่เป็นธรรมก็ต้องเปล่งเสียง ยอมเปล่งเสียงแล้วอยู่ ดีกว่านิ่งเงียบแล้วตาย ท่านทั้งหลาย มักมีคนถามข้าว่าเหตุใดไม่ไปเป็นขุนนางร้อยสือ กลับมาเป็นนายกองศาลาเล็กๆ นี่แหละคือเหตุผลที่ข้าไม่เป็นขุนนางอำเภอ กลับขออาสาเป็นนายกองศาลา!"
เจียงฉินและพวกฟังไม่เข้าใจ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เจียงฉินกล่าวว่า "พวกข้าน้อยโง่เขลา ขอท่านซุนได้โปรดชี้แจง"
ซุนเจินมือกุมดาบนั่งคุกเข่า กวาดมองบรรดานักเลงนักดาบในวง กล่าวอย่างฮึกเหิมว่า "ขุนนางอำเภอก้มหน้าอยู่กับเอกสาร คลุกคลีกับพู่กันแท่นหมึก เรื่อยเฉื่อยไร้ผลงาน ไร้ประโยชน์ต่อกิจการบ้านเมือง คำพังเพยว่า 'ยอมเป็นปากไก่ ดีกว่าเป็นก้นวัว' นายกองศาลาถึงต่ำต้อย ก็เป็นนายแห่งแผ่นดินสิบลี้ พอจะสร้างคุณประโยชน์แก่ท้องที่ได้ ช่วยเหลือผู้ตกยากได้ เป็นขุนนางอำเภอก็คือนิ่งเงียบ เป็นนายกองศาลาก็คือเปล่งเสียงได้ ชายชาตรีร่างแปดฉื่อ(11) ยอมต่ำต้อยแต่เปล่งเสียง ดีกว่ายิ่งใหญ่แต่นิ่งเงียบ"
ถ้อยคำเหล่านี้ช่างถูกใจสวี่จ้ง เจียงฉิน เกาเจี่ย เกาปิ่ง พี่น้องซูใหญ่ซูเล็กและบรรดานักเลงเหล่านี้ยิ่งนัก เหมือนบท "ต้วนเกอสิง" ที่พูดถูกใจกลางใจบัณฑิต ถ้อยคำเหล่านี้ก็เกาถูกที่คันของพวกเขาพอดี! สองสามคนที่ใจร้อน ดีอกดีใจฮึกเหิม ต่างกุมดาบกระบี่ โน้มกายร้องเสียงดังว่า "ท่านซุนกล่าวถูกต้องยิ่ง! 'ชายชาตรีร่างแปดฉื่อ ยอมต่ำต้อยแต่เปล่งเสียง ดีกว่ายิ่งใหญ่แต่นิ่งเงียบ'!"
ยังมีคนร้องว่า "'ยอมเป็นปากไก่ ดีกว่าเป็นก้นวัว'!"
ทันใดทุกคนก็โห่ร้องอึกทึก แย่งกันตะโกน บ้างเคาะภาชนะสุรา บ้างลุกขึ้นร้องเสียงดัง ในวงโกลาหลวุ่นวาย
สวี่จ้งที่นั่งเป็นเพื่อนอยู่ข้างซุนเจินไอเบาๆ ครั้งหนึ่ง ทุกคนก็รู้ตัว รีบเงียบเสียงปิดปาก นั่งกลับเข้าที่อย่างเรียบร้อย ซุนเจินหัวเราะลั่นแล้วตบมือสวี่จ้ง กล่าวว่า "ล้วนเป็นคนกันเอง ไยต้องเกร็งกันด้วย?"
สวี่จ้งลุกจากที่คำนับลง กล่าวว่า "บัดนี้พวกเรากินอยู่ที่พักศาลา ท่านก็คือเจ้าภาพ มารยาทสูงต่ำจะละเลยไม่ได้"
ในหมู่เพื่อนตายที่สวี่จ้งเรียกมาเมื่อหลายวันก่อน มีหลายคนมาจากศาลาที่อยู่ไกล บางคนบ้านก็ยากจน จึงพักอยู่ที่พักศาลาด้วยกันกับสวี่จ้งเลย ปกติกินใช้ล้วนซุนเจินเป็นผู้จัดหา ที่ว่า "บัดนี้พวกเรากินอยู่ที่พักศาลา" ก็หมายถึงเรื่องนี้ เจียงฉินและพวกถึงไม่ได้กินอยู่ที่พักศาลา แต่เห็นสวี่จ้งนำหน้า ก็พากันลุกจากที่คำนับลง เอ่ยปากว่าเสียมารยาท "ขอท่านโปรดอภัย"
ซุนเจินประคองสวี่จ้งขึ้นด้วยมือตน แล้วดึงเจียงฉินไว้ ส่งสัญญาณให้ตู้หม่าย ฮองตง เฉิงเยี่ยนที่ร่วมโต๊ะช่วยประคองคนที่เหลือขึ้นทีละคน ยืนอยู่กลางวง มองดูทุกคน หัวเราะอย่างสำราญว่า "อาหารมื้อเดียว จะมีค่าเท่าใด? ท่านทั้งหลายล้วนเป็นวีรชน ข้าปรารถนาจะได้พบหน้าพวกท่านเช้าค่ำเสียอีก สุราเพิ่งครึ่งวง รีบกลับเข้าที่เถิด" ต่อการคุกเข่าคำนับของเจียงฉินและพวกเขาพึงใจ ต่อ "มารยาทสูงต่ำไม่อาจละเลย" ของสวี่จ้งยิ่งพึงใจ
อาศัยบท "ต้วนเกอสิง" ก็ได้รับคำชมจากบัณฑิตในอำเภอแล้ว ผ่านสวี่จ้ง ก็ได้รับความเลื่อมใสจากนักเลงบ้านนอกอีก เขาอารมณ์ดี สนทนาออกรส ชวนดื่มไม่ขาดปาก วงสุรานี้ดื่มกันจนดึก จึงเลิกราอย่างสำราญ
…
หลังพักสองวัน การฝึกมวยมือเปล่า ดาบกระบี่ ยิงธนูแก่ชาวบ้านก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
## เชิงอรรถ
(1) เฒ่าฮอง — หมายถึงฮองตง ติงฟู่ผู้เฒ่าประจำศาลา; เฒ่าตู้ คือตู้หม่าย (2) ฮั่นซู — อี้เหวินจื้อ — บรรพว่าด้วยบรรณานุกรมในพงศาวดารราชวงศ์ฮั่น (3) เซ่อเซิง หู่เปิน (、) — ชื่อหน่วยทหารราบในกองทัพฮั่นตะวันตก (4) ชื่อเฟยเซ่อซื่อ — หน่วยนักธนูผู้ชำนาญพิเศษในกองทัพฮั่น (5) ศิลปะหกประการ — พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขับรถ อักษร และคณิต ที่วิญญูชนพึงเรียนรู้ (6) ตำราการยิงธนูของขุนพลหลี่ — ตำราของหลี่กว่าง "ขุนพลเหินหาว" แห่งฮั่นตะวันตก (7) กัวอี๋ — เจ้าของวิชา "ฉางโฉ่ว" (มวยมือยาว) ที่เจียงฉินร่ำเรียนมา (8) กี่ — ทวนง้าวชนิดหนึ่ง อาวุธรบที่พบมากในกองทัพ มีง่ามด้านข้าง (9) เอี๊ยงอวิ้น — หลานตาของซือหม่าเชียน ถูกประหารเพราะบทกวีที่ถูกตีความว่าเสียดสีราชสำนัก (10) ไป๋หม่าลิ่ง — ตำแหน่งนายอำเภอม้าขาว; หลี่หยุน ถวายฎีกาตำหนิราชสำนักจนถูกประหารในคุก (11) ฉื่อ — หน่วยความยาวยุคฮั่น 1 ฉื่อ ≈ 23 ซม. "แปดฉื่อ" คือคำเปรียบความสูงใหญ่ของชายชาตรี