ในยามรุ่งเรือง ประชากรของวุยกุ้นมีประมาณเจ็ดแสนคน หลังผ่านศึกสงครามไม่กี่ปีนี้ เมื่อถึงสิ้นปีก่อน ครั้งที่สิมโพ่ยเดินทางไปรายงานบัญชีที่เมืองหลวง จำนวนประชากรที่แจ้งไปเหลือเพียงหกแสนคนโดยประมาณ กล่าวคือ ในเวลาเพียงไม่กี่ปีสูญเสียประชากรไปหนึ่งแสนคน แน่นอนว่า หนึ่งแสนคนนี้มิได้ล้มตายในสงครามทั้งหมด หากแต่จำนวนไม่น้อยกลายเป็นราษฎรพลัดถิ่น แต่ไม่ว่าด้วยเหตุใด หากมองเฉพาะด้านแรงงาน วุยกุ้นก็อาจกล่าวได้ว่าบอบช้ำหนัก ทว่าสำหรับการเสนอชื่อเซี่ยวเหลียนแล้ว ในระยะนี้กลับไม่กระทบมากนัก เพราะตามกฎของราชวงศ์ฮั่น แคว้นที่มีประชากรสองแสนคนสามารถเสนอชื่อเซี่ยวเหลียนได้ปีละหนึ่งคน หากมีเจ็ดแสนคนเสนอได้สามคน ส่วนที่มีหกแสนคนก็ยังคงเสนอได้สามคน
ประชากรหกแสนคนกับตำแหน่งเซี่ยวเหลียนสามที่ ดูเหมือนมีตัวเลือกมากมาย แต่แท้จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
ประการแรก ในประชากรหกแสนคนนี้ ผู้ที่เคยอ่านคัมภีร์มีไม่มากนัก เกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ อย่างมากก็เพียงเคยเรียนโรงเรียนหมู่บ้านตอนเด็ก รู้หนังสือบ้าง ที่ดีกว่านั้นก็เพียงอ่านคัมภีร์เซี่ยวจิงซึ่งเป็นตำราเบื้องต้น ส่วนคัมภีร์ชั้นสูงอย่างชุนชิวกลับไม่รู้เรื่องเลย
การเสนอชื่อเซี่ยวเหลียนมิใช่เพียงเสนอชื่อแล้วจบ ยังต้องผ่านการสอบด้วย หากเซี่ยวเหลียนที่เสนอไปสอบไม่ผ่าน นอกจากตัวเขาเองจะถูกตีกลับแล้ว ผู้เสนอชื่อก็อาจพลอยได้รับความเดือดร้อนด้วย ดังนั้น เกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่จึงถูกคัดออกจากการเป็นผู้สมัครเซี่ยวเหลียนตั้งแต่แรก
ประการต่อมา บัณฑิตหรือผู้มีการศึกษายากจนที่เคยอ่านคัมภีร์ บางคนมีชื่อเสียงย่ำแย่ เซี่ยวเหลียนนั้นคือผู้กตัญญูและซื่อสัตย์ จึงเรียกว่าเซี่ยวเหลียน ราชวงศ์ฮั่นปกครองแผ่นดินด้วยหลักกตัญญู บัณฑิตที่คุณธรรมต่ำทราม แม้จะมีผู้ร้องขอมากเพียงใด สำหรับผู้อย่างซุนเจินที่ “มีปณิธานเพื่อแผ่นดิน” “รักชื่อเสียงเกียรติยศ” ย่อมไม่มีทางเสนอชื่อเป็นอันขาด
ประการสุดท้าย บัณฑิตหรือผู้มีการศึกษายากจนบางคนมีชื่อเสียงดี แต่กลับเป็นพวกอ่านหนังสือตายตัว หรือ “วิชาความรู้ไม่แก่กล้า” สำหรับคนเช่นนี้ ซุนเจินก็ไม่สามารถเสนอชื่อได้เช่นกัน
