สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 234 ไม่ช้าก็เร็วจักล้างเจ้าโจรเด็กผู้นี้

51 นาที· 11.7K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 234 — ไม่ช้าก็เร็วจักล้างเจ้าโจรเด็กผู้นี้

ครั้นชำระสมรภูมิเสร็จสิ้น ซุนเจินก็นำพลทหารออกจากเส้นทางหลวงตอนนั้นไป

แต่ก่อนเมื่อครั้งเขายังเป็นตูอิ้วเขตเหนือออกตรวจอำเภอ ไม่เพียงทุกแห่งที่ไปถึงจะให้ซวนคางจดลักษณะภูมิประเทศที่พอใช้การได้ไว้ หากยังให้วาดป่าเขา หนองบึง ตำบลศาลาและถนนหนทางในถิ่นนั้นลงเป็นแผนที่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้ภูมิประเทศรอบฟู่เฉิงเป็นอย่างดี ครั้นออกจากสมรภูมิแล้ว เขาก็นำผู้คนมุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

เขาจำได้ว่าทางตะวันตกเฉียงใต้ห่างออกไปไม่กี่ลี้มีตำบลหนึ่งชื่อหนานเซียง ทางตะวันตกของตำบลมีสวนผลไม้แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ดินมรดกของตระกูลผู้มั่งคั่งตระกูลหนึ่งในฟู่เฉิง ปลูกแต่ส้มเกลี้ยงกับส้มต่าง ๆ บัดนี้เป็นกลางฤดูใบไม้ผลิ กิ่งใบของต้นผลไม้กำลังเขียวชอุ่มขึ้นทุกที คนนับร้อยซ่อนตัวเข้าไปในนั้นก็พอจะปกปิดร่องรอยได้

กว่าจะชำระสมรภูมิเสร็จก็ราวยามอิ่ว(1) แล้ว เดือนสองกลางวันสั้น แสงสนธยาใกล้มาถึง

ซุนเจินนำพลม้าพลเดินเท้าหลายร้อยนี้ไม่เดินตามถนนหลวง หากแอบลัดเลาะไปกลางทุ่งนา เรียงกันเป็นแถวมุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ เดินไปได้ครึ่งยาม ก็ถึงสวนผลไม้แห่งนั้น เวลานี้แสงสนธยาก็มืดลงแล้ว

ระหว่างทางมิได้พบกองทัพใหญ่ของพวกโพกผ้าเหลืองอีก พบเพียงกองลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งสิบยี่สิบคน ถูกซินอ้ายและพลม้ากรูเข้าล้อมสังหารหมดสิ้น

จวนจะถึงหนานเซียง พบชาวนาสองสามคนกำลังหาของกินอยู่ในนา ปอไซยกทัพหลายหมื่นมาล้อมฟู่เฉิง แม้จะนำเสบียงที่ปล้นมาจากเซียงเซียและเกียบมาด้วยบ้าง แต่ก็ห่างไกลจากที่ทัพใหญ่ต้องการนัก ด้วยเหตุนี้จึงเหมือนเมื่อครั้งอยู่เซียงเซียและเกียบ คือส่งนายกองน้อย(2) ออกปล้นเสบียงไปทั่ว เสบียงในตำบลถูกปล้นไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ชาวบ้านไม่มีอะไรกิน ได้แต่ออกมาจับหนูนา กระต่ายป่าในทุ่ง ขุดผักป่ากินประทังชีวิต คราวนี้ที่ซุนเจินลงใต้ข้ามแม่น้ำมาแม้จะเป็นการล่อข้าศึก แต่ก็มิอาจเปิดเผยร่องรอยไปทุกแห่ง ที่ใดควรซ่อนก็ต้องซ่อน เพื่อมิให้การล่อข้าศึกกลับกลายเป็นถูกล้อมเสียเอง เมื่อครู่เขาปล่อยพลทหารโพกผ้าเหลืองที่จับเป็นไว้สองสามคนไปแจ้งข่าวแก่ปอไซแล้ว บัดนี้ถึงคราวต้องซ่อนร่องรอย ฉะนั้นก่อนจะมาถึงสวนผลไม้ เขาจึงสั่งเฉินเปาผู้นำทางไปข้างหน้าไว้ว่า หากพบชาวบ้านระหว่างทาง ให้จับไว้ทั้งหมด นำติดทัพไปด้วย

ครั้นถึงสวนผลไม้ ผู้คนต่างมองดู

สวนผลไม้แห่งนี้ใหญ่นัก กินเนื้อที่หลายร้อยไร่ ต้นส้มเกลี้ยงส้มต่าง ๆ ผลิใบเขียวอ่อน แลแต่ไกลดุจห้วงน้ำสีเขียวผืนหนึ่ง อย่าว่าแต่พลม้าพลเดินเท้าหกร้อยเศษเลย ถึงคนนับพันก็ยังซ่อนในนั้นได้ เพราะพวกโพกผ้าเหลืองออกปล้นไปทั่วตำบล รอบสวนผลไม้แห่งนี้จึงเงียบสงัด ไม่มีผู้คนแม้แต่คนเดียว คนเฝ้าสวนเดิมก็ไม่รู้หนีไปอยู่ที่ใด

ผู้คนตามซุนเจินเข้าไปในสวน ฤดูกาลนี้ยังไม่ถึงคราวต้นส้มออกดอก แม้ไร้กลิ่นดอกไม้ แต่ก็มีกลิ่นใบไม้ในสวนหอมตลบมา เพิ่งผ่านการรบพุ่งนองเลือดมา ครั้นเข้าลึกในสวน นั่งใต้ต้นไม้ สูดกลิ่นใบไม้ แลตะวันรอนทอแสงตกลับฟ้าทางไกล เมฆเย็นงามวิจิตร ผู้คนราวกับมาถึงโลกอีกใบหนึ่ง การฆ่าฟันดูเหมือนห่างไกลออกไป รู้สึกผ่อนคลายไม่รู้ตัว ต่างคลายความตึงเครียดลง

คราวล้อมสังหารพลทหารโพกผ้าเหลืองบนถนนหลวงครั้งนี้ เว้นแต่ที่จงใจปล่อยไปสองสามคนนั้น พลทหารโพกผ้าเหลืองที่เหลือถูกฆ่าหมดสิ้น ฆ่าศัตรูพันต้องเสียพวกตนแปดร้อย ฝ่ายซุนเจินก็มีบาดเจ็บล้มตายบ้าง แต่ไม่หนักหนาถึงขนาดแปดร้อยต่อพัน เพราะพวกตนส่วนใหญ่มีเกราะ อาวุธก็ดีเลิศ เหนือกว่าข้าศึกมากนัก อีกทั้งผ่านการฝึกปรือมาบ้างแล้ว และยังเป็นฝ่ายมากเข้าตีน้อย ฉะนั้นจึงบาดเจ็บล้มตายไม่มาก ตายไปแปดคน บาดเจ็บสามสิบเศษ

พลทหารที่ตายในศึกนั้น ซุนเจินให้ซวนคางจดชื่อและภูมิลำเนาไว้ รอเสร็จศึกแล้วจะส่งเงินที่ควรให้ไปยังบ้านเรือนของเขา ส่วนสามสิบเศษที่บาดเจ็บนั้นส่วนใหญ่บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทัพ ทั้งไม่เป็นอุปสรรคต่อการรบ ที่บาดเจ็บสาหัสมีหกคน สองคนขาหัก คนหนึ่งแขนหัก ที่เหลืออีกสามคนบาดเจ็บที่อกและท้อง คนที่หนักที่สุดถึงกับไส้ทะลักออกมา คนบาดเจ็บสาหัสเหล่านี้ ซุนเจินจะทิ้งไว้ไม่ได้ หากทิ้งไว้ จะเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังพล เช่นนั้นเมื่อต้องรบอีกครั้ง พลทหารทั้งหลายเกรงว่าจะพากันกังวลว่าจะถูกทิ้งไม่เหลียวแล จึงไม่ยอมออกแรงสู้ตาย

ทิ้งไว้ไม่ได้ ก็จำต้องนำติดไปด้วย

ในขบวนมีหมอรักษาแผลสองคนที่ขอมาจากกรมแพทย์(3)ของเขต อันคือหมอผ่าตัดนั่นเอง ครั้นเสร็จศึก สองคนนี้ก็พันแผลให้พลทหารที่บาดเจ็บ ซุนเจินให้คนทำเปลหามขึ้นหลายอัน ส่งคนหามพลทหารบาดเจ็บสาหัสเหล่านี้มายังสวนแห่งนี้ด้วยกัน ครั้นวางพวกเขาลงแล้ว ซุนเจินก็มาเยี่ยมปลอบ รับรองต่อพวกเขาว่า "ข้าจะนำพวกเจ้ากลับไปด้วยแน่ ทนอีกสักหน่อย พรุ่งนี้ค่ำก็จะกลับถึงเซียงเซียแล้ว!"

เขาแก้เกราะเสื้อออก เปลือยอกให้เห็น ชี้ที่รอยแผลหลายแห่งบนบ่าและหลัง ยิ้มกล่าวแก่พวกเขาและพลทหารที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ ว่า "ข้าเองก็เคยบาดเจ็บ! ครั้งนั้นพวกเจ้ายังมาไม่ถึงเอี้ยงเต๊ก ปอไซยกพลสิบหมื่นเข้าตีเมือง ข้าหลายครั้งนำผู้กล้าออกเมืองไปตีมัน พลม้าสามร้อยตกอยู่ท่ามกลางโจรหลายพัน เสียงโห่ฆ่าฟันสนั่นหู ข้านำพวกชนเข้าออกไปมา แผลหลายแห่งนี้ก็เกิดในคราวนั้น พวกเจ้าดูเถิด มาบัดนี้ก็ยังไม่หายดี"

ที่จริงก็ยังไม่หายดี ซุนเจินทุกครั้งที่รบจะนำหน้าเข้าตีข้าศึก จึงมีผลต่อการสมานแผล อีกทั้งเมื่อครู่ที่รบเขายังห้าวหาญยิ่งนัก ไม่คิดชีวิต สังหารศัตรูด้วยมือตนเกือบสิบคน แผลบนบ่าจึงปริออกอีกแห่งหนึ่ง เลือดสดซึมออกมา เวลานี้เลือดแข็งตัวแล้ว

เขายิ้มว่า "นับแต่เอี้ยงเต๊กมา ข้ากับโจรรบกันก่อนหลังสี่ห้าครั้ง ต้องแผลมากมายเพียงนี้ มิยังคงมีชีวิตอยู่ดีหรอกหรือ? อย่าได้กลัวไปเลย รอกลับถึงเซียงเซีย ข้าจะให้หมอรักษาแผลรักษาพวกเจ้าให้หายดี!"

ยุคสมัยนี้แม้จะมีการแบ่งแขนงของหมอมานานแล้ว แต่ความรู้ในการรักษายังจำกัด บาดเจ็บเล็กน้อยก็แล้วไป ที่บาดเจ็บสาหัสสิบคนรอดได้สักคนสองคนก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว แผลที่ซุนเจินต้องนั้นก็ล้วนเป็นแผลเล็กน้อย เทียบกับแผลของพลทหารบาดเจ็บสาหัสเหล่านี้ไม่ได้ แต่เมื่อเขากล่าวเช่นนี้ ทั้งรับรองว่าจะนำพวกเขากลับ ทั้งยังแสดงรอยแผลของตน กลับทำให้พลทหารบาดเจ็บสาหัสเหล่านี้สบายใจขึ้นมาก พลทหารอื่นที่ไม่บาดเจ็บก็พลอยสบายใจไปด้วย คนเรามิได้ทุกข์เพราะมีน้อย หากทุกข์เพราะไม่เสมอกัน การรบก็เช่นกัน เมื่อแม่ทัพนำหน้าพลทหาร พลทหารก็จะสู้สุดชีวิต อย่าว่าแต่ซุนเจินไม่เพียงนำหน้าพลทหาร หากยังต้องแผลก่อนหลังหลายครั้ง

พลทหารต่างซุบซิบกันว่า "ท่านซุนเป็นผู้สูงศักดิ์ ยามประจัญข้าศึกยังมิหลบศรหลบดาบ สู้ตายกับโจร ต้องแผลไม่เหลียวแล แล้วพวกเราที่เป็นเพียงไพร่ทาสเล่า? เมื่อได้รับการชุบเลี้ยงจากท่านซุน ก็สมควรสู้ตาย!" คนหกร้อยเศษเข้าไปรบลึกใน "แดนข้าศึก" ขวัญกำลังพลเป็นเรื่องใหญ่ ด้วยการกระทำและถ้อยคำสองสามคำของซุนเจินนี้ ขวัญกำลังพลไม่เพียงไม่ตกต่ำ กลับเพิ่มพูนขึ้นด้วยซ้ำ

ซุนเจินนำพลซ่อนตัวอยู่ในสวนผลไม้ กินเสบียงแห้ง พักผ่อนรวบรวมกำลัง

จนกระทั่งย่างเข้ายามค่ำ ปอไซซึ่งอยู่นอกเมืองฟู่เฉิงจึงได้ทราบเรื่องที่ซุนเจินมาถึง

พลทหารโพกผ้าเหลืองสองสามคนที่ซุนเจินปล่อยไปนั้น แรกไปพบฮักเมี่ยวฉวี๋ซ่วย(4)แห่งกองของตน ฮักเมี่ยวได้ฟังก็ตกใจหน้าซีด ด้านหนึ่งส่งคนออกค้นหาร่องรอยซุนเจิน อีกด้านหนึ่งก็รีบไปกราบเรียนปอไซด้วยตนเองทันที แม้จะ "รีบไปด้วยตนเองทันที" แต่ก็ยังเสียเวลาไปบ้าง ฉะนั้นกว่าปอไซจะทราบเรื่องนี้ก็ย่างเข้ายามค่ำแล้ว

เมื่อฮักเมี่ยวมาถึง พอดีเหอมั่นอยู่ในกระโจมของปอไซ

เหอมั่นมากราบเรียนปอไซถึงความเป็นไปของการเข้าตีเมืองในวันนี้ วันนี้เขานำพลทหารหมื่นเศษเข้าตีเมืองมาทั้งวัน แต่ก็ยังตีเมืองไม่แตก จึงตัดสินใจให้พลทหารพักหนึ่งยาม จากนั้นจะตีเมืองในเวลากลางคืนต่อไป

เขากล่าวแก่ปอไซว่า "สองวันที่ตีเมืองมานี้ มิเคยเห็นนายอำเภอฟู่เฉิงออกหน้าเลย ทั้งไม่เห็นรองนายอำเภอและนายอำเภอฝ่ายทหารด้วย วันนี้เพิ่งทราบว่าโจรสามคนนี้หนีไปนานแล้ว! บัดนี้ผู้นำโจร/ราษฎรป้องกันเมืองอยู่คืออู่กวานเยวี่ยน (ขุนนางผู้ช่วยประจำอำเภอ)(5)แห่งฟู่เฉิง ผู้นี้แซ่หง ตระกูลเป็นตระกูลใหญ่ในอำเภอนี้ มีชื่อเสียงในอำเภอมานาน ค่อนข้างได้ใจคน ฉะนั้นการต่อต้านในอำเภอจึงรุนแรงนัก ทว่าไม่เป็นไร กำแพงเมืองด้านตะวันออกถูกตีแตกเป็นช่องหนึ่งแล้ว คืนนี้ข้าจะตีเมืองยามค่ำต่อไป ข้าไม่เชื่อว่ามันจะรักษาเมืองไว้ได้นานสักเท่าใด! ช้าที่สุดพรุ่งนี้ค่ำ จะต้องตีเมืองแตกแน่"

มิเพียงฟู่เฉิง ทั้งสิบเจ็ดอำเภอในเขตเองฉวน นายอำเภอใหญ่น้อยหลายอำเภอต่างหนีกันไป ผู้ที่มารับช่วงรักษาเมืองแทนล้วนเป็นเสมียนอำเภอกับตระกูลใหญ่ในท้องถิ่น เสมียนอำเภอส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมือง เพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลของตน พวกเขาจึงสู้ตายยิ่งกว่านายอำเภอเสียอีก ก่อนหน้านี้เมื่อเหอมั่นเข้าตีสองอำเภอเซียงเซียและเกียบ นายอำเภอเซียงเซียแซ่หวางมิใช่หนีไปแต่เนิ่น ๆ หรอกหรือ? ทว่าเสมียนทั้งหลายในอำเภอกลับไม่มีผู้ใดหนีเลย ต่างสู้ตายจนถึงที่สุด ครั้นเมืองแตก ก็ถูกเหอมั่นตัดศีรษะหมดสิ้น นำไปขู่ซุนเจินที่นอกเมืองเอี้ยงเต๊กซึ่งกำลังถูกล้อมอยู่ในขณะนั้น

ปอไซถามว่า "ฝ่ายเราบาดเจ็บล้มตายเช่นไร?"

"ไม่มาก บาดเจ็บล้มตายไม่ถึงสองร้อย"

พลหมื่นเศษเข้าตีเมือง บาดเจ็บล้มตายไม่ถึงสองร้อย คือสองร้อยคนบาดเจ็บล้มตายคนหนึ่ง นับว่าไม่มากจริง ทั้งนี้เพราะพลรักษาเมืองในฟู่เฉิงมีไม่มาก ทั้งยังขาดเครื่องป้องกันเมือง

ปอไซพยักหน้ากล่าวว่า "ดี เช่นนั้นคืนนี้ก็จงตีเมืองยามค่ำต่อไป ต้องตีฟู่เฉิงให้ได้ก่อนพรุ่งนี้ค่ำ มิเช่นนั้น ยืดเยื้อยิ่งนานเท่าใด เจ้าโจรซุนก็ยิ่งอาจยกมาช่วยมากเท่านั้น"

เหอมั่นกล่าวว่า "ขอรับ"

เวลานี้เอง ฮักเมี่ยวก็รีบรุดมาถึง พอเข้ามาก็ร้องว่า "เจ้าโจรซุนมาแล้ว!"

ปอไซเพิ่งพูดถึงซุนเจินก็ได้ยินข่าวซุนเจินทันที จึงเงยหน้าขึ้นด้วยความฉงน เผลอทวนคำของฮักเมี่ยวว่า "เจ้าโจรซุนมาแล้ว?"

"ขอรับ!"

ปอไซได้สติ ตระหนักว่าฮักเมี่ยวกล่าวอะไร ก็รีบคุกเข่าตั้งตัวขึ้น ถามว่า "เจ้าโจรซุนมาแล้ว?"

"ขอรับ"

"อยู่ที่ไหน?"

"ไม่แน่ชัด รู้แต่ว่ามันนำพลเดินเท้าหลายร้อย พลม้าหลายสิบ ราวยามเศษมาแล้ว มันล้อมสังหารพลทหารกองข้านับร้อยบนถนนหลวงช่วงหนึ่งห่างจากฝั่งใต้แม่น้ำยี(6)ราวสิบลี้เศษ … ไม่สิ น่าจะไม่เพียงร้อยเศษ ยังมีกองลาดตระเวนริมแม่น้ำอีกหลายกองที่ขาดการติดต่อ อาจถูกมันล้อมสังหารไปแล้วเช่นกัน"

"พลเดินเท้าหลายร้อย พลม้าหลายสิบ?"

"ขอรับ"

ปอไซตกตะลึงและฉงนใจ กล่าวว่า "นำมาแต่พลม้าพลเดินเท้าเพียงเท่านี้? แน่ใจหรือว่าเป็นเจ้าโจรซุน?"

"แน่นอนไม่ผิดพลาด พลทหารกองข้าหลายคนที่หนีรอดชีวิตมามากราบเรียนข้าว่า ในขณะรบได้ยินคนร้องดัง ๆ ว่า 'อารักขาท่านซุน' ในหมู่ทหารโจรที่แซ่ซุนมีเพียงเจ้าโจรซุน ยังมีหลานในตระกูลมันอีกคนหนึ่ง แต่หลานคนนั้นเป็นบัณฑิตอ่อนปวกเปียกไร้ประโยชน์ ผู้ที่นำคนเข้าตะลุยแนวได้ต้องเป็นเจ้าโจรซุนแน่นอน!" ฮักเมี่ยวเล่าเรื่องที่ลูกน้องกราบเรียนตนแก่ปอไซและเหอมั่น

ปอไซและเหอมั่นโกรธจัด

เหอมั่นโกรธว่า "เจ้าโจรซุนหยามเรายิ่งนัก!" ปอไซก็โกรธจัด ด่าว่า "ไอ้เด็กอ่อนหัด บังอาจดูแคลนพวกเราถึงเพียงนี้! นำพลม้าพลเดินเท้าแค่หลายร้อยข้ามแม่น้ำมา มองพวกเราดุจไม่มีตัวตนหรือ? ลูกผู้ชายฆ่าได้แต่หยามมิได้! แค้นนี้ข้าจะแก้แน่" ว่าแล้วก็จะเรียกแม่ทัพ หมายจะนำคนออกค่ายไปไล่ฆ่าซุนเจินด้วยตนเอง

ฉวี๋ซ่วยหลายคนที่นั่งอยู่ในกระโจมรีบทัดทานไว้

ผู้หนึ่งกล่าวว่า "พวกเรามีหลายหมื่น เจ้าโจรซุนจะนำพลม้าพลเดินเท้ามาแต่หลายร้อยทำไม? ต่อให้มันดูแคลนพวกเรา ก็ย่อมรู้ว่าเพียงพลม้าพลเดินเท้าหลายร้อยนี้ยากจะแก้การล้อมฟู่เฉิงได้ จะใช่หรือไม่ว่า?"

"อะไร?"

"จะใช่อุบายหรือไม่?"

"อุบายอะไร?"

"มันจะหมายใช้พลม้าพลเดินเท้าหลายร้อยนี้ล่อให้ซ่างซือ(7)ยกออกค่าย แล้วทัพหลวงของมันจึงฉวยโอกาสข้ามแม่น้ำ โจมตีค่ายใหญ่ของเรา เพื่อช่วยฟู่เฉิงหรือไม่?"

คำคาดเดานี้มีเหตุผลยิ่ง เมื่อประมวลการรบของซุนเจินแต่หนหลัง เขามักใช้อุบาย คราวแก้การล้อมเอี้ยงเต๊กก็เช่นนี้ คราวตีเซียงเซียและเกียบยิ่งเป็นเช่นนี้ คำพูดของฉวี๋ซ่วยผู้นี้เตือนสติปอไซ ทำให้ความโกรธคลายลงบ้าง จึงค่อย ๆ นั่งลงให้เรียบร้อย รำพึงว่า "เจ้าโจรซุนเจ้าเล่ห์ ชอบใช้กลอุบาย นำพลม้าพลเดินเท้าลงใต้มา ครุ่นคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว ก็น่าสงสัยอยู่จริง บางทีอาจกำลังใช้อุบายจริง ๆ เมื่อครู่ข้ายังกล่าวกับท่านแม่ทัพเหออยู่ว่าให้รีบตีฟู่เฉิง เพื่อกันเจ้าโจรซุนมาช่วย เจ้าโจรซุนมีคนแค่สองพัน หมายจะแก้การล้อมฟู่เฉิง นอกจากใช้อุบายก็ไม่มีหนทางอื่นแล้ว!"

เหล่านายกองน้อยในกระโจมต่างพร้อมใจกันเห็นพ้อง ว่า "คงเป็นเช่นนั้นแน่! เจ้าโจรซุนต้องใช้อุบาย ตีโหมทางตะวันออกแต่หมายตีทางตะวันตก เพื่อแก้การล้อมฟู่เฉิง ซ่างซือ พวกเราต้องไม่หลงกลเด็ดขาด!"

ปอไซตรึกตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล่าวว่า "แม้จะเป็นเช่นนี้ ก็มิอาจปล่อยมันไปง่าย ๆ เช่นกัน!"

"ซ่างซือมีพระประสงค์ประการใด?"

ปอไซกล่าวแก่เหอมั่นว่า "ท่านแม่ทัพ เจ้าโจรซุนเป็นศัตรูตัวฉกาจของลัทธิเรา หากมิใช่เพราะมัน พวกเราคงตีเอี้ยงเต๊กได้นานแล้ว ไหนเลยจะตกอยู่ในความคับขันดังวันนี้? บัดนี้มันนำพลม้าพลเดินเท้าเสี่ยงภัยมา หมายใช้อุบายแก้การล้อมฟู่เฉิง เช่นนั้นพวกเราก็อาจใช้อุบายซ้อนอุบาย ล้อมสังหารมันที่ฝั่งใต้แม่น้ำยีเสียเลย!"

เหอมั่นกล่าวว่า "ถูกแล้ว เจ้าโจรซุนนี้หาทางตายเข้าใส่ตัวเอง มันเพียงบังเอิญชนะมาสองศึก ก็หยิ่งผยองถึงเพียงนี้ มองพวกเราดุจไม่มีตัวตน! ดังที่ซ่างซือว่า อดกลั้นไม่ได้ ตอนมันหดอยู่ในเซียงเซีย พวกเราไม่มีอุบายจะทำอันใด บัดนี้เมื่อมันนำพลม้าพลเดินเท้าหลายร้อยข้ามแม่น้ำมา ก็ย่อมต้องไม่ปล่อยให้มันจากไปเด็ดขาด! ซ่างซือ ท่านคิดจะล้อมสังหารเจ้าโจรนี้เช่นไร?"

ซุนเจินมิเพียงเป็นศัตรูผู้ฆ่าน้องชายของปอไซ หากยังเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกโพกผ้าเหลืองเองฉวน ฆ่ามันเสีย มิเพียงแก้แค้นได้ หากยังกำจัดศัตรูตัวฉกาจไปเสียได้ด้วย นับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

ปอไซกล่าวว่า "ข้าคิดจะส่งฉวี๋ซ่วยสองคน ต่างนำกองของตนออกค่าย แยกกันไปสองทางมุ่งสู่แม่น้ำยี ตีโอบล้อมเจ้าโจรนี้ พร้อมกันนั้น ฮักเมี่ยว …"

ฮักเมี่ยวขานรับว่า "อยู่นี่ขอรับ"

"เจ้านำกองของเจ้าจากริมแม่น้ำค้นหาลงใต้ เช่นนี้ ทางเหนือมีฉวี๋ซ่วยลงใต้ ทางใต้มีฮักเมี่ยวขึ้นเหนือ ขนาบเจ้าโจรซุนไว้ตรงกลาง ไม่ช้าก็เร็วต้องค้นพบตัวมัน! ครั้นพบแล้ว จะล้างมันเสียก็ง่ายดายนัก!"

เหอมั่นกล่าวว่า "อุบายของซ่างซือ สมควรเป็นเช่นนี้ทีเดียว"

บัดนั้น ปอไซเรียกชื่อฉวี๋ซ่วยในกระโจมสองคน สั่งว่า "เจ้าสองคนจงนำกองออกค่ายทันที จงจำไว้ เจ้าโจรซุนเจ้าเล่ห์ บัดนี้กลางคืนยิ่งดึก เจ้าสองคนยิ่งต้องระมัดระวัง ครั้นพบตัวมันแล้ว อย่าได้บุ่มบ่ามเข้ารบกับมัน ต้องรอให้ทุกกองมารวมกันแล้วจึงเข้าตีพร้อมกัน! หากมันตีฝ่าวงล้อม หนีไปฝั่งเหนือแม่น้ำยี พวกเจ้าก็อย่าไปสนใจมันอีก หากมีสิ่งผิดปกติ จงรีบมาแจ้งข้า!"

ฉวี๋ซ่วยสองคนกับฮักเมี่ยวขานรับว่า "ขอรับ!"

สามคนออกจากกระโจม แยกย้ายกันไปทำตามคำสั่ง ฉวี๋ซ่วยสองคนต่างนำกองของตนพันเศษออกค่าย

อุบายของซุนเจินดำเนินมาถึงตรงนี้ก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว ดังที่ซุนฮิวว่าไว้ คือต่อให้ปอไซเดาออกว่าซุนเจินอาจกำลังใช้อุบาย แต่ก็มิอาจปฏิเสธสิ่งล่อใจนี้ได้ ต้องส่งกองออกค่ายจนได้

เมื่อฉวี๋ซ่วยสองคนนำกองออกค่ายนั้น ซุนเจินยังนำพลอยู่ในสวนผลไม้

เขาวางยามไว้นอกสวน และส่งพลม้าสิบกว่าม้าแยกกันออกไปสืบข่าวข้าศึกทั้งสี่ทิศ การเดินทัพทำศึก ข่าวคราวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งบัดนี้เป็นการรบใน "แดนข้าศึก" ข่าวคราวยิ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ต่อเมื่อรู้ความเคลื่อนไหวของข้าศึกอย่างชัดเจน จึงจะจัดวางกำลังได้สอดคล้องกัน พลม้าสืบข่าวที่เขาส่งออกไปไกลที่สุดอยู่ห่างยี่สิบลี้ ห่างยี่สิบลี้ก็จวนถึงค่ายใหญ่ของปอไซและเหอมั่นแล้ว ห่างกันเพียงสิบกว่าลี้ ราวยามสาม(8) พลม้าสืบข่าวที่ไกลที่สุดพบพลทหารโพกผ้าเหลืองสองกองที่ออกค่ายมานั้น จึงรีบกลับไปกราบเรียนซุนเจิน

ระยะยี่สิบลี้ ขี่ม้าต้องใช้เวลาเกือบครึ่งยาม เพราะต้องระวังมิให้ข้าศึกพบเห็น อีกทั้งต้องอ้อมทางไกลออกไปบ้าง กว่าซุนเจินจะได้ข่าวนี้ก็ผ่านไปครึ่งยามแล้ว

ซวนคางนั่งอยู่ข้างซุนเจิน กำด้ามกระบี่แน่น ถามด้วยความตึงเครียดว่า "ท่านซุน โจรออกค่ายแล้ว โจรสองกองสามสี่พันคน อีกทั้งเพิ่งมีพลม้าสืบข่าวมาแจ้งว่า โจรลาดตระเวนริมแม่น้ำก็กำลังค้นหาพวกเราอยู่ กองที่ใกล้สวนผลไม้ที่สุดห่างเพียงสี่ห้าลี้ จะทำเช่นไรดี?"

ซุนเจินสุขุมเยือกเย็น มิได้ตอบซวนคางก่อน หากถามพลม้าสืบข่าวว่า "ปอไซส่งพลทหารออกค่ายมาเพียงสองกองนี้หรือ?"

"ขอรับ"

"ปอไซกับเหอมั่นมิได้ออกค่ายมาด้วยหรือ?"

"มิได้เห็นธงโจรสองคนนี้"

ซุนเจินไม่สู้พอใจที่ล่อปอไซกับเหอมั่นออกมาไม่ได้ ทั้งไม่สู้พอใจที่ปอไซส่งคนมาค้นหาพวกเขาเพียงสามสี่พัน ตามแผนที่เขาวางไว้ คราวนี้ต่อให้ล่อปอไซกับเหอมั่นออกมาไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรล่อข้าศึกห้าหกพันเข้าซุ่มจึงจะเหมาะ แต่เขาหารู้ความลำบากของปอไซไม่ ปอไซแม้มีคนหกเจ็ดหมื่น แต่ครึ่งหนึ่งเป็นหญิงและเด็ก เว้นกองทัพตีเมืองที่เหอมั่นนำไปแล้ว ชายฉกรรจ์ที่พอใช้การได้มีเพียงสามหมื่นเศษ ต้องล้อมเมืองสามด้าน จะแบ่งกำลังมากเกินไปก็ไม่ได้ ฉะนั้นจึงส่งมาแต่สามสี่พัน ตามที่ปอไซคิด สามสี่พันต่อพลม้าพลเดินเท้าหลายร้อย ขอเพียงจับหางซุนเจินไว้ได้ ก็พอจะล้างมันได้แล้ว

ซุนเจินคิดในใจว่า "ล่อปอไซกับเหอมั่นออกมาไม่ได้ ช่างน่าเสียดาย" แล้วฉุกคิดอีกว่า "ข้ากับปอไซมีแค้นฆ่าน้อง อีกทั้งทำให้มันแพ้ติด ๆ กัน เมื่อได้ยินว่าข้ามา ปอไซกับเหอมั่นสองคนกลับไม่ออกค่าย หรือว่า?" สงสัยว่าปอไซกับเหอมั่นเดาออกแล้วว่าตนกำลังใช้อุบาย แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ยังล่อข้าศึกออกมาได้สามสี่พัน แม้น้อยไปหน่อย หากล้างมันเสียได้ ก็เป็นชัยชนะใหญ่ครั้งหนึ่ง

เขาเห็นซวนคางจ้องมองตนตาละห้อย จึงยิ้มว่า "พวกโจรมีม้าน้อย ที่มาหาพวกเรามากเป็นพลเดินเท้า บัดนี้กลางคืนดึกแล้ว ไม่สะดวกแก่การเดิน ระยะสี่ห้าลี้ต้องเดินครึ่งยามเศษ ระยะยี่สิบลี้ต้องเดินสองยาม พวกมันไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของกองเรา ยังต้องเดินไปค้นหาไป ยิ่งทำให้การเดินทัพช้าลง กว่าจะหาพบมาถึงนี่ เร็วที่สุดก็ยามห้า(9) อย่าได้ร้อนใจ พลทหารทั้งหลายเมื่อคืนข้ามแม่น้ำ วันนี้รบกับโจรหลายศึก ให้พวกเขาพักอีกสักหน่อย เดี๋ยวจะได้มีกำลังพอไปยังที่ซุ่ม" คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจว่า "รอถึงยามสี่(10)จึงค่อยออกจากที่นี่"

ซวนคางมองดูรอบ ๆ เว้นพลทหารที่ยืนยามและพลม้าที่ส่งออกไปแล้ว พลม้าพลเดินเท้าหกร้อยเศษที่เหลือล้วนอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่กอดอาวุธนอนหลับสนิทอยู่กับพื้น

เพราะเหนื่อยล้า พลทหารหลายคนกรนเสียงดัง เสียงกรนของคนหลายสิบนับร้อย ในยามค่ำคืนอันเงียบสงัดก็มิใช่เสียงเบา ๆ ฉะนั้นซุนเจินจึงให้เฉินเปานำคนสองสามคนเดินตรวจตราในหมู่พลทหารไปมา พอเห็นใครกรนก็ปลุกเบา ๆ การกรนส่วนใหญ่เกิดจากท่านอน เปลี่ยนท่านอนใหม่แล้วก็นอนต่อ

ซวนคางมองออกไปนอกสวนอีก รอบนอกสวนเป็นทุ่งนา ไปทางเหนือสองสามลี้มีถิ่นศาลาแห่งหนึ่ง เวลานี้ดึกแล้ว ในถิ่นศาลานั้นไม่มีแสงไฟมานานแล้ว เห็นได้แต่รำไรว่ามีบ้านเรือนสองสามหลังในศาลานั้นดำทะมึน หมอบนิ่งเงียบอยู่กลางทุ่งนา

ในการรบบนถนนหลวงวันนี้ ซวนคางสังหารข้าศึกด้วยมือตนสองคน แม้จะเหนื่อยจนหมดเรี่ยวแรง แต่ก็ดีที่ไม่ต้องแผล ก่อนฆ่าศัตรู ใจของเขาทั้งฮึกเหิมและคาดหวัง ครั้นเผชิญข้าศึกแล้ว เว้นแต่เลือดร้อนพล่านในตอนแรก ภายหลังเขาก็ไม่มีเวลาคิดสิ่งอื่น เอาแต่ฆ่าฟัน บัดนี้ย่างเข้ายามค่ำ ได้ยินว่าข้าศึกส่งคนหลายพันมาตีโอบล้อมค้นหา บางทีอาจเพราะกลางคืนมืดเกินไป เขาจึงครั่นคร้ามอยู่บ้าง แต่พอเห็นซุนเจินสงบนิ่งดังปกติ ก็พลันละอายใจ ตำหนิตนเองว่า "ข้าก่อนตามท่านซุนข้ามแม่น้ำ ได้ลั่นวาจาแก่ท่านจื่อหยวนและคนอื่นว่า ไม่สร้างความชอบใหญ่จะไม่กลับ บัดนี้พอล่อให้โจรออกค่ายได้สำเร็จด้วยความยากเย็น ไฉนกลับวุ่นวายใจเสียเล่า?" จึงฮึดขึ้นมา

เขาถามซุนเจินว่า "ท่านซีและท่านซุน(11)คงออกจากเซียงเซียแล้วกระมัง? ไม่ทราบว่าบัดนี้ไปถึงที่ใดแล้ว?"

"ตามแผน เมื่อสองคนนำทัพหลวงออกจากเซียงเซียแล้ว จะเลียบฝั่งเหนือแม่น้ำยีไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เดินไปสามสิบลี้เศษ ข้ามแม่น้ำที่ทิศตะวันออกของอำเภอเกียบ เกียบอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟู่เฉิง ข้ามแม่น้ำแล้วก็อยู่ไม่ไกลจากเทือกเขา เดินลงใต้ไปอีกสิบกว่าลี้ก็ถึงที่ซุ่มที่กำหนดไว้ พวกเขาไม่ได้นำสัมภาระอะไรมา เดินเร็วแบบเบาตัว คำนวณระยะทางแล้ว บัดนี้ควรกำลังข้ามแม่น้ำอยู่"

เวลานี้เป็นยามสาม กำลังเป็นเวลาที่คนเหนื่อยล้าและเผลอตัวที่สุด อีกทั้งความสนใจของกองฮักเมี่ยวมุ่งไปที่การค้นหาซุนเจิน ซุนฮิวกับซีจื้อไฉจึงน่าจะข้ามแม่น้ำได้โดยราบรื่น

ซุนเจินยิ้มว่า "ซูเงียบ เจ้าจงนอนพักเสียก่อนเถิด ศึกใหญ่ยังอยู่ข้างหลัง ถึงคราวนั้นอย่าได้สิ้นเรี่ยวแรงฆ่าศัตรูเสียล่ะ"

ซวนคางเชื่อฟัง ล้มตัวลงนอนใต้ต้นไม้ แรกยังไม่ง่วง บางคราก็ตั้งใจมั่นปลุกใจตน บางคราก็แหงนมองท้องฟ้ายามค่ำ ดาวมีไม่มาก ระยิบระยับเป็นหย่อม ๆ บนฟ้าสีน้ำเงินเข้ม มองนานเข้าก็ทำให้ใจสงบ เมื่อคืนข้ามแม่น้ำ วันนี้ฆ่าศัตรู ทั้งวันทั้งคืนไม่ได้พักผ่อนเท่าใด แม้เขาจะเป็นคนหนุ่ม แต่ก็ค่อย ๆ ง่วงขึ้นมา ไม่รู้ตัวก็หลับสนิทไป ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าใด เขารู้สึกว่ามีคนผลักตน เรียกชื่อเขาเบา ๆ เขาลืมตาขึ้นพรวด ในยามครึ่งหลับครึ่งตื่น นึกว่าข้าศึกมาถึง ยื่นมือไปชักกระบี่ที่กอดอยู่ในอ้อมอก แต่ถูกผู้นั้นกดมือไว้ ได้ยินผู้นี้กล่าวว่า "ข้าเอง! รีบลุกขึ้นเถิด ท่านซุนสั่งแล้ว จะออกเดินทางกัน" กิ่งใบในสวนผลไม้บังแสงจันทร์ ซวนคางมองไม่ชัดว่าผู้นี้หน้าตาเช่นไร แต่ฟังเสียงออกว่าเป็นเฉิงเยี่ยน

"จะออกเดินทางแล้วหรือ?" ซวนคางได้สติทันที พลิกตัวลุกขึ้นพรวด เอาตาหาซุนเจิน แต่กลับพบว่าซุนเจินไม่อยู่ข้างตน มองไปรอบ ๆ เห็นเขานำองครักษ์สองสามคนกับเฉินเปา เจียงฉิน เล่าเติ้งและคนอื่น ๆ เดินอยู่ในหมู่พลทหารที่นอนอยู่เต็มพื้น ปลุกพลทหารให้ตื่น พลทหารที่ตื่นขึ้นบ้างก็ตาปรือเซื่องซึม บ้างก็จัดเกราะเสื้ออาวุธ

"ยามสี่แล้วหรือ? จะออกไปที่ไหน?"

เฉิงเยี่ยนพยักหน้า ตอบว่า "ยามสี่แล้ว เมื่อครู่นี้เพียงครึ่งยาม มีโจรกองหนึ่ง คือกองโจรที่เมื่อกี้ห่างจากเราเพียงสี่ห้าลี้นั้น มาถึงนอกสวนผลไม้ ถูกอาเติ้งนำคนซุ่มฆ่าเสียแล้ว คงอีกไม่นานพวกโจรก็จะรู้ ที่นี่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว ท่านซุนมีคำสั่ง พวกเราจงแสร้งทำเป็นหนีข้ามแม่น้ำมุ่งไปทางแม่น้ำยีสักช่วงหนึ่งก่อน แล้วค่อยเลี้ยวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ มุ่งสู่ที่ซุ่ม"

"จะไปที่ซุ่มเดี๋ยวนี้เลยหรือ?"

"พวกเราห่างจากที่ซุ่มราวยี่สิบลี้ ต้องเดินสองยาม กว่าจะถึง ฟ้าก็สว่างแล้ว" ในช่วงที่ซวนคางหลับไปนั้น พลม้าสืบข่าวมาแจ้งเป็นระลอก กองพวกโพกผ้าเหลืองที่ค้นหาซุนเจินแต่ละทางค่อย ๆ เข้าใกล้สวนผลไม้ ต้องชิงออกไปก่อนที่พวกมันจะปิดวงล้อมได้ จึงจะนำพวกมันไปยังที่ซุ่มได้สะดวก

"อ้อ!" ซวนคางเห็นเฉิงเยี่ยนเกราะเสื้อเรียบร้อย บนหน้าไม่มีรอยจากการนอนกับพื้น จึงถามว่า "เจ้าไม่ได้นอนหรือ?"

เฉิงเยี่ยนยิ้มว่า "ท่านซุนไม่นอน ข้าจะนอนได้อย่างไร?" เห็นซวนคางได้ฟังแล้วทำท่ากระดากใจ จึงยิ้มอีกว่า "เจ้ารีบเตรียมตัวเถิด อีกประเดี๋ยวก็จะออกเดินทางแล้ว"

ครั้นพลทหารลุกขึ้นหมดแล้ว ก็จัดขบวนออกเดินทาง

ก่อนออกเดินทาง เฉินเปาสีหน้าเด็ดเดี่ยวกล่าวแก่ซุนเจินว่า "บัดนี้โจรที่ใกล้เราอยู่ห่างห้าลี้ ที่ไกลอยู่ห่างสิบกว่าลี้ หากพบกองโจรใหญ่ ขอให้ท่านกับฉินและเติ้งไปก่อน เปาจะอยู่ระวังหลัง" เขาพูดเช่นนี้เพราะเกรงจะถูกข้าศึกล้อม ซุนเจินยิ้มว่า "พวกโจรเดิมก็เป็นเพียงพวกอลเวง บัดนี้ยังเป็นเวลากลางดึก มองไกลได้ยาก พวกมันร้อนใจจะหาตัวข้า รูปขบวนเดินทัพย่อมยิ่งระส่ำระสาย เจ้ากับข้าแม้มีพลม้าพลเดินเท้าเพียงหกร้อย ต่อให้พบโจร ก็ตีพวกมันแตกได้"

ออกจากสวนผลไม้แล้ว พลม้าสอดแนมนำหน้าไป

กองตะลุยแนว(12)ของเล่าเติ้งห้าวหาญเก่งกล้าที่สุด ให้อยู่หน้าสุด และสั่งให้คนหลายสิบที่เดินหน้าสุดเปลี่ยนเป็นชุดพวกโพกผ้าเหลืองทั้งหมด เอาผ้าเหลืองโพกหน้าผาก กลางคืนแยกยาก หากบังเอิญพบข้าศึก เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้พวกเขาจะมีพิรุธน่าสงสัย แต่ก็ใช้สิ่งนี้ลวงข้าศึกได้สักครู่ เป็นคุณแก่การตีข้าศึก เจียงฉินอยู่ตรงกลาง เฉินเปาผู้รอบคอบเฉลียวฉลาดนำกองของเขาอยู่ระวังหลัง

ก่อนข้ามแม่น้ำ ซุนเจินได้ฝึกการเดินทัพยามค่ำคืนแก่พลทหารมาบ้างชั่วครู่ บอกข้อที่ต้องระวังแก่พวกเขาแล้ว คราวนี้เมื่อออกจากสวน สามกองเรียงแถวเดินไป ไม่จุดคบไฟ คลำในความมืด มุ่งไปทางริมแม่น้ำก่อน พลทหารที่เดินหน้าสุดล้วนเป็นผู้ที่คัดเลือกมาเป็นพิเศษว่าสายตาดี พลทหารข้างหลังจับเกราะเสื้อคนข้างหน้า เดินต่อ ๆ กันไป นายทหารทุกระดับคอยดูพลทหารในกองของตนตลอด อีกทั้งแบ่งพลม้าหลายม้าควบไปสองข้าง คอยเตือนอยู่เสมอ ทั้งให้นายทหารที่ละเอียดถี่ถ้วนสองสามคนอยู่รั้งท้าย หากมีพลทหารตกขบวนก็คอยรับไว้ หากข้างหน้ามีคู คนหนึ่งก็ส่งต่อไปข้างหลังว่า มีคู

ต่อจากพลเดินเท้าคือพลม้าของซินอ้าย

คำสั่งที่ซุนเจินให้แก่พวกเขาคือ หากพบข้าศึก เมื่อพลเดินเท้าปะทะข้าศึกไปสักครู่แล้ว พวกเขาจึงเข้าตีจากปีกทั้งสองของข้าศึก อาศัยความเร็วของพลม้าตีรูปขบวนข้าศึกให้ระส่ำ คุ้มกันให้พลเดินเท้าถอนตัวออกจากสมรภูมิโดยเร็ว

พลทหารในสวนได้กินอิ่มก่อน แล้วได้พักผ่อนมานานพอควร ฟื้นกำลังแล้ว การเดินทัพจึงไม่ช้า

เพราะมีพลม้าสืบข่าวส่งข่าวมาไม่ขาด รู้ความเป็นไปของข้าศึกรอบด้านแจ่มแจ้ง ซุนเจินจึงนำพลม้าพลเดินเท้าหลายร้อยจงใจมุ่งไปทางริมแม่น้ำที่มีข้าศึกกองเล็กก่อน เดินไปไม่ถึงห้าลี้ก็พบข้าศึกกองนี้ จากนั้นไม่เข้ารบด้วย หากเลี้ยวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือทันที ทำเป็นหนีอย่างไม่เลือกทางมุ่งสู่ที่ซุ่ม

ระหว่าง "หนี" นั้น มีพลม้าสอดแนมอยู่ข้างหน้า หากมีข้าศึกก็อ้อมหลบ

พวกโพกผ้าเหลืองกำลังค้นหาพวกเขาอยู่ พอพวกเขาโผล่ตัวออกมา ไม่นานนัก กองกำลังทุกหน่วยก็ได้ข่าวกันก่อนหลัง บรรดาฉวี๋ซ่วยและนายกองน้อยต่างดีใจเหนือความคาดหมาย ก็พากันปรับทิศ ออกวิ่งไล่ตามมาข้างหลัง

มีพลม้าสอดแนมควบกลับมาจากหน้าหลังซ้ายขวาไม่ขาด มากราบเรียนซุนเจินว่า "ทางตะวันออกเฉียงใต้ห่างสิบกว่าลี้ มีโจรพันเศษกำลังไล่ตามมา"

นี่คือกองของฉวี๋ซ่วยคนหนึ่งในสองคนที่ออกค่ายมาค้นหาซุนเจิน

"ทางหลังห่างสิบลี้ มีโจรร้อยเศษกำลังตามท้ายกองเราอยู่"

นี่คือข้าศึกกองหนึ่งที่ลาดตระเวนริมแม่น้ำ

"เฉียงไปข้างหน้าทางตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างสามลี้ มีโจรสี่ห้าสิบคนกำลังตรงมาหากองเรา"

นี่ก็เป็นข้าศึกกองหนึ่งที่ลาดตระเวนริมแม่น้ำ

เฉิงเยี่ยนกล่าวว่า "โจรสี่ห้าสิบคนก็ยังกล้ามาหรือ? ท่านซุน ข้าจะนำคนไปฆ่าพวกมันเสีย!"

ซุนเจินปฏิเสธเขา กล่าวว่า "บัดนี้กองเราเปิดตัวเองออกมาแล้ว ขณะนี้คือการล่อข้าศึก มิใช่ฆ่าข้าศึก อย่าไปสนใจพวกมัน! หลบพวกมันเสีย มุ่งสู่ที่ซุ่มต่อไป!"

"แจ้งมาว่า ข้างหน้าทางตะวันตกเฉียงใต้ห่างสิบลี้ มีโจรพันเศษกำลังมุ่งมาหากองเรา"

นี่คือกองของฉวี๋ซ่วยอีกคนหนึ่งในสองคนที่ออกค่ายมาค้นหาซุนเจิน

ข้างหน้าทางตะวันตกเฉียงเหนือห่างสามลี้มีข้าศึกหลายสิบ ข้างหน้าทางตะวันตกเฉียงใต้ห่างสิบลี้มีข้าศึกพันเศษ ทางหนึ่งอยู่เหนือ ทางหนึ่งมุ่งใต้ เฉเข้าหาซุนเจิน หากพลาดสักนิดก็จะถูกพวกมันสกัดไว้

"เอาแผนที่มา!"

ซวนคางหยิบแผนที่ที่วาดไว้แต่คราวซุนเจินตรวจอำเภอออกมา ประคองให้เขาดู

ซุนเจินดูอยู่ครู่หนึ่ง ชี้ที่ทางเล็กเส้นหนึ่งบนแผนที่ กล่าวว่า "พวกเราเดินเส้นนี้ ทั้งหลบข้าศึกข้างหน้าทางตะวันตกเฉียงเหนือได้ ทั้งหลบข้าศึกข้างหน้าทางตะวันตกเฉียงใต้ได้"

ด้วยอาการเช่นนี้ อาศัยข่าวข้าศึกที่พลม้าสอดแนมส่งกลับมาทันเวลา เทียบกับแผนที่ที่วาดไว้แต่ก่อน ซุนเจินก็หลบข้าศึกได้สำเร็จติด ๆ กัน มุ่งหน้าสู่ที่ซุ่มอย่างรวดเร็ว

เวลานี้หากมองลงมาจากฟากฟ้ายามค่ำ จะเห็นว่าบนผืนแผ่นดินกว้างยาวด้านละหลายสิบลี้ที่ฝั่งใต้แม่น้ำยีนี้ กองพลม้าพลเดินเท้าหกร้อยเศษอันเข้มแข็งของซุนเจินกองนี้ ดุจลูกศรที่หลุดจากสาย ควบม้าไม่หยุดมุ่งสู่เทือกเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือ รอบตัวพวกเขามีข้าศึกรวมสิบกว่าทางกำลังตีโอบไล่ล้อม แต่ทุกคราวที่ถึงคราวคับขัน ซุนเจินกลับหลบข้าศึกข้างหน้าได้เสมอ แล้วสะบัดทิ้งไป มีสองครั้งที่จวนเจียนถูกข้าศึกสกัดไว้ข้างหน้าเพียงเส้นยาแดง แต่ในที่สุดเขาก็อาศัยข่าวที่ทันการและความคุ้นเคยภูมิประเทศหลบพ้นพวกมันไปได้ นับว่าโชคดียิ่งนัก ตลอดทางมิได้เกิดการรบกับข้าศึกเลย

เดินไม่หยุดตลอดทาง สองยามเดินเร็วได้ยี่สิบลี้ ครั้นฟ้าสาง ก็แลเห็นเทือกเขาเบื้องหน้าทางไกล ทิวเขาทอดยาวต่อเนื่อง เขียวขจีคล้ำครึ้ม เดินต่อไปอีกครึ่งยาม ฟ้าสว่างจ้า ก็มาถึงปากทางเข้าเขา

ซุนเจินส่งคนเข้าไปติดต่อซุนฮิวกับซีจื้อไฉในเขาแต่เนิ่นแล้ว เวลานี้คนผู้นั้นรออยู่ที่ปากเขา เห็นพวกเขามาถึง ก็เข้ามากราบเรียนว่า "ท่านซุนกับท่านซีมาถึงที่ซุ่มเมื่อราวครึ่งยามเศษมาแล้ว พลทหารกินเสบียงแห้งกันแล้ว กำลังพักผ่อนอยู่"

พลม้าสืบข่าวมากราบเรียนจากทั้งสี่ทิศไม่ขาดสาย ประมวลความเป็นไปแล้ว ข้าศึกไล่ตามมาทุกทาง ข้าศึกหลายกองรวมเข้าด้วยกัน นับรวมเกือบสี่พันคน ที่ใกล้ห่างจากที่นี่เพียงสองสามลี้ ที่ไกลก็เจ็ดแปดลี้

เล่าเติ้ง เจียงฉิน เฉินเปา ซินอ้าย ซวนคางและคนอื่น ๆ มาชุมนุมต่อหน้าซุนเจิน รอเขาออกคำสั่ง

เดินเร็วมาสองยาม พลทหารเหนื่อยล้าไม่น้อย ต่างเหงื่อโซมหน้า พอหยุดลง บางคนก็ทิ้งอาวุธไม่อินังขังขอบ นั่งลงกับพื้นหอบใหญ่ บ้างก็หยิบถุงน้ำขึ้นดื่มน้ำคำโต ม้าของซินอ้ายก็ล้วนเหงื่อโซมหลัง สะบัดหัวพ่นลมหายใจ

ซุนเจินหันไปมองทางที่ผ่านมา ก็เห็นรำไรแล้วซึ่งเงาของข้าศึกกองที่ไล่ตามมาก่อนสุด มีราวสี่ห้าร้อยคน ข้าศึกกองใหญ่สองกองล้วนพันเศษ ไม่มีกองสี่ห้าร้อย ข้าศึกกองนี้คงเป็นกองที่ข้าศึกลาดตระเวนริมแม่น้ำรวมตัวกันเป็นกองหนึ่ง

ซุนเจินคิดในใจว่า "กองใหญ่ของข้าศึกยังมาไม่ถึง หากบัดนี้เข้าเขา อย่างมากก็ล่อข้าศึกสี่ห้าร้อยที่ไล่มาก่อนสุดนี้เข้าไปได้เท่านั้น ครั้นล่อเข้าไปแล้ว สี่ห้าร้อยคนยากจะทำลายโดยเร็ว ข้าศึกที่ตามมาภายหลังหากได้ยินเสียงโห่ฆ่าในเขา ย่อมแคลงใจ อาจไม่เข้าเขาก็เป็นได้" หนทางดีที่สุดคือทำลายข้าศึกกองนี้เสียนอกเขา รอข้าศึกกองใหญ่มาถึงแล้วจึงหนีเข้าเขา แต่ผ่านการเดินทัพเร็วมาสองยาม พลทหารกำลังตก หากกำลังตกจนถูกข้าศึกสี่ห้าร้อยกองนี้พัวพันไว้ พอข้าศึกกองใหญ่มาถึงก็ถอยไม่ทัน อุบายล่อข้าศึกก็จะล้มเหลว

เขาตัดสินใจ คิดในใจว่า "แต่ก่อนหลี่กว่างนำพลม้าร้อยม้าพบพลม้าฮวนหนูหลายพัน(13) ทหารน้อย หนีก็ตาย จึงสั่งพลม้าลงจากหลังม้า แสร้งทำทีโอ่อ่า ลวงเป็นล่อข้าศึก พลม้าฮวนหนูหลายพันก็ไม่กล้าเข้าตี พิชัยสงครามว่า ลวงให้ดูว่างแล้วทำเป็นมี ดูเหมือนมีแล้วทำเป็นว่าง ว่างบ้างมีบ้าง นี่คือหัวใจของพิชัยสงคราม บัดนี้ข้าอาจทำตรงข้ามกับมัน ใช้อุบายนี้เช่นกัน ให้พลทหารส่วนหนึ่งถอดเกราะ นั่งลงหน้าเขา ข้าศึกสี่ห้าร้อยกองนี้เห็นแล้วต้องระแวง ไม่กล้ารุก แต่เมื่อมีข้าอยู่ มันก็จะไม่ยอมทิ้งไปง่าย ๆ รอกองใหญ่ของมันมาถึง ข้าจึงค่อยนำพลที่นั่งหน้าเขาแสร้งหนีลนลานเข้าเขา ถึงตอนนั้น พวกมันรวมกองเป็นหนึ่ง ถือว่าคนมาก เห็นข้าหนี ก็ต้องนึกว่าเมื่อครู่ข้าเพียงแต่ทำทีโอ่อ่าหลอกลวง เช่นนี้ก็จะล่อพวกมันเข้าเขาได้"

หลี่กว่างให้พลม้าลงจากหลังม้านั้นคือการทำทีโอ่อ่าลวงเป็นล่อข้าศึก ส่วนซุนเจินบัดนี้ตัดสินใจนำพลส่วนหนึ่งนั่งหน้าเขา ก็คือแสร้งทำเป็น "ทำทีโอ่อ่าลวง" ใช้สิ่งนี้ขู่ข้าศึกจำนวนน้อยไว้ก่อน รอข้าศึกกองใหญ่มาถึง จึงจงใจให้มันมองทะลุว่าตนกำลังทำทีโอ่อ่าลวง เพื่อล่อพวกมันเข้าเขา แม้เป็นอุบายเดียวกัน แต่กลับเป็นการทำตรงข้ามกับหลี่กว่าง

การทหารนั้นคือวิถีแห่งกล สิ่งพลิกแพลงของนักการทหารก็อยู่ตรงนี้ อุบายเดียวกันใช้ในสภาพต่างกัน อาจก่อผลตรงกันข้ามได้

ครุ่นคิดเสร็จแล้ว เขาสั่งเล่าเติ้ง เจียงฉิน เฉินเปา ซินอ้ายว่า "แปะฉิน(14) อาเปา เจ้าสองคนนำคนเข้าไปพักในเขาก่อน อวี้หลาง เจ้านำพลม้าซุ่มข้างเขา อาเติ้ง นำคนกองตะลุยแนวของเจ้ากับข้านั่งที่ปากเขา พักกับพื้น"

ทุกคนรับคำสั่ง

ซุนเจินสั่งเฉินเปา เจียงฉิน ซินอ้ายอีกว่า "เดี๋ยวเมื่อข้าศึกมาถึง เห็นข้านำพลกองตะลุยแนวนั่งที่ปากเขา ต้องระแวงไม่กล้าเข้าตี รอกองใหญ่ของมันมาถึง ข้าจะแสร้งทำเป็นกลัว หนีเข้าเขา ล่อพวกมันเข้าใน ครั้นพวกมันเข้ามาแล้ว พวกเจ้าอย่าเพิ่งตี เพียงซุ่มไว้ให้ดีก็พอ รอกองซุ่มของกงต๋าและจื้อไฉเริ่มลงมือก่อน พวกเจ้าจึงค่อยตีกระหนาบจากข้างหลัง"

ทั้งสามรับคำ

ตรวจขบวนดู หายไปเจ็ดแปดคน มาตรการดีเพียงใด ก็ยากจะหลีกเลี่ยงคนตกขบวน คนตกขบวนเหล่านี้ไม่ต้องพูดถึง ชีวิตคงยากจะรอด ซุนเจินก็ทำอะไรไม่ได้

เมื่อข้าศึกสี่ห้าร้อยที่มาถึงก่อนนั้นมาถึง เฉินเปากับเจียงฉินกำลังนำกองเข้าเขาพอดี

พวกมันแลเห็นแต่ไกลว่ากองของซุนเจินแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเข้าเขา ส่วนหนึ่งราวสองร้อยคนกลับถอดเกราะนั่งอยู่หน้าเขา ก็ระแวงขึ้นจริง ๆ จึงหยุดอยู่ มองดูแต่ไกล

นายกองน้อยในกองนี้บ้างก็ดีใจมาก กล่าวว่า "เจ้าโจรซุนกำลังหนีเข้าเขา พวกเราเข้าตีอย่างรวดเร็วได้!" บ้างก็เป็นดังที่ซุนเจินคาด เห็นแล้วระแวง ห้ามว่า "หากหนี ไหนเลยจะเหลือพลส่วนหนึ่งนั่งอยู่หน้าปากเขานอกเขา? พวกเจ้าดูคนที่นั่งหน้าสุดนั้นสิ เกราะดีเลิศ มีโจรกลุ่มหนึ่งห้อมล้อม คงเป็นเจ้าโจรซุน หากหนี มันจะถอยทีหลังหรือ? ไม่ถูก ในนี้ต้องมีเงื่อนงำ! ซ่างซือมีคำสั่ง ทุกเรื่องให้ระวัง พวกเราจงหยุดที่นี่คอยเฝ้าดูมันไว้ รอกองใหญ่มาพร้อมแล้วจึงตี ยังไม่สาย" ก็จึงไม่รุกจริง ๆ เฝ้าดูแต่ไกล

ตะวันค่อย ๆ ขึ้นสูง ข้าศึกทยอยมาถึง เห็นซุนเจินและพวกในท่าทีเช่นนี้ ล้วนแคลงใจ ไม่มีใครกล้าบุกบ่ามเข้ามา

ซุนเจินเห็นข้าศึกตรงข้ามชุมนุมมากขึ้น ๆ สามพันเศษแล้ว คิดในใจว่า "ข้าศึกที่ไล่ล้อมข้าคงมากันเกือบหมดแล้ว เข้าเขาได้แล้ว" จึงทำทีหวาดกลัว นำเล่าเติ้ง เฉิงเยี่ยนและพลทหารสองร้อยลุกขึ้นอย่างวุ่นวาย เปล่งเสียงโห่ร้องครั้งหนึ่ง วิ่งเข้าเขาไป

ในหมู่ข้าศึกสามพันเศษ บรรดาฉวี๋ซ่วยและนายกองน้อยอยู่หน้าแนว กำลังปรึกษากันอยู่ เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ล้วนดีใจยิ่ง ผู้หนึ่งร้องว่า "เป็นเช่นนั้นแล้ว เจ้าโจรซุนถูกพวกเราล้อมทั้งสี่ด้าน หมดทางหนีทางไป จึงแกล้งวางอุบายลวง ทำทีโอ่อ่าหลอกขู่พวกเราก่อน บัดนี้เห็นพวกเราพลมาพร้อมแล้ว ก็ใจเสียขึ้นมา จึงหนีเข้าเขาอีก พวกเรารีบตีมันเสีย อย่าให้มันหนีออกหลังเขาไปได้!"

ฉวี๋ซ่วยและนายกองน้อยสิบกว่าคนต่างร้องว่า "ถูกแล้ว!" ก็จะนำทหารไล่ตี

ทันใดนั้น ฮักเมี่ยวกล่าวว่า "เจ้าโจรซุนเจ้าเล่ห์ ก่อนหน้าวางกลลวง บัดนี้หนีอีก พิกลยิ่งนัก พวกเราอย่าประมาท ซ่างซือมีคำสั่ง หากเห็นสิ่งผิดปกติ ให้รีบแจ้ง พวกเราจงนิ่งทัพไว้ก่อน เข้าแจ้งให้ซ่างซือทราบ ฟังคำสั่งของท่าน"

ฟังคำของเขาแล้ว แม้ในหมู่นั้นมีผู้ไม่เต็มใจ ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของปอไซ จึงได้แต่ปล่อยให้ซุนเจินเข้าเขาไปต่อหน้าต่อตา ส่งคนควบม้าไปแจ้งปอไซ คอยคำสั่งของท่าน

ซุนเจินเข้าเขาไป หันกลับไปมอง กลับเห็นพวกโพกผ้าเหลืองไม่ตามเข้ามา ใจก็วูบลง รู้สึกรำไรว่าไม่ดี คิดว่า "ฉิบหายแล้ว! หรือว่าถูกพวกมันมองทะลุ?"

แอบมองแต่ไกลในเขา เห็นมีพลม้าสองสามม้าควบออกจากข้าศึกหลายพันนั้น มุ่งลงใต้ไป เดาออกว่าต้องไปแจ้งปอไซกับเหอมั่นแน่ ก็พลันมีความหวังขึ้นมาบ้าง คิดว่า "ปอไซแค้นข้าเข้ากระดูกดำ คงไม่ยอมมองข้าเดินจากไปอย่างผยองโอหังแน่"

รอจนครบครึ่งยาม ตะวันถึงยามเที่ยง พลม้าสี่ห้าสิบม้าห้อมล้อมผู้หนึ่งมาถึง

ผู้ที่มานี้คือปอไซนั่นเอง

ปอไซมาถึงนอกเขา แหงนมองยอดเขาสูงทอดยาวต่อเนื่อง สลับสูงต่ำเผชิญกัน ในเขาป่าไม้หนาทึบ ทำให้ไม่รู้ว่าจริงเท็จเช่นไร เขาลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า ซักถามบรรดาฉวี๋ซ่วยนายกองน้อยที่อยู่ ณ ที่นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ไม่อยากปล่อยซุนเจินหนีไปจริง ๆ แต่ในที่สุดก็ไม่กล้าเข้าใน อยากส่งทหารอ้อมไปสกัดทางกลับของซุนเจินหลังเขา แต่นั่นอย่างน้อยต้องใช้เวลาครึ่งวันจึงจะอ้อมไปได้ จึงโยนแส้ม้าทิ้งด้วยความแค้น กล่าวว่า "ไม่ล้างเจ้าโจรซุน นอนกินก็ไม่เป็นสุข!"

ซุนเจินไม่รู้ว่าผู้ที่มาคือปอไซ แต่จากการที่บรรดาฉวี๋ซ่วย นายกองน้อยและพลม้าโพกผ้าเหลืองห้อมล้อมดุจดารารายล้อมดวงจันทร์ ก็เห็นได้ว่าผู้ที่มานี้หากไม่ใช่ปอไซ ก็ต้องเป็นเหอมั่น เห็นเขาโยนแส้ม้าแสดงความโกรธ ออกท่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่ออกคำสั่งเข้าเขาสักที ก็รู้ว่าการนี้คงสำเร็จไม่ได้แล้ว ถอนใจ กล่าวว่า "เอาเถิด คราวนี้ล่อข้าศึกล้มเหลวเสียแล้ว" คิดในใจว่า "พวกโพกผ้าเหลืองแม้แพ้ติด ๆ กัน แต่ในกองทัพก็มิใช่ไม่มีคนมีฝีมือเลย!" เมื่อรู้ว่าพวกโพกผ้าเหลืองจะไม่หลงกล เขาก็ลุกขึ้น เดินอย่างผยองโอหังกลับมาที่ปากเขาอีก หันหน้าเข้าหาปอไซแต่ไกล หัวเราะดังลั่น ประสานมือคารวะกล่าวว่า "เป็นภาระท่านมาส่งถึงนี่ ข้าผู้นี้คือซุนเจิน ลาก่อน!" ว่าแล้วก็เดินอย่างผยองโอหังเข้าเขาไปอีก ซินอ้ายและพลม้าควบออกมา วิ่งวนไปมาที่หน้าปากเขาอยู่พักหนึ่ง อวดแสนยานุภาพแล้ว ก็ตามเข้าเขาไป

ปอไซเห็นกิริยาผยองโอหังของซุนเจิน ซินอ้ายและพวกนี้ นอกจากโชคดีที่ไม่หลงกลแล้ว ก็อดมิได้ที่จะโกรธแค้นขึ้นมา ด่าออกมาดัง ๆ ว่า "ไม่ช้าก็เร็วจักล้างเจ้าโจรเด็กผู้นี้ให้สิ้น!" ด้วยความโกรธ ชักกระบี่ออกมา หมายจะสั่งทุกกองเข้าเขา แต่มองตามเงาหลังของซุนเจินที่เข้าเขาห่างออกไป ในที่สุดก็ยังไม่กล้าอยู่ดี

ซุนเจินเข้าเขาไป พบซุนฮิวกับซีจื้อไฉ เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ซุนฮิวกับซีจื้อไฉพากันกล่าวว่าน่าเสียดาย ซวนคางก็เสียดายไม่หาย

เมื่อปอไซไม่ยอมหลงกล เพื่อกันมิให้เขาอ้อมไปล้อมหลังเขา ทุกคนจึงรีบเคลื่อนพลออกจากหลังเขาทันที ขึ้นเหนือข้ามแม่น้ำ ไปยังตะวันออกของเกียบ กลับสู่เซียงเซีย

## เชิงอรรถ

(1) ยามอิ่ว — ยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราว 17.00–19.00 น.

(2) นายกองน้อย — หัวหน้ากองย่อยของพวกโพกผ้าเหลือง คอยไล่ต้อนไพร่พลเข้าตี

(3) กรมแพทย์ (อีเฉา) — กรมในเขตปกครองที่ดูแลการรักษาพยาบาล ในที่นี้ขอหมอรักษาแผลสองคนมาช่วยทัพ

(4) ฉวี๋ซ่วย — ตำแหน่งแม่ทัพ/หัวหน้าใหญ่ของลัทธิไท่ผิง เตียวก๊กตั้งสามสิบหกฟาง แต่ละฟางมีฉวี๋ซ่วยคุม ปอไซเป็นฉวี๋ซ่วยประจำเองฉวน

(5) อู่กวานเยวี่ยน — ขุนนางผู้ช่วยประจำอำเภอ ผู้นี้แซ่หง เป็นตระกูลใหญ่แห่งฟู่เฉิง นำราษฎรต้านกบฏหลังนายอำเภอหนีไป

(6) แม่น้ำยี (หรู่สุ่ย) — แม่น้ำสายสำคัญในภาคกลาง ไหลผ่านทางใต้ของฟู่เฉิง

(7) ซ่างซือ — คำเรียกยกย่องผู้นำสูงสุดในกองทัพลัทธิไท่ผิง ในที่นี้หมายถึงปอไซ

(8) ยามสาม — ยามดึกในการแบ่งกลางคืนเป็นห้ายาม ราว 23.00–01.00 น.

(9) ยามห้า — ยามใกล้รุ่งในการแบ่งกลางคืนเป็นห้ายาม ราว 03.00–05.00 น.

(10) ยามสี่ — ยามดึกในการแบ่งกลางคืนเป็นห้ายาม ราว 01.00–03.00 น.

(11) ท่านซีกับท่านซุน — หมายถึงซีจื้อไฉและซุนฮิว สองกุนซือผู้นำทัพหลวงอ้อมไปตั้งที่ซุ่ม

(12) กองตะลุยแนว (เซี่ยนเจิ้น) — กองทหารชั้นยอดที่คัดพลสละชีพไว้เข้าตะลุยแนวข้าศึก เล่าเติ้งเป็นผู้คุม

(13) หลี่กว่าง — แม่ทัพยุคต้นราชวงศ์ฮั่น ฉายา "ขุนพลเหินหาว" ยอดนักธนู ครั้งหนึ่งนำพลม้าร้อยม้าพบพลม้าฮวนหนูหลายพัน จึงสั่งพลม้าลงจากหลังม้าทำทีว่างเปล่าลวงเป็นล่อข้าศึก ฮวนหนูระแวงว่าเป็นกลจึงไม่กล้าเข้าตี

(14) แปะฉิน — ชื่อรองของเจียงฉิน ขุนทหารคู่ใจซุนเจิน มีฉายา "แปะฉินใต้เขต"

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป