สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 235 จูก๋งเหว่ยผู้แข็งกร้าวกตัญญูรักความเที่ยงธรรม (ตอนต้น)

29 นาที· 6.6K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 235 — จูก๋งเหว่ยผู้แข็งกร้าวกตัญญูรักความเที่ยงธรรม (ตอนต้น)

การล่อข้าศึกครานี้แม้มิสำเร็จ ทว่าก็หาใช่ว่าจะไร้ผลเสียทีเดียวไม่

ประการแรก ด้วยการรุกล้ำลึกเข้าไปใน "แดนข้าศึก" ได้สังหารทหารโพกผ้าเหลืองไปหลายร้อยคนทั้งขาไปและขากลับ นับเป็นความชอบในการศึกที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ประการต่อมา ด้วยการ "ล่อข้าศึก" คราวนี้ ได้ฝึกฝนให้ทหารคุ้นกับการเดินทัพเร่งในยามค่ำคืน อีกทั้งหล่อหลอมความกล้าหาญของพวกเขาขึ้น ประการที่สาม ซึ่งสำคัญที่สุด ซุนเจินได้รับคำสรรเสริญว่า "ซื่อตรงมีคุณวิเศษอันแกร่งกล้า" แม้ปอไซและเหอมั่นจะคุมทหารหลายหมื่น แต่ซุนเจินมิได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย นำคนเพียงไม่กี่ร้อยก็กล้าข้ามแม่น้ำไปล่อข้าศึก คิดว่าอีกไม่นานนัก กิตติศัพท์ของเขาคงจะเลื่องลือขึ้นไปอีกขั้นเป็นแน่

ซุนเจินกับพวกพักผ่อนอยู่ที่อำเภอเกียบหนึ่งคืน ครั้นบ่ายวันรุ่งขึ้นจึงกลับสู่เซียงเซีย

หลี่จ้านพร้อมเหล่าบัณฑิตในเมืองมาคอยรับอยู่หน้าประตูเมือง ราษฎรทั้งเมืองมาชุมนุมยืนดูอยู่สองข้างทาง การแต่งกายของเหล่าบัณฑิตนั้นต่างจากราษฎรสามัญ หลี่จ้านกับพวกล้วนสวมหมวกสูงนุ่งห่มอย่างบัณฑิต พอลมพัดมา แขนเสื้ออันยาวก็พลิ้วไหวกันทั่ว คนกลุ่มนี้ยืนอยู่ท่ามกลางราษฎรจึงเด่นสะดุดตายิ่งนัก ซุนเจินแลเห็นแต่ไกลก็รีบสั่งการลงไป ให้ทหารแต่ละกองหยุดเสีย พลิกตัวลงจากม้า พาซุนฮิว ซีจื้อไฉ และซินอ้าย เดินเท้าขึ้นไป

หลี่จ้านประสานมือคารวะ กล่าวว่า "ท่านนำทัพข้ามแม่น้ำ วันคืนเดียวสังหารโจรเกือบพันคน เวียนวนอยู่ในปากเสือแล้วกลับมาได้อย่างปลอดภัย โจรหลายหมื่นไม่มีผู้ใดกล้าออกตี เดชานุภาพสะเทือนไปทั่วฝั่งใต้แม่น้ำยี จ้านกับเหล่าวิญญูชนในเมืองทราบว่าท่านกลับมา จึงพากันออกมาต้อนรับเป็นพิเศษ"

ซุนเจินรีบคารวะตอบ กล่าวว่า "เจินเป็นเด็กรุ่นหลังตัวเล็ก ไฉนจะกล้ารับคารวะของท่านเล่า เป็นการให้เกียรติเจินเกินตัวแล้ว เกินตัวแล้วขอรับ"

บิดาของหลี่จ้านคือหลี่อิงนั้นเป็นทั้งครูทั้งสหายกับซุนซกผู้เป็นปู่ทวดสายตระกูลของซุนเจิน ส่วนซุนซองบุตรของซุนซกอ่อนวัยกว่าหลี่อิงสิบแปดปี ครั้งหนึ่งไปคารวะหลี่อิงถึงกับขับรถม้าให้หลี่อิง พอกลับถึงบ้านก็ดีใจจนกล่าวแก่คนในครอบครัวว่า "วันนี้ในที่สุดข้าก็ได้ขับรถให้ท่านหลี่แล้ว!" ปู่ของหลี่อิงเคยเป็นไท่เว่ย บิดาเคยเป็นจวิ้นโฉ่วระดับสองพันสือ ส่วนตัวหลี่อิงเองนั้นมีคุณธรรมสูงส่ง ได้รับยกย่องเป็นแบบฉบับแห่งใต้หล้า ครั้งยังมีชีวิตเป็นผู้นำของเหล่าบัณฑิตพรรคชน อีกทั้งเป็นบุคคลศูนย์กลางในหมู่ปราชญ์ผู้มีชื่อแห่งเองฉวน ซุนเจินแม้เป็นลูกหลานตระกูลซุน ทว่าต่อหน้าหลี่จ้านก็เป็นเพียงเด็กรุ่นหลังผู้น้อยเท่านั้น

หลี่จ้านหัวเราะ กล่าวว่า "ข้าแม้มีอายุมากกว่าอยู่บ้าง ทว่าท่านเป็นผู้ทรงคุณแห่งแคว้นเมือง สร้างคุณงามความชอบเหนือผู้คน ยามโจรฮึกเหิม ที่เองฉวนยังคงรักษาไว้ได้กว่าครึ่งก็ด้วยกำลังของท่าน ข้าคารวะท่านครานี้สักครั้งหนึ่งจึงหาเกินไปไม่"

เหล่าบัณฑิตแห่งเซียงเซียเห็นซุนเจินถือคารวะต่อหลี่จ้านอย่างนอบน้อม ก็พลอยรู้สึกมีหน้ามีตาไปด้วย ครั้นมองซุนเจินอีกครา ก็ยิ่งเห็นต้องตาต้องใจขึ้น

ครั้นสนทนากันใต้ประตูเมืองอยู่ครู่หนึ่ง ไต่ถามทุกข์สุขในการออกศึกของซุนเจินแล้ว ผู้คนก็พากันเข้าเมืองพร้อมกัน

หลี่จ้านเดินนำหน้า ซุนเจินตามหลัง เหล่าบัณฑิตท้องถิ่นเดินตามมาภายหลังอีกที โดยมิทันรู้ตัว ในใจของบัณฑิตแห่งเซียงเซียนั้น ซุนเจินได้กลายเป็นผู้มีฐานะรองจากหลี่จ้านเพียงผู้เดียวไปเสียแล้ว

อันการประสานมือคารวะของหลี่จ้านที่หน้าประตูเมืองนั้น แท้จริงก็เป็นการกระทำโดยตั้งใจ เกียรติยศของบัณฑิตมาจากสิ่งใด ก็มาจากการวิจารณ์ยกย่องในวงสนทนาบริสุทธิ์ พูดอย่างหยาบก็คือการยกยอกันและกัน พูดอย่างงามก็คือการชื่นชมสรรเสริญ ตระกูลหลี่กับตระกูลซุนนับว่าเป็นสหายสืบตระกูลกันมา อีกทั้งหลี่จ้านยังเห็นว่าซุนเจินเป็นบัณฑิตผู้ซื่อตรงมีคุณวิเศษอันแกร่งกล้า ได้สั่งให้หลี่เซวียนผู้บุตรคบหากับเขาอย่างลึกซึ้ง จึงสมควรยกย่องเขาสักหน่อยเป็นธรรมดา ทว่าการ "ยกย่อง" นี้ก็มิใช่ยกยอกันส่งเดช ในใต้หล้าย่อมมีคำวินิจฉัยอันเที่ยงธรรมอยู่ หากผู้ได้รับสรรเสริญนั้นชื่อเสียงไม่สมกับความจริง เช่นนั้นมิเพียงผู้ได้รับสรรเสริญจะถูกชาวใต้หล้าหัวเราะเยาะ ปราชญ์ผู้มีชื่อที่เอ่ยสรรเสริญเขาก็จะถูกชาวใต้หล้าหัวเราะเยาะไปด้วย

ผู้คนพากันเข้าเมือง

ซุนฮิว ซีจื้อไฉ และซินอ้ายมิได้เข้าเมือง ทั้งสามวกกลับไปยังหน้าทัพ คอยบัญชาการให้แต่ละกองทยอยเข้าเมืองตามลำดับ

ครั้นถึงคราวที่กองซ้ายกองขวาแห่งเซียงเซียเข้าเมือง ราษฎรสองข้างทางก็ส่งเสียงโห่ร้องยินดีขึ้น

นี่คือลูกหลานชาวเซียงเซียของพวกตน คราวลงใต้ข้ามแม่น้ำครั้งนี้ แม้มิอาจล่อข้าศึกได้สำเร็จ ทว่าก็เป็นการรุกล้ำลึกเข้าถ้ำเสือ ปลุกใจราษฎรและขวัญทหารขึ้นได้มาก ทั้งกองซ้ายกองขวาเซียงเซียก็ได้ร่วมในการครั้งนี้ อีกทั้งยังกลับมาได้อย่างปลอดภัย ราษฎรชาวเซียงเซียจึงตื่นเต้นยินดีเป็นธรรมดา ดุจเดียวกับที่ซุนเจินยกย่องหลี่จ้านจนทำให้บัณฑิตเซียงเซียพลอยมีหน้ามีตา เมื่อเห็นลูกหลานชาวเซียงเซียที่กลับมาเหล่านี้ ราษฎรเซียงเซียก็พลอยมีหน้ามีตาไปด้วยเช่นกัน

เหล่าลูกหลานชาวเซียงเซียที่กลับเข้าเมืองมานี้ เมื่อเผชิญเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้าน ก็ล้วนแอ่นอกเชิดหน้า ภาคภูมิทะนงตน ราวกับว่าทุกคนล้วนได้สร้างความชอบอันวิเศษหาผู้ใดเทียบมิได้ดุจมหาขุนนางผู้ทรงคุณกันถ้วนหน้า

ซุนเจินนำทัพเข้าเมือง ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นยินดีจากเหล่าบัณฑิตและราษฎร

ฝ่ายในค่ายทหารโพกผ้าเหลืองนอกเมืองฟู่เฉิง ปอไซกลับเดือดดาลดุจฟ้าผ่า แพ้ติดต่อกันหลายครา เสียเมืองเสียแดน อีกทั้งยังถูกซุนเจินข้ามแม่น้ำมาหยามเกียรติ แม้แต่พระโพธิสัตว์ดินก็ยังมีโทสะสามส่วน อันปอไซเดิมก็มิใช่พระโพธิสัตว์ดินสักหน่อย ก่อนก่อการเขาเป็นถึงคหบดีตระกูลใหญ่ผู้มีอิทธิพลแห่งเอี้ยงเต๊ก ไหนเลยจะเคยได้รับความอัปยศเช่นนี้ จึงโกรธแค้นถึงขีดสุด

ปอเหลียนปล่อยตัวซุนเจินไปแล้วกลับสู่ค่าย ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นเคือง ทั้งคืนนอนไม่หลับ กลืนความแค้นนี้ลงคอไม่ได้จริง ๆ จึงเรียกปอไซมาหา กล่าวว่า "ซุนเจินเด็กน้อยหยามเกียรติเจ้ากับข้า เป็นความอัปยศอย่างใหญ่หลวง หากความแค้นนี้ไม่ได้ชำระ เจ้ากับข้าจะมีหน้าไปยืนอยู่ในหมู่มนุษย์ได้อย่างไร" เมื่อวานหลังเขากลับค่าย จากประตูค่ายเดินเข้าสู่กระโจม ระหว่างทางพบทหารโพกผ้าเหลืองในค่ายมากมาย เขาถึงกับรู้สึกว่าทหารโพกผ้าเหลืองเหล่านี้ล้วนกำลังเยาะเย้ยตน รู้สึกว่ายามพวกนั้นมองตนได้สิ้นความยำเกรงดังแต่ก่อนไปแล้ว กลับเผยออกซึ่งแววเยาะหยันออกมาเป็นระลอก สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาอัปยศแค้นเคืองจนแทบทานทนมิได้ ถึงขั้นรู้สึกว่าเงยหน้าขึ้นมิได้

เหอมั่นก็แค้นเคืองยิ่งนักต่อเรื่องที่ซุนเจิน "ข้ามแม่น้ำมาหยามเกียรติพวกตน" นี้ เขากัดฟันกรอด กล่าวว่า "ลูกผู้ชายเกิดมาในโลก หากมีความแค้นแล้วไม่ชำระ ย่อมต้องถูกวีรบุรุษหัวเราะเยาะเป็นแน่ ความแค้นนี้จำต้องชำระให้ได้" แล้วถามปอไซว่า "ท่านอาจารย์เบื้องบนมีความคิดประการใด ม่านขอฟังด้วย" แต่เดิมสองคนนี้มีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง ปอไซเดิมประสงค์จะตีเอี้ยงเต๊กอีกครั้ง ส่วนเหอมั่นยืนกรานจะลงใต้สู่แม่น้ำยี ทว่ายามเผชิญหน้ากับซุนเจิน สองคนกลับมีจุดยืนตรงกัน

"ซุนโจรนั้นว่องไวเฉียบขาด พรรคพวกล้วนกล้าแกร่ง หากไม่กำจัดโจรนี้ พวกเราคงยากจะนอนหลับให้สบาย ข้าได้ยินว่า 'ผู้รู้ความอัปยศย่อมใกล้ความกล้า' บัดนี้เจ้ากับข้าได้รับความอัปยศใหญ่หลวงเช่นนี้ ก็สมควรลุกขึ้นมานะอย่างเด็ดเดี่ยว เมื่อครั้งอยู่ที่เซียงเซียและอำเภอเกียบ ข้าประสงค์จะจัดระเบียบพรรคพวกใหม่ ทว่าด้วยเร่งรีบลงใต้ เรื่องนี้จึงต้องยุติลงอย่างลวก ๆ อันทหารนั้นมิได้อยู่ที่มาก หากอยู่ที่เก่งกล้า หากจะชำระความแค้นนี้ จำต้องคัดเลือกทหารชั้นเยี่ยมขึ้นมาเสียก่อนจึงจะได้ ข้าคิดว่าควรสานต่อเรื่องการจัดระเบียบทัพต่อไป"

ปอไซแม้แค้นเคือง ทว่าด้วยกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนพ่ายต่อมือซุนเจินติดต่อกัน จึงอดมิได้ที่จะระมัดระวังตัวขึ้น เพราะฉะนั้นเขาจึงมิได้เสนอให้บุกขึ้นเหนือไปตีเซียงเซีย ตามหาซุนเจินชำระแค้น หากแต่คิดจะจัดระเบียบพรรคพวกต่อไป

เขากล่าวว่า "ที่เอี้ยงเต๊กพ่ายแพ้ ที่สองอำเภอเสียเมือง ที่ซุนโจรข้ามแม่น้ำมาราวกับเข้าแดนไร้ผู้คน ทั้งหมดล้วนเพราะกองทัพพวกเรายังจัดแถวมิเสร็จ วินัยทัพไม่เคร่งครัด พรรคพวกของซุนโจรมีเพียงสองพันคน เหตุใดจึงรบชนะติดต่อกันได้ ก็ไม่พ้นเพราะมันฝึกทหารโจรสองพันนี้อยู่หลายวันนอกเมืองเอี้ยงเต๊ก พวกเราคุมพลเกือบแสน หากจัดระเบียบเสียให้เรียบร้อย อย่างน้อยก็ได้ทหารรบราวสี่ห้าหมื่น เอาสี่ห้าหมื่นนี้ไปตีสองพันของมัน อย่าว่าแต่ซุนโจรเลย แม้กองหนุนของราชสำนักโจรจะมา ก็มิควรเกรงกลัว"

เหอมั่นเดิมก็สนับสนุนการจัดระเบียบทัพของเขาอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งได้รับ "ความอัปยศ" จากซุนเจิน ก็ยิ่งจะไม่คัดค้านข้อเสนอนี้ กล่าวว่า "ที่ท่านอาจารย์เบื้องบนกล่าวมาถูกต้องยิ่งนัก เมื่อวานนี้พระนครหลวงส่งข่าวลับมาอีกครั้ง ว่ากองหนุนของราชสำนักโจรจะยกเข้าสู่เองฉวนทางตะวันออกในไม่ช้า ไม่ว่าจะเพื่อชำระแค้นซุนโจรครานี้ หรือเพื่อรับมือกองหนุนราชสำนักโจร ก็ล้วนจำต้องจัดระเบียบทั้งทัพให้ได้ เพียงแต่…"

"เพียงแต่อะไร"

"อีกไม่ช้าก็จะตีฟู่เฉิงได้แล้ว หากเปลี่ยนแปลงเสียในตอนนี้คงเสียทีต่อการตีเมือง ในความเห็นของม่าน สู้รอให้ตีฟู่เฉิงได้ก่อนแล้วจึงค่อยจัดระเบียบทัพเสียจะดีกว่า"

"ดี ข้าจะคุมศึกด้วยตนเอง"

ปอไซมุ่งมั่นเข้มแข็ง ปรึกษากับเหอมั่นเป็นที่ตกลงแล้ว ก็เรียกฉวี๋ซ่วยและหัวหน้ากองน้อยใต้บังคับบัญชาทั้งหมดมา สั่งบัญชาการศึกอย่างเข้มงวดว่า "ทั้งทัพเข้าตีเมือง" แต่เดิมตีเพียงกำแพงด้านตะวันออกด้านเดียว บัดนี้เข้าตีกำแพงทั้งสี่ด้านพร้อมกัน เขาสวมเกราะถือกระบี่ ควบม้าวิ่งไปมา นำพลสวมเกราะกองหนึ่งวกวนอยู่นอกหมู่ทหารที่กำลังตีเมือง คอยกำชับแต่ละกองให้ทุ่มสุดกำลังเข้าตี

ฟู่เฉิงเดิมก็โอนเอนจวนล่ม ยากจะค้ำจุนไว้ได้อยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งถูกปอไซและเหอมั่นมุ่งมั่นเข้าตีเช่นนี้ ยังมิทันถึงค่ำเมืองก็แตก

ปอไซและเหอมั่นปล่อยทหารเข้าเมือง ก่อนอื่นฝังทั้งเป็นซึ่งอู่กวานเยวี่ยน(1) แซ่หงกับเหล่าเสมียนและทหารผู้รักษาเมือง จากนั้นก็เข่นฆ่าผู้คนทุกตระกูลในเมืองจนสิ้น ด้วยแค้นเคืองที่ฟู่เฉิงดื้อต้านอยู่หลายวัน ทั้งเพื่อกอบกู้ขวัญที่ตกต่ำจากการพ่ายแพ้ติดต่อกัน อีกทั้งมิได้ควบคุมทหาร จึงเผาฆ่าปล้นชิงกันตลอดทั้งคืน ราษฎรในเมืองตายในคืนเดียวกว่าพันคน ซากศพเกลื่อนกลาดตามถนน เลือดนองทั่วเมือง ทุกหนแห่งมีแต่หญิงและเด็กร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศก บนถนนหนทางที่ไปมาล้วนเป็นทหารถือดาบแบกจอบ แบกเงินทองหิ้วหญิงงาม เครือญาติและลูกหลานของตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหงและตระกูลเฝิงในเมืองถูกฆ่าจนเกลี้ยงเกลา บางเรือนถูกจุดไฟเผา ควันดำคลุ้งกระจาย บดบังเมืองไปเสียครึ่งหนึ่ง

ครั้นพักฟื้นพลอยู่เล็กน้อย ปอไซและเหอมั่นก็แบ่งทัพออกเป็นสองสาย

เหอมั่นนำพลแข็งแกร่งในสังกัดของตนกว่าหมื่นคน ออกจากฟู่เฉิงทางตะวันออก ไปสมทบกับทหารโพกผ้าเหลืองหลายพันที่ตั้งค่ายอยู่ ณ จินเชอเซียง อาศัยเดชแห่งชัยชนะใหญ่ เข้าล้อมตีคุนเอี๋ยง หมายจะรุกต่อเนื่องตีคุนเอี๋ยงให้ได้อีกเมืองหนึ่ง

ส่วนปอไซนำพลที่เหลืออีกหกเจ็ดหมื่นคงอยู่ที่ฟู่เฉิง ด้านหนึ่งแบ่งทหารไปตีค่ายป้อมและคฤหาสน์ของเหล่าคหบดีตระกูลใหญ่ในตำบลรอบ ๆ ฟู่เฉิง กวาดเอาเสบียงและทรัพย์สิน อีกด้านหนึ่งก็เร่งจัดระเบียบทัพอย่างสุดกำลัง

การจัดระเบียบทัพคราวก่อน ประการหนึ่งด้วยเร่งรีบลงใต้ อีกประการด้วยพรรคพวกส่วนมากไม่เต็มใจ จึงต้องยุติลงอย่างลวก ๆ มีเพียงพลในสายตรงของปอไซและเหอมั่นสองคนเท่านั้นที่จัดระเบียบเสร็จ คราวนี้ปอไซตัดสินใจเด็ดขาด อีกทั้งได้แรงสนับสนุนเต็มที่จากเหอมั่น แม้ในหมู่พรรคพวกจะยังมีผู้ไม่เต็มใจอยู่บ้าง ทว่าก็ยากจะก่อแรงต้านใด ๆ ขึ้นได้อีก

สานุศิษย์แห่งลัทธิในกว่าสิบอำเภอจัดระเบียบทัพไปพร้อมกัน ปอไซไปกำกับตรวจตราในค่ายแต่ละอำเภอด้วยตนเอง ผู้ใดทำเป็นเชื่อฟังต่อหน้าแต่ขัดขืนลับหลัง หรือเชื่องช้าเฉื่อยชาเกินไป ก็ลงเฆี่ยนบ้าง ดุด่าบ้าง ทำการเด็ดขาดฉับไว ใช้เวลาเพียงสองวันก็จัดระเบียบเสร็จในขั้นต้น ได้พลแข็งแกร่งที่รบได้สามหมื่นกว่าคน รวมกับพลรบกว่าหมื่นที่เหอมั่นนำไป รวมเป็นพลรบเกือบห้าหมื่นคน ในจำนวนนั้นเป็นพลชั้นเยี่ยมห้าพัน ทหารม้าเกือบพัน

ในพลชั้นเยี่ยมห้าพันนั้น มีอยู่พันคนเป็นพลสวมเกราะสายตรงเดิมของปอไซ ที่เหลือนั้นเป็นพลกล้าที่คัดเลือกจากสานุศิษย์แต่ละอำเภอ เพื่อเสริมกำลังรบให้พวกเขา ปอไซยังสั่งรวบรวมเกราะและศัสตราวุธอันประณีตจากทั้งทัพ แจกจ่ายให้พวกเขาทั้งหมด ก่อนหน้านี้ได้คัดเลือกพลสละชีพจากแต่ละกองมาจัดตั้งเป็น "เซี่ยนเจิ้นอิ๋ง" (กองตะลุยแนว)(2) กองหนึ่งแล้ว มอบให้เหอมั่นคุม ส่วนพลชั้นเยี่ยมและพลม้าชุดนี้ปอไซคุมด้วยตนเอง ขนานนามกองว่า "ก่านจี" (กล้าโจมตี)(3) มาถึงตอนนี้ กบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวนจึงคัดเลือกทหารชั้นเยี่ยมออกมาได้สองกอง กองหนึ่งคือเซี่ยนเจิ้นอิ๋ง อีกกองหนึ่งคือก่านจีอิ๋ง ใต้สองกองนี้ลงไปคือพลรบสามหมื่นที่ฉวี๋ซ่วยแต่ละคนคุมอยู่ ถัดลงไปอีกก็คือพวกหญิงเด็กคนแก่คนอ่อนแอที่ถูกคัดทิ้งออกมา

ครั้นจัดระเบียบในขั้นต้นเสร็จสิ้น กำหนดกองทัพ คัดเลือกแม่ทัพนายกอง ปอไซตั้งตนเป็นจอมทัพ ให้เหอมั่นเป็นรอง แล้วทำพิธีสาบานต่อหน้าทัพว่า ก่อนอื่นจะตีห้าอำเภอแห่งยีหลำ จากนั้นจึงกำจัดเจ้าเด็กโจรซุนเจิน

ปอไซเกณฑ์พลจัดระเบียบทัพอย่างเอิกเกริกที่ฟู่เฉิง สำแดงเดชไม่น้อย ม้าเร็วได้นำความไปแจ้งซุนเจินให้ทราบแต่เนิ่น ๆ

ซุนฮิวและซีจื้อไฉค่อนข้างกังวลใจ จึงปรึกษากับซุนเจิน กล่าวว่า "การล่อข้าศึกของพวกเรามิสำเร็จ การที่ฟู่เฉิงเสียเมืองนั้นอยู่ในคาดหมาย ทว่าหลังจากปอไซตีฟู่เฉิงได้แล้ว มิได้รีบลงใต้ เพียงแบ่งทัพเหอมั่นสายหนึ่งไปตีคุนเอี๋ยง ส่วนตนกลับคงอยู่ที่ฟู่เฉิงเพื่อจัดระเบียบทั้งทัพ นี่อยู่นอกความคาดหมาย โจรผู้นี้หาใช่คนสามัญไม่ ครั้นผ่านการจัดระเบียบนี้แล้ว กำลังรบของทหารโจรย่อมจะสูงขึ้นอีกขั้น ศึกต่อไปจะรบลำบากเสียแล้ว"

ซีจื้อไฉกล่าวว่า "เรื่องที่พวกเราลงใต้ไปล่อข้าศึกได้กราบเรียนฝู่จวินไปแล้ว บัดนี้ฟู่เฉิงเสียเมือง โจรเข้าตีคุนเอี๋ยง ก็ไม่รู้ว่าฝู่จวินจะสั่งให้พวกเราลงใต้ไปช่วยคุนเอี๋ยงหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็จะลำบากใจอยู่"

ซุนเจินยามออกจากเอี้ยงเต๊กนำพลมาสองพันคน พอถึงเซียงเซียก่อนอื่นได้รวบรวมพลสละชีพโพกผ้าเหลืองมาห้าร้อย ทั้งได้ลูกหลานชาวเซียงเซียมาอีกห้าร้อย บัดนี้มีพลราวสามพันคน แม้จะได้เพิ่มพูนขึ้น แต่กำลังพลก็ยังไม่มากนัก กำลังเพียงเท่านี้ จะใช้รักษาเมืองก็ได้ จะใช้เป็นทหารโจมตีโดยไม่คาดฝันก็ได้ ทว่าจะใช้เข้าประจัญหน้าทัพต่อทัพกับกบฏโพกผ้าเหลืองหลายหมื่นนั้นหาได้ไม่ ยิ่งหลังกบฏโพกผ้าเหลืองผ่านการจัดระเบียบทัพแล้ว ก็ยิ่งหาได้ไม่

ซุนฮิวเดินไปยังหน้ากระโจม มองไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนืออันเป็นที่ตั้งของลกเอี๋ยง กล่าวว่า "ก็ไม่รู้ว่าทัพใหญ่ปราบโจรของราชสำนักยกออกมาแล้วหรือยัง"

ครั้นปอไซจัดระเบียบทั้งทัพเสร็จในขั้นต้น ก็ทิ้งพลสามพันรักษาฟู่เฉิง แล้วนำทัพที่จัดระเบียบใหม่ไปช่วยเหอมั่นด้วยตนเอง

เขานำพลสามหมื่นกว่าคนไปรวมกับพลหมื่นกว่าของเหอมั่น รวมเป็นเกือบห้าหมื่นคน เข้าตีคุนเอี๋ยงอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน เพียงวันเดียวคุนเอี๋ยงก็แตก

ปอไซและเหอมั่นเข่นฆ่าผู้คนทุกตระกูลในคุนเอี๋ยงจนสิ้น เหลือพลสองพันรักษาคุนเอี๋ยง แล้วกวาดต้อนราษฎรจำนวนมาก นำทัพมุ่งลงใต้ เข้าตีอู่หยางอีกครั้ง พลสี่หมื่นกว่าตีอู่หยางเมืองเดียว ก็พอจะคาดเดาได้ว่า อู่หยางยากจะต้านทานไปได้นาน ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องลงเอยด้วยการถูกตีแตกในที่สุด

ซุนเจินเพิ่งจะกู้สองอำเภอคืนได้ในคืนเดียวเมื่อไม่ถึงสิบวันก่อน บัดนี้ฝั่งใต้แม่น้ำยีกลับเสียสองอำเภอติดต่อกันอีก อู่หยางส่งข่าวขอกำลังด่วน

บุนไท่โส่วลนลานทำอะไรไม่ถูก รางวัลตอบแทนซุนเจินที่กู้สองอำเภอคืนและล่อข้าศึกถึงฟู่เฉิงยังมิทันแจกจ่ายลงไป ก็รีบส่งหนังสือบัญชาการลงมาในทันที สั่งให้ซุนเจินไปช่วยอู่หยาง

ซุนเจินเรียกซุนฮิวและซีจื้อไฉมาปรึกษา

ทั้งสองเห็นพ้องกันว่า "อุบายล่อข้าศึกล้มเหลว เห็นได้ว่าปอไซระมัดระวังตัว บัดนี้หากลงใต้ไปช่วยอู่หยาง เกรงว่าจะใช้อุบายได้ยาก ได้แต่รบเอาแรงกับโจรเท่านั้น พลของเรามีสามพันคน ตามที่ได้ข่าวมา ทหารโจรหลังจัดระเบียบแล้วมีพลรบห้าหมื่น อีกทั้งมีกองชั้นยอดทั้งเซี่ยนเจิ้นและก่านจีสองกอง ทหารม้าเกือบพัน พลของเรายากจะเอาชนะได้ มิควรลงใต้โดยง่าย"

จะลงใต้โดยง่ายมิได้ ทว่าคำสั่งของบุนไท่โส่วก็จะไม่ฟังเสียมิได้

หากไม่ฟัง นอกจากจะเป็นการขัดคำสั่งเบื้องบนแล้ว ภาพลักษณ์ "ซื่อตรงรักราษฎรไม่กลัวตาย" ที่ซุนเจินอุตส่าห์เพียรสร้างมาก็จะป่นปี้ไปด้วย

ควรทำเช่นไรดี

ซีจื้อไฉเข้าใจในความลำบากใจของซุนเจิน ในที่สุดก็คิดอุบายขึ้นได้อย่างหนึ่ง กล่าวว่า "อู่หยางส่งข่าวด่วน ฝู่จวินเร่งรัด เหล่าบัณฑิตราษฎรในมณฑลล้วนชะเง้อคอยให้พวกเราลงใต้ไปตีโจร พวกเราหากนิ่งทัพเฉยเสียก็มิเหมาะ ในยามนี้อาจใช้อุบายถ่วงทัพ"

"อันใดคืออุบายถ่วงทัพ"

"หนึ่งคือถ่วงการเร่งรัดของฝู่จวิน สองคือลดแรงกดดันต่ออู่หยาง นี่แลคืออุบายถ่วงทัพ"

"จะออกอุบายอย่างไร"

"ซุนปินช่วยแคว้นจ้าวด้วยการเข้าตีแคว้นเว่ย เป็นการบีบให้ข้าศึกมาหาเราแทนที่เราจะไปหาข้าศึก(4) บัดนี้จะช่วยอู่หยาง ก็อาจใช้อุบายนี้ คุนเอี๋ยงอยู่ระหว่างฟู่เฉิงกับอู่หยาง หากคุนเอี๋ยงเสีย โจรก็จะถูกตัดขาดทั้งหน้าและหลัง พวกเราอาจสำแดงเดชครึกโครม ทำทีจะข้ามแม่น้ำไปตีคุนเอี๋ยง ปอไซได้ยินว่าเราจะตีคุนเอี๋ยง ก็ต้องแบ่งทัพมาช่วยเป็นแน่ เมื่อแบ่งทัพ แรงกดดันต่ออู่หยางก็จะผ่อนลงบ้าง เช่นนี้ก็จะรับมือการเร่งรัดของฝู่จวินได้ ทั้งยังลดแรงกดดันที่อู่หยางได้รับลงได้ด้วย"

ซุนฮิวถอนใจ กล่าวว่า "อุบายนี้แม้ถ่วงทัพได้ ทว่าอย่างมากก็ถ่วงได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ขอให้ทัพใหญ่ของราชสำนักมาถึงเร็ว ๆ เถิด"

ถึงแม้ปอไซจะแบ่งทัพกลับไปช่วยคุนเอี๋ยง กบฏโพกผ้าเหลืองที่มีพลรบสี่ห้าหมื่น ก็ยังคงเหลือพลอีกหลายหมื่นให้ล้อมตีอู่หยางต่อไปได้ อุบายนี้เป็นเพียงการรับมือบุนไท่โส่วชั่วคราว และยืดเวลาที่อู่หยางจะแตกออกไปชั่วคราวเท่านั้น ครั้นอู่หยางเสียเมืองอีกครา พูดอย่างเล็ก ซุนเจินก็จะไม่มีข้ออ้างถ่วงรั้งมิยอมลงใต้อีกต่อไป พูดอย่างใหญ่ ปอไซและเหอมั่นเพียงตีเมืองได้อีกสองแห่ง ก็จะสมทบกับกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งยีหลำและน่ำเอี๋ยงได้ ถึงเวลานั้น เดชของพวกมันย่อมกำเริบใหญ่หลวง จะคิดกำจัดก็มิใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว

ซุนเจินทำตามอุบายของซีจื้อไฉ ออกพลฝึกซ้อมอยู่นอกเมืองเซียงเซีย ทั้งเกณฑ์ลูกหลานชาวอำเภอเกียบและเซียงเซียทั้งสองอำเภอเข้าทัพเป็นการใหญ่ อีกทั้งขอให้บุนไท่โส่วออกคำสั่งให้อำเภอเองเอี๋ยง เองอิม และอำเภออื่น ๆ ส่งทหารมาช่วย สร้างเดชสร้างเสียง ป่าวร้องว่าจะลงใต้ข้ามแม่น้ำไปตีคุนเอี๋ยงอีกครั้ง ปอไซและเหอมั่นได้ยินข่าว ก็วิตกว่าจะเสียคุนเอี๋ยงไปจริง ๆ จึงให้เหอมั่นล้อมตีอู่หยางต่อ ส่วนปอไซนำพลสองหมื่นกว่ากลับไปยังคุนเอี๋ยง

ครั้นปอไซจากไป ประการหนึ่งด้วยแบ่งทัพไปทหารหายไปครึ่งหนึ่ง อีกประการด้วยในสิบวันตีเมืองได้สองแห่งติดต่อกัน ทหารโพกผ้าเหลืองก็เหน็ดเหนื่อยกันแล้ว การเข้าตีอู่หยางของเหอมั่นจึงผ่อนเบาลงทันที ถึงกระนั้น เมื่อเผชิญการเข้าตีของพลสองหมื่นกว่า อู่หยางก็คงต้านทานไปได้อีกไม่นานนัก ตามที่ซีจื้อไฉและซุนฮิวคาดประมาณ คงต้านทานได้อีกสี่ห้าวันก็นับว่าเก่งแล้ว นั่นก็คือว่า อุบายถ่วงทัพของซีจื้อไฉนี้อย่างมากก็ใช้ได้ผลเพียงสี่ห้าวัน พ้นสี่ห้าวันไป มิอู่หยางก็เสียเมือง มิเช่นนั้นด้วยแรงกดดันจากบุนไท่โส่ว ซุนเจินก็ต้องทำเรื่องลวงให้เป็นจริง นำทัพลงใต้ไปตีคุนเอี๋ยง

ในคราวจวนตัวสองทางลำบากนี้ ก็มีผู้ส่งสารคนหนึ่งมาจากเอี้ยงเต๊ก

ซุนเจินรับผู้ส่งสารเข้ากระโจม คลี่หนังสือออกอ่าน กลับเป็นหนังสือที่บุนไท่โส่วเขียนด้วยมือตนเอง เรียกตัวเขากลับเอี้ยงเต๊ก เขาอ่านจบก็รู้สึกว่าแรงกดดันผ่อนคลายลงในทันที ความลำบากใจสองทางที่มีมาหลายวันก็หมดสิ้นไป จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส คิดในใจว่า "ไม่ต้องเสี่ยงตีข้าศึกอีกต่อไป ทั้งไม่ต้องลำบากใจสองทางอีกแล้ว" รีบเรียกซุนฮิวและซีจื้อไฉมา ส่งหนังสือให้ทั้งสองอ่าน ซุนฮิวอ่านจบก็เผยความยินดีออกนอกหน้า "ทัพใหญ่ของราชสำนักมาถึงแล้วหรือ"

กบฏโพกผ้าเหลืองก่อการมาเกือบสองเดือน ในที่สุดราชสำนักก็สลัดความวุ่นวายโกลาหลในยามแรกออกได้ จัดวางกำลังตอบโต้ ทรงตั้งโฮจิ๋นเป็นแม่ทัพใหญ่ คุมพลอวี่หลินซ้ายขวาห้ากองตั้งทัพ ณ ตูถิง ซ่อมแซมศัสตราวุธเครื่องศึก เพื่อรักษาพระนคร ตั้งปากวานตูเว่ยคอยป้องปรามการกบฏ ปกป้องลกเอี๋ยง พร้อมกันนั้นตั้งฮองฮูสงเป็นจั่วจงหลางเจียง ถือตราอาญาสิทธิ์ ตั้งจูฮีเป็นโย่วจงหลางเจียง ถือตราอาญาสิทธิ์ ตั้งโลติดเป็นเป่ยจงหลางเจียง ถือตราอาญาสิทธิ์ เกณฑ์พลห้ากองทัพเหนือ พลม้าสามฮ่อ พลกล้าที่เกณฑ์มาใหม่ ตลอดจนทหารหัวเมืองแคว้นทั่วใต้หล้า ให้สามคนนี้แยกกันคุมไป แบ่งทัพออกเป็นสองสาย โลติดยกขึ้นเหนือไปตีเตียวก๊กที่กิจิ๋ว ฮองฮูสงและจูฮียกไปตะวันออกไปปราบกบฏโพกผ้าเหลืองแห่งเองฉวน อีกทั้งคัดเลือกตั้งอ้องอุ้นเป็นอิจิ๋วชื่อสื่อ(ผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว)(5) เป็นพิเศษ

จูฮีคุมทัพยกล่วงหน้ามาก่อน บัดนี้มาถึงเอี้ยงเต๊กแล้ว

## เชิงอรรถ

(1) อู่กวานเยวี่ยน — ขุนนางผู้ช่วยประจำอำเภอ ตำแหน่งนี้เป็นของตระกูลหงแห่งฟู่เฉิง

(2) เซี่ยนเจิ้นอิ๋ง (กองตะลุยแนว) — กองทหารชั้นยอดที่คัดจากพลสละชีพ ปอไซมอบให้เหอมั่นคุม "เซี่ยนเจิ้น" แปลว่าตะลุยทะลวงแนวข้าศึก "อิ๋ง" คือกอง

(3) ก่านจี (กล้าโจมตี) — กองทหารชั้นยอดที่ปอไซคุมด้วยตนเอง คัดจากพลกล้าทุกอำเภอราวห้าพันคน มีทหารม้าเกือบพัน "ก่านจี" แปลว่ากล้าเข้าโจมตี

(4) ซุนปินช่วยแคว้นจ้าวด้วยการเข้าตีแคว้นเว่ย — อุบายโบราณยุครณรัฐ เมื่อแคว้นเว่ยยกทัพล้อมเมืองหลวงแคว้นจ้าว ซุนปินกุนซือแคว้นฉีมิได้ยกไปช่วยจ้าวโดยตรง หากแต่ยกไปตีเมืองหลวงแคว้นเว่ยที่ว่างเปล่า ทัพเว่ยจึงต้องถอนกลับมาป้องเมืองตนเอง เมืองจ้าวจึงคลายการล้อม เรียกหลักการนี้ว่า "บีบให้ข้าศึกมาหาเรา มิใช่เราไปหาข้าศึก"

(5) อิจิ๋วชื่อสื่อ — ผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว ตำแหน่งขุนนางที่ราชสำนักส่งไปตรวจตราและกำกับหัวเมืองในมณฑล

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป