# ตอนที่ 233 — ผู้ชำนาญฝึกทหารย่อมต้องฝึกความกล้า
ซุนเจินลุกขึ้นยืนอย่างเรียบร้อย สั่งให้ไพร่พลทุกกองลุกขึ้นเตรียมเข้าสู้รบ
ซินอ้ายกับพลม้าอีกหลายนายให้สัญญาณธงเสร็จแล้ว ก็วิ่งลงจากเนินสูง พลม้าผู้รับหน้าที่ดูแลม้าได้ผูกอานม้าของพวกตนไว้พร้อมแล้ว พวกเขาจึงโจนขึ้นหลังม้า ควบกลับมา
"กี่คน?"
"ราวร้อยเศษ"
ครั้นข้ามแม่น้ำลงใต้แล้ว ได้พบข้าศึกมาก่อนหน้านี้สามหมู่ ล้วนมีกันยี่สิบสามสิบคน หมู่นี้มีราวร้อยคน นับเป็นข้าศึกหมู่ใหญ่ที่สุดเท่าที่พบมาจนบัดนี้
"มุ่งหน้าไปทางใด?"
"กำลังมุ่งมาทางพวกเราตรงนี้"
"ดี!"
ซุนเจินจึงเรียกเจียงฉิน เฉินเปา และเล่าเติ้งมาทันที แบ่งหน้าที่กัน สั่งว่า "แปะฉิน อาเติ้ง เจ้าทั้งสองนำไพร่พลในกองของตนไปซุ่มทางซ้ายขวาของเนินนี้ ครั้นพวกมันมาถึง พวกเจ้าจงตามข้าเข้าฆ่าโจร! อาเปา นำคนของเจ้าไปยังป่าทางโน้น หากข้ามิได้สั่งอย่าออกมา หน้าที่ของเจ้าคือคุ้มกันพวกเรา หากมีโจรมาอีก เจ้าจงรับหน้าสกัดไว้"
เจียงฉิน เฉินเปา และเล่าเติ้งรับคำ
มิอาจมองแต่ข้าศึกเฉพาะหน้าหมู่นี้เท่านั้น ต้องคิดให้รอบด้าน พวกตนกำลังรบใน "เขตข้าศึก" จะประมาทแม้สักนิดมิได้ ด้วยเหตุนี้ ซุนเจินจึงจัดให้สองกองของเจียงฉินและเล่าเติ้งเข้าฆ่าข้าศึก อีกทั้งจัดให้กองของเฉินเปาซุ่มอยู่ในป่าซึ่งอยู่ไม่ไกล ดังนี้ แม้มีข้าศึกมาอีกก็ยังรับมือประคองไว้ได้
ครั้นสั่งทั้งสามคนเสร็จ ซุนเจินจึงสั่งซินอ้ายอีกว่า "เจ้าส่งพลม้าออกไปสักหลายนาย ทำทีเป็นม้าใช้สอดแนมของเรา ออกหน้าล่อให้เห็น ชักนำโจรหมู่นี้ให้ตามมา จากนั้นจงพาพลม้าที่เหลือกระจายออกไปซุ่มในนาห่างออกไป ครั้นล่อโจรเข้ามาแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องเข้ายุ่ง ขอเพียงล้อมสมรภูมิไว้ หากมีโจรหนี พวกเจ้าจึงค่อยไล่ฆ่า"
ซินอ้ายรับคำ เลือกคนไปล่อข้าศึก และนำพลม้าที่เหลือไปซุ่มยังที่ไกล
ซุนเจินมองไปรอบกาย ไพร่พลล้วนลุกขึ้นเตรียมพร้อมกันแล้ว
กองทัพของซุนเจินนี้แม้เคยผ่านศึกมาแล้ว ตีคืนได้สองอำเภอคือเซียงเซียกับอำเภอเกียบ แต่อำเภอเกียบนั้นซินอ้ายนำพลม้าห้าสิบนายตีได้ ไม่เกี่ยวกับพลเดินเท้าเลย ส่วนอำเภอเซียงเซียก็ใช้อุบายยึดเอา ขณะตีเมืองนั้นไพร่พลกบฏโพกผ้าเหลืองมิหลับใหลก็มิได้อยู่ในค่าย ตีพวกมันได้ทีละคนโดยมิทันตั้งตัว เพียงสองยามก็เสร็จศึก ฉะนั้นกองทัพนี้จึงเสมือนยังมิเคยผ่านศึกมาเลย วันนี้ครั้นข้ามแม่น้ำแล้ว ระหว่างทางพบไพร่พลกบฏโพกผ้าเหลืองเพียงหมู่ละยี่สิบสามสิบคน ชนะมาก็มิใช่ด้วยฝีมือ อีกทั้งโดยพื้นล้วนเป็นความชอบของซินอ้ายกับพลม้า มิอาจนับเป็นการรบจริงของพลเดินเท้า อาจกล่าวได้ว่า ศึกที่กำลังจะเปิดฉากครานี้เองคือศึกสนามครั้งแรกอย่างเป็นทางการของเหล่าพลเดินเท้า
แม้ข้าศึกมีราวร้อยเศษ ฝ่ายตนมีพลเดินเท้าและพลม้ารวมหกร้อยเศษ การจะชนะนั้นแทบจะแน่นอน แต่ก็เป็นศึกสนามครั้งแรก อีกทั้งอยู่ใน "เขตข้าศึก" และข้าศึกที่กำลังจะมาถึงหมู่นี้ก็มิใช่ดังหมู่ก่อน ๆ มีตั้งร้อยเศษ หกร้อยคนกับพลม้าหลายสิบจะตียี่สิบสามสิบคนนั้นสบายนัก แต่จะตีร้อยเศษคงต้องออกแรงสักหน่อย อีกทั้งข้าศึกหมู่ละยี่สิบสามสิบที่พบก่อนหน้านั้น ส่วนใหญ่ใช้ซินอ้ายกับพลม้าออกตี พลเดินเท้าแทบมิได้ลงมือ แต่ดูท่วงทีคราวนี้ ซุนเจินกลับเห็นได้ชัดว่าจะใช้พลเดินเท้าเป็นกำลังหลักในการตีข้าศึก ในหมู่พลเดินเท้าจึงมิวายมีผู้ตื่นเต้นหวั่นใจ บ้างกำด้ามทวนด้ามง้าวแน่น บ้างมองซุนเจินอย่างกระวนกระวายคอยรับคำสั่ง บ้างก็ขยับขาไปมาโดยมิรู้ตัวหรือกลืนน้ำลายแห้ง ๆ
ซุนเจินเก็บอาการเหล่านี้ของไพร่พลไว้ในสายตา จึงหัวเราะว่า "ศึกนี้ก็เหมือนคราวตีเซียงเซีย ข้าจะขึ้นหน้าก่อน พวกเจ้าตามหลังข้ามา!"
แม่ทัพนำหน้าเข้าตีข้าศึกเป็นวิธีปลุกขวัญกำลังใจที่ดีที่สุด พูดตามจริง ซุนเจินก็มิอยากเป็นผู้บุกเข้าก่อนทุกครั้ง ทว่าเป็นเรื่องจำใจ ก็ในเมื่อบริวารเหล่านี้ยังเป็นทหารใหม่ มิใช่ทหารเก่าที่ผ่านศึกร้อยครั้งเล่า? ครั้นได้ฟังเขากล่าวเช่นนี้ อาการของไพร่พลก็ดีขึ้นมากดังคาด
เฉินเปาคารวะซุนเจินตามแบบทหาร แล้วนำไพร่พลในกองที่รวมพลเสร็จแล้วก้มตัวลอบวิ่งลงจากเนิน ผ่านท้องนาช่วงหนึ่ง ไปซุ่มในป่าซึ่งอยู่ไม่ไกล มองจากที่ซุนเจินยืนอยู่ แสงตะวันลอดผ่านช่องใบไม้กิ่งไม้ส่องเข้าไปในป่า ต้องอาวุธของพวกเขา แลเห็นเงาแสงสะท้อนรำไรลอดออกมาจากในป่า
ครั้นเห็นภาพเช่นนี้ ในยามจวนจะเข้าศึกนี้เอง ขณะข้าศึกกำลังจะมาถึง ซุนเจินกลับยังมีใจคิดขึ้นมาว่า "ภายหน้าหากมีเวลาฝึกไพร่พลอีก จะต้องเพิ่มข้อพึงระวังยามซุ่มซ่อนเข้าไปด้วย ต้องเตือนนายทหารไพร่พลให้ระวังแสงสะท้อนของศัสตราวุธ" บัดนี้ไม่ทันจะไปบอกเฉินเปาแล้ว ถึงไปบอกก็มิเกิดผลอันใด กลับจะทำให้ไพร่พลวุ่นวายมือไม้ลนลาน เรื่องนี้คงต้องเก็บไว้แก้ในภายหลัง ทั้งนี้ก็เพราะซุนเจินใส่ใจกองทัพนี้ยิ่งนัก จึงคิดถึงสิ่งเหล่านี้ในยามจวนเข้าศึก
เล่าเติ้งกับเจียงฉินต่างจัดไพร่พลในกองของตนซุ่มไว้สองข้างเนินเรียบร้อย ซุนเจินพาเฉิงเยี่ยน ซวนคาง และองครักษ์อีกหลายนายเดินผ่านในกองของทั้งสอง ตรวจการเตรียมรบของพวกเขา เดินไปพลางซุนเจินก็เตือนไพร่พลไปพลางว่า "วางทวนวางง้าวลง ใช้ดาบใช้กระบี่ ทวนง้าวเหมาะแก่การรบไกล มิเหมาะแก่การรบประชิด อย่าตื่นเต้น หากมือมีเหงื่อ ให้เช็ดดินสักหน่อย เผื่อเดี๋ยวเวลาฆ่าโจรอาวุธจะหลุดมือ ฆ่าโจรไม่ได้นั้นเรื่องเล็ก เสียชีวิตไปนั้นไม่คุ้มกัน!" แม่ทัพคือความกล้าของทั้งกองทัพ ความสงบนิ่งของเขาส่งผลถึงไพร่พล ไพร่พลที่ตื่นเต้นก็ค่อยสงบลง
ซุนเจินไปยังกองของเจียงฉินก่อน ครั้นตรวจเสร็จก็วางแผนการรบอันเจาะจงให้เจียงฉิน กล่าวว่า "เดี๋ยวเมื่อโจรมาถึง พวกเจ้าอย่าเพิ่งรีบลงมือ เจ้านำคนในกองนี้อ้อมไปทางหลังโจร อ้อมไปตีด้านซ้ายของโจร" กบฏโพกผ้าเหลืองร้อยเศษนั้นมาจากทางตะวันตกเลียบแม่น้ำยีตามทางหลวง ซุนเจินกับพวกซุ่มอยู่ด้านใต้ของทางหลวง เจียงฉินอยู่ด้านตะวันตกของเนิน เล่าเติ้งอยู่ด้านตะวันออกของเนิน หากจะตีด้านซ้ายของข้าศึกก็ต้องอ้อมไปทางหลังข้าศึก เจียงฉินรับคำ
ซุนเจินจึงไปยังกองของเล่าเติ้งต่อ
เทียบกับกองของเจียงฉินแล้ว สภาพกองของเล่าเติ้งดีกว่ามาก ด้วยไพร่พลในกองนี้มิเป็นผู้ห้าวหาญแกล้วกล้า ก็เป็นผู้มีแค้นกับกบฏโพกผ้าเหลืองและตั้งใจล้างแค้น ฉะนั้นครั้นได้ยินว่ากบฏโพกผ้าเหลืองร้อยเศษกำลังจะมาถึง ส่วนใหญ่จึงมิเพียงไม่ตื่นเต้น ทว่ากลับเปี่ยมด้วยความปรารถนาจะฆ่าข้าศึก บ้างเพื่อสร้างความชอบ บ้างเพื่อล้างแค้น
ซุนเจินกล่าวให้กำลังใจไพร่พลในกองนี้ผู้เคยสร้างความชอบใหญ่ในศึกตีอำเภอเซียงเซียยามค่ำคืนเสียก่อน จากนั้นจึงกล่าวแก่เล่าเติ้งว่า "เดี๋ยวเมื่อโจรมาถึง กองของเจ้าจงเข้าตีก่อน ให้ใช้ถุนซ้ายออกตีก่อน บุกตรงเข้ากลางทัพโจร แล้วจึงใช้ถุนขวาออกตี เปิดแนวรุกจากด้านหน้าของกองโจร"
เล่าเติ้งรับว่า "ขอรับ"
กองของเล่าเติ้งนี้ มีถุนหนึ่งเป็น "ทหารเก่า" อีกถุนเพิ่งจัดตั้งขึ้นที่เซียงเซียได้ไม่นาน ถุนซ้ายคือทหารเก่า ถุนขวาคือถุนที่จัดตั้งขึ้นที่เซียงเซีย ดังนั้น ซุนเจินจึงเตือนให้เขาใช้ทหารเก่าก่อน เช่นนี้ย่อมมั่นใจได้มากกว่า แล้วจึงค่อยใช้ทหารใหม่ นี่ก็เป็นวิธีหนึ่งในการใช้ทหารเก่าประคองทหารใหม่
ซุนเจินมิรู้เบื่อหน่าย ไปตรวจสองกองที่เตรียมเข้าศึกนี้ทีละกอง ตรวจการเตรียมรบก่อนศึก ปลุกใจก่อนศึกอย่างเจาะจง คลายอารมณ์ตึงเครียดของไพร่พลที่หวั่นใจ ปลุกขวัญนักรบผู้กล้า และแบ่งหน้าที่การรบให้แก่เจียงฉินกับเล่าเติ้ง วิธีการชุดนี้ เขามิได้เรียนมาจากตำราพิชัยสงคราม หากแต่เรียนมาจากภาพยนตร์การปฏิวัติในชาติก่อน(1)
พลม้าหลายนายที่ส่งไปล่อข้าศึกควบม้าวิ่งกลับมา ร้องว่า "โจรมาแล้ว!"
ต้นไม้ที่ปลูกสองข้างทางหลวงมีอยู่ทุกระยะหลายจ้าง(2)หนึ่งต้น ล้วนปลูกมาหลายปีแล้ว สูงใหญ่นัก เดือนสองยามวสันต์ สรรพสิ่งเขียวขจี ต้นไม้เหล่านี้แตกใบเขียวสดทุกต้น มองแต่ไกลดุจหลังคารถสองแถวยาวเหยียดตั้งเรียงรายอยู่สองฟากทาง ลมพัดผ่านกิ่งใบดังซู่ ๆ ต้นกล้าในนาข้าวยังไม่สูง มองไกลออกไปสุดสายตาเห็นเพียงสีเขียวรำไรชั้นหนึ่ง ดูคล้ายมีคล้ายไม่มี ที่นี่ห่างจากแม่น้ำยีเพียงสิบกว่าลี้ ดินชุ่มชื้น กลิ่นหอมโชยมาตามลม มองดูทั้งใกล้ไกล นาข้าวผืนแล้วผืนเล่าล้วนเงียบเชียบไร้ผู้คน พลม้าที่ควบมานี้มิได้หยุดพัก ครั้นเตือนกองที่ซุ่มของซุนเจินแล้ว เพื่อมิให้ไพร่พลกบฏโพกผ้าเหลืองระแวง ก็ควบตรงไปข้างหน้าต่อ ทิ้งไว้แต่ฝุ่นควันสายหนึ่ง บนทางหลวงเริ่มแรกยังว่างเปล่า ไม่มีผู้สัญจรแม้สักคน แต่ไม่ช้าก็มีคนปรากฏอยู่ข้างหน้า แรกหนึ่งคน ต่อมาสิบกว่าคน ต่อมาก็ร้อยเศษ คนกลุ่มนี้ล้วนโพกผ้าเหลืองที่หน้าผาก เสื้อผ้าแตกต่างกันไป มือคว้าอาวุธหลากชนิด มีทวนมีง้าว มีจอบมีไม้ค้อน วิ่งกระหืดกระหอบ เสียงตะโกนแว่วมาตามลมว่า "อย่าให้ม้าใช้สอดแนมของไอ้ซุนโจรพวกนั้นหนีไปได้! คำสั่งซ่างซือ(3)ว่า ฆ่าหรือจับทหารข้าศึกได้คนหนึ่ง รางวัลหกร้อยเฉียน(เบี้ย)!"
ก่อนที่ซุนเจินจะตีคืนเซียงเซียกับอำเภอเกียบได้ กบฏโพกผ้าเหลืองตั้งรางวัลตัดศีรษะไว้ว่า หัวละห้าร้อยเฉียน ครั้นซุนเจินตีคืนเซียงเซียกับอำเภอเกียบได้แล้ว ปอไซก็เพิ่มรางวัลขึ้นทันที เพิ่มเป็นหกร้อยเฉียน
ซวนคางชะโงกหน้ามองไปทางที่ไพร่พลกบฏโพกผ้าเหลืองมา แล้วหดตัวกลับ ทั้งตื่นเต้นทั้งฮึกเหิมทั้งหวั่นใจอยู่บ้าง กระซิบแก่ซุนเจินว่า "ท่านซุน โจรมาแล้ว!"
"ใจเย็น อย่าวุ่นวาย รอพวกมันมาถึงตรงหน้าแล้วจึงลงมือ" ซุนเจินกล่าวแก่ซวนคางจบ ก็สั่งเฉิงเยี่ยนว่า "นำคำของข้าไปบอกต่อ!"
เฉิงเยี่ยนรับคำ บอกต่อกันคนแล้วคนเล่า ไม่ช้าไพร่พลสองกองของเล่าเติ้งกับเจียงฉินก็รู้คำของซุนเจินทั่วกัน ต่างกลั้นลมหายใจหมอบอยู่ในต้นกล้าเขียวกลางท้องนาเชิงเนิน นิ่งสนิทมิไหวติง ใช้เพียงดวงตาเพ่งมองไปยังที่ไกล สายตาของพวกเขาเคลื่อนตามการวิ่งของไพร่พลกบฏโพกผ้าเหลืองร้อยเศษหมู่นั้น ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ยิ่งใกล้ขึ้นทุกที
เพื่อมิให้พลกบฏโพกผ้าเหลืองคิดว่าตามไม่ทันแล้วเลิกไล่ พลม้าที่ล่อพวกมันจึงผ่อนฝีเท้าลง ในจำนวนนั้นยังมีพลม้านายหนึ่งแกล้งทำเป็นพลั้งตกลงจากหลังม้า กลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น ทำทีเป็นบาดเจ็บ การนี้ยั่วใจไพร่พลกบฏโพกผ้าเหลืองได้สำเร็จ พวกมันร้องตะโกนดังยิ่งขึ้นว่า "หกร้อยเฉียน! หกร้อยเฉียน! ใครจับได้เป็นของผู้นั้น! ใครจับได้เป็นของผู้นั้น!"
ห่างจากที่ซุ่มอีกห้าร้อยก้าว
ห่างจากที่ซุ่มอีกห้าสิบก้าว
ห่างจากที่ซุ่มอีกสิบก้าว!
ในหมู่กบฏโพกผ้าเหลืองร้อยเศษที่มาถึงตรงหน้าแล้วนี้ มีผู้สังเกตเห็นความผิดปกติ ด้วยว่าคนหลายร้อยซุ่มอยู่กลางนาเชิงเนิน แม้ยังห่างจากทางหลวงอยู่ช่วงหนึ่ง และความสนใจของพลกบฏโพกผ้าเหลืองหมู่นี้ก็ถูกพลม้าที่ล่อพวกมันดึงไปเสียมาก แต่ในร้อยเศษคนย่อมต้องมีผู้เฉลียวฉลาดสักหน่อย จะสังเกตเห็นความผิดปกติ
ซุนเจินไหวตัวทันสังเกตเห็นข้อนี้ มิทันให้พลกบฏโพกผ้าเหลืองผู้สังเกตเห็นความผิดปกตินั้นตั้งตัวได้ เขาก็ยันมือกับพื้น สองเท้าออกแรง โจนทะยานขึ้นจากต้นกล้าเขียวกลางนา ชักดาบหวนโฉ่วถลุงร้อยครั้ง(4)ที่คาดเอวออกมา ร้องลั่นว่า "ฆ่าโจร!" สิ้นเสียงนั้น เขาก็เป็นผู้บุกขึ้นหน้าก่อนอีกครั้ง ดังที่เคยลั่นวาจาแก่ไพร่พลไว้
เฉิงเยี่ยนเกรงว่าเขาจะพบภัย จึงนำเหล่าองครักษ์ถือดาบติดตามไปติด ๆ
ซวนคางตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าคราวนี้จะบุกขึ้นหน้าก่อน ทว่ากลับตกหลังเขาอีก จึงร้องด้วยความขุ่นข้อง ชักกระบี่ยาวออกมา วิ่งตามบุกไป
คราวนี้เขาออกใต้มาก่อนกับซุนเจิน เพราะอาจพบข้าศึกได้ทุกเมื่อ จึงมิได้สวมชุดบัณฑิต หากแต่สวมเกราะหนัง ครั้นถึงคราวคับขัน เขาก็ลุกลนอยู่บ้าง บุกออกไปไม่ทันสองก้าว ไม่ทราบว่าเหยียบสิ่งใดเข้า รู้สึกแต่ว่าเท้าหลุดลื่น พลันก็หัวทิ่มล้มลงกับพื้น ศีรษะกระแทกพื้นใต้ต้นกล้า พอดีกระทบเข้ากับก้อนดินแข็ง ๆ ก้อนหนึ่ง ร้องด้วยความเจ็บ ลุกขึ้นเอามือลูบหน้าผากดู ก็เปื้อนเลือดสด ที่แท้ถูกกระแทกจนเป็นแผลแยกออก เลือดไหลโทรม บาดแผลแรกของเขาในการออกศึกครั้งแรกนี้มิได้เกิดจากมือข้าศึก หากแต่เกิดจากเท้าของตัวเอง
เขาเงยหน้าขึ้นมอง ซุนเจิน เฉิงเยี่ยนและคนอื่นบุกล่วงหน้าไปไกลแล้ว ทิ้งเขาไว้ข้างหลังตั้งยี่สิบสามสิบก้าว มิเพียงซุนเจินกับเฉิงเยี่ยนอยู่ข้างหน้า เล่าเติ้งก็แซงเขาไปแล้ว ตามติดอยู่หลังซุนเจินกับเฉิงเยี่ยน อีกทั้งไพร่พลถุนซ้ายของกองตะลุยแนวต่างชิงกันออกหน้า วิ่งผ่านข้างเขาไปทีละคน ๆ ตะโกนลั่น พุ่งเข้าฆ่าไพร่พลกบฏโพกผ้าเหลืองหมู่นั้น
ซวนคางมิอาทรบาดแผลที่หน้าผาก อันที่จริง เขาเพียงเอามือลูบจนรู้ว่าเลือดออก ในยามเข้าประจัญข้าศึกที่เลือดเดือดพล่านนี้ เขามิรู้สึกเจ็บปวดแม้สักนิด รีบถือกระบี่ก้าวเท้าวิ่งอีกครั้ง ขณะนั้น ในดวงตาของเขาไม่มีข้าศึก มีแต่เพียงแผ่นหลังอันองอาจปราดเปรียวของซุนเจิน
ซุนเจินถือดาบบุกเข้าไปในหมู่พลกบฏโพกผ้าเหลือง ยกดาบฟันลง ฟันพลกบฏโพกผ้าเหลืองที่อยู่นอกสุดล้มคว่ำ พลกบฏโพกผ้าเหลืองผู้นี้เดิมกำลังวิ่งไปตามทางหลวง ได้ยินเสียงไหวในนา ก็หันไปดูระหว่างวิ่ง พอดีเห็นซุนเจินพุ่งออกมา แรกทีเขายังตั้งสติไม่ทัน ไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร ครั้นเห็นเฉิงเยี่ยน ซวนคาง เล่าเติ้ง และไพร่พลที่ซุ่มต่างโจนทะยานบุกออกมา จึงสำนึกได้ว่าต้องกลศึกซุ่มของข้าศึก รีบหยุดฝีเท้า ความคิดแรกคือเข้าสู้ แต่ครั้นเห็นไพร่พลใต้บังคับซุนเจินยิ่งโจนทะยานออกมามากขึ้น ตะโกนลั่นพุ่งเข้าตี เขาก็ขลาดขึ้นมา เปลี่ยนใจ คิดจะหันหลังหนีกลับทางเดิม กลับถูกพลกบฏโพกผ้าเหลืองอีกคนที่หยุดเท้าไม่ทันชนเข้า เกือบล้ม ครั้นยืนได้มั่น ซุนเจินก็มาถึงตรงหน้าแล้ว ซุนเจินกวัดดาบฟันเขาล้มคว่ำ ภาพสุดท้ายที่พลกบฏโพกผ้าเหลืองผู้นี้ฝากไว้แก่เขาคือใบหน้าอันตื่นตระหนกหวาดหวั่น
ครั้นฟันพลกบฏโพกผ้าเหลืองผู้นี้ล้มคว่ำแล้ว ซุนเจินมิหยุดฝีเท้า อาศัยความเร็วในการบุก พุ่งเข้าชนกลางหมู่พลกบฏโพกผ้าเหลืองร้อยเศษหมู่นี้
เขาสวมเกราะ ทั้งน้ำหนักตัว ทั้งความเร็วในการบุก แรงปะทะมิใช่น้อย ชนพลกบฏโพกผ้าเหลืองที่ขวางหน้าล้มไปสองสามคนในทันที ครั้นชนพวกมันล้มแล้ว เขาก็มิใส่ใจ บุกเข้าฆ่าฟันต่อ เฉิงเยี่ยนกับเหล่าองครักษ์และเล่าเติ้งตามติดบุกเข้ามาข้างหลัง ก็มิใส่ใจพลกบฏโพกผ้าเหลืองที่ถูกชนล้มสองสามคนนั้น คอยแต่ติดตามเขา คุ้มกันหลังและสองข้างของเขา
ไพร่พลที่บุกตามมาภายหลัง บ้างเอาอย่างซุนเจินบุกขึ้นหน้าต่อ บ้างก็หยุดเท้าถือดาบฟันพลกบฏโพกผ้าเหลืองที่ถูกชนล้มยังลุกไม่ขึ้นเหล่านั้นให้ตาย พลร้อยคนแห่งถุนซ้ายตามติดซุนเจิน บุกขึ้นทางหลวง พริบตาเดียวก็ตีพลกบฏโพกผ้าเหลืองร้อยเศษหมู่นี้จนระส่ำระสาย สองฝ่ายปะทะกัน พัวพันเป็นกลุ่ม ดาบกระบี่ไปมา ฟาดฟันร้องตะโกน ทางหลวงช่วงนี้ที่เพิ่งสงบเงียบเมื่อครู่กลับกลายเป็นนรกแห่งความเป็นความตายในพริบตา เลือดสาด อวัยวะขาดกระจาย ดาบกระบี่กระทบเกราะ เสียงร้องฆ่าและเสียงครวญครางปนเปกัน
ซวนคางบุกขึ้นมา
เขาใฝ่ฝันถึงการประจัญศึกครานี้มานาน อีกทั้งยังอยู่ในวัยหนุ่มที่ใฝ่เอาชนะ เมื่อครู่ล้มลงกลางนาให้ไพร่พลหลายคนเห็น รู้สึกอับอาย บัดนี้กว่าจะบุกขึ้นทางหลวงได้ ไหนเลยยอมอยู่หลังคนอื่น เร่งฝีเท้าตามเงาร่างซุนเจินข้างหน้า เห็นซุนเจินบุกหน้าฟันขวา ตะลุยไปไม่มีผู้ต้านทาน ก็รู้สึกมีลมปราณก้อนหนึ่งพลุ่งขึ้นจากอกขึ้นมาถึงลำคอ มิตะโกนดัง ๆ ก็มิอาจระบายความอัดอั้นในอกได้ เพิ่งอ้าปากตะโกนตามไปว่า "ฆ่า" พลันได้ยินเสียงลม ไม้ค้อนท่อนหนึ่งฟาดเข้ามาตรงหน้า
เขารีบสูดลมเอนตัวไปข้างหลัง ยกกระบี่ขึ้นรับ ท่ามกลางความวุ่นวาย เหลือบตาเห็นไกลออกไปสิบกว่าก้าว ซุนเจินถูกพลกบฏโพกผ้าเหลืองสี่ห้าคนรุมล้อม ซุนเจินยกดาบฟันลง เลือดสาดกระเซ็น ฟันคนข้างหน้าล้มลง ต่อด้วยหวนดาบฟันกลับไปข้างหลัง ฟันถูกแขนพลกบฏโพกผ้าเหลืองอีกคนที่พยายามลอบตีจากด้านข้าง แล้วยกแขนซ้ายขึ้นรับจอบไม้ที่พลกบฏโพกผ้าเหลืองด้านซ้ายฟาดลงมา อาศัยเกราะดีเลิศ จึงมิเพียงไม่แตก กลับเพราะพลกบฏผู้นี้ออกแรงมากเกินไป จนหัวจอบไม้กระเด็นหลุดไป ซุนเจินจึงหวนดาบกลับอีกครั้ง คมดาบเฉียดผ่านหน้าท้องตน แทงตรงเข้าอกท้องของพลกบฏโพกผ้าเหลืองผู้นี้ พลกบฏผู้นี้ไม่มีเกราะ สวมแต่เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง ดาบหวนโฉ่วเป็นดาบคมตรง แทงตรงเข้าท้องของเขา ซุนเจินชักดาบออก เลือดทะลักออกมาดังน้ำพุ พลกบฏโพกผ้าเหลืองผู้นี้ร้องขึ้นเสียงหนึ่ง ทิ้งจอบไม้ที่เหลือแต่ด้าม ตื่นตระหนกกุมแผลไว้ ทรุดล้มลงกับพื้น เห็นทีจะไม่รอด ซุนเจินมีเกราะมีดาบถลุงร้อยครั้ง ชั่วครู่เดียวก็ฆ่าทำร้ายไปสามคน ส่วนพลกบฏโพกผ้าเหลืองอีกสองคนที่รุมล้อมเขาถูกเฉิงเยี่ยนกับเล่าเติ้งฆ่าตาย
เห็นความองอาจของซุนเจิน ซวนคางก็ฮึกห้าวขึ้น สู้สุดกำลังแทงพลกบฏโพกผ้าเหลืองที่ถือไม้ค้อนตรงหน้าตาย ทุ่มสุดกำลังบุกเข้าด้านใน หมายจะเข้าใกล้ซุนเจิน ร่วมกับเฉิงเยี่ยน เล่าเติ้งคุ้มกันปีกและหลังของเขา แต่ซุนเจินยิ่งฆ่ายิ่งฮึก บุกตะลุยขึ้นหน้า เขาจึงตามไม่ทันอยู่ร่ำไป ได้แต่ตามเงาร่างซุนเจินไปข้างหน้า ข้างหน้า แล้วข้างหน้าอีก
พลกบฏโพกผ้าเหลืองยี่สิบสามสิบคนรวมกลุ่มกัน หันหลังพิงกัน หมายตั้งกระบวนต้านทาน พร้อมกับร้องตะโกนเรียกพลกบฏโพกผ้าเหลืองที่อยู่ใกล้ให้มารวมกลุ่ม
ซุนเจินมองออกถึงเจตนาของพวกมัน จึงร้องว่า "อย่าให้พวกมันรวมกลุ่มได้! แยกพวกมันออกแล้วตี!"
ภายใต้การคุ้มกันของเล่าเติ้งกับเฉิงเยี่ยน เขาหยุดฝีเท้าชั่วคราว มิบุกเข้าฆ่าฟันต่อ หากแต่ถือดาบรับหน้าที่บัญชาการสมรภูมิ จัดไพร่พลหลายสิบคนเข้าตีกระบวนเล็กนั้นอย่างหนัก เล่าเติ้งถือดาบบุกเข้าไปด้วยตนเอง มีขุนพลห้าวหาญต้านไม่อยู่ผู้นี้ร่วมด้วย ไม่ช้ากระบวนเล็กก็แตก เล่าเติ้งทั้งใบหน้าทั้งตัวเปื้อนเลือด ครั้นนำคนตีกระบวนเล็กของพลกบฏโพกผ้าเหลืองยี่สิบสามสิบคนนั้นแตกแล้ว ก็ถือดาบมายังข้างซุนเจินอีก หมายจะคุ้มกันปีกของเขาต่อ ซุนเจินกริ้วว่า "เจ้าเป็นอะไร?"
เล่าเติ้งตกตะลึง "หา?"
"เจ้าเป็นฉวีจ่าง (หัวหน้ากอง)! มิใช่องครักษ์ของข้า! หน้าที่ของเจ้าคือบัญชาไพร่พลในสังกัดฆ่าโจร มิใช่วนเวียนอยู่ข้างกายข้า! ไปบัญชาคนของเจ้าไป!" ซุนเจินชี้ดาบไปข้างหน้า ไกลออกไปทางขวาหน้าราวยี่สิบก้าว มีพลกบฏโพกผ้าเหลืองอีกสี่ห้าคนพยายามรวมกลุ่มกัน เขาจึงสั่งว่า "ไปฆ่าโจรพวกนั้นเสีย! คอยดูให้ทั่วทั้งสมรภูมิ! ขอเพียงมีโจรพยายามรวมกลุ่มตั้งกระบวน ก็ต้องดับเสียในทันที!"
เล่าเติ้งรับคำเสียงดัง เรียกชื่อไพร่พลรอบข้างสิบกว่าคน สั่งให้ไปฆ่าพลกบฏโพกผ้าเหลืองสี่ห้าคนที่พยายามรวมกลุ่มตั้งกระบวนนั้น ส่วนตนก็ปฏิบัติตามคำสั่งซุนเจิน ฆ่าข้าศึกไปพลาง บัญชาไพร่พลคนอื่นประสานกันฆ่าข้าศึกไปพลาง
ไพร่พลใต้บังคับซุนเจินได้เปรียบในด้านศัสตราวุธอย่างยิ่ง ส่วนใหญ่มีเกราะเบาหรือเกราะหนัง ใช้ดาบหวนโฉ่ว เกราะเบาหรือเกราะหนังเสริมการป้องกัน ดาบหวนโฉ่วเหมาะแก่การรบประชิด ส่วนพลกบฏโพกผ้าเหลืองหมู่นี้ที่มีเกราะนั้นมีน้อยเต็มที ที่มีดาบมีกระบี่ก็ไม่มาก หลายคนถือจอบกับทวนไม้ไผ่ จำนวนคนก็น้อยอยู่แล้ว ศัสตราวุธยังสู้เขามิได้ จึงพ่ายถอยเป็นลำดับ
อันที่จริง กองทัพของซุนเจินนี้ยังนำธนูและหน้าไม้มาด้วย แต่เพื่อใช้โอกาสนี้ฝึกทหารให้ได้ผลยิ่งขึ้น ซุนเจินจึงมิแม้แต่ใช้ธนูและหน้าไม้ จุดมุ่งหมายของเขาคืออาศัยโอกาสนี้ฝึกความกล้าหาญของกองทหารในสังกัด การฝึกทหารยามปกตินั้น ฝึกสิ่งใด? นอกจากชั้นเชิงในการฆ่าข้าศึกแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญยิ่งกว่าอีกสองประการ คือวินัยและความกล้าหาญ ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ "รวมพลชุมนุมคน สำคัญที่ปลุกขวัญ" อีกทั้งว่า "ชนะอยู่ที่ได้บารมี แพ้อยู่ที่เสียขวัญ" อันใดเรียกว่า "ขวัญ"? ก็คือกำลังใจของทหาร อันใดเรียกว่ากำลังใจของทหาร? กล้าฆ่าข้าศึกหรือไม่ กล้าตีที่มั่นแข็งหรือไม่ กล้ารบศึกหนักหรือไม่ ครั้นพบข้าศึกแล้วยอมพลีกายมิคิดชีวิตไม่กลัวตายหรือไม่ นี่แหละคือกำลังใจของทหาร กำลังใจของทหารก็คือความกล้าหาญ "ทหารปราศจากความกล้า แม้แกร่งกล้าปานใดก็ใช้การมิได้ ฉะนั้นผู้ชำนาญฝึกทหารย่อมต้องฝึกความกล้าหาญของทหาร" แล้วจะฝึกความกล้าหาญอย่างไรเล่า? ฆ่าข้าศึกเพื่อฝึกความกล้า! ผู้เคยฆ่าเสือก็จะไม่กลัวเสืออีก ผู้เคยฆ่าข้าศึกก็จะไม่กลัวข้าศึกอีก
ไพร่พลถุนขวาแห่งกองตะลุยแนวก็บุกออกมาภายใต้การนำของถุนจ่าง (นายร้อย) เปิดแนวสกัดอยู่ด้านหน้าของพลกบฏโพกผ้าเหลืองหมู่นี้
พลม้าหลายนายที่ล่อข้าศึกเมื่อครู่วกกลับมา ดึงพลม้าที่แสร้งตกลงบนพื้นขึ้นหลังม้าของตน ควบมายังบริเวณใกล้สมรภูมิ ด้วยมีคำสั่งของซุนเจิน พวกเขาจึงมิเข้าฆ่าฟัน หากแต่กระจายตัวออกลาดตระเวน ร่วมกับซินอ้ายและพลม้าไล่ฆ่าพลกบฏโพกผ้าเหลืองที่หนี ทั้งคอยสังเกตว่าทางไกลมีความเคลื่อนไหวของข้าศึกหรือไม่
เจียงฉินนำไพร่พลในกองของตนวิ่งจากกลางท้องนาขึ้นทางหลวง อ้อมไปทางหลังพลกบฏโพกผ้าเหลืองหมู่นี้ ทิ้งคนถุนหนึ่งไว้สกัดด้านหลัง เจียงฉินนำคนอีกถุนหนึ่งด้วยตนเองเปิดแนวตีจากด้านซ้าย
ถึงตรงนี้ การณ์ใหญ่ก็เป็นอันยุติ
สี่ร้อยคนตีร้อยเศษ ย่อมได้เปรียบในจำนวนคนอยู่แล้ว อีกทั้งรอด้วยความพร้อมเข้าตีในยามมิทันตั้งตัว อีกทั้งโอบล้อมสี่ด้าน ขนาบตีหนักสองด้าน อีกทั้งได้เปรียบในด้านเกราะและศัสตราวุธ ไม่ช้าไพร่พลกบฏโพกผ้าเหลืองหมู่นี้ก็บาดเจ็บล้มตายไปกว่าครึ่ง ที่เหลือต่างกระเจิงหนีออกนอก หมายหนีจากสมรภูมิเอาชีวิตรอด แต่มิถูกพลเดินเท้าสองกองของเจียงฉินกับเล่าเติ้งสกัดหรือไล่ทันฆ่าตาย ก็ถูกพลม้าลาดตระเวนข้างนอกอย่างซินอ้ายและพวกสกัดฆ่าตาย ในที่สุดยังเหลืออยู่ยี่สิบสามสิบคน จนมุมหมดทางไป ทอดกายลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง กอดศีรษะยอมจำนน
เจียงฉินกับเล่าเติ้งนำไพร่พลฉุดพวกมันขึ้น ต้อนมารวมไว้ที่เดียวกัน สั่งให้นั่งยอง ๆ แล้วเรียนถามซุนเจินว่า "เชลยจะให้จัดการเช่นไร?"
ในช่วงหลังของศึก ซุนเจินมิได้ฆ่าข้าศึกเท่าใดนัก ดังที่เขาตำหนิเล่าเติ้ง เล่าเติ้งเป็นฉวีจ่าง หน้าที่คือบัญชาไพร่พลทั้งกองให้ฆ่าข้าศึก ส่วนเขาเป็นแม่ทัพ การลงสู้ศึกด้วยตนเองในตอนแรกก็เพียงเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ครั้นขวัญกำลังใจปลุกขึ้นมาแล้ว ได้เปรียบในศึกแล้ว เขาก็ไม่จำต้องทำเช่นนั้นอีก ฉะนั้นในช่วงหลัง เขาจึงถอยมาอยู่ข้างหนึ่งโดยมีเฉิงเยี่ยนและพวกคุ้มกัน คอยบัญชาการในภาพรวมเป็นหลัก เขามองดูเชลยยี่สิบสามสิบคนนั้น แล้วกล่าวว่า "ฆ่าเสีย! ปล่อยไปสักสองคนให้ไปแจ้งข่าวแก่ปอไซ แล้วเก็บกวาดสมรภูมิ พลโจรที่บาดเจ็บก็ฆ่าเสียให้หมด"
พวกเขารบใน "หลังแนวข้าศึก" จะพาเชลยไปก็มิได้ ยิ่งจะปล่อยไปก็มิได้ จึงได้แต่ฆ่าเสียทั้งหมด ความเมตตาคุมทัพมิได้ จะเมตตาต่อไพร่พลตนก็มิได้ จะเมตตาต่อข้าศึกยิ่งมิได้ แม้เขาจะสงสารไพร่พลกบฏโพกผ้าเหลืองยิ่งนัก แต่นี่คือสงคราม จะมีเมตตาอย่างหญิงมิได้ เล่าเติ้งกับเจียงฉินรับคำ ปล่อยเชลยไปสองคนให้ไปแจ้งข่าว แล้วบัญชาไพร่พลฆ่าเชลยที่เหลือกับข้าศึกที่บาดเจ็บจนหมดสิ้น
ถึงตรงนี้ ศึกก็เป็นอันยุติลง
ซุนเจินยันดาบยืนอยู่ข้างทาง ดูไพร่พลเก็บกวาดสมรภูมิ ซินอ้ายและพลม้านอกจากผู้ที่ยังคงคอยสังเกตข้าศึกอยู่ข้างนอกแล้ว ที่เหลือก็กลับมากันหมด ขี่ม้ายืนอยู่ข้างหลังเขา
ไพร่พลที่เก็บกวาดสมรภูมิคอยเพิ่มดาบให้พลกบฏโพกผ้าเหลืองที่บาดเจ็บล้มอยู่กับพื้นอีกคนละที บนทางหลวงศพเกลื่อนพื้น เลือดไหลนองลงสู่ท้องนา
ชายผู้หนึ่งสวมเกราะหนังลุกขึ้นนั่งจากพื้น ไพร่พลที่เดินผ่านข้าง ๆ ตกใจ รีบกระชับดาบจะฟัน ชายผู้นั้นร้องว่า "ข้าเอง!" ซุนเจินได้ยินเสียงหันไปมอง ที่แท้คือซวนคาง เห็นเขาเปื้อนเลือดทั้งตัว นั่งอยู่ท่ามกลางศพและเลือด เหงื่อโทรมศีรษะ หอบหายใจเป็นห้วง ๆ
ซวนคางก็เคยเรียนวิชากระบี่มาบ้าง แต่ "รบบนหน้ากระดาษ" ย่อมเทียบกับ "ดาบจริงทวนจริง" มิได้ เมื่อครู่ยามรบดุเดือดมิรู้สึก พอศึกยุติลงคราวนี้ เขาก็รู้สึกเหนื่อยจนมือเท้าอ่อนเปลี้ย ฉะนั้นพอสิ้นศึกก็ทิ้งตัวลงนอนกับพื้นโดยมิอาทรสิ่งใด พักอยู่ครู่หนึ่ง ดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังหอบหายใจไม่ทั่วท้อง
ซุนเจินอดหัวเราะดังมิได้
ไพร่พลในสมรภูมิ ไม่ว่าผู้ที่กำลังพักหรือผู้ที่กำลังเก็บกวาดสมรภูมิ ได้ยินซุนเจินหัวเราะดัง ก็พลอยหัวเราะกันลั่นโดยมิรู้ตัว ซวนคางงุนงงไม่เข้าใจ ลูบศีรษะของตน ไม่ทราบว่าตนมีสิ่งใดให้น่าขัน เขาหารู้ไม่ว่าคนเหล่านี้ที่หัวเราะดูเหมือนหัวเราะเยาะเขา แท้จริงแล้วเป็นเพราะความยินดีในชัยชนะและความผ่อนคลายอย่างฉับพลันหลังศึก เมาแล้วเอนกายกลางสมรภูมิ ขอท่านอย่าได้หัวเราะ แต่ไหนแต่ไรมาผู้ออกศึกสงครามจะมีสักกี่คนเล่าได้กลับคืน(5)
## เชิงอรรถ
(1) ภาพยนตร์การปฏิวัติในชาติก่อน — ซุนเจินเป็นผู้ข้ามภพมาจากยุคหลัง "ชาติก่อน" จึงหมายถึงชีวิตในยุคปัจจุบันก่อนมาเกิดใหม่ในยุคฮั่น
(2) จ้าง — หน่วยวัดความยาวจีนโบราณ ยุคฮั่นตะวันออก 1 จ้าง ราว 2.3 เมตร (เท่ากับ 10 ฉื่อ)
(3) คำสั่งซ่างซือ — "ซ่างซือ" (อาจารย์ใหญ่) คือสมณศักดิ์ผู้นำลัทธิไท่ผิงในกองทัพกบฏโพกผ้าเหลือง ในที่นี้คือคำสั่งของปอไซ
(4) ดาบหวนโฉ่วถลุงร้อยครั้ง — ดาบด้ามปลายเป็นห่วงกลม ตีขึ้นจากเหล็กกล้าผ่านการถลุงตีพับซ้ำหลายร้อยครั้ง เป็นของดีเยี่ยม คมตรงด้านเดียว
(5) "เมาแล้วเอนกายกลางสมรภูมิ ขอท่านอย่าได้หัวเราะ แต่ไหนแต่ไรมาผู้ออกศึกสงครามจะมีสักกี่คนเล่าได้กลับคืน" — วรรคจากกวีนิพนธ์ "เหลียงโจวฉือ" ของหวางฮั่นกวีสมัยถัง พรรณนาความห้าวหาญและความอนิจจังของชีวิตนักรบ