สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 260 เดชานุภาพสะเทือนเอี้ยงเต๊ก (ตอนต้น)

31 นาที· 7.1K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 260 — เดชานุภาพสะเทือนเอี้ยงเต๊ก (ตอนต้น)

ครั้นออกพ้นหมู่บ้านอันเป็นที่พำนักของเตียวจื๋อ สวี่จ้ง งักจิ้น บุนเพ่ง พร้อมด้วยทหารเสือนับร้อยก็ห้อมล้อมซุนเจินไว้ มีเล่าเติ้งกับเกาซู่คุมตัวเตียวจื๋อ ลัดเลาะไปตามถนน มุ่งหน้าสู่จวนไท่โส่ว

ในขบวนของพวกเขานั้น มีทั้งทหารหุ้มเกราะ ทั้งเสมียนเจ้าพนักงาน ทหารหุ้มเกราะอวดแสนยานุภาพเกรียงไกร เหล่าเสมียนเจ้าพนักงานก็คาดกระบี่ขี่ม้า ส่วนซุนเจินสวมกวานสูงนุ่งห่มดำ เดินอยู่ท่ามกลางผู้คนทั้งหลายดั่งดวงดารารายล้อมดวงจันทร์

ราษฎรตามถนนหารู้ไม่ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น ต่างพากันหลีกทางออกเฝ้ามอง บ้างที่จำเตียวจื๋อได้ ครั้นเห็นเขาถูกเล่าเติ้งกับเกาซู่คุมตัวมาในสภาพอันป่นปี้น่าอดสู ก็พากันตื่นตะลึงยิ่งนัก

ซุนเจินรำพึงในใจว่า "ฉวยโอกาสที่ราษฎรทั้งเมืองมุงดูอยู่นี้ ข้าควรประกาศโทษานุโทษที่เตียวจื๋อก่อไว้ ให้เกิดเสียงเล่าลือทั่วกัน เพื่อกันมิให้บุนไท่โส่วเปลี่ยนใจในภายหลัง" จึงให้สัญญาณแก่หยวนจงชิงและจั่วปั๋อโหวทั้งสอง ให้สองคนนั้นเดินไปพลางป่าวประกาศข้อหาของเตียวจื๋อแก่ผู้คนรายทางไปพลาง ชาวอำเภอที่เฝ้ามองได้ยินเข้า บ้างก็ดีใจ บ้างก็ครั่นคร้าม ที่ดีใจส่วนมากเป็นราษฎรสามัญ ที่ครั่นคร้ามเกือบทั้งหมดเป็นบุตรหลานพวกคหบดีผู้มีอิทธิพล ที่ดีใจนั้นเพราะเตียวจื๋อก่อกรรมทำชั่วไว้สารพัด ที่ครั่นคร้ามนั้นเพราะบุตรหลานคหบดีเหล่านี้พลอยสะท้อนใจดั่งกระต่ายตายสุนัขจิ้งจอกเศร้า(1)

อ้อมไปทั่วเมืองเสียค่อนเมือง จึงถึงจวนไท่โส่ว

ซุนเจินมอบตัวเตียวจื๋อให้แก่ตู้อิ้วกับกัวจวิ้น แล้วสั่งให้งักจิ้น บุนเพ่ง กับคนอื่น ๆ แยกย้ายกลับไปยังค่าย ส่วนตัวเขาเองไปยังเจิ้งซื่อถาง(2) เพื่อหาบุนไท่โส่วกราบเรียนผลการปฏิบัติ ทว่ากลับต้องเจอประตูปิดถูกบอกปัด

อ้องหลานคอยเขาอยู่ที่เจิ้งซื่อถาง กล่าวว่า "ใต้เท้าเข้าไปในเรือนหลังเสียแล้ว" แล้วถามซุนเจินว่า "การงานเรียบร้อยดีหรือ"

ซุนเจินรู้แก่ใจว่านี่คือบุนไท่โส่วไม่ปรารถนาจะพบเขา ก็มิได้ถือสา กล่าวว่า "เตียวจื๋อถูกจับกุมแล้ว บ้านเตียวจื๋อก็ถูกอายัดตรวจค้นแล้วเช่นกัน"

ซุนเจินนับแต่รับคำสั่งจนถึงส่งมอบงานคืน ใช้เวลาเพียงราวชั่วยามหนึ่งเท่านั้น อ้องหลานพิศวงในความรวดเร็วของเขายิ่งนัก รำพึงในใจว่า "เตียวจื๋อชุบเลี้ยงพลกล้าตายและนักดาบไว้เกือบร้อย ข้านึกว่าอย่างน้อยเขาต้องถึงค่ำจึงจะตีบ้านเตียวจื๋อแตก จับกุมเตียวจื๋อได้ ไม่นึกเลยว่าจะฉับไวถึงเพียงนี้ นี่มัน นี่มัน…" ซุนเจินที่อยู่ตรงหน้าดูอ่อนโยนสุภาพ ถ่อมตนมีคารวะ ทว่าอ้องหลานยามนี้แลดู กลับเห็นแจ้งว่าเขามีท่วงท่าเกรียงไกรน่าเกรงขามจนมิอาจมองตรง ๆ ได้ เขาจึงคิดต่อไปว่า "มิน่าเล่าใต้เท้าจึงยำเกรงเขาถึงเพียงนี้" แล้วกล่าวว่า "ข้าจะแจ้งความนี้แก่ใต้เท้าให้"

"ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านจู่ปู้แล้ว"

ซุนเจินกับอ้องหลานออกจากเจิ้งซื่อถางมาด้วยกัน เขาส่งสายตามองอ้องหลานเดินไปยังเรือนหลัง รำพึงในใจว่า "อ้องหลานผู้นี้ ยามปกติมิได้มีการใดน่าตื่นตา แต่วันนี้กลับเกลี้ยกล่อมบุนไท่โส่วให้รับฎีกาที่เราสามคนทูลขอได้ ก็นับว่ามีความสามารถอยู่ไม่น้อยทีเดียว"

เสมียนเจ้าพนักงานในท้องพระโรงเมืองนั้น แม้ส่วนมากออกจากตระกูลใหญ่สืบเชื้อสายขุนนาง แต่บุตรหลานในตระกูลใหญ่สืบเชื้อสายขุนนางก็มีอยู่มากมาย ยกเองอิมเป็นตัวอย่าง สองตระกูลปราชญ์ใหญ่แห่งเองอิม คือตระกูลซุนกับตระกูลเล่า บุตรหลานสองตระกูลนี้รวมกันมิใช่แค่ร้อยคน แต่ผู้ที่ได้เข้ารับราชการกลับมีไม่กี่คน ในนั้นแม้มีเหตุว่าตระกูลซุนเคยต้องคดีตั่งกู้(3) แต่ต่อให้ไม่มีคดีตั่งกู้นี้ บุตรหลานตระกูลซุนก็มิอาจออกรับราชการได้ทั้งหมด ผู้ที่ออกรับราชการได้ล้วนเป็นผู้โดดเด่นในนั้น อ้องหลานผู้นี้แม้ยามปกติมิได้แสดงความสามารถอันเป็นเลิศใด ๆ แต่ที่อาจได้รับการแต่งตั้งจากบุนไท่โส่วให้เป็นจู่ปู้(4) ก็มิใช่คนต่ำต้อยไร้ฝีมือ

จากอ้องหลานก็คิดเลยไปถึงกัวจวิ้นและตู้อิ้ว กัวจวิ้นกับตู้อิ้วสองคนมีข้อบกพร่อง มีข้อด้อย แต่ก็ต่างมีความสามารถของตน หาไม่แล้วย่อมมิอาจนั่งในตำแหน่งจวี๋เฉาเหยี่ยน(5)และเจ๋อเฉาเหยี่ยน(6)มานานปานนี้ได้ กัวจวิ้นนั้นตระกูลสืบทอดตำราเสี่ยวตู่ลวี่(7) ช่ำชองในกฎหมายยิ่งนัก ส่วนตู้อิ้วช่างเจรจา ยามคบหาผู้คนก็พูดจาเก่งกาจ ยามคับขันก็เด็ดเดี่ยวลงมือได้ ซุนเจินรำพึงในใจว่า "เพียงท้องพระโรงเมืองเองฉวนแห่งเดียว ก็มีผู้มีความสามารถและปราชญ์เปรื่องอย่างจงฮิว กุยโต๋ อ้องหลาน กัวจวิ้น ตู้อิ้ว ฯลฯ อยู่หลายคน หากกวาดสายตามองทั่วทั้งเมืองนับสิบอำเภอ มองทั่วทั้งแผ่นดินอันมีหัวเมืองและรัฐนับร้อย ไม่รู้ว่าจะมีผู้ปราดเปรื่องอีกสักเท่าใด วีรชนในใต้หล้า มิอาจดูแคลนได้เลย"

ผ่านเหตุครั้งนี้ ตู้อิ้ว กัวจวิ้น อ้องหลาน ก็มีความเข้าใจในตัวเขาขึ้นใหม่ เขาเองก็มีความเข้าใจในตัวตู้อิ้ว กัวจวิ้น อ้องหลาน ขึ้นใหม่เช่นกัน

ริมกำแพงด้านนอกเจิ้งซื่อถางปลูกต้นไหวเรียงเป็นแถวหนึ่ง(8) ซุนเจินก้มหน้าตรองตรึกอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นเห็นเงาต้นไม้ทอดยาวออก คลุมบังเงาของตนเองไว้ จึงเงยหน้าขึ้นแหงนมอง เห็นดวงตะวันแดงคล้อยลงทางทิศตะวันตก วันนี้ใกล้จะล่วงผ่านไป ถึงคราสนธยาแล้ว วันนี้ทั้งวัน ซุนเจินจัดการงานไปไม่น้อย ตอนเช้าได้สนทนาเรื่องพิชัยสงครามและการศึกกับสวี่จ้ง งักจิ้น บุนเพ่ง ต่อมาก็ครุ่นคิดว่าจะจัดการกับเตียวจื๋อและเฟ่ยช่างอย่างไร ครั้นตัดสินใจแล้ว เที่ยงวันก็ไปพบกัวจวิ้นกับตู้อิ้ว เกลี้ยกล่อมสองคนนั้นได้ ต่อมาก็พบบุนไท่โส่ว ต่อมาก็ไปนำทัพนอกค่าย ต่อมาก็จับกุมเตียวจื๋อ มิเพียงร่างกายอ่อนเปลี้ย จิตใจก็เหนื่อยล้ายากยิ่ง อาจกล่าวได้ว่าเหนื่อยล้าทั้งกายทั้งใจ

เขาแม้แต่อาหารกลางวันก็มิได้กิน ยามนี้ท้องร้องจ้องหิว

ทว่าแม้ทั้งหิวทั้งเหนื่อย ก็ยังกลับเรือนพักมิได้ เขารำพึงในใจว่า "เมื่อครู่นี้ข้าคุมตัวเตียวจื๋อผ่านเมืองไปเสียค่อนเมือง เรื่องนี้ย่อมเล่าลือออกไปแล้ว บางทีปราชญ์ลิ่วหลง(9)อาจได้ทราบแล้ว ข้าต้องไปพบท่านสักหน่อย" ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ซุนซองคือ "ผู้ใหญ่" ของเขา การ "ลงมือก่อนแล้วค่อยทูลทีหลัง" ก็มิเหมาะอยู่แล้ว ครั้นทำการเสร็จแล้วยังมิไปบอกกล่าวก็ยิ่งมิควรหนักขึ้นไปอีก

หน้าจวนไท่โส่ว หยวนจงชิงนั่งยอง ๆ อยู่มุมถนนฟากตรงข้าม กำลังคุยเล่นกับชาวอำเภอสองคน พูดจาออกท่าออกทางน้ำลายกระเซ็น ครั้นเห็นซุนเจินออกมา ก็รีบหุบปาก จูงม้าวิ่งกระย่องกระแย่งเข้ามา

ซุนเจินหัวเราะกล่าวว่า "พบมิตรสหายเข้าหรือ"

หยวนจงชิงตอบว่า "หามิได้ เป็นคนเดินผ่านทางสองคน"

ซุนเจินแปลกใจถามว่า "คนเดินผ่านทางหรือ"

คนเดินผ่านทางคุยกันถูกคอถึงเพียงนี้เชียวหรือ

หยวนจงชิงเกาหัวแกรก ๆ หัวเราะอือ ๆ กล่าวว่า "เมื่อครู่สองคนนั้นกำลังถามข้าเรื่องที่ท่านจับกุมเตียวจื๋อ"

เมื่อครู่ซุนเจินกับตู้อิ้วเอาโซ่ตรวนล่ามเตียวจื๋อแห่ประจานไปทั่วตลาด ผู้คนมากมายล้วนได้เห็น ข่าวจึงเล่าลือออกไปแล้ว เตียวจื๋อกำเริบเสิบสานในเอี้ยงเต๊ก ก่อการผิดกฎหมายไว้สารพัด การข่มเหงชายชิงหญิงสำหรับเขาแล้วเป็นดั่งของกินประจำวัน ชาวอำเภอทั้งกลัวทั้งเกลียดเขา วันนี้จู่ ๆ เห็นเขาถูกซุนเจินจับกุม แต่งกายไม่เป็นระเบียบถูกคุมตัวไปยังจวนไท่โส่ว นี่นับเป็นข่าวอันลือกระฉ่อนยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้คนเดินผ่านทางสองคนที่จำได้ว่าหยวนจงชิงเป็นปินเค่อ(10)ของซุนเจิน จึงรวบรวมความกล้าเข้ามาถามเรื่องนี้ หยวนจงชิงกล่าวว่า "สองคนนั้นถามข้าว่า เตียวจื๋อต้องคดีจำคุกคราวนี้ ท้องพระโรงเมืองเตรียมจะตัดสินเขาอย่างไร"

"เจ้าตอบไปอย่างไรเล่า"

หยวนจงชิงแอ่นอกผึ่งผาย กล่าวอย่างภาคภูมิว่า "ข้าก็ตอบไปว่าคราวนี้เขาต้องตายแน่นอน คนเดินผ่านทางสองคนนั้นฟังแล้วก็ดีอกดีใจยิ่งนัก ชมท่านมิได้ขาดปาก ว่าท่านได้กำจัดภัยร้ายให้ราษฎรเอี้ยงเต๊กเสียอย่างหนึ่ง"

คำของหยวนจงชิงนี้กล่าวไม่ผิด คราวนี้เตียวจื๋อต้องตายแน่นอน มีกัวจวิ้นอยู่ที่จวี๋เฉา เขายากจะหนีพ้นโทษฉี่ซื่อ(11)

ซุนเจินหัวเราะร่ากล่าวว่า "ชาวอำเภอชมเชย ข้ามิบังควรรับ"

แม้เขาจะพูดจาหยอกล้อกับหยวนจงชิง แต่ในแววตากลับซ่อนความครุ่นคิดลึกล้ำไว้แต่น้อย เขาหันกลับมองจวนไท่โส่ว แสงสนธยาสลัวลงปกคลุมทั่วจวน เขารำพึงในใจว่า "เตียวจื๋อแม้ถูกจับ แม้มีกัวจวิ้นอยู่ที่จวี๋เฉาเป็นผู้พิจารณา ทว่าคดีนี้มิควรลากยาว ควรตัดสินโดยเร็วลงโทษโดยเร็ว เพื่อกันมิให้เตียวเหยียงยื่นมือเข้าแทรกแซง" ครั้นตัดสินใจในใจแล้ว ก็คิดว่า "พรุ่งนี้ข้าต้องไปพบกัวจวิ้นอีก เร่งให้เขาตัดสินคดีนี้โดยเร็ว ส่วนเวลาประหารก็ยิ่งเร็วยิ่งดี" ตามธรรมเนียมนั้น โทษประหารจะดำเนินในฤดูสารทกับฤดูเหมันต์ แต่เตียวจื๋อนี้เป็น "โทษกบฏมหันต์" จะประหารก่อนกำหนดก็ยังพอกล่าวได้อยู่

หยวนจงชิงถามว่า "ท่านซุน จะกลับเรือนพักหรือ"

ซุนเจินตอบว่า "หามิได้ จะไปโหย่วจื้อ(12)"

มุ่งหน้าสู่ดวงตะวันที่คล้อยต่ำลง สองคนก็ควบม้าไปยังโหย่วจื้อ

ครั้นถึงโหย่วจื้อ ซุนเจินลงจากม้า ถามทหารยามประตูว่า "จื้อสื่อกับเปี๋ยเจี้ยกลับมาแล้วหรือ"

อ้องอุ้นได้รับเชิญจากฮองฮูสงและจูฮี เมื่อเช้าได้พาเหล่าเสมียนเจ้าพนักงานของมณฑลออกไปยังค่ายนอกเมือง ตรวจนับของที่ยึดได้

ทหารยามประตูจำซุนเจินได้ ตอบอย่างนอบน้อมว่า "เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน"

ซุนเจินพยักหน้า มอบสายบังเหียนให้หยวนจงชิง กล่าวว่า "เจ้าคอยข้าอยู่นอกบริเวณ" แล้วเข้าไปในบริเวณแต่ลำพัง

ในบริเวณมีเสมียนเจ้าพนักงานของมณฑลหลายคนกำลังบัญชาเสมียนผู้น้อยในโหย่วจื้อล้างม้าเช็ดรถอยู่ มีเสมียนเจ้าพนักงานของมณฑลผู้หนึ่งอายุราวสามสิบกำลังสั่งเสียกิจอันใดแก่เสมียนผู้น้อยในโหย่วจื้อคนหนึ่ง ครั้นเหลือบเห็นซุนเจินเข้ามา ก็ละเสมียนผู้น้อยคนนี้ เดินเข้ามาต้อนรับ หัวเราะกล่าวว่า "ท่านซุนเหยี่ยน(13)มาแล้ว มาหาเปี๋ยเจี้ยหรือ"

ซุนเจินไม่รู้จักผู้นี้ จำได้แต่เพียงเมื่อวันวานคราวต้อนรับอ้องอุ้น เคยเห็นเขาในแถวขบวนข้างหลังอ้องอุ้น น่าจะเป็นผู้อยู่ในจำพวกฉงซื่อ(14) จะเสียมารยาทมิได้ จึงคำนับตอบกล่าวว่า "ถูกแล้ว"

ฉงซื่อผู้นี้หัวเราะกล่าวว่า "พวกข้าเพิ่งกลับมาจากนอกเมือง เปี๋ยเจี้ยเวลานี้อยู่ในเรือนของจื้อสื่อ ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปแจ้งให้" แล้วนำซุนเจินมาถึงนอกเรือนที่อ้องอุ้นพำนักในบริเวณหลัง เข้าไปแจ้งภายใน ไม่ช้าก็ออกมา กล่าวว่า "ท่านอ้องเชิญท่านเข้าไป" ซุนเจินขอบคุณเขา ถอดรองเท้าผ้า จัดเครื่องแต่งกายเสียให้เรียบร้อย แล้วก้าวเข้าไปในเรือน

เรือนที่อ้องอุ้นพำนักนี้เป็นเรือนหลังใหญ่ที่สุดในโหย่วจื้อทั้งหมด แบ่งเป็นสองห้องในนอก ห้องในเป็นห้องนอน ห้องนอกเป็นที่รับแขก

ในท้องพระโรงรับแขกจุดไฟตะเกียงสว่าง หน้าต่างด้านข้างถูกค้ำเปิดออก หันออกสู่กำแพงบริเวณโหย่วจื้อ ลมวสันต์ยามเย็นพัดพากลิ่นบุปผาจากแดนไกลโชยเข้ามา เงาไฟวูบไหว ซุนเจินเหลือบมองชั่วครู่ เห็นบนแท่นมีคนนั่งอยู่สามคน อาสนะประธานคืออ้องอุ้น สองข้างคือซุนซองกับขงหยงตามลำดับ

เขามิกล้ามองมากความ จึงคุกเข่าก้มกราบคารวะที่หน้าประตูท้องพระโรง กล่าวว่า "เสมียนผู้น้อยซุนเจินขอคารวะท่านอ้อง เปี๋ยเจี้ย และท่านญาติผู้ใหญ่"

ขงหยงหัวเราะกล่าวว่า "อาสนะของท่านญาติผู้ใหญ่ของท่านอยู่เหนืออาสนะของข้า ท่านซุน เหตุใดท่านจึงเอ่ยถึงข้าก่อน เอ่ยถึงเปี๋ยเจี้ยทีหลังเล่า" ซุนซองเป็นเปี๋ยเจี้ยฉงซื่อ ขงหยงเป็นจื้อจงฉงซื่อ ฐานะของเปี๋ยเจี้ยสูงกว่าจื้อจงเล็กน้อย

ซุนเจินรำพึงในใจว่า "ขงบุ๋นกื้อมีนามอันสูงส่งก้องใต้หล้า แต่นิสัยใจคอกลับมิถือพิธีรีตอง"

แต่เมื่อวันวานคราวพบขงหยงครั้งแรก รอยยิ้มอันอ่อนโยนกับสายตาใคร่รู้ที่เหลียวดูทางโน้นทีทางนี้ทีของขงหยงก็ฝังใจเขาลึกซึ้งแล้ว และคำพูดเมื่อครู่นี้ยิ่งมีน้ำเสียงหยอกเย้าอย่างเห็นได้ชัด เขากับซุนเจินรวมแล้วเพิ่งพบกันสองครั้งเท่านั้น หากมิใช่ผู้มีอุปนิสัยกว้างขวางไม่ถือพิธีจุกจิก ก็เป็นอันขาดที่จะมิเอ่ยวาจาหยอกเย้าเช่นนี้

ซุนเจินตอบว่า "ญาติผู้ใหญ่ของเจินแม้มีตำแหน่งสูงกว่าท่านขง ทว่าญาติผู้ใหญ่เป็นญาติ ท่านเป็นคนนอก เจินจึงคารวะท่านก่อน แล้วจึงคารวะญาติผู้ใหญ่"

ขงหยงถามว่า "มิคารวะญาติก่อนแต่คารวะคนนอกก่อน นี่ท่านนับว่ากตัญญูหรือ"

ซุนเจินทั้งใจล้วนหมกมุ่นอยู่กับเรื่องจับกุมเตียวจื๋อ ไม่นึกว่าขงหยงกลับซักไซ้ไล่เลียงด้านนี้มิหยุด เคราะห์ดีที่มีไหวพริบฉับไวอยู่บ้าง จึงตอบว่า "'ผู้ห่างเหินมิพึงก้าวก่ายเรื่องของผู้ใกล้ชิด นี่คือหลักแห่งจารีต'(15)"

ขงหยงหัวเราะลั่น ชี้ไปยังซุนเจิน กล่าวแก่อ้องอุ้นและซุนซองว่า "วันนี้ไปยังค่ายในเมือง แม่ทัพฮองฮูกับแม่ทัพจูเอ่ยถึงเด็กผู้นี้ ล้วนชมไม่ขาดปาก ว่าเขารู้การศึก สมจริงดังว่าหนอ"

วลี "ผู้ห่างเหินมิพึงก้าวก่ายเรื่องของผู้ใกล้ชิด นี่คือหลักแห่งจารีต" นั้นมาจากคัมภีร์กว่านจื่อ(16) มีความว่า "ผู้ที่มีความสัมพันธ์ห่างเหินมิควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด นี่คือจารีต" ซุนเจินใช้คำนี้เป็นคำตอบ ก็คือกล่าวแก่ขงหยงว่า "การที่ข้าคารวะซุนซองทีหลัง เป็นเรื่องในวงศ์ตระกูลของเรา ท่านผู้เป็นคนห่างเหินจะหมายเอาเรื่องนี้มายุแยงความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับญาติผู้ใหญ่กระนั้นหรือ" ส่วนที่ขงหยงเอ่ยถึงฮองฮูสง จูฮี ชมว่าเขารู้การศึกนั้น ก็คือกล่าวว่า คำย้อนถามของซุนเจินนี้แฝงเงาของนักการศึก เป็นการรุกเพื่อรับ ดังที่นักการศึกเรียกว่า "การรุกคือกลไกแห่งการตั้งรับ"

ซุนซองยิ้มน้อย ๆ

อ้องอุ้นหัวเราะเรียกซุนเจินให้ลุกขึ้น แล้วพินิจพิเคราะห์ดูเขาจากบนลงล่าง

ซุนเจินรู้สึกว่าแววตาของเขาแปลกประหลาดนัก ราวกับเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก ทั้งที่เมื่อค่ำวันวานก็พบกันมาแล้วครั้งหนึ่ง ในใจฉงนสนเท่ห์ คิดว่า "แปลกแท้ เหตุใดแววตาของอ้องอุ้นจึงประหลาดถึงเพียงนี้"

อ้องอุ้นพินิจดูเขาจากบนลงล่างหลายครั้ง หันไปกล่าวแก่ซุนซองว่า "ท่านอาจารย์ เด็กผู้นี้เป็นม้าพันลี้แห่งตระกูลท่านแท้"(17) แล้วกล่าวแก่ซุนเจินว่า "เจ้าจงเข้านั่งเถิด"

ซุนเจินได้ยินคำชมที่อ้องอุ้นเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยฉับพลันนี้ ก็เดาออกลาง ๆ ว่าเหตุใดแววตาของเขาจึงประหลาด รำพึงในใจว่า "หรือเป็นเพราะได้ทราบว่าข้าจับกุมเตียวจื๋อ จึงชมข้าเช่นนี้" แล้วรับคำเข้านั่งที่อาสนะท้ายสุด เป็นจริงดังที่เขาคาด ครั้นเขานั่งลงแล้ว อ้องอุ้นกล่าวว่า "'ขงจื๊อกล่าวว่า คนรุ่นหลังน่าเกรงนัก ไหนเลยจะรู้ว่าผู้มาภายหลังจะมิเทียมเท่าคนวันนี้?'(18) เจินจือ วันนี้ข้าไปยังค่ายนอกเมือง ระหว่างทางกลับเข้าเมืองเมื่อครู่ ได้ยินข่าวว่าเจ้าจับกุมเตียวจื๋อ ในขณะนั้นวลีแรกที่ผุดขึ้นในใจก็คือวลีนี้แล"

ขงหยงหัวเราะกล่าวว่า "วันนี้ช่วงบ่ายตอนพวกข้าอยู่ในค่ายแม่ทัพฮองฮู ได้ยินทหารถือทวนเฝ้าค่ายมาแจ้งว่าเจ้านำทหารหุ้มเกราะหลายร้อยกรูออกจากค่าย มุ่งตรงเข้าเมือง ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเจ้าทำการอันใด จนกระทั่งเพิ่งกลับเข้าเมืองนี่เอง จึงได้ยินคนรายทางบอกว่า ที่แท้เจ้าไปเพื่อจับกุมเตียวจื๋อ! ท่านซุนเหยี่ยน เวลานี้ในเมืองล้วนเต็มไปด้วยผู้คนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ อาจกล่าวได้ว่าอื้ออึงทั่วทั้งเมืองทีเดียว"

ซุนเจินลอบชำเลืองดูสีหน้าซุนซอง ซุนซองลูบหนวดมิเอ่ยวาจา เขากล่าวว่า "เตียวจื๋อลอบสมคบกับปอไซ คิดก่อการมิชอบ มีหลักฐานแน่ชัด ข้าพเจ้ากับจวี๋เฉาเหยี่ยนกัวจวิ้นและปิงเฉาเหยี่ยน(19)ตู้อิ้วแห่งเมืองได้ร่วมลงนามทูลฎีกาต่อใต้เท้า ขอให้ใต้เท้าออกหนังสือบัญชามาจับกุมเขา"

อ้องอุ้นถามว่า "เวลานี้เตียวจื๋ออยู่ที่ใด"

ซุนเจินตอบว่า "ถูกจำคุกในเรือนจำของเมืองแล้ว"

อ้องอุ้นถามว่า "จะพิจารณาคดีเมื่อใด"

ซุนเจินตอบว่า "พรุ่งนี้พิจารณา"

อ้องอุ้นพยักหน้า กล่าวว่า "ดี เรื่องนี้เจ้าทำได้ดียิ่งนัก สาแก่ใจคนทั้งหลายแท้! … นอกจากเตียวจื๋อแล้ว ผู้ที่ลอบสมคบกับปอไซในอำเภอยังมีอีกหรือไม่"

ซุนเจินรำพึงในใจว่า "คำถามนี้ของอ้องอุ้นมีนัยอันใด" คาดเดาในใจว่า "หรือต้องการลากญาติพี่น้องของเตียวจื๋อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย" ตามเจตนาเดิมของซุนเจิน เขามิปรารถนาจะขัดแย้งกับเตียวจื๋อเร็วถึงเพียงนี้ การจับกุมเขาในวันนี้เป็นการจำใจ มิอยากให้ลุกลามกว้างขวางเกินไป เพื่อกันมิให้เกิดผลร้ายอันเกินจะแก้ไข จึงตอบอย่างระมัดระวังว่า "เวลานี้ยังไม่ทราบ ทุกอย่างต้องรอให้พิจารณาคดีในวันพรุ่งเสียก่อนจึงจะทราบได้"

อ้องอุ้นนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่ กล่าวว่า "ข้าจะมีหนังสือถึงบุนไท่โส่ว ขอให้คราพิจารณาคดีในวันพรุ่ง ยอมให้ข้าส่งคนไปร่วมฟังการพิจารณาสักคนหนึ่ง"

เรื่องนี้มิใช่เรื่องที่ซุนเจินจะก้าวก่ายได้ เขาขานรับอย่างนอบน้อมว่า "ขอรับ"

สนทนากันอีกสองสามคำ เสมียนผู้น้อยนอกท้องพระโรงก็เข้ามากราบเรียนว่าอาหารทำเสร็จแล้ว อ้องอุ้นรั้งซุนเจินไว้ร่วมกินอาหาร

เมื่อค่ำวันวานอ้องอุ้นพบซุนเจิน เพียงเห็นแก่หน้าซุนซอง จึงสนทนากับเขาสองคำในบริเวณ แต่ค่ำนี้กลับรั้งเขาไว้ร่วมกินอาหาร ซุนเจินรู้แก่ใจว่า นี่คือการที่เขาจับกุมเตียวจื๋อได้รับความเห็นชอบจากอ้องอุ้นแล้ว

กินอาหารเสร็จ ซุนซองอำลา พาซุนเจินมายังเรือนของตน

ครั้นเข้าในเรือน ซุนซองเรียกซุนเจินให้นั่ง กล่าวว่า "เจินจือ วันนี้เจ้าจับกุมเตียวจื๋อนับว่าหุนหันไปสักหน่อยแล้ว!"

ครั้นได้ยินคำนี้ของท่าน ซุนเจินกลับโล่งใจขึ้น รำพึงในใจว่า "ดูท่าแล้วการที่ข้ามิได้มาขอความเห็นจากท่านก่อน กลับเป็นการทำถูกแล้ว"

หากมาขอความเห็นจากซุนซองก่อน ฟังจากน้ำเสียงของซุนซองนี้ ก็คงจะถูกท่านห้ามปรามแน่ มิอาจโทษซุนซองได้ มิใช่ว่าซุนซองไร้ความกล้า หากไร้ความกล้า ท่านก็คงมิได้ทูลถวายฎีกาตักเตือนโอรสสวรรค์เมื่อครั้งถูกเรียกตัวเข้ารับราชการในอดีต เพียงแต่เมื่อเทียบกับอ้องอุ้นแล้ว ซุนซองรู้กาลเทศะมากกว่า ขงจื๊อกล่าวว่า "ดับเต๋าไม่ได้ก็ลอยแพออกทะเล"(20) ยามที่จังหวะยังมิมาถึง ก็พึง "เป็นมังกรซ่อนกายในห้วงน้ำลึก" หาควรใช้กำลังแข็งกร้าวเรื่อยไปไม่

อันที่จริง ผู้อาวุโสในตระกูลซุนอย่างซุนซอง ซุนกุน ฯลฯ ส่วนมากล้วนเป็นผู้รู้กาลเทศะ ด้านหนึ่งนี่เป็นคำสอนของตระกูลซุน อีกด้านหนึ่งก็เป็นบทเรียนที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อ ซุนอวี้ผู้เป็นลุงของซุนฉวีมิใช่ถูกฆ่าเพราะวางแผนปราบขันทีดอกหรือ และด้วยคดีตั่งกู้ ซุนซองก็ต้องหลบลี้ไปยังริมแม่น้ำฮั่นนานนับสิบปี มีบ้านแต่กลับมิได้ ท่านถอนใจเฮือก กล่าวว่า "คัมภีร์ซือ(21)ว่าไว้ 'ทั้งกระจ่างทั้งปรีชา จึงรักษาตนไว้ได้' เจินจือ เจ้ามีความห้าวหาญเป็นเรื่องดี แต่หากมิเห็นแจ้งในความเป็นไป เอาแต่แข็งกร้าวฝ่ายเดียว ก็เป็นการก่อภัยพิบัติแก่ตน เวลานี้ในเรือนมีเพียงเราสองคน ข้าจะกล่าวความจริงแก่เจ้า แม้โอรสสวรรค์จะทรงคลายคดีตั่งกู้แล้ว แต่ในราชสำนักขันทีก็ยังเรืองอำนาจอยู่ เตียวจื๋อเป็นหลานของเตียวเหยียง เจ้าจับกุมเขาในวันนี้ เกรงว่าจะนำมหันตภัยมาสู่ตัว"

ซุนซองมองความเป็นไปของบ้านเมืองในปัจจุบันทะลุปรุโปร่ง ซุนเจินยิ่งเห็นแจ้งกว่าท่านเสียอีก ซุนเจินเป็นผู้ข้ามภพมา(22) ไฉนจะไม่รู้ว่าอำนาจของขันทีอย่างเตียวเหยียง เตียวต๋ง ยังคงล้นฟ้าอยู่ แม้เขาจำไม่ได้ว่าเตียวเหยียง เตียวต๋ง ตายเมื่อใด แต่จำได้ว่าเป็นช่วงหลังโฮจิ๋น(23)ถูกสังหาร นั่นก็คือว่า ตราบใดที่โฮจิ๋นยังไม่ตาย เตียวเหยียง เตียวต๋ง ก็ยังเป็น "ภูเขาน้ำแข็ง" ที่มิอาจสั่นคลอนได้

เขากล่าวว่า "ญาติผู้ใหญ่ยังมิทราบความ วันนี้ที่ข้าพเจ้าขอให้ใต้เท้าสั่งจับกุมเตียวจื๋อ แท้จริงเกิดแต่ความจำใจ"

ซุนซองกล่าวว่า "อือ?"

ครั้นแล้วซุนเจินก็เล่าเรื่องที่เกาซู่ เล่าเติ้งสบประมาทเฟ่ยช่าง และเรื่องที่เตียวจื๋อคิดจะแก้แค้นออกมาทีละเรื่อง กล่าวว่า "ต่อให้วันนี้ข้าพเจ้ามิจับกุมเตียวจื๋อ พรุ่งนี้เมื่อเขาคิดจะหยามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ต้องขัดแย้งกับเขาอยู่ดี แทนที่จะรอถึงตอนนั้น สู้ลงมือก่อนเอาชัยเสียดีกว่า"

ซุนซองกล่าวว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง!" ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นถอนใจว่า "กาลเวลาก็ดี โชควาสนาก็ดี! ในเมื่อมีเหตุเช่นนี้ เจ้าทำเช่นนี้ก็มินับว่าผิด" หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวอีกว่า "ในเมื่อเรื่องได้ลงมือไปแล้ว เจ้าก็มิต้องวิตกเตียวเหยียงจนเกินไป เตียวจื๋อสมคบกับปอไซ นี่เป็นโทษกบฏมหันต์ทรยศอย่างร้ายแรง เตียวเหยียงต่อให้เคืองแค้น ก็มิอาจเอาเรื่องนี้เป็นข้ออ้างมาแก้แค้นเจ้าได้"

ซุนเจินกล่าวว่า "เรื่องอื่นข้าพเจ้ามิวิตก แม่ทัพฮองฮูเสนอชื่อข้าพเจ้าเป็นจั่วจวินซือหม่า(24) จนบัดนี้พระราชโองการยังมิลงมา ข้าพเจ้าวิตกแต่เพียงว่าจะถูกเตียวเหยียงขัดขวางกลางคันหรือไม่"

ซุนซองนั้นถึงอย่างไรก็เคยรับราชการในราชสำนักมาก่อน คุ้นเคยกับความเป็นไปในราชสำนักอยู่บ้าง จึงหัวเราะกล่าวว่า "เจ้ารักษาเอี้ยงเต๊กไว้ได้ ตีทัพโจรแตก สร้างความชอบใหญ่หลวง ในราชสำนักมิได้มีแต่ขันที ก็ยังมีคนซื่อตรงอยู่ เจ้าจงวางใจเถิด เตียวเหยียงต่อให้คิดขัดขวาง ก็ขัดขวางมิสำเร็จ"

ครั้นได้คำนี้ของซุนซอง ซุนเจินก็โล่งใจขึ้นมาก แล้วเอ่ยถึงเรื่องที่วันนี้ได้พบซุนฮิวกับซุนเฉิง ว่าสองคนนั้นอาจจะมาคารวะซุนซองในสองวันนี้

สนทนาพาทีกันไป ไม่ทันรู้ตัวจันทร์กระจ่างก็ลอยเด่นทางบูรพา แสงจันทร์นอกหน้าต่างขาวนวลดั่งเงิน สาดส่องเข้ามาในห้อง ดึกดื่นแล้ว ซุนเจินจึงกราบลาจากไป

## เชิงอรรถ

(1) กระต่ายตายสุนัขจิ้งจอกเศร้า — สำนวนจีน "ทู่สื่อหูเปย" หมายถึงเมื่อพวกพ้องประสบเคราะห์ ผู้อยู่ในจำพวกเดียวกันย่อมพลอยสะท้อนใจหวั่นเกรงว่าตนจะเป็นรายต่อไป

(2) เจิ้งซื่อถาง — ท้องพระโรงว่าราชการที่ไท่โส่ว (เจ้าเมือง) ออกว่าราชการ

(3) ตั่งกู้ (คดีพรรคพวก) — การเนรเทศและห้ามรับราชการของบัณฑิตที่ต่อต้านขันที เพิ่งได้รับการผ่อนปรนในรัชศกกวงเหอปีที่สาม

(4) จู่ปู้ — หัวหน้าเสมียนผู้คุมเอกสาร เป็นคนสนิทของเจ้าเมือง รองจากกงเฉา

(5) จวี๋เฉาเหยี่ยน — เจ้าพนักงานผู้พิพากษาคดี ฝ่ายตัดสินคดีอาญาประจำเมือง

(6) เจ๋อเฉาเหยี่ยน — เจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนจับกุมโจรผู้ร้ายประจำเมือง

(7) เสี่ยวตู่ลวี่ — ตำราประมวลกฎหมายอันสืบทอดจากตู้เหยียนเหนียน (ผู้ได้สมญา "ตู้น้อย") ตระกูลกัวแห่งเอี้ยงเต๊กสืบทอดวิชานี้

(8) ต้นไหว — ต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง (ในภาษาไทยมักเรียก "ต้นจันทน์เทศจีน" หรือ "หวยซู่") นิยมปลูกตามที่ราชการและสถานศึกษาของจีนโบราณ

(9) ปราชญ์ลิ่วหลง (อาจารย์หกมังกร) — สมญาของซุนซอง หนึ่งใน "แปดมังกรตระกูลซุน"

(10) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ มีฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด

(11) ฉี่ซื่อ (ประหารกลางตลาด) — โทษประหารชีวิตประจานกลางตลาดเมือง

(12) โหย่วจื้อ — สถานีไปรษณีย์และที่พักของทางราชการยุคฮั่น ใช้รับส่งหนังสือและให้ขุนนางพักแรม

(13) เหยี่ยน — คำเรียกตำแหน่งเจ้าพนักงานชั้นผู้ช่วย (เหยี่ยน) ในที่นี้คือ "ท่านซุนเหยี่ยน" หมายถึงซุนเจินผู้ดำรงตำแหน่งปิงเฉาเหยี่ยน

(14) ฉงซื่อ — เจ้าพนักงานคู่ใจของจื้อสื่อ (ข้าหลวงมณฑล) ได้ชื่อนี้เพราะนั่งรถแยกขบวนตามเจ้ามณฑลออกตรวจการ

(15) "ผู้ห่างเหินมิพึงก้าวก่ายเรื่องของผู้ใกล้ชิด นี่คือหลักแห่งจารีต" — วลีจากคัมภีร์กว่านจื่อ มีความว่าผู้ที่ความสัมพันธ์ห่างเหินมิควรเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของผู้ใกล้ชิด

(16) กว่านจื่อ — คัมภีร์ปรัชญาและการปกครอง สืบเนื่องจากกว่านจ้ง อัครเสนาบดีแคว้นฉีสมัยชุนชิว

(17) ม้าพันลี้ — สำนวนยกย่องว่าเป็นทายาทผู้ปราดเปรื่อง เปรียบดั่งม้าหนุ่มฝีเท้าดีที่วิ่งได้พันลี้

(18) "คนรุ่นหลังน่าเกรงนัก ไหนเลยจะรู้ว่าผู้มาภายหลังจะมิเทียมเท่าคนวันนี้?" — วลีจากคัมภีร์หลุนอวี่ คำกล่าวของขงจื๊อ ชมว่าคนรุ่นหลังอาจเก่งกล้ากว่าคนรุ่นปัจจุบัน

(19) ปิงเฉาเหยี่ยน — เจ้าพนักงานฝ่ายทหารประจำเมือง

(20) "ดับเต๋าไม่ได้ก็ลอยแพออกทะเล" — วลีจากคัมภีร์หลุนอวี่ คำกล่าวของขงจื๊อ หมายว่าเมื่อหลักธรรมมิอาจสำเร็จได้ในบ้านเมือง ก็ควรปลีกตัวออกไป

(21) คัมภีร์ซือ — คัมภีร์กวีนิพนธ์ (ซือจิง) หนึ่งในคัมภีร์ห้าเล่มของลัทธิขงจื๊อ วลี "ทั้งกระจ่างทั้งปรีชา จึงรักษาตนไว้ได้" สอนให้รู้จักเอาตัวรอดในกาลอันควร

(22) ผู้ข้ามภพมา — ซุนเจินเป็นวิญญาณคนยุคหลังที่ข้ามเวลามาเกิดในร่างคนยุคสามก๊ก จึงล่วงรู้เหตุการณ์ในภายหน้า

(23) โฮจิ๋น — เจ้าเมืองเองฉวนคนก่อน (ในประวัติศาสตร์คือโฮจิ๋น แม่ทัพใหญ่ผู้มีน้องสาวเป็นพระสนม)

(24) จั่วจวินซือหม่า — ตำแหน่งซือหม่าผู้ช่วยทัพ

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป