ว่านเฉียนอายุสี่สิบกว่า ปี้เฉินอ่อนวัยหน่อย สามสิบต้นๆ ทั้งคู่รออยู่ในกระโจมไม่นาน ก็เห็นโจโฉมาถึง
ทั้งสองลุกขึ้นต้อนรับ
โจโฉก้าวฉับพรวดพราดเข้ามา ใบหน้าเปื้อนยิ้ม มิทันให้ทั้งสองคารวะ ก็รีบเข้าไปจับมือคนละข้างอย่างสนิทสนม กล่าวพลางหัวเราะว่า “ใต้เท้าจวินสิง ใต้เท้าจื่อซิ่น! วันนี้ได้ท่านทั้งสองมาช่วยด้วย ปราบโจรโพกผ้าเหลืองก็ง่ายดุจปอกกล้วยเข้าปาก” สำรวจมองปี้เฉินแล้วถอนใจว่า “จื่อซิ่น พี่น้องเราพลัดพรากกันมาหลายปี หน้าตาเจ้ายังเหมือนเดิม แต่ข้าที่ขมับมีผมหงอกขึ้นมาเสียแล้ว!” แล้วหันไปยิ้มพูดกับว่านเฉียนว่า “ท่านเปียะเจีย มาเชิญขึ้นนั่งประจำที่อาวุโสเถิด” พลางประคองว่านเฉียนไปนั่งบนที่นั่งแขกผู้ใหญ่ ครั้นแล้วก็เชื้อเชิญตันก๋งกับเซี่ยถีเข้ามาร่วมวง แล้วฉุดมือปี้เฉินให้มานั่งอยู่ข้างตน
เพ่ยกั๋ว กับจี้อิน ซานหยาง เป็นพื้นที่ติดต่อกัน อยู่ไม่ไกลจากตงผิง โจโฉกับปี้เฉิน ว่านเฉียน ล้วนเป็นคนรู้จักเก่าแก่กันมา เมื่อหลายเดือนก่อน ว่านเฉียนมีราชการไปที่ตังกุ๋น ได้พบกันครั้งหนึ่ง แต่กับปี้เฉินนั้นไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปีแล้ว
ปี้เฉินมองไปที่ขมับของโจโฉ เห็นเส้นผมหงอกอยู่สองสามเส้น จึงกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ไฉนจึงมีผมหงอกก่อนวัย นี่ก็เพราะห่วงใยบ้านเมืองอย่างแท้จริง”
โจโฉถอนใจ แล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม เอ่ยถามปี้เฉินและว่านเฉียนว่า “ไอ้ทรราชตั๋งโต๊ะตายไปแล้วนั้น ท่านทั้งสองคงจะได้ทราบข่าวมาบ้างกระมัง?”
ว่านเฉียนกับปี้เฉินผงกหัวรับ
ว่านเฉียนกล่าวว่า “ได้ยินแล้ว”
ปี้เฉินกล่าวว่า “เป็นที่ชื่นอกชื่นใจยิ่งนัก!”
