# ตอนที่ 224 — แยกธงฟังกลอง
ตำราพิชัยสงครามเล่มหนึ่งชื่อ "เว่ยเหลียวจื่อ"(1) อันเรียบเรียงขึ้นในสมัยรณรัฐ เป็นที่เลื่องลือยิ่งนัก ซุนเจิน ซุนฮิว และซีจื้อไฉต่างก็เคยอ่านมาแล้วทั้งสิ้น
แต่ก่อนคราวซุนเจินกล่าวถึงแบบแผนการฝึกพล เคยเอ่ยความตอนหนึ่งว่า "เมื่อนายห้าฝึกสำเร็จ จึงรวมเข้ากับนายสิบ เมื่อนายสิบฝึกสำเร็จ จึงรวมเข้ากับนายกอง เมื่อนายกองฝึกสำเร็จ จึงรวมเข้ากับนายร้อยปลาย" ถ้อยคำนี้แลออกมาจากบรรพ "ปิงเจี้ยว ตอนต้น"(2) ในตำราเว่ยเหลียวจื่อนั่นเอง
ในบรรพ "ปิงเจี้ยว ตอนต้น" นี้ ยังมีความอีกตอนกล่าวไว้ดังนี้ "แม่ทัพต่างกันด้วยธง พลต่างกันด้วยเครื่องหมาย ทัพซ้ายติดเครื่องหมายที่บ่าซ้าย ทัพขวาติดเครื่องหมายที่บ่าขวา ทัพกลางติดเครื่องหมายที่อก จารึกบนเครื่องหมายว่า สังกัดใด เป็นพลผู้ใด"
ความตอนนี้ว่าด้วยธงทิวและเครื่องหมายยศนั่นเอง
อนึ่ง ในตำราเว่ยเหลียวจื่อ ยังมีอีกบรรพหนึ่งชื่อ "จิงจู๋ลิ่ง"(3) ในบรรพจิงจู๋ลิ่งนั้นกล่าวว่า "อันการจัดพลนั้น แบ่งออกตามครรลองเป็นสามส่วน คือ ทัพซ้ายใช้ธงเขียว พลสวมขนนกเขียว ทัพขวาใช้ธงขาว พลสวมขนนกขาว ทัพกลางใช้ธงเหลือง พลสวมขนนกเหลือง อนึ่งพลมีเครื่องหมายห้าสี แถวหน้าที่หนึ่งใช้เครื่องหมายเขียว ถัดมาแถวที่สองใช้เครื่องหมายแดง ถัดมาแถวที่สามใช้เครื่องหมายเหลือง ถัดมาแถวที่สี่ใช้เครื่องหมายขาว ถัดมาแถวที่ห้าใช้เครื่องหมายดำ"
นำความสองตอนนี้มารวมกัน ใจความก็คือ "ให้แบ่งกองทัพออกเป็นสามทัพ ธงทิวของแต่ละทัพล้วนไม่เหมือนกัน ทัพซ้ายใช้ธงเขียว พลสวมขนนกเขียว ทัพขวาใช้ธงขาว พลสวมขนนกขาว ทัพกลางใช้ธงเหลือง พลสวมขนนกเหลือง
"ในสามทัพนั้น เครื่องหมายของพลแต่ละทัพก็ไม่เหมือนกัน เครื่องหมายทัพซ้ายติดที่บ่าซ้าย แถวที่หนึ่งใช้สีเขียว แถวที่สองใช้สีแดง แถวที่สามใช้สีเหลือง แถวที่สี่ใช้สีขาว แถวที่ห้าใช้สีดำ เครื่องหมายทัพขวาติดที่บ่าขวา สีที่พลแต่ละแถวสวมก็เป็นดังทัพซ้าย เครื่องหมายทัพกลางติดที่หน้าอก สีที่พลแต่ละแถวสวมก็เป็นดังกันอีก
"พร้อมกันนั้น ให้จารึกสังกัดและชื่อของพลลงบนเครื่องหมายด้วย"
ก่อนข้ามภพมานั้น ซุนเจินเข้าใจว่าการบังคับบัญชากองทัพยุคโบราณนั้นค่อนข้างง่าย ครั้นข้ามภพมาแล้วจึงรู้ว่าแท้จริงแบ่งไว้ละเอียดถึงเพียงนี้ ถึงกับมีเครื่องหมายต่าง ๆ นานา — สิ่งเหล่านี้หาได้เขียนไว้แต่ในตำราพิชัยสงครามเท่านั้น หากในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นจริง
แบบแผนการบังคับบัญชาภายในกองทัพของสองราชวงศ์ฮั่นโดยมากก็เป็นดังที่กล่าวไว้ในตำราเว่ยเหลียวจื่อนั่นเอง(4)
เมื่อชูธงต่างสีขึ้นแล้ว เมื่อติดเครื่องหมายต่างสีแล้ว เหล่าพลก็รู้ที่ทางของตน นายทหารก็รู้ว่าผู้ใดเป็นพลของตน แลเห็นได้แจ่มชัดในพริบตา ฉะนี้มิเพียงเกื้อกูลแก่การฝึกซ้อมยามปกติ ยังเกื้อกูลแก่การเคลื่อนพลและสังหารข้าศึกในสมรภูมิยิ่งขึ้นอีกด้วย
…
ธงทัพและเครื่องหมายก็เป็นยุทธสัมภาระอย่างหนึ่ง เก็บไว้ในคลังของกรมทหารแห่งเขต
วันวานเมื่อซุนเจินไปเบิกศัสตราวุธ ก็ถือโอกาสนำสิ่งเหล่านี้กลับมาด้วยทั้งหมด
แม้ในบังคับบัญชาจะมีเพียงหกฉวี หนึ่งพันสองร้อยคน แต่เพื่อความสะดวกในการบัญชาการ ซุนเจินก็ยังจัดแบ่งออกเป็นสามทัพตามตำราพิชัยสงคราม
งักจิ้นกับบุนเพ่งเป็นทัพซ้าย เจียงฉินกับเฉินเปาเป็นทัพขวา สวี่จ้งกับเกาซู่เป็นทัพกลาง
ตามคติเบญจธาตุ ซ้ายเป็นสีเขียว งักจิ้นกับบุนเพ่งจึงชูธงเขียว ขวาเป็นสีขาว เจียงฉินกับเฉินเปาจึงชูธงขาว กลางเป็นธาตุดิน เป็นสีเหลือง สวี่จ้งกับเกาซู่จึงชูธงเหลือง
ธงสามสีนี้เป็น "ธงแม่ทัพ" ของนายฉวีทั้งหก ถัดลงไปยังมี "ธงแม่ทัพ" ของนายกอง(5)และนายแถว(6)อีก
ธงนายกองทัพซ้ายเป็นสีแดงบนเขียวล่าง ธงนายแถวทัพซ้ายเป็นสีเขียวบนแดงล่าง ธงนายกองทัพขวาเป็นสีแดงบนขาวล่าง ธงนายแถวทัพขวาเป็นสีขาวบนแดงล่าง ธงนายกองทัพกลางเป็นสีแดงบนเหลืองล่าง ธงนายแถวทัพกลางเป็นสีเหลืองบนแดงล่าง
ถัดจากแถวลงไปก็เป็นหน่วยสิบและหน่วยห้า
หน่วยสิบหน่วยห้าไม่ต้องให้ธง ใช้เครื่องหมายบ่าจำแนกแทน หน่วยสิบทัพซ้ายติดบ่าเขียว หน่วยสิบทัพขวาติดบ่าขาว หน่วยสิบทัพกลางติดบ่าเหลือง หนึ่งหน่วยสิบมีสองหน่วยห้า ก็จำแนกด้วยซ้ายขวาอีก เครื่องหมายบ่าของหน่วยห้าซ้ายติดที่บ่าซ้าย เครื่องหมายบ่าของหน่วยห้าขวาติดที่บ่าขวา
อนึ่ง ตามชนิดทหารที่ต่างกัน สีปลายของเครื่องหมายบ่าก็ต่างกันด้วย
ใช้เวลากว่าหนึ่งยามเศษ จึงแจกธงทิวและเครื่องหมายบ่าเสร็จสิ้น ต่อไปก็คือสอนให้พลใหม่จำแนกให้รู้
ภารกิจฝึกในวันนี้มีสามประการ คือ จำแนกธงประจำฉวี ประจำกอง ประจำแถวของตน จำแนกเครื่องหมายบ่า และฝึกแถวขบวน
ธงทิวและเครื่องหมายบ่านั้นกล่าวมาดูยุ่งยาก ที่จริงจำแนกหาได้ยากไม่ ครั้นถึงเที่ยงวัน พลใหม่ก็จำแนกได้กันแทบทั้งหมดแล้ว เมื่อเรียนรู้ธงทิวเครื่องหมายบ่าแล้ว ถัดไปก็ควรฝึกแถวขบวน
ซุนเจินเห็นว่าตะวันบ่ายคล้อยถึงยามเที่ยงแล้ว จึงตีกลองบนหอบัญชาการ ให้แต่ละฉวีเลิกแถวกลับค่ายชั่วคราว รอเสร็จอาหารแล้วจึงฝึกต่อ
…
การฝึกพลใหม่ดำเนินไปเป็นระเบียบเรียบร้อย
กุยโต๋ อ้องหลาน ตู้อิ้ว เตียวจื๋อ เฟ่ยช่าง กับพวกที่เฝ้าดูอยู่บนเชิงเทินต่างมีใจคิดต่างกันไป
เตียวจื๋อเป็นลูกผู้ดีเหลวไหล ใจมิได้อยู่ที่การนี้ ดูได้ครู่หนึ่งก็เบื่อ เฟ่ยช่างเป็นคนไร้ความสามารถ ดูไม่เข้าใจ คนทั้งสองจึงลงจากเชิงเทินกลับบ้านไปก่อน
กุยโต๋กับตู้อิ้วดูจนถึงเที่ยง เห็นพลใหม่กลับค่ายไปกินอาหาร ก็ต่างกลับบ้านไป
คนทั้งสองนี้ ผู้หนึ่งเป็นจี้ลี่ (เสมียนบัญชี)(7) อีกผู้หนึ่งเป็นจ้านเฉาเฉวียน (เจ้าพนักงานสืบสวนคดี)(8) ล้วนเป็นเสมียนชั้นผู้ใหญ่ในท้องพระโรงของเขต ปอไซเพิ่งถอยทัพโจรไป ในเมือง "ร้อยสิ่งรอฟื้นฟู" หนังสือราชการมากมายคอยให้เขาจัดการ ต่างก็ยุ่งกันยิ่งนัก ตกบ่ายคนทั้งสองจึงมิได้กลับมาอีก
อ้องหลานมิได้ไป กินอาหารบนเชิงเทินเสียพอเป็นพิธี รอพลใหม่เสร็จอาหารออกจากค่ายเริ่มฝึกใหม่แล้ว ก็เฝ้าดูต่อ จนกระทั่งราตรีย่างกราย การฝึกวันแรกประกาศสิ้นสุดลง จึงลงจากเชิงเทิน
ครั้นลงจากเชิงเทินแล้ว เขาก็ขับม้าตรงไปยังจวนไท่โส่วทันที
บุนไท่โส่วคอยเขาอยู่ที่เรือนพักหลังจวน เห็นเขาเข้ามา ก็วางซีกไม้ไผ่ที่กำลังอ่านอยู่ลง ถามว่า "เป็นอย่างไร"
อ้องหลานคุกเข่าหมอบลงกับพื้น ตอบว่า "ข้าน้อยเฝ้าดูอยู่บนเชิงเทินทั้งวัน ภาคเช้า ท่านซุนเฉวียนแจกธงงาช้าง(9)และเครื่องหมายบ่าแก่พลใหม่ทุกฉวี สอนให้จำแนก ภาคบ่าย แรกแบ่งตาม 'หน่วยสิบ' ต่อมาแบ่งตาม 'แถว' ฝึกแถวขบวนอยู่ครึ่งวัน ตลอดทั้งวัน นอกจากเวลาอาหาร ท่านซุนเฉวียนนั่งอยู่บนหอสูงนอกค่าย มิได้ห่างไปแม้ครึ่งก้าว ซีจงกับซุนฮิวอยู่ในภาคเช้า ภาคบ่ายไม่เห็น เห็นจะกลับไปนอนในกระโจม"
"กลับไปนอนในกระโจมหรือ"
"ข้าน้อยได้ยินมาว่า ท่านซุน ซีจง ซุนฮิว สามคนเมื่อคืนมิได้หลับมิได้นอนเลยทั้งคืน"
"มิได้หลับทั้งคืน ดังนี้ ซุนเจินก็มิได้นอนมาสองวันหนึ่งคืนแล้วหรือ"
"ขอรับ"
"เขาเอาใจใส่ในเรื่องฝึกพลใหม่นี้ยิ่งนัก"
อ้องหลานยิ้มว่า "ก็เป็นเรื่องที่เขาจะไม่เอาใจใส่มิได้ อีกห้าวันข้างหน้า… ไม่สิ วันนี้ล่วงไปแล้ว ควรเป็นอีกสี่วันข้างหน้า เขาก็จะต้องยกทัพลงใต้ พลโจรของปอไซมีถึงหนึ่งแสน(10) แม้จะเป็นพวกมั่วสุมมิเป็นกระบวน ก็มิอาจดูแคลนได้ การณ์นี้เกี่ยวพันถึงชีวิตและวงศ์วานของตนเอง เขาจะไม่เอาใจใส่ได้อย่างไร"
"เออ เอาใจใส่ก็ดีแล้ว เอาใจใส่ก็ดีแล้วนา"
ใจของบุนไท่โส่วยามนี้ยุ่งเหยิงนัก เขามิได้ชอบซุนเจิน หากในยามนี้กลับจำต้องพึ่งพาซุนเจิน หวังว่าเมื่อเขายกลงใต้แล้วจักช่วยกอบกู้ห้าอำเภอแห่งยีหลำได้
ราตรีมาเยือนแล้ว แสงเทียนในห้องวูบไหว
บุนไท่โส่วเพิ่งเพ่งซีกไม้ไผ่ใต้แสงเทียนอยู่นาน นัยน์ตาฝืดเคืองไปหน่อย จึงขยี้เสียที แล้วถามว่า "ตอนเจ้ามา เห็นท่านจงกงเฉาหรือไม่"
"มิได้เห็น"
"สักครู่เจ้าจงไปตามหาเขาเสีย ถามเขาดูว่า เกณฑ์พลฉกรรจ์ได้ครบแล้วหรือยัง หากเกณฑ์ครบแล้ว ก็รีบส่งให้ท่านซุนเฉวียนโดยเร็ว"
บุนไท่โส่วรับปากจะเสริมพลฉกรรจ์อีกหลายร้อยให้ซุนเจิน ให้ครบสองพันคน พลฉกรรจ์หลายร้อยนี้มิได้หล่นมาจากฟ้า ต้องเกณฑ์เอาในอำเภอ การเกณฑ์นั้นจงฮิวเป็นผู้รับผิดชอบ
อ้องหลานรับว่า "ขอรับ"
บุนไท่โส่วพยักหน้า หยิบซีกไม้ไผ่ขึ้นก้มหน้าอ่านต่ออีกครั้ง
อ้องหลานหากลับถอยไปทันทีไม่ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "ใต้เท้า มีเรื่องหนึ่ง ข้าน้อยมิรู้ว่าควรกราบเรียนหรือไม่"
"เรื่องอันใด"
"วันนี้มิเพียงข้าน้อยไปเฝ้าดูท่านซุนเฉวียนฝึกพลบนเชิงเทิน เฟ่ยเฉิง กุยโต๋ ตู้อิ้ว เตียวจื๋อก็ไปด้วย ในระหว่างนั้น ตู้อิ้วเอ่ยขึ้นว่า น่าเสียดายที่ตระกูลตนมิได้อยู่เอี้ยงเต๊ก มิฉะนั้นก็คงคัดเลือกผู้กล้าหาญในตระกูลมอบให้ท่านซุนเฉวียน เสริมเดชานุภาพของเขาได้ ข้าน้อยถือโอกาสนี้หยั่งดูน้ำใจเตียวจื๋อ"
"เออ เตียวจื๋อว่ากระไร"
"เตียวจื๋อไม่มีใจจะส่งคนช่วยท่านซุนเฉวียนลงใต้ กุยโต๋ว่า ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลกัว ตระกูลหวง ตระกูลฉุนหยู ก็ล้วนไม่มีใจอย่างนี้เช่นกัน มีแต่ตระกูลซินซึ่งเป็นญาติเกี่ยวดองของตระกูลซุนเท่านั้นที่มีใจจะช่วย"
ตระกูลของบุนไท่โส่วเป็นตระกูลใหญ่แห่งน่ำเอี๋ยง ย่อมเข้าใจน้ำใจของตระกูลใหญ่ดี เขาคิดในใจว่า "ไม่ต้องเจ้าบอก ข้าก็รู้ว่าพวกเขาจะไม่ส่งคนหรอก!" พยักหน้า แล้วกล่าวว่า "ข้ารู้แล้ว เจ้าลงไปเถิด"
"ขอรับ"
คราวปอไซล้อมเมือง จงฮิวเคยเกณฑ์ราษฎรครั้งหนึ่ง คราวนี้กับคราวนั้นต่างกัน คราวนั้นเป็นไปเพื่อรักษาเมือง เพื่อปกป้องเหย้าเรือน คราวนี้เป็นไปเพื่อยกลงใต้ เพื่อ "กอบกู้ราษฎรห้าอำเภอแห่งยีหลำ" ราษฎรหาใช่ทหารไม่ หากเป็นไปเพื่อปกป้องเหย้าเรือน พวกเขาก็เต็มใจออกศึกฆ่าฟันกับ "โจร" แต่บัดนี้เอี้ยงเต๊กไม่มีเหตุร้าย จะให้ "ลงใต้ตีโจร" เล่า ก็ไม่มีกี่คนที่เต็มใจไป
ยังดีที่คราวงักจิ้นมานั้นได้พาราษฎรและผู้กล้าทางเหนือของเขตติดตามมาด้วยไม่น้อย คนเหล่านี้บ้างถูก "โจร" ทำลายบ้านเรือน บ้างก็มีปณิธานจะเข้าเป็นทหารอยู่แล้ว เห็นประกาศเกณฑ์ออกมา ก็พากันเต็มใจ สมัครชื่อกันมากมาย เมื่อมีคนพวกนี้เป็นพื้นแล้ว จงฮิวจึงตระเวนทั่วทุกหมู่บ้านในอำเภอตลอดวัน ให้สัญญาว่าจะปูนบำเหน็จมาก พอจะเกณฑ์ได้เพิ่มมาอีกบ้าง คนสองพวกรวมกัน เพียงพอครบจำนวนแปดร้อยคนพอดี
แปดร้อยคนรวมกับหนึ่งพันสองร้อยคนนั้น เป็นสองพันคน ก็สำเร็จภารกิจที่บุนไท่โส่วมอบหมายให้ จงฮิวมีใจจะเกณฑ์ให้มากขึ้นอีก ถือเป็นการช่วยซุนเจินด้วย แต่ราษฎรไม่ยอมรับเกณฑ์ เขาก็จนปัญญา
ขณะที่อ้องหลานออกมาจากจวนไท่โส่วนั้น จงฮิวเพิ่งเกณฑ์คนครบ กำลังจะเข้าไปกราบเรียนในจวนพอดี ทั้งสองมาพบกันที่หน้าประตูจวน อ้องหลานจึงถ่ายทอดคำสั่งของบุนไท่โส่วให้เขาทราบ
จงฮิวกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ไม่ต้องเข้าไปคำนับใต้เท้าแล้ว"
เขาแหงนหน้ามองราตรีพักหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ฟ้ายังไม่ดึกนัก ข้าจะไปพบเจินจือสักหน่อย"
วันนี้เขาวิ่งวุ่นมาทั้งวัน เหนื่อยอยู่ไม่น้อย แต่เพราะเป็นห่วงซุนเจิน จึงมิอาจหยุดพัก หันหัวม้ามุ่งตรงออกไปนอกเมือง
ครั้นไปถึงค่ายนอกเมือง ซุนเจินยังมิได้เข้านอน จึงเรียกซุนฮิวกับซีจื้อไฉมา สี่คนจุดเทียนสนทนากันยามราตรี
เรื่องที่สนทนาก็มิพ้นเรื่องปอไซ ลัทธิไท่ผิง ความเป็นไปแห่งห้าอำเภอยีหลำ กับเรื่องที่ว่ากองหนุนของราชสำนักจะมาถึงเมื่อใด และคาดคะเนความเป็นไปของเขตข้างเคียงว่าจะเป็นอย่างไร สนทนากันจนดึกดื่น จงฮิวจึงอำลากลับไป
รุ่งขึ้นแต่เช้า จงฮิวออกนอกเมืองอีก มอบคนแปดร้อยที่เกณฑ์มาให้ซุนเจินทั้งสิ้น
…
เนื้อหาการฝึกในวันที่สองคือ ภาคเช้าฝึกจำแนกฆ้องกลอง ภาคบ่ายฝึกแถวขบวนต่อ
วันวานเมื่อจงฮิวเกณฑ์พลฉกรรจ์ในอำเภอ ได้บอกความจริงแก่ราษฎร เล่าเรื่องที่ซุนเจินจะยกลงใต้ตีโจรให้ฟัง ราษฎรในอำเภอแม้โดยมากไม่ยอมรับเกณฑ์ แต่นั่นมิได้กีดกันมิให้พวกเขาเกิดความฉงนใจขึ้น
ราษฎรหารู้ไม่ว่าใต้บัญชาปอไซมี "พลโจร" สักกี่มากน้อย แต่สภาพคราวปอไซล้อมเมืองเมื่อหลายวันก่อน พวกเขาได้เห็นกับตา "พลโจร" อันเหลือคณานับล้อมเอี้ยงเต๊กไว้แน่นหนาจนน้ำซึมมิผ่าน คำเล่าลือตามตลาดร่ำลือว่า ใต้บัญชาปอไซมีถึงล้านคน
พวกเขาฉงนนัก ซุนเจินมีสมญาว่า "ลูกเสือ" แต่นั่นก็เป็นเพียงสมญาเท่านั้น เขาจะมีความกล้าดุจเสือจริงหรือ พาคนเพียงพันสองพันก็กล้ายกลงใต้แล้วหรือ ใต้บัญชาปอไซมี "ล้านคน" หากเป็นคนทั่วไป จะหนีก็ยังไม่ทันเลย หากมิใช่เพราะทางคมนาคมนอกเมืองถูกตัดขาด ราษฎรไม่รู้ว่าพลโจรของปอไซอยู่แห่งใด เอี้ยงเต๊กยามนี้ก็คงกลายเป็นเมืองร้างไปนานแล้ว แต่ซุนเจินกลับมิยอมอยู่นิ่ง ๆ ในเมืองที่ดีอยู่แล้ว ถึงกับอาสา "ลงใต้ตีโจร" เสียเองอย่างนั้นหรือ
วันนี้ทุกหมู่บ้านในอำเภอวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึง
ครั้นได้ยินว่าซุนเจินฝึกพลอยู่นอกเมือง ราษฎรบางพวกก็ขึ้นไปเฝ้าดูบนเชิงเทิน
เชิงเทินเป็นเขตทหารสำคัญ คนทั่วไปขึ้นไปมิได้ ผู้ที่ขึ้นได้ล้วนเป็น "ผู้มีเส้นสาย" บ้างมีญาติมิตรเป็นเสมียนในท้องพระโรงของเขต บ้างก็มีตำแหน่งราชการอยู่บ้าง เป็นคนมีศักดิ์ กระนั้นก็ยังมีถึงร้อยสองร้อยคน
วันวานมีเพียงเฟ่ยช่าง กุยโต๋ ไม่กี่คน วันนี้มีตั้งร้อยสองร้อยคน เสียงอึกทึกครึกโครมทำให้ซุนเจินสังเกตเห็น
เขานั่งอยู่บนหอสูงนอกค่าย หันหน้ามองไปยังเชิงเทิน
พลฉกรรจ์แปดร้อยที่จงฮิวพามาเริ่มเข้าฝึกแล้ว ซีจื้อไฉกำลังจัด "หน่วยสิบหน่วยห้า" ให้พวกเขาอยู่ในลานไกลออกไปใต้หอ
ซุนฮิวอยู่บนหอ จงฮิวยังมิได้ไป ก็อยู่บนหอด้วย ทั้งสองต่างมองไปแต่ไกล
จงฮิวขมวดคิ้วกล่าวว่า "ที่ป้องกันเมืองไฉนจึงยอมให้เฉียนโฉ่ว(11)ขึ้นมาส่งเสียงอึงคนึงได้ บัดนี้พลโจรของปอไซเพิ่งถอยไป หากมีพลโจรมาจู่โจมอีก เมืองจักตกอยู่ในอันตราย!" ว่าแล้วลุกพรวดขึ้น จะกุมกระบี่ลงจากหอ
ซุนฮิวรั้งเขาไว้ ยิ้มถามว่า "หยวนฉางจะไปไหน"
"ข้าจะขึ้นไปบนเชิงเทิน สั่งให้พลรักษาเมืองขับไล่ราษฎรให้กระจัดกระจายไป!"
"ตามที่ข้าเห็น ไม่ต้องทำเช่นนั้นดอก"
"เหตุไฉนจึงว่าดังนี้"
"พอดีอาศัยโอกาสนี้ ให้ราษฎรได้ชมว่าเราฝึกซ้อมพลใหม่กันอย่างไร!"
จงฮิวมองลงไปใต้หอ ใต้แสงตะวันยามเช้า นอกคูเมืองที่มีระลอกน้อย ๆ บนลานฝึกอันกว้างใหญ่ พลใหม่หนึ่งพันสองร้อยคน พลฉกรรจ์แปดร้อยคน แบ่งออกเป็นเจ็ดกลุ่ม พลใหม่กำลังจำแนกฆ้องกลองโดยถือแถวเป็นหน่วย พลฉกรรจ์กำลังถูกจัดหน่วยห้า
พลฉกรรจ์นั้นไม่เท่าไรอยู่ แต่พลใหม่หนึ่งพันสองร้อยคนนั้นล้วนสวมเกราะถือศัสตรา หน้าแต่ละฉวี แต่ละกอง แต่ละแถว ธงทิวสะบัดพลิ้ว หน้าแต่ละแถวต่างตั้งฆ้องหนึ่ง กลองหนึ่ง มีครูฝึกประจำคนหนึ่ง เหล่าครูฝึกแรกตีฆ้อง ลั่นกลอง สาธิตเสียงฆ้องกลองต่าง ๆ ให้ดูแล้ว จึงอธิบายโดยละเอียดทีละอย่าง
ทั่วทั้งลานนั้น เสียงฆ้องกลองดังก้องต่อเนื่องไม่ขาดสาย เสียงฆ้องแจ่มใส เสียงกลองหนักแน่นกึกก้อง เหล่าพลใหม่ก็รุกบ้างหยุดบ้าง ฟันบ้างถอยบ้าง ตามเสียงฆ้องกลอง พลางโห่ร้องสังหารเป็นระยะ เสียงหลายอย่างประสานกัน ดังทะยานขึ้นสู่เวหา ก้องไปทั่วสี่ทิศ ขณะพลใหม่เคลื่อนไหวนั้น ฝุ่นคลุ้งตลบ ดูสง่างามยิ่งนัก
จงฮิวเข้าใจความหมายของซุนฮิวแล้ว
เขาตาสว่างขึ้นในบัดดล กล่าวว่า "ก๋งตัดประสงค์จะอาศัยการนี้ประกาศเดชานุภาพแห่งทัพเรา เพื่อปลุกขวัญใจราษฎรกระนั้นหรือ"
"ถูกแล้ว ปอไซเพิ่งถอยไป ขวัญใจราษฎรกำลังต้องการการปลุกเร้าพอดี ส่วนพลโจรของปอไซนั้นไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อวานหลังตั้งค่ายเสร็จ เจินจือก็คัดทหารม้ามือดีสิบกว่าคนกระจายออกไปไกลยี่สิบลี้ คอยสอดแนม หากมีพลโจรมา ย่อมมีสัญญาณเตือนส่งมาถึงล่วงหน้า"
"ถ้าเช่นนั้น ก็ปล่อยให้พวกเขาชมอยู่บนเชิงเทินเถิด!"
…
บนเชิงเทิน ราษฎรชี้ชวนวิพากษ์กัน
"พลของท่านซุนเฉวียนเหล่านี้มิใช่พลใหม่ทั้งนั้นหรือ แต่ดูไม่เหมือนพลใหม่เลยนะ ดูที่นั่นสิ ฆ้องกลองประสานกัน พลสวมเกราะถือศัสตรา รุกถอยฟันสังหาร สง่างามจริงหนอ!"
ผู้ที่เฝ้าดูต่างขานรับ "นั่นน่ะสิ"
"ก็ใช่น่ะสิ!"
"ข้าดูแล้วยังแกร่งกว่าจวิ้นจู๋(พลประจำเขต)ธรรมดาเสียอีกสามส่วน!"
อันพวกเถี่ยกวานถู(นักโทษโรงเหล็ก)และทาสนั้นเดิมก็มีวินัยและการจัดระเบียบอยู่บ้าง ผ่านการฝึกมาหนึ่งวัน โดยเฉพาะการฝึกแถวขบวนตอนบ่ายอีกครึ่งวัน วันนี้มองดูภายนอกก็พอเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
คนหนึ่งกล่าวว่า "นั่นน่ะสิ! พวกท่านก็ไม่ดูว่าผู้ที่ฝึกพลคือใคร ซุนลูกเสือนั่นไง! พลโจรของปอไซตั้งล้านคน ท่านซุนยังตีถอยไปได้ ไหนเลยจะกลัวการฝึกพลเพียงพันสองพันคน เมื่อหลายวันก่อนคราวตีโจร ท่านซุนนำบริวารออกเมืองหลายหน บุกตะลุยเข้าโรมรัน ตีพลโจรของปอไซจนกอดหัวหนีกระเจิดกระเจิง! เป็นวีรบุรุษเพียงใด หากมิได้มีฝีมือเช่นนี้ เขาก็คงไม่รับปากใต้เท้าว่าอีกห้าวันจะยกทัพลงใต้หรอก"
ผู้คนต่างขานรับอีกเป็นเสียงเดียว "นั่นก็จริง"
"นั่นก็จริง"
มีผู้ถามขึ้นว่า "แล้วผู้สูงศักดิ์แต่งดำที่ยืนอยู่บนหอสูงนั่นคือลูกเสือกระนั้นหรือ"
"คนไหนกัน"
"คนนั้นไง!"
ผู้ที่รู้จักซุนเจินกล่าวว่า "มิใช่ ที่เจ้าชี้นั่นคือท่านจงกงเฉา เห็นหรือไม่ ที่นั่งอยู่ใต้ธงนั่นแหละจึงเป็นซุนลูกเสือ! เมื่อหลายวันก่อนคราวพลโจรล้อมเมือง ข้ารับเกณฑ์ของท่านจงกงเฉาไปเป็นราษฎรช่วยงานครั้งหนึ่ง คอยส่งอาหารให้จวิ้นจู๋ ได้เห็นซุนลูกเสือ ท่านยังเอ่ยกับข้าสองสามคำเชียวนะ!" กล่าวมาถึงตรงนี้ คนผู้นี้ออกหน้าออกตาทำท่าภาคภูมิเป็นเกียรติยศยิ่งนัก
ที่ปอไซถูกตีถอยไปได้นั้น กว่าครึ่งเป็นความชอบของซุนเจิน ราษฎรในเมืองล้วนรู้กันทั่ว ดังนั้นเมื่อกล่าวว่าเคยสนทนากับซุนเจิน คนผู้นี้จึงภาคภูมิใจนัก ใบหน้าผู้ฟังโดยรอบก็ผุดสีหน้าอิจฉาขึ้นมา
ก็มีผู้ที่ดูไม่เข้าตา จงใจถามขึ้นว่า "เมื่อวานท่านจงกงเฉาเกณฑ์พลฉกรรจ์อีก ดูเจ้าทำท่าดีอกดีใจปานนี้ คงไปสมัครเกณฑ์แล้วได้รับเลือกกระมัง"
ผู้ที่พูดก่อนหน้าถึงกับเก้อเขิน อึกอักว่า "ข้าน่ะจะไปสมัครเกณฑ์อยู่หรอก ขัดข้องที่แม่เฒ่าที่บ้านไม่ยอม…"
"ฉะนั้น เจ้าก็คือไม่ได้ไปสมัครเกณฑ์น่ะสิ"
ผู้ที่พูดก่อนหน้าอับอายจนโกรธ ตวาดว่า "เจ้าเองก็ไม่ได้ไปเหมือนกันมิใช่หรือ"
"ข้า ข้า…" คราวนี้ถึงทีผู้นี้อึกอัก "ข้า" อยู่นาน ในที่สุดก็เค้นออกมาประโยคหนึ่ง ว่า "ข้าเองก็จะไปสมัครเกณฑ์อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ เพียงแต่ เฮ้อ ลูกชายข้ายังเล็กอยู่!"
ผู้คนไม่พูดอะไรอีก พร้อมกันทอดสายตาไปนอกเมือง
เมื่อกี้พวกเขาดูพลใหม่หนึ่งพันสองร้อยคน บัดนี้พวกเขาดูพลฉกรรจ์แปดร้อยคน
พวกเขาบ้างเพราะมีแม่เฒ่าที่บ้าน บ้างเพราะลูกยังเล็ก หรือไม่ก็เพราะใจขลาด หรือมิฉะนั้นก็ด้วยเหตุนานัปการ จึงมิได้รับเกณฑ์ของจงฮิว ตอนอยู่ที่บ้านยังไม่รู้สึกอะไร แต่บัดนี้มาเฝ้ามองไกลบนเชิงเทิน เห็นพลฉกรรจ์ที่รับเกณฑ์แปดร้อยคนคึกคักเข้มแข็ง กลับเกิดความละอายใจขึ้นพร้อมกันมิได้นัดหมาย พร้อมกันนั้น ก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นเอง เลื่อมใสในผู้กล้าที่มีน้ำใจรับเกณฑ์เหล่านี้
แสงตะวันเจิดจ้า ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆาหมื่นลี้
ในยามนี้ ในใจของราษฎรเหล่านี้มีแต่ความละอายและความเลื่อมใส พวกเขายังไม่ทันได้คิดว่า พลฉกรรจ์แปดร้อยคนนี้แม้ล้วนเป็นผู้กล้า แต่ในวันข้างหน้าอันมิไกล ในหมู่พวกเขาจะมีสักกี่คนที่กลับมาจากสมรภูมิเป็น ๆ ได้ บางที นี่อาจเป็นราคาแห่งการเป็นผู้กล้า ยากจะพ้นจากการตายในสนามรบ แต่บางสิ่งบางอย่าง ก็ต้องมีคนทำ สิ่งที่ตายไปของพวกเขาเป็นเพียงร่างกาย ทว่าจะทิ้งไว้ซึ่งจิตวิญญาณอันปลุกใจให้คนลุกขึ้นสู้
…
การฝึกในวันที่สองก็เป็นดังวันวาน ครั้นค่ำคืนจึงหยุด
ราษฎรต่างมีงานต้องทำ น้อยคนนักที่จะดูจนถึงค่ำ ที่อยู่จนสุดท้ายมีเพียงเจ็ดแปดคน
เจ็ดแปดคนนี้รู้จักกัน ครั้นลงจากเชิงเทินแล้ว ก็หันมายิ้มให้กัน ต่างคำนับกันคนละที(12) แล้วต่างกลับบ้านไป
มีผู้ไปทางทิศตะวันตกของเมือง มีผู้ไปทางทิศใต้ มีผู้ไปทางทิศเหนือ มีผู้ไปทางทิศตะวันออก
ทิศตะวันตกของเมืองมีตระกูลหวง ตระกูลเหยียน เป็นต้น ทิศใต้มีตระกูลฉุนหยู เป็นต้น ทิศเหนือมีตระกูลกัว ตระกูลซิน เป็นต้น ทิศตะวันออกมีตระกูลเตียวและตระกูลเจ้าสองตระกูล
ที่แท้คนเหล่านี้หาใช่ราษฎรสามัญธรรมดาไม่ หากเป็นปินเค่อ(13)และทาสบ่าวในตระกูลคหบดีใหญ่ของเมือง พวกเขาล้วนรับคำสั่งของหัวหน้าตระกูลตน ขึ้นเชิงเทินมาแอบดูซุนเจินฝึกพลโดยเฉพาะ
ตระกูลกัว ตระกูลหวง ตระกูลฉุนหยู ตระกูลเตียว ตระกูลเจ้า ตระกูลเหยียน เหล่านี้ แม้ไม่ยอมส่งคนช่วยซุนเจินลงใต้ แต่พวกเขาบ้างเป็นตระกูลขุนนาง บ้างเป็นตระกูลบัณฑิต ในตระกูลมิได้ขาดผู้รู้การศึก บางตระกูลยังมีคนเก่งกล้าอีก พวกเขาล้วนมองเห็นภัยเสี่ยงในการลงใต้ของซุนเจิน และเห็นว่า "ภัยเสี่ยง" นี้จะนำผลร้ายเช่นใดมาสู่เอี้ยงเต๊ก ดังที่บุนไท่โส่ววิตก หากซุนเจินพ่ายศึก ปอไซยกทัพกลับขึ้นเหนือจะทำเช่นไร
ฉะนั้น พวกเขาจึงไม่อาจนิ่งดูดายได้ ต่างส่งปินเค่อหรือทาสบ่าวขึ้นเชิงเทินมาแอบดู
ผู้ที่ตระกูลซินส่งไปนั้นเป็นปินเค่อที่รู้การศึก ครั้นกลับถึงบ้าน ก็กราบเรียนหัวหน้าตระกูลซินว่า "วันนี้ท่านซุนเฉวียนทำสามอย่างด้วยกัน ภาคเช้าสอนพลใหม่จำแนกฆ้องกลอง ภาคบ่ายสอนพลใหม่จัดแถวขบวน และจัดพลฉกรรจ์แปดร้อยที่ท่านจงกงเฉาเกณฑ์มาเป็นหน่วยสิบหน่วยห้า แจกศัสตราวุธให้"
ซินผี ซินเปง ซินอ้าย กับบุตรหลานตระกูลซินก็นั่งอยู่ด้วย
ซินเปงขมวดคิ้วกล่าวว่า "ภาคเช้าสอนพลใหม่จำแนกฆ้องกลองหรือ ในกองทัพมีสัญญาณฆ้องกลองมากมาย ยุ่งยากนัก เพียงเวลาเช้าเดียว เพียงพอหรือ"
ปินเค่อตอบว่า "สัญญาณในกองทัพยุ่งยากจริง แต่ที่ข้าน้อยดูในวันนี้ ท่านซุนเฉวียนดูเหมือนจะทำให้ง่ายลง โดยมากมิได้สอน สอนแต่เพียงว่า ได้ยินกลองให้รุก กลองหนักให้ฟัน ฆ้องให้หยุด ฆ้องหนักให้ถอย"
"สอนแต่สี่อย่างนี้หรือ"
"ขอรับ"
ซินผีสอดขึ้นว่า "รุก ฟัน หยุด ถอย หากสอนเพียงสี่อย่างนี้ เวลาเช้าเดียวก็เพียงพอ" เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "พลใหม่มีแต่พลเดินเท้า ไม่มีพลม้า จึงไม่ต้องคำนึงถึงความต่างของฆ้องกลองระหว่างพลเดินเท้ากับพลม้า สัญญาณสี่อย่างนี้แม้เรียบง่าย แต่ใช้การได้ดี จะใช้รับมือกองทัพชั้นเยี่ยมไม่ได้ แต่ใช้รับมือพวกโจรมั่วสุมอย่างปอไซนั้นเหมาะเจาะพอดี"
"ข้าน้อยก็เห็นเช่นนั้น"
หัวหน้าตระกูลซินถามว่า "แล้วแถวขบวนเล่า สอนแถวขบวนอย่างไร"
"ท่านซุนเฉวียนแรกสั่งให้พลใหม่แต่ละหน่วยตั้งแถวตามแถวตามหน่วยห้า ยืนนิ่งไม่ไหวติง ยืนอยู่ยามหนึ่ง แล้วสอนให้พวกเขายืนอยู่กับที่ เดี๋ยวเลี้ยวซ้าย เดี๋ยวเลี้ยวขวา เดี๋ยวหมอบลง เดี๋ยวล้มไปข้างหลัง ฝึกอยู่ดังนี้อีกครึ่งยาม สุดท้ายสอนให้พวกเขาวิ่งเหยาะรอบหอสูงโดยถือ 'แถว' เป็นหน่วย ข้าน้อยได้ยินจวิ้นจู๋บนเชิงเทินว่า เมื่อวานตอนบ่ายท่านซุนเฉวียนก็สอนพลใหม่จัดแถวขบวน ก็ฝึกอย่างนี้เช่นกัน"
หัวหน้าตระกูลซินกล่าวว่า "ยืนนิ่ง เลี้ยวซ้ายล้มหลัง วิ่งเหยาะรอบหอ ดูเหมือนกำลังสอนกระบวนทัพกระมัง"
ซินเปง ซินผี อ่านตำราพิชัยสงครามมามาก ทั้งสองก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่ จึงกล่าวว่า "ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น"
หัวหน้าตระกูลซินถามอีกว่า "การจัดหน่วยห้าให้พลฉกรรจ์แปดร้อย แจกศัสตราวุธให้พวกเขานั้น ท่านซุนเฉวียนทำอย่างไร"
"ปิงเฉาสื่อ(เสมียนกรมทหาร)ฝ่ายขวา ซีจง จัดหน่วยสิบหน่วยห้าให้พลฉกรรจ์ด้วยตนเอง ตกบ่ายจัดหน่วยห้าเสร็จ ท่านซุนเฉวียนก็แจกศัสตราวุธให้พวกเขาด้วยตนเอง ก่อนแจกศัสตราวุธ เขากับซีจง ซุนฮิว แบ่งพลฉกรรจ์ออกเป็นหลายหน่วยตามส่วนสูงและรูปร่างก่อน แล้วจึงให้ศัสตราวุธต่างกัน คนเตี้ยให้หอกกับทวน คนสูงใหญ่ให้ธนูกับหน้าไม้ คนแข็งแรงให้ธงทิว คนห้าวหาญให้ฆ้องกลอง อีกทั้งแยกคนผอมบางเตี้ยเล็กไว้ข้างหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ให้ศัสตราวุธ เห็นจะให้ใช้เป็นพลรับใช้เบ็ดเตล็ดในกองทัพ"
ซินผีกล่าวชื่นชมว่า "ตำราซือหม่าฝ่า(14)ว่า 'อันการศึกนั้น ที่ยากมิใช่การจัดกระบวนทัพ หากแต่การทำให้คนใช้จัดกระบวนได้ต่างหากที่ยาก มิใช่ทำให้จัดกระบวนได้ยาก หากแต่ทำให้คนใช้การได้ต่างหากที่ยาก' การเดินทัพทำศึกที่ยากที่สุดมิใช่การตั้งกระบวน หากแต่คือการได้คนมาใช้ให้เหมาะแก่หน้าที่ของแต่ละคน ตำราอู๋จื่อ(15)ว่า 'คำสั่งสอนการรบนั้น คนเตี้ยถือหอกทวน คนสูงถือธนูหน้าไม้ คนแข็งแรงถือธงทิว คนกล้าถือฆ้องกลอง คนอ่อนแอให้เป็นพลรับใช้ คนมีปัญญาให้เป็นที่ปรึกษา' การแจกศัสตราวุธของท่านซุนเฉวียนต้องตามคำสอนในอู๋จื่อพอดี และเข้าถึงแก่นของซือหม่าฝ่าอย่างลึกซึ้งทีเดียว"
ปินเค่อกล่าวว่า "ข้าน้อยได้ยินจวิ้นจู๋บนเชิงเทินว่า แต่ก่อน ท่านซุนเฉวียนก็แจกศัสตราวุธให้พลใหม่พันกว่าคนนั้นด้วยวิธีนี้เช่นกัน"
ซินเปง ซินผี ซินอ้าย พร้อมกันหันไปมองหัวหน้าตระกูลซินที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธาน
หัวหน้าตระกูลซินลูบหนวดยิ้มว่า "บุตรตระกูลซุนฝึกพลมีระเบียบแบบแผนดีนัก หลายวันก่อน พลโจรล้อมเมือง เขานำปินเค่อออกเมืองตีโจร นี่คือความกล้า สองวันนี้ เขาฝึกพลนอกเมือง เป็นระเบียบเรียบร้อย นี่คือความเฉลียวฉลาด ทั้งกล้าทั้งฉลาด สมกับสมญา 'ลูกเสือตระกูลซุน' มิเสียที มิน่าหลายปีมานี้ชื่อเสียงเขาจึงเลื่องลือขึ้นมา จั่วจื้อ อวี้หลาง คำขอของเจ้า ข้าอนุญาตแล้ว! เจ้าทั้งสองจงไปคัดเลือกผู้กล้าในตระกูลเสียเถิด"
การส่งคนช่วยซุนเจินลงใต้เป็นเรื่องใหญ่ ซินเปงกับซินอ้ายเป็นเพียงลูกหลานรุ่นหลังในตระกูล ตัดสินใจเองมิได้ สุดท้ายต้องให้หัวหน้าตระกูลเป็นผู้ชี้ขาด ผ่านการเฝ้าสังเกตมาทั้งวันนี้ หัวหน้าตระกูลซินจึงเห็นชอบตามคำขอของพวกเขา
ซินเปงยังพอทำเนา ส่วนซินอ้ายนั้นความยินดีปรากฏบนใบหน้า
หัวหน้าตระกูลซินกล่าวว่า "บุตรตระกูลซุนแม้มีทั้งปัญญาและความกล้า แต่คราวนี้ลงใต้ใช้น้อยตีมาก แพ้ชนะยังยากจะคาดเดา อวี้หลาง ข้าแม้อนุญาตให้พวกเจ้าคัดคนช่วยเขาลงใต้ แต่หาได้ตกลงให้เจ้าลงใต้ด้วยไม่นะ เจ้าดีใจอะไรเล่า"
ซินอ้ายร้อนใจ ยืดตัวโน้มไปข้างหน้า คุกเข่าทับส้น(16)กล่าวว่า "อวี้หลางแต่เยาว์เป็นคนเรื่อยเปื่อย ทำเล่นเป็นอาชีพ อ่านตำราจวงจื่อ(17) วางหนังสือลงก็เคลิ้มใจล่องลอย รู้สึกว่าคนเราเกิดมาในโลกดุจหยดน้ำในมหาสมุทร อีกทั้งดุจม้าขาวผ่านช่องผา แวบเดียวก็ลับไป จึงมิรู้ว่าตัวข้าจะไปทางใด จึงรู้สึกว่าชาตินี้ช่างจืดชืดไร้รสชาติ จนกระทั่งหลายวันก่อนคราวรักษาเมืองรบกับโจร ท่ามกลางการเฝ้ามองอย่างกลั้นหายใจของจวิ้นจู๋และราษฎรช่วยงานนับพันบนเชิงเทิน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องสังหารสนั่นหวั่นไหวของพลโจรนับแสนกลางทุ่ง อวี้หลางขับม้าฝีเท้าดี ห้อออกนอกเมือง ทะยานเข้าท่ามกลางหมู่โจร กวัดแกว่งกระบี่ในมือบุกออกมา ได้ชัยกลับคืน จึงรู้รสความสุขแห่งชีวิต! กุมกระบี่เจ็ดฉื่อ(18) เหยียบคมศัสตราย่ำภยันตราย ตายก็มิอาลัย กลับมาก็มีหมื่นราษฎรต้อนรับ ลูกผู้ชายควรเป็นเช่นนี้!
"หลายปีก่อน ข้าพบเจินจือครั้งแรกที่บ้านบุ๋นเยียก ครานั้นเขาเพิ่งอาสาเป็นนายกองศาลาฝานหยางได้ไม่นาน สนทนากับเขา ถ้อยคำก็มิมีอะไรแปลกเด่น ดูกิริยาท่าทาง ก็มิมีการใดน่าตื่นตา เป็นดุจคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น หลายวันก่อน ข้าพบเขาบนเชิงเทินอีก เขานำพลออกเมือง โหมตีพลโจร ตัดศีรษะแม่ทัพ ฉวยธงข้าศึก บุกเข้าไปข้างหน้ามิหยุดยั้ง ราวกับเปลี่ยนคนใหม่ทีเดียว… ท่านหัวหน้าตระกูล ตระกูลซินของเรากับตระกูลซุนมีชื่อเสียงเสมอกันทั่วมณฑลและเขต อีกทั้งยังผูกพันเป็นญาติเกี่ยวดองกัน บัดนี้ท่านไม่ให้อวี้หลางลงใต้ ก็เท่ากับจะให้คนทั้งแผ่นดินเย้ยหยันตระกูลซินของเรา ให้คนทั้งแผ่นดินเข้าใจว่ามีแต่ตระกูลซุนเท่านั้นที่มีวีรบุรุษ ตระกูลซินของเราไม่มีผู้กล้าหาญอย่างนั้นหรือ"
เขาเอาสองมือออกจากบนเข่า ออกจากที่นั่งคุกเข่ากราบลง กล่าวเสียงดังว่า "อวี้หลางขอให้คนทั้งแผ่นดินรู้ว่า ตระกูลซินของเราก็มีผู้กล้าหาญเหมือนกัน!"
ซินเปงสรรเสริญว่า "อวี้หลางปณิธานแกล้วกล้านัก!"
ซินผียิ้มว่า "นี่คือปณิธานของวีรบุรุษแท้"
ซินอ้ายมีรูปงาม มิเพียงเป็นที่ชื่นชอบของชาวเมือง ยังเป็นที่รักใคร่ของคนในตระกูลด้วย
หัวหน้าตระกูลซินรักใคร่เขายิ่งนัก ที่จริงมิอยากให้เขาตามซุนเจินลงใต้เลย แต่เห็นสีหน้าเขาห้าวหาญ ฟังถ้อยคำปลุกใจของเขา รู้ว่าเขาตั้งใจแน่วแน่ยากจะเปลี่ยน ลังเลอยู่เล็กน้อย ก็ตัดสินใจ กล่าวว่า "ดีแล้ว! ในเมื่อเจ้ามีปณิธานเช่นนี้ ข้าในฐานะหัวหน้าตระกูล ย่อมขัดขวางมิได้!" ลุกขึ้นพยุงซินอ้ายให้ลุกขึ้น ออกแรงตบบ่าเขา กล่าวว่า "ก็ให้คนทั้งแผ่นดินได้รู้ว่า ตระกูลซินของเราก็มีผู้กล้าหาญเหมือนกัน!"
## เชิงอรรถ
(1) เว่ยเหลียวจื่อ — ตำราพิชัยสงครามคลาสสิกที่เรียบเรียงขึ้นในสมัยรณรัฐ นับเป็นหนึ่งในเจ็ดตำราพิชัยสงครามอันลือชื่อ
(2) ปิงเจี้ยว ตอนต้น — ชื่อบรรพหนึ่งในตำราเว่ยเหลียวจื่อ ว่าด้วยการฝึกทหาร อ้างเรื่องธงและเครื่องหมายยศ
(3) จิงจู๋ลิ่ง — ชื่อบรรพหนึ่งในตำราเว่ยเหลียวจื่อ ว่าด้วยการจัดธงสีและขนนกประจำกองทัพ (ทัพซ้ายฟ้า ทัพขวาขาว ทัพกลางเหลือง)
(4) นี่เป็นเชิงอรรถของผู้เขียน — แบบแผนการบังคับบัญชาภายในกองทัพของสองราชวงศ์ฮั่นโดยมากก็เป็นดังที่กล่าวไว้ในตำราเว่ยเหลียวจื่อ ในซีกไม้ไผ่สมัยฮั่นที่ขุดพบ ณ บ้านซุนเจี่ยจ้าย เมืองต้าทง มณฑลชิงไห่ จารึกไว้ว่า "…ธงนั้น พลต่างกันด้วยเครื่องหมาย" "ซือหม่าฝ่ายซ้ายใช้ธงห้อยสีฟ้า ซือหม่าฝ่ายหน้าใช้ธงห้อยสีแดง ซือหม่าฝ่ายขวาใช้ธงห้อยสีขาว ซือหม่าฝ่ายหลังใช้ธงห้อยสีดำ" "หน่วยสิบฝ่ายซ้ายเครื่องหมายบ่าสีฟ้า หน่วยสิบฝ่ายหน้าเครื่องหมายบ่าสีแดง หน่วยสิบฝ่ายกลางเครื่องหมายบ่า…" นายทหารกับพลก็มีความต่างกัน คือ "จำแนกด้วยสี นายห้าร้อย (ชื่อตำแหน่ง ราวเทียบเท่านายกอง) จำแนกด้วยสีปลายบนของธงห้อย ตั้งแต่ซื่อลี่ (นายแถว) ลงมาจำแนกด้วยสีปลายล่างของธงห้อย หน่วยสิบจำแนกด้วยเครื่องหมายบ่า หน่วยห้าจำแนกด้วยซ้ายขวาของเครื่องหมายบ่า พลจำแนกด้วยสีปลายของเครื่องหมายบ่า"
(5) นายกอง — แปลจาก "ถุนจ่าง" หัวหน้าหน่วยถุน ขนาดราวร้อยคน
(6) นายแถว — แปลจาก "ตุ้ยสวี่" หัวหน้าหน่วยตุ้ย ขนาดราวห้าสิบคน
(7) จี้ลี่ — เสมียนบัญชีที่เขตส่งไปกราบเรียนทะเบียนราษฎรและภาษีต่อราชสำนักทุกปี เป็นตำแหน่งสำคัญเพราะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้
(8) จ้านเฉาเฉวียน — เจ้าพนักงานผู้ดูแลฝ่ายสืบสวนจับกุมคดีในท้องพระโรงของเขต
(9) ธงงาช้าง — แปลจาก "หยาฉี" คือธงแม่ทัพหรือธงหมายบัญชาการ ปลายเสาประดับด้วยงาช้าง จึงเรียกชื่อนี้
(10) พลโจรหนึ่งแสน — ในเนื้อความบางแห่งราษฎรร่ำลือกันเกินจริงว่ามี "ล้านคน" แต่จำนวนจริงตามที่กล่าวคือหนึ่งแสนคน
(11) เฉียนโฉ่ว — คำเรียกราษฎรสามัญ แปลตามตัวว่า "หัวดำ"
(12) คำนับกันคนละที — แปลจากกิริยา "อี" คือประสานสองมือคำนับ
(13) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญ มีฐานะอิสระกว่าทาสบ่าวในสังกัด
(14) ซือหม่าฝ่า — ตำราพิชัยสงครามคลาสสิกของจีน
(15) อู๋จื่อ — ตำราพิชัยสงครามที่อู๋ฉี่ ขุนพล-นักพิชัยสงครามสมัยรณรัฐ เป็นผู้นิพนธ์
(16) คุกเข่าทับส้น — ท่านั่งคุกเข่าราบกับพื้นเอาก้นทับบนส้นเท้า เป็นกิริยานั่งอย่างเคารพในยุคโบราณ
(17) จวงจื่อ — ชื่อตำราปรัชญาของจวงโจว ปราชญ์สำนักเต๋า
(18) ฉื่อ — หน่วยวัดความยาวยุคฮั่น หนึ่งฉื่อราว 23 เซนติเมตร "กระบี่เจ็ดฉื่อ" เป็นสำนวนหมายถึงกระบี่ของลูกผู้ชาย