# ตอนที่ 72 เดินทางลำพัง
ครั้นเพิ่งออกจากหนานผิงหลี่มาไม่ไกล หลายคนก็เห็นข้างหน้ามีผู้หนึ่งเดินอยู่ลำพังกลางหิมะ
ตู้หม่ายกล่าวอย่างฉงนใจว่า "ผู้นี้สวมเสื้อกันฝนหญ้าคา สวมหมวกงอบ สะพายย่ามคาดดาบ ดูเหมือนคนเดินทางสัญจรผ่านมา สองสามวันนี้หิมะตกติด ๆ กัน แม้แต่เฉียนโฉ่วในศาลาเองก็ออกจากบ้านน้อยมาก นับประสาอะไรกับคนเดินทาง ตั้งแต่เมื่อวานซืนจนถึงเดี๋ยวนี้ไม่เห็นแม้สักคน... ผู้นี้เป็นใครกัน ซุนจวิน จะให้เรียกหยุดไว้สอบถามสักหน่อยไหมขอรับ"
ใจซุนเจินสะดุ้งวาบ นึกถึงคำที่บุนเพ่งกล่าวเมื่อตอนสายว่า "ระยะนี้โจรผู้ร้ายตามตำบลและศาลาต่าง ๆ ในอำเภอเพิ่มขึ้นเห็นได้ชัด เกิดเหตุปล้นชิงติด ๆ กันหลายคดี" จึงคิดว่า "ระวังไว้ไม่ผิดนัก" พยักหน้ากล่าวว่า "น่าสงสัยอยู่บ้างจริง ไปถามดูก็ได้ อาเปา ฝานน้อย เจ้าสองคนตามตู้จวินไปด้วยกัน ระวังตัวให้ดี"
ตู้หม่าย เฉินเปา และฝานซ่างทั้งสามคนเดินเท้า เอามือกุมดาบเดินรี่ไป ไล่ทันผู้นั้น
ซุนเจินกับบุนเพ่งหยุดม้ามองอยู่แต่ไกล เห็นตู้หม่ายและพวกล้อมผู้เดินทางไว้ก่อน เฉินเปากับฝานซ่างยืนห่างออกไปหน่อย กุมด้ามดาบ จ้องมองผู้นั้นอย่างระแวดระวัง ตู้หม่ายอยู่ใกล้กว่า แต่ก็ระมัดระวังยิ่ง ทั้งสามคนล้วนเป็นมือเก๋าในศาลา มีประสบการณ์ในการจัดการ "โจรผู้ร้าย" และ "ผู้ต้องสงสัย" อยู่มาก ไม่ต้องเตือนก็รู้ว่าต้องระวัง "คนร้าย" ลุกขึ้นทำร้ายโดยไม่ทันตั้งตัว
ผู้เดินทางผู้นั้นไม่ได้ระวังตัว เมื่อถูกล้อมโดยฉับพลัน ปฏิกิริยาแรกคือคว้าดาบที่เอว ใจซุนเจินตึงขึ้นมา กำลังจะกระตุกม้าควบเข้าไป ก็เห็นว่าหลังตู้หม่ายกล่าวอะไรบางอย่าง ผู้นั้นก็ปล่อยมือทันที สองฝ่ายสนทนากันสองสามคำ เพราะอยู่ห่างไกล ซุนเจินจึงไม่ได้ยินเนื้อความชัด มีแต่เศษคำลอยตามลมมาบ้าง เห็นจะเป็นตู้หม่ายถามว่า "มาจากไหน" "ชื่ออะไร" ทำนองนั้น
ไม่นาน ตู้หม่ายถามเสร็จ ทิ้งเฉินเปากับฝานซ่างไว้คุมตัวผู้นั้น แล้วรีบกลับมารายงาน
"ถามได้ความแล้วหรือ ว่าอย่างไรบ้าง"
"เขาว่าตนเป็นคนเอี๋ยงผิง เว่ยกว๋อ แซ่งัก ชื่อจิ้น"
"งักจิ้นหรือ" ซุนเจินชะงัก หันหน้าไปมองบุนเพ่งโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง แล้วหันกลับมา ทวนชื่อนี้ซ้ำ "งักจิ้น" ถามว่า "...เขาว่าเป็นคนถิ่นใด"
"คนเอี๋ยงผิง เว่ยกว๋อขอรับ"
ซุนเจินคุ้ยรื้อความทรงจำ แต่เช่นเดียวกับตอนแรกพบบุนเพ่ง ก็นึกไม่ออกแม้สักนิดว่า "งักจิ้น" ที่อยู่ในรายชื่อ "ห้าทหารเสือ" แห่งทัพโจโฉนั้นเป็นคนถิ่นใด เขารำพึงในใจว่า "ถึงคราวใช้หนังสือจึงมาเสียดายว่าอ่านน้อย เสียดายที่แต่ก่อนอ่านหนังสือไม่ได้พินิจพิเคราะห์ ทุกครั้งที่เจอชื่อคนหรือถิ่นกำเนิดก็กวาดตาผ่านไป จนบัดนี้จึงงุนงงถึงเพียงนี้... ช่างเถิด ไม่ว่าผู้นี้จะเป็นใคร เพียงเขาชื่อ 'งักจิ้น' ข้าก็ต้องไปพบให้ได้สักหน่อย"
ตู้หม่ายและบุนเพ่งเห็นเขาพลันใจลอยนิ่งเงียบ ต่างก็รู้สึกแปลกใจ ตู้หม่ายกระแอมหนึ่งครั้ง ถามว่า "ซุนจวินขอรับ"
"เอ๋อ"
"ถามได้ความแล้ว ผู้นั้นจะจัดการอย่างไรดี ปล่อยไป หรือกักไว้สอบถามต่อ"
"ข้าจะไปพบเขาเอง"
ซุนเจินเรียกบุนเพ่ง กระตุกม้าควบไป ไม่รอให้ตู้หม่ายตามทัน ตรงไปยังที่เฉินเปากับฝานซ่างอยู่ พินิจดูผู้เดินทางที่ชื่อ "งักจิ้น" นี้
อยู่ไกลไม่รู้สึก ครั้นเข้าไปใกล้ จึงเห็นว่าผู้นี้ตัวเตี้ยนัก สูงเพียงเจ็ดฉื่อกว่า ๆ ใบหน้าซีดเหลือง คลุมเสื้อกันฝนหญ้าคาข้างนอก ข้างในสวมเพียงเสื้อชั้นเดียวสีดำ ครานี้ผู้นี้ถอดหมวกงอบออกแล้ว บนศีรษะสวมกวานไม้ไผ่ แต่งกายเรียบง่าย ดาบที่เหน็บเอวก็ไม่ใช่ดาบดี ด้ามดาบพันด้วยเชือกป่านหลายรอบ ฝักดาบเป็นแผ่นไม้สองแผ่น ใช้เชือกพันด้านนอก หุ้มคมดาบไว้ข้างใน
ขณะที่ซุนเจินพินิจผู้นี้ ผู้นี้ก็พินิจเขาอยู่เช่นกัน คิดในใจว่า "ไม่นึกว่าถิ่นเช่นนี้ จะมีนายกองศาลาเช่นนี้" ซุนเจินขี่ม้าคาดดาบ แต่งกายคล่องแคล่ว ทั้งคนก็สง่างามองอาจ บุนเพ่งที่ติดตามมาแม้จะอายุน้อย ก็องอาจน่าเกรงขาม อีกทั้งร่างกายสูงใหญ่
ผู้นี้มองดูบุนเพ่ง คิดในใจว่า "เด็กหนุ่มผู้นี้สวมขนสัตว์อุ่นขี่ม้าพันธุ์ดี กระบี่ล้ำค่าหยกห้อยกาย เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่มั่งมีก็สูงศักดิ์ ทว่ากลับเคารพนอบน้อมติดตามอยู่ข้างกายนายกองศาลาผู้นี้ ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก" ครุ่นคิดไปก็ไม่ได้ละการคำนับตามมารยาท เขาแนะนำตนว่า "ท่านคือนายกองศาลาแห่งถิ่นนี้หรือ ข้าน้อยงักจิ้น"
ผู้ที่ชื่อ "งักจิ้น" นี้แม้ตัวเตี้ยเล็ก แต่งกายเรียบง่าย ไม่ดูเป็นผู้กล้า แต่ซุนเจินกลับไม่ได้ผิดหวัง ทว่ากลับยินดีขึ้นมา คิดในใจว่า "แม้จะลืมว่า 'งักจิ้น' เป็นคนถิ่นใด แต่ก็พอจำลาง ๆ ได้ว่าในหนังสือพรรณนาเขาว่า 'รูปร่างเตี้ยเล็ก' หากว่ากันแต่รูปลักษณ์ภายนอก ผู้นี้ก็เหมือนอยู่มาก" เขากระโดดลงจากหลังม้า พยุงผู้นี้ขึ้น คำนับตอบพลางหัวเราะกล่าวว่า "ข้าน้อยซุนเจิน ขอคารวะท่าน"
"ซุน...?"
เมื่อครู่ตู้หม่ายเพียงบอกว่าผู้ขี่ม้าเป็นนายกองศาลาแห่งถิ่นนี้ ไม่ได้เอ่ยชื่อซุนเจิน งักจิ้นชะงักไป จึงเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงว่า "ขอเรียนถาม ใช่ซุนแห่งตระกูลซุนเกาหยางหรือไม่"
"ใช่แล้ว"
งักจิ้นได้ยินดังนั้น ก็คำนับอีกครั้งทันที คำนับครั้งนี้นอบน้อมยิ่งกว่าครั้งก่อนมาก เขากล่าวว่า "ได้ยินกิตติศัพท์ตระกูลซุนมานาน วันนี้ได้พบท่าน นับเป็นวาสนาสามชาติ" ในใจถึงบางอ้อ "ไม่น่าเด็กหนุ่มมั่งมีผู้นี้จึงเคารพนอบน้อมติดตามมา ที่แท้ผู้นี้สืบสายตระกูลซุน... เพียงแต่ประหลาดอยู่ มีชาติกำเนิดดีถึงเพียงนี้ ไยจึงมาเป็นนายกองศาลาเล่า" แม้สงสัยอยู่ ก็ไม่สะดวกจะถาม จึงเก็บความสงสัยไว้ในใจก่อน
ซุนเจินก้าวเข้าไปสองก้าว พยุงเขาขึ้นอีกครั้ง หัวเราะกล่าวว่า "ท่านก็เคยได้ยินชื่อตระกูลซุนของข้าด้วยหรือ ซุนเจินไม่เอาไหน ทำให้วงศ์ตระกูลต้องอับอาย ไม่สมควรรับคำนับของท่าน" แล้วถามงักจิ้น "ขอเรียนถามนามรองของท่าน"
"ข้าน้อยมีนามรองว่าบุ๋นเคี้ยม"
"เอี๋ยงผิง เว่ยกว๋ออยู่ห่างจากที่นี่หลายร้อยลี้ อากาศหนาวเหน็บปานนี้ ไยท่านจึงเดินทางลำพังคนเดียวเล่า"
งักจิ้นมีสีหน้าโศกเศร้า ตอบว่า "อาจารย์ผู้มีพระคุณของข้าน้อยถึงแก่กรรมด้วยโรคเมื่อเดือนก่อน ข้าน้อยจึงเดินทางไปคารวะศพ"
"อ้อ ไม่ทราบว่าอาจารย์ผู้มีพระคุณของท่านเป็นปราชญ์ผู้ใดเล่า"
"เย่กงแห่งคุนเอี๋ยง"
คุนเอี๋ยง (ปัจจุบันคืออำเภอเย่เมืองผิงติ่งซาน) อยู่ทางใต้ของเองอิม ปลายสมัยซินหมั่ง ศึกคุนเอี๋ยงอันลือเลื่องเกิดขึ้นที่นี่ พระเจ้ากวงอู่ก็โดดเด่นขึ้นมาจากศึกนี้ ตระกูลเย่และตระกูลเสิ่นเป็นสองตระกูลใหญ่ของท้องถิ่น ทว่าซุนเจินก็ไม่เคยได้ยินว่าคุนเอี๋ยงมีปราชญ์เมธีผู้ใดมีชื่อ ยิ่งไม่เคยได้ยินว่าเมื่อเดือนก่อนมีคนแซ่ "เย่" ผู้มีชื่อเสียงถึงแก่กรรม คาดว่า "เย่กง" ผู้นี้บางทีอาจเป็นเพียงปราชญ์สามัญทั่วไป
แม้จะประหลาดใจว่า งักจิ้นซึ่งเป็นคนเอี๋ยงผิง เว่ยกว๋อ เหตุใดจึงเดินทางไกลหลายร้อยลี้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ปราชญ์ที่ไม่มีชื่อ ทว่าเขากับงักจิ้นก็เหมือนกัน คือไม่ได้เอ่ยปัญหานี้ถามออกมา หากแต่เก็บรอยยิ้มเสีย เปลี่ยนเป็นสีหน้าสำรวมเคร่งขรึม กล่าวว่า "ผู้ตายล่วงไปแล้ว คนตายฟื้นคืนไม่ได้ ขอท่านระงับความโศก ข้าคิดว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับศิษย์คือการสืบทอดมรรคาของอาจารย์ ยึดมั่นไม่คลาดเคลื่อน รอวันหนึ่งสามารถเชิดชูให้รุ่งโรจน์ เช่นนี้จึงนับเป็นการเคารพครูเทิดทูนมรรคาอย่างแท้จริง... ท่านเห็นว่าถูกหรือไม่"
"'เคารพครูเทิดทูนมรรคา'" งักจิ้นพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วเห็นด้วย กล่าวว่า "ที่ท่านกล่าวมาถูกต้องยิ่งนัก สมควรเป็นเช่นนั้นแล"
"ท่านลำพังคนเดียว เดินทางไกลหลายร้อยลี้ไปคารวะศพอาจารย์ ทำให้ข้านับถือยิ่งนัก ไม่ใช่เพียงนับถือที่ท่านเคารพครู หากยังนับถือในความกล้าหาญของท่านด้วย" ซุนเจินชี้ไปที่บุนเพ่ง กล่าวว่า "เมื่อตอนสาย ตงเงียบยังบอกข้าว่า ฟังในเมืองเล่าว่า ระยะนี้เกิดเหตุปล้นหลายคดีตามที่ต่าง ๆ ท่านคนเดียวดาบเล่มเดียว ฝ่าหิมะเดินทางลำพัง ความองอาจกล้าหาญนับว่าเด็ดเดี่ยวยิ่ง" แล้วถามด้วยความห่วงใย "ตามทางยังสงบเรียบร้อยอยู่หรือ"
งักจิ้นตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า "ตลอดทางมาก็นับว่าราบรื่นพอควร เพียงแต่ที่เว่ยซื่อในตันลิวเจอกับโจรเป็นหมู่ ถูกข้าน้อยฆ่าตายสิ้น"
"..."
ซุนเจินเพียงถามเปรย ๆ เพื่อแสดงความห่วงใยเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าเขาจะพบโจรปล้นจริง ๆ โจรตั้งแต่สามคนขึ้นไปจึงเรียกว่า "โจรหมู่" นั่นหมายความว่างักจิ้นฆ่าโจรไปอย่างน้อยสามคน บุนเพ่งและเฉินเปาต่างก็กึ่งเชื่อกึ่งสงสัย แม้ปากไม่ได้กล่าว แต่ในใจต่างก็แคลงคลางว่า "ผู้นี้ตัวเตี้ยเล็ก หาใช่คนแข็งแรงกำยำ ไยจึงสู้คนเดียวต่อหลายคนได้"
พวกเขาแคลงใจ แต่ซุนเจินกลับยิ่งยินดี คิดในใจว่า "รูปร่างเตี้ยเล็ก ฆ่าโจรปล้นได้สิ้น รูปร่างก็ตรง ความกล้าก็ตรง ผู้นี้มีโอกาสยิ่งที่จะเป็นงักจิ้นคนนั้น" สีหน้ายิ่งกระตือรือร้น ชมว่า "ท่านเป็นผู้กล้าแท้ ๆ"
ลมหิมะพัดคลุ้ง ท้องฟ้ามืดสลัว เฉินเปากับงักจิ้นล้วนเดินเท้า รองเท้าเปียกชุ่มมานานแล้ว ตอนเดินยังพอทน พอหยุดยืนนิ่ง ตั้งแต่หน้าแข้งลงไปก็เย็นเฉียบเสียดกระดูก ซุนเจินสังเกตสีหน้าท่าทาง เข้าอกเข้าใจ กล่าวว่า "ฟ้ามืดแล้ว ใกล้จะถึงเวลาห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล งักจวิน ท่านแม้ใจกล้าองอาจ แต่หนทางยามค่ำคืนนี้เดินไม่ได้แล้ว คืนนี้สู้ลำบากสักหน่อย พักที่เรือนศาลาของข้าเถิด"
แม้ซุนเจินไม่เอ่ย งักจิ้นก็คิดเช่นนี้อยู่แล้ว เหตุที่เขายอมยืนกลางหิมะ ทนหนาวเหน็บสนทนากับซุนเจินตั้งนาน หนึ่งคือเคารพในชาติกำเนิดตระกูลซุน สองคือเขาตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าคืนนี้จะอาศัยพักที่ฝานหยาง ครานี้เห็นซุนเจินเชื้อเชิญ เขาก็ได้ดังใจ จึงตอบทันทีว่า "เช่นนั้นก็ขอรบกวนท่านแล"
"จะรบกวนอันใด เรือนศาลาก็มีหน้าที่ต้อนรับคนเดินทางอยู่แล้ว... ว่าไปแล้ว ตั้งแต่ข้ามาเป็นนายกองศาลา ก็ไม่ได้ออกเดินทางไกลมาหลายเดือนแล้ว งักจวินมาจากกุนจิ๋ว ย่อมมีเรื่องราวมากมาย อีกทั้งเดินทางมาตลอด ย่อมพบเห็นอันใดมามากมาย หากงักจวินไม่รังเกียจข้าน้อยที่หยาบกระด้าง ข้าน้อยยังอยากบังอาจขอนอนเตียงเดียวกับงักจวินคืนนี้ จะได้ฟังให้สำราญใจ"
งักจิ้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิดในใจว่า "ซุนจวินผู้นี้รูปร่างหน้าตาแม้สะอาดหมดจด แต่นิสัยกลับตรงไปตรงมา แรกพบเพิ่งพูดได้ไม่กี่คำก็ชวนข้านอนเตียงเดียวกัน ฟังคำพูดก็ไม่ธรรมดา ทั้งสืบสายตระกูลซุน แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมาเป็นนายกองศาลา..." มองบุนเพ่งหนหนึ่ง "แต่มีเด็กหนุ่มมั่งมีนอบน้อมติดตาม คาดว่าคงไม่ใช่คนสามัญ คบเป็นมิตรไว้ก็ไม่เสียหาย" คิดมาถึงนี้ ก็ตัดสินใจได้ ตอบว่า "เพียงซุนจวินไม่รังเกียจว่าข้าน้อยน่าเบื่อ ถึงจะคุยกันทั้งคืนก็ไม่เป็นไร"
ซุนเจินดีใจยิ่ง กล่าวว่า "เรือนศาลาอยู่ข้างหน้าไม่ไกล เพียงแต่ข้ายังมีธุระอยู่บ้าง กลับไปทันทีมิได้" สั่งเฉินเปาว่า "อาเปา เจ้าพางักจวินไปยังเรือนศาลาก่อน... งักจวินเดินทางไกลเหนื่อยยาก ทั้งยังถือห่อสัมภาระ เดินลำบาก ขี่ม้าข้าไปเถิด"
งักจิ้นจะยอมได้อย่างไร ปฏิเสธไม่หยุด
"งักจวินมาแต่ไกลเป็นแขก ข้าเป็นเจ้าถิ่น ไม่ได้ยินคำที่ว่า 'แขกพึงตามใจเจ้าบ้าน' หรอกหรือ อย่าปฏิเสธเลย" ซุนเจินไม่รอให้แย้ง ยัดเชือกม้าใส่มือเขา แล้วกำชับเฉินเปาอีก "กลับไปแล้วให้เชิญฮองตงต้มน้ำร้อนสักหน่อย ให้งักจวินแช่เท้าขับไล่ความหนาว แล้วทำกับข้าวดี ๆ สักหลายอย่าง อุ่นสุราไว้ คืนนี้ข้าจะทำหน้าที่เจ้าถิ่นให้ถึงที่สุด เชิญงักจวินลิ้มรสกับข้าวสุราของถิ่นเรา" สั่งเสร็จก็หันมากล่าวแก่งักจิ้นว่า "งักจวินไปก่อนเถิด ข้าจะรีบกลับ ไม่ช้าเกินไปนัก"
ซุนเจิน "ต้อนรับขับสู้" ถึงเพียงนี้ งักจิ้นก็ "ปลื้มปีติจนตัวลอย" ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่เป็นผล จำต้องขี่ม้าไปก่อน เขาเดินทางมาตลอดเส้นทาง พักตามเรือนศาลามาก็มาก แต่ไม่เคยพบใคร "ต้อนรับขับสู้" เช่นซุนเจินมาก่อน เดินไปไกลพอควร เขาหันกลับไปมอง เห็นว่าท่ามกลางลมหิมะยามโพล้เพล้ ซุนเจินเปลี่ยนไปขี่ม้าของบุนเพ่ง พร้อมตู้หม่าย ฝานซ่าง และบุนเพ่งที่เปลี่ยนเป็นเดินเท้า เลี้ยวออกจากทางหลวง ลัดเลาะทางเล็ก ดูเหมือนจะมุ่งไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
เขาถามเฉินเปาที่จูงม้าอยู่ข้างหน้าว่า "ซุนจวินจะไปไหนกัน"
ซุนเจินจะไปจิ้งเหล่าหลี่อยู่แล้วเป็นธรรมดา
เฉินเปาตอบว่า "วันนี้ถึงคราวตรวจตราเขตศาลา มีธุระที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งยังไม่เสร็จ ซุนจวินจึงไปดูอีกครั้ง"
"ข้าเห็นเด็กหนุ่มที่ติดตามอยู่ข้างกายซุนจวินองอาจกล้าหาญ ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด... เป็นคนตระกูลซุนเกาหยางด้วยหรือ"
"ไม่ใช่ เขาเป็นชาวบ้านเดียวกับนายอำเภอ ลุงของเขาปัจจุบันเป็นข้าราชการคนสนิทในอำเภอ เขาได้ซุนจวินแนะนำ จึงได้เข้าเป็นศิษย์สำนักตระกูลซุน วันนี้มาเยี่ยมคารวะซุนจวินโดยเฉพาะ"
งักจิ้นจับใจความสำคัญหลายคำได้ทันที "ชาวบ้านเดียวกับนายอำเภอ ลุงเป็นข้าราชการคนสนิทในอำเภอ เข้าเป็นศิษย์สำนักตระกูลซุน"
"งักจวินว่าอย่างไรนะ"
"อ๋อ ไม่มีอะไร"
งักจิ้นได้สติ หันกลับไปมองอีกครั้ง ยามโพล้เพล้มืดสลัว เงาของซุนเจินและพวกถูกลมหิมะบดบังไปแล้ว
เขาคิดในใจว่า "ดูแล้วข้าคงคิดไม่ผิด ซุนจวินผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ทำให้หลานของข้าราชการคนสนิทนายอำเภอเคารพนอบน้อมติดตาม ทั้งยังแนะนำคนเข้าเป็นศิษย์สำนักตระกูลซุนได้ง่าย ๆ เช่นนี้" ยิ่งทำให้เขามั่นใจในข้อตัดสินเมื่อครู่ "หากได้คบเป็นมิตรกับเขา ย่อมมีแต่คุณไม่มีโทษ"