สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 155 จื้อไฉออกรับใช้

23 นาที· 5.2K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 155 — จื้อไฉออกรับใช้

ซุนเจินตกใจยิ่ง เรื่อง "ประสงค์เกลาเขตเหนือ" นี้ นอกจากไม่กี่คนบนเรือนพักจวนไท่โส่วเมื่อคืนแล้ว ซุนเจินยังไม่ได้บอกแม้แต่ถังเอ๋อร์ ซวนคาง ลิ่ป๋อ ซีจื้อไฉล่วงรู้มาแต่ใด

เขาถามว่า "เจ้ารู้ได้อย่างไร"

ซีจื้อไฉหัวเราะว่า "เจ้าพอรับตำแหน่งก็ออกเมือง นี่ต้องไปตระเวนอำเภอแน่ เมื่อตระเวนอำเภอแล้ว ด้วยความเฉียบขาดของเจ้าที่ตำบลตะวันตก ต่อไปย่อมไม่อาจไร้การกระทำ ฟังเจ้าว่า เจ้าได้พบเจ้าเมืองแล้ว วันนี้เห็นเจ้าสนทนาสำราญกับข้า แม้หัวเราะร่าเริง แต่ก็มักเหม่อมองไกลโดยไม่รู้ตัว ดุจมีความในใจ หากไม่ใช่เจ้าเมืองกำลังจะเกลาเขตเหนือ อีกทั้งส่งเจ้าไปเกลา เจ้าจะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร"

ซุนเจินนับถือ กล่าวว่า "ท่านมองเห็นความละเอียดในความหยาบ พอท่านว่าเช่นนี้ ข้ากลายเป็นคนเก็บความในใจไม่อยู่ไปเสียแล้ว" เห็นเขาเดาออก ก็ไม่ปิดบัง ถอนใจหนึ่ง กล่าวว่า "จื้อไฉ เจ้าเดาไม่ผิดเลยสักนิด เจ้าเมืองเตรียมจะส่งข้าไปจัดการเขตเหนือจริง ๆ การปกครองของขุนนางในเขตเหนือไม่น่าไว้ใจเสียเลย ข้าบอกตามตรงเถิด การไปตระเวนอำเภอครานี้ เดิมข้าก็เพียงคิดจะเก็บเพลงกล่าวขานเขตเหนือ ทำความคุ้นเคยกับสภาพท้องถิ่นสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าชีวิตราษฎรเขตเหนือจะยากเข็ญถึงเพียงนั้น! หลังข้าเดินวนเขตเหนือมารอบหนึ่ง บัดนี้ก็อยากเกลาเขตเหนือให้ใสสะอาด คืนฟ้าครามผ่องใสให้ราษฎรจริง ๆ เพียงแต่ความสามารถข้ามีจำกัด เกรงนักว่าจะทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ จึงกังวลใจ" แล้วขอคำชี้แนะจากเขา "…ความสามารถท่านเหนือข้าสิบเท่า ช่วยสอนข้าหน่อยได้หรือไม่"

ซีจื้อไฉส่ายศีรษะ กล่าวว่า "สิ่งที่เจ้ากังวล เกรงว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวเจ้า หากอยู่ที่เจ้าเมือง"

"ความนี้ว่ากระไร"

"เจ้าอยู่ตำบลตะวันตก เมตตาพอจะให้คุณแก่ผู้น้อย อำนาจพอจะปราบทรชน ตำบลตะวันตกแม้เล็ก ก็พอเห็นความสามารถเจ้า เขตเหนือกระจ้อยร่อยจะนับเป็นไรเล่า วันนี้ที่เจ้าไม่อาจคลายคิ้ว ดุจมีความในใจ ย่อมไม่ใช่อยู่ที่ตัวเจ้า หากอยู่ที่เจ้าเมือง" ซีจื้อไฉปรับท่านั่ง พิงหลังกับต้นไม้ใหญ่กลางลาน ใช้นิ้วชี้ซุนเจิน หัวเราะว่า "เจ้าต้องกำลังกังวลว่าเจ้าเมืองไม่อาจตัดใจเด็ดขาด ไม่อาจลงมือแรงปราบทรชนกำจัดความชั่วแน่"

ซุนเจินทึ่งจนสยบ กล่าวว่า "ผู้รู้ใจข้า คือท่านนี่เอง … จื้อไฉคาดไม่ผิด เจ้าเมืองลังเลจริง วันนี้แม้เจ้าเมืองตัดสินใจส่งข้าไปจัดการเขตเหนือ ข้าก็ตั้งใจแน่วแน่จะกำจัดภัยเพื่อราษฎร แต่หากปราศจากการหนุนของเจ้าเมือง ก็เปรียบได้ว่า แม่ครัวฝีมือดีก็ทำข้าวต้มไม่ได้หากไร้ข้าวสาร!" แล้วขอคำชี้แนะอีก "ท่านเป็นผู้มีปัญญาเลิศ ย่อมมีกลอุบายสอนข้า ข้าพเจ้าใคร่สดับ"

"เจ้าเมืองส่งเสริมความดีได้ แต่ปราบความชั่วไม่ได้ นี่แสดงว่าท่านอยากได้ชื่อเสียงดี แต่ไม่อยากให้ภัยมาถึงตัว" ซีจื้อไฉวิเคราะห์อินซิ่วตรงกับซุนฮกทุกประการ เขากล่าวว่า "ในกาลบัดนี้ หากจะเกลาเขตเหนือให้ถึงที่สุด มีแต่สองอุบาย หนึ่งเป็นอุบายชั้นสูง หนึ่งเป็นอุบายชั้นต่ำ"

"ใคร่สดับ"

"อุบายชั้นสูง คือโน้มน้าวเจ้าเมือง อุบายชั้นต่ำ คือลงมือก่อนแล้วค่อยกราบทูล"

ซุนเจินรำพึงในใจว่า "'ลงมือก่อนกราบทูลทีหลัง' หรือ" พลันนึกถึงสองคนที่กุยโต๋เอ่ยถึงบนเรือนพักจวนไท่โส่วเมื่อคืน คือเฉินจื้อกับจ้าวตู สองคนนี้ คนหนึ่งฆ่าคนโดยไม่รับราชโองการ คนหนึ่งฆ่าคนโดยไม่รักษากฎ สุดท้ายคนหนึ่งหนีระเหเร่ร่อน คนหนึ่งต้องโทษถึงตาย หาก "ลงมือก่อนกราบทูลทีหลัง" จะไม่เป็นดั่งสองคนนั้นหรือ เขากล่าวว่า "ขอสดับอุบายชั้นสูง"

ซีจื้อไฉหัวเราะขึ้น กล่าวว่า "ที่ว่าอุบายชั้นสูงนั้น คืออุบายอันสมบูรณ์แบบ เรื่องในโลกมนุษย์ ไหนเลยจะมีสิ่งสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ไม่สมหวังมักมีถึงแปดเก้าในสิบ เรื่องที่กระทบชีวิตและตระกูล เจ้าเมืองย่อมไม่เปลี่ยนใจง่าย ด้วยฐานะตูโหยวฝ่ายเหนืออันสูงของเจ้า ยังจนปัญญา ข้าคนชายป่าบ้านนอก จะมีหนทางใดโน้มน้าวท่านได้เล่า อุบายนี้ยากจะปฏิบัติ"

ซุนเจินอึ้งไป แต่หวนคิดถึงตำราที่เคยอ่านในชาติก่อน ก็จริงดังซีจื้อไฉว่า แต่ไหนแต่ไรมา อุบายของกุนซือ หากมีชั้นสูงกลางต่ำสามชั้น อุบายชั้นสูงมักทำไม่ได้แทบทั้งสิ้น จึงพูดอย่างต่อว่าว่า "ในเมื่อทำยาก ท่านจะกล่าวมาทำไม!"

ซีจื้อไฉหัวเราะลั่น กล่าวว่า "เอ่ยมาให้ครบจำนวนเท่านั้นเอง" คำตอบนี้ตรงไปตรงมายิ่ง ซุนเจินก็ไม่รู้จะว่ากระไร ด้วยปัญญาความสามารถของซีจื้อไฉ ยังจนปัญญาต่ออินซิ่ว อีกทั้งซุนฮกก็เป็นเช่นนั้น ต่ออุบายชั้นสูง "โน้มน้าวอินซิ่ว" นี้ ซุนเจินก็ตัดใจ ไม่คิดอีก ในเมื่อโน้มน้าวอินซิ่วไม่ได้ ที่เหลือดูเหมือนก็มีแต่ทาง "ลงมือก่อนกราบทูลทีหลัง" เท่านั้นกระมัง เขานิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก็ไม่เอ่ยเรื่องนี้อีก เปลี่ยนเรื่องคุย ฮึดสู้ขึ้น หันไปเล่าเรื่องที่เห็นได้ยินในเขตเหนือแทน ทั้งไม่เอ่ยถึงทุกข์เข็ญของราษฎร เพียงเล่าถึงขุนเขาลำธารและซากสมรภูมิเก่าที่ตนได้ท่องเที่ยวคารวะมา

ซีจื้อไฉเห็นเขาเปลี่ยนเรื่อง ก็ไม่เอ่ยถึงเรื่องนั้นอีก เขาสนใจการศึกยิ่งนัก ทุกครั้งที่ซุนเจินเอ่ยถึงสมรภูมิเก่าหรือขุนเขาลำธารแห่งใด มักไม่ทันให้ซุนเจินเล่าต่อ ก็เล่าการศึกครั้งโบราณที่เกิด ณ ที่นั้นออกมาทีละเรื่องอย่างขึ้นใจ พร้อมวิจารณ์โดยละเอียด พรั่งพรูออกมา ซุนเจินมีความรู้จากชาติก่อน หลังข้ามภพมาก็ทุ่มเทศึกษาการทหารมากนัก อย่างน้อยก็อ่านพิชัยสงครามแตกฉาน "พูดศึกบนกระดาษ" ได้ สองคนยิ่งคุยยิ่งถูกคอเข้ากันได้ดี

จนจันทร์ขึ้นกลางฟ้า ลานสว่างดุจน้ำนอง ซุนเจินจึงรู้สึกตัวว่าดึกมากแล้ว

"ไอหยา ไม่ทันรู้ตัว ดึกเสียแล้ว ท่านพี่จื้อไฉ ข้าขอลาก่อนละ"

ซีจื้อไฉรู้ว่าเขาเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ย่อมมีวิธีรับมือยามห้ามสัญจร ก็ไม่รั้ง ส่งเขาออกลาน ภรรยาซีจื้อไฉอยู่แต่ในครัวตลอด ครานี้เห็นเขาจะไป ไม่ออกมาก็จะเสียมารยาท จึงเพิ่งออกมาส่ง ซุนเจินก้าวออกนอกลาน ประสานมือก้มตัวคารวะลา พอลุกขึ้นยืนนิ่ง สายตาเหลือบผ่านศีรษะภรรยาซีจื้อไฉโดยไม่ตั้งใจ ก็ตกใจที่เห็นผมนางหายไปกว่าครึ่ง

"นี่ เจ้า…"

ซีจื้อไฉหัวเราะว่า "ผมของภรรยาข้า กลายเป็นเหล้าและกับข้าวในท้องเจ้าไปแล้ว"

"นี่ นี่…" เหตุการณ์นี้เกินคาดซุนเจินยิ่งนัก เขารำพึงในใจว่า "ไม่น่าเล่า นางถึงหลบอยู่ในครัวไม่ยอมออกมา ที่แท้เพราะตัดผมแลกเหล้ากับข้าวให้ข้า จึงไม่อยากออกมาให้เห็น" ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดดี สุดท้ายเอ่ยว่า "เฮ้อ จำเป็นด้วยหรือ ไม่ใช่ยังมีเงินอยู่หรอกหรือ หากเงินไม่พอ ข้ายังมีอยู่นี่ จำเป็นด้วยหรือที่ต้องตัดผม"

ภรรยาซีจื้อไฉกล่าวว่า "สวามีข้าน้อยไม่รังเกียจรับเงินท่าน นั่นเพราะพวกท่านเป็นเพื่อนกัน วันนี้ท่านมากินข้าวที่บ้านข้าน้อย ข้าน้อยเป็นเจ้าบ้าน ก็ไม่อาจไม่ทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ครบถ้วน ไหนเลยจะใช้เงินท่านเลี้ยงท่านได้เล่า" สองแก้มนางแดงเรื่อ ดูจะอายในเรื่องตัดผมยิ่งนัก แต่คำพูดกลับหนักแน่นเด็ดเดี่ยว

ซุนเจินสะเทือนใจหลายเท่าทวี กล่าวว่า "จื้อไฉ ท่านมีภรรยาดีจริง! มีแต่ภรรยาดีเช่นนี้เท่านั้นจึงคู่ควรกับวิชาความรู้ของท่าน!" แล้วกล่าวกับภรรยาซีจื้อไฉอีกว่า "และมีแต่ผู้วิเศษเช่นท่านพี่จื้อไฉเท่านั้น จึงคู่ควรกับเจ้านาง" บ้านซีจื้อไฉยากจนแร้นแค้นยิ่ง ทว่ายามนี้เมื่อมองสภาพยากจนของบ้านเขาจากนอกลานอีกครา กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นใจไปอีกแบบหนึ่ง

เขารำพึงในใจว่า "นับวันดู พี่รองของข้าก็คงไปบ้านตันแล้ว ทำพิธีนาไฉ(1)แล้ว บางทีอาจมีจดหมายมาในไม่ช้า ก็ไม่รู้ว่าพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของตันกุ๋นนั้นเป็นสตรีเช่นไร" เขาไม่ได้คาดหวังว่าพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของตันกุ๋นจะงามดั่งเทพธิดา ทั้งไม่เคยหวังว่านางจะถูกใจตนทุกอย่าง หากการนาไฉและการเสี่ยงทายราบรื่น ทั้งสองอาจสมรสกัน หลังสมรสจะกลมเกลียวกันหรือไม่ยิ่งไม่เคยคิด การสมรสระหว่างตระกูลใหญ่แต่เดิมก็ไม่ใช่เพื่อสิ่งเหล่านี้ แท้จริง นับแต่ข้ามภพมา ทั้งใจเขาหมกมุ่นแต่การรักษาชีวิตให้รอด ต่อเรื่องสมรสก็ไม่ใคร่ใส่ใจ ทว่ายามนี้ขณะนี้ เขากลับรู้สึกอิจฉาซีจื้อไฉขึ้นมาจริง ๆ

ส่งซุนเจินไปแล้ว ซีจื้อไฉกับภรรยาปิดประตูลาน กลับเข้ามากลางลาน

ซีจื้อไฉช่วยภรรยาเก็บเหล้ากับข้าวที่เหลือไปพลาง ถามด้วยความห่วงใยว่า "เจ้าอยู่ในครัวมาครึ่งคืน หิวหรือยัง"

"ตอนสวามียกเหล้ากับข้าวออกไป ไม่ใช่เก็บกับข้าวไว้ให้ข้าน้อยบ้างหรือ ข้าน้อยกินแล้ว"

ซีจื้อไฉพยักหน้า ช่วยภรรยาเก็บเสร็จ สองคนอาบน้ำชำระกาย จูงมือกันเข้าห้อง ไม่ได้จุดตะเกียง อาศัยแสงจันทร์ขึ้นแคร่นอน เขานั่งพิงผนัง พลันเอ่ยว่า "เจินจืออาจจะมีเคราะห์ภัย"

ภรรยาเขากำลังถอดเสื้อ ได้ยินก็หยุดมือ ตบเขาเบา ๆ ทีหนึ่ง กล่าวอย่างไม่พอใจว่า "ท่านซุนปฏิบัติต่อท่านดั่งคนรู้ใจ ไฉนท่านจึงสาปแช่งเขา"

"หาใช่ข้าสาปแช่งเขาไม่ เขาปฏิบัติต่อข้าดั่งคนรู้ใจ ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร โลกทุกวันนี้ คัดเลือกบัณฑิตด้วยวงศ์ตระกูลและทรัพย์สิน บัณฑิตคบหากันก็ดูวงศ์ตระกูลของอีกฝ่าย ข้าเป็นลูกตระกูลยากจน วงศ์ตระกูลไม่เด่น อีกทั้งยากจน นับแต่เกล้าผมจนบัดนี้ เพื่อนที่คบมีเพียงสี่ห้าคน แม้ในหมู่เพื่อนของข้า ผู้ที่ปฏิบัติต่อข้าได้ดั่งเจินจือก็ไม่มากนัก!

"แต่ก่อนยามเขาอยู่ตำบลตะวันตก มักมีจดหมายมา ในจดหมายมักแนบของกำนัลมาด้วย บางครั้งข้าไม่ตอบจดหมาย เขาก็ไม่โกรธ จดหมายยังมาดังเดิม วันนี้เขาเป็นตูโหยวฝ่ายเหนือ ตำแหน่งสูงสุดของมณฑล เพิ่งรับตำแหน่งยี่สิบวัน ก็มาเยือนบ้านเราถึงสองครา แต่งกายลำลองเดินเท้ามา อ่อนโยนนุ่มนวล ไม่ถืออำนาจข่มคน ที่หาได้ยากยิ่งกว่าคือ ก็ไม่ดูแคลนอาเหม่ย อาฟ่าน ที่ยากจนเหมือนข้า และอาซีที่ยังเป็นเด็กหนุ่ม ปฏิบัติต่อเพื่อนข้าดั่งปฏิบัติต่อข้า … ในหมู่เพื่อนข้า บุ๋นเยียกกับวิ๋วหลางเด่นที่สุด ว่าด้วยสง่าราศีงาม เจินจือสู้วิ๋วหลางไม่ได้ ว่าด้วยความสงบสง่าสะอาด เจินจือสู้บุ๋นเยียกไม่ได้ แต่หากว่าด้วยการคบคนด้วยใจจริงรักใคร่ ทั้งวิ๋วหลางและบุ๋นเยียกล้วนสู้เจินจือไม่ได้ เขาถือข้าเป็นคนรู้ใจ ข้ากับเขาแม้พบกันไม่บ่อย แท้จริงก็ถือเขาเป็นคนรู้ใจแล้วเช่นกัน ข้าจะสาปแช่งเขาได้อย่างไรเล่า"

"ฉะนั้นไฉนท่านจึงว่าเขาอายุมิยืน"

"เพราะเขาไม่รู้จักถนอมตัว"

"หมายความว่ากระไร"

"คืนนี้ที่เราคุยกันใต้ต้นไม้ เจ้าอยู่ในครัวก็คงได้ยิน ตอนเอ่ยถึงเรื่อง 'จัดการเขตเหนือ' เขาถามข้าว่ามีอุบายใด ข้าว่ามีอุบายชั้นสูงชั้นต่ำสองอย่าง เขาถามว่าอุบายชั้นสูงทำเช่นไร ข้าหัวเราะว่าอุบายนี้ทำยาก แล้วเขาก็นิ่งเงียบ ข้าสังเกตสีหน้าเขา ดูเหมือนมีทีท่าจะใช้อุบายชั้นต่ำของข้า หากใช้อุบายชั้นต่ำ ก็มีเฉินจื้อ เตียวเจี่ยนเป็นอุทาหรณ์อยู่ไม่ไกล"

ภรรยาซีจื้อไฉเดิมไม่รู้หนังสือ หลังแต่งกับซีจื้อไฉ เขาก็สอนให้นางอ่านเขียน ทั้งมักเล่าเรื่องบัณฑิตชื่อก้องในใต้หล้าให้ฟัง เฉินจื้อ เตียวเจี่ยน นางจึงรู้จักทั้งคู่ รู้ว่าสองคนนี้ล้วนเป็นบัณฑิตมีชื่อ เพราะขัดใจผู้สูงศักดิ์และขันทีผู้มีอำนาจจึงต้องโทษติดตัว จำต้องหนีระเหเร่ร่อน

นางตื่นตระหนกขึ้นทันที ใจหวิว กล่าวว่า "ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ สวามี ข้าน้อยจำได้ว่าท่านเคยบอกข้าน้อยว่า ชายชาตรีอยู่ในโลกพึงรักษาธรรมเดินตรง การกำจัดภัยเพื่อราษฎรก็นับเป็น 'รักษาธรรมเดินตรง' ไม่ใช่หรือ การรักษาธรรมเดินตรงเป็นเรื่องดี ก็จะนำภัยมาด้วยหรือ … แม้ว่าจะเป็นดังท่านว่า มีอันตราย ก็คงไม่ถึงกับเสียชีวิตกระมัง ดั่งเฉินจื้อ เตียวเจี่ยนนั้น สองคนเขาก็ไม่ตายไม่ใช่หรือ ข้าน้อยยังจำได้ว่าท่านเคยบอกข้าน้อยว่า สองคนนั้นกลับมีชื่อก้องแผ่นดินเพราะเหตุนี้ด้วย … เช่นนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้ายนักไม่ใช่หรือ"

"คนในใต้หล้าที่นำภัยมาสู่ตนเพราะรักษาธรรมเดินตรงนั้นน้อยเสียที่ไหน … การวางตนพึงรักษาธรรมเดินตรงนั้นถูกแล้ว แต่ยามที่ความสามารถยังไม่ได้แสดง พึงรู้จักหนทางถนอมรักษาตน คัมภีร์ว่า 'มีกำลังก็รุก ไม่มีก็ถอย ทำตามกำลังตน' ก็คือความหมายนี้"

"ถึงกระนั้น หากได้เป็นดั่งเฉินจื้อ เตียวเจี่ยน มีชื่อก้องแผ่นดิน ก็ไม่นับเป็นเรื่องร้ายไม่ใช่หรือ ไฉนจึงว่าเป็นเคราะห์ภัยเล่า" ในใต้หล้าทุกวันนี้ บัณฑิตถือชื่อเสียงความซื่อสัตย์ยิ่งกว่าชีวิต หากได้ชื่อก้องแผ่นดินเพราะเหตุนี้ก็ไม่นับเป็นเรื่องร้ายจริง ๆ ไม่เพียงไม่ร้าย ยังเป็นเรื่องดีด้วย

"ความสามารถของคนในโลกแบ่งเป็นสามประเภท ใหญ่ ดี สามัญ คนสามัญไม่ควรเอ่ยถึง คนความสามารถดีตายในแคว้นมณฑล คนความสามารถใหญ่ตายเพื่อแผ่นดิน ข้าสังเกตการกระทำต่าง ๆ ของเจินจือที่ตำบลตะวันตก ปัญญาแจ่มกล้าหาญรอบรู้ ผิดแผกจากคนทั่วไป นับเป็นวีรชน เป็นคนความสามารถใหญ่ที่ควรตายเพื่อแผ่นดิน วันนี้หากเพราะใช้อุบายชั้นต่ำของข้าจนต้องโทษ ถึงกับตายในแคว้นมณฑล ก็น่าเสียดายเกินไป แม้โชคดีหนีรอดได้ดั่งเฉินจื้อ เตียวเจี่ยน ก็น่าเสียดายยิ่ง!"

"คนดีตายในแคว้นมณฑล คนใหญ่ตายเพื่อแผ่นดินหรือ"

"คนใดเล่าไม่ตาย ทุกคนล้วนต้องตายในวันใดวันหนึ่ง แต่จะตายเช่นไรจึงเรียกว่าตายอย่างคุ้มค่า ซือหม่าอาลักษณ์ว่า 'บ้างหนักยิ่งกว่าเขาไท้ซาน บ้างเบายิ่งกว่าขนนก' คนความสามารถใหญ่หากได้ตายเพื่อแผ่นดิน ก็หนักยิ่งกว่าเขาไท้ซาน หากตายในแคว้นมณฑล ก็เบายิ่งกว่าขนนก 'วิญญูชนซ่อนแสงรอกาล' คนเช่นเจินจือ ถึงจะตาย ก็ไม่ควรตายในแคว้นมณฑล หากควรตายเพื่อแผ่นดิน!"

ภรรยาซีจื้อไฉดีใจที่ได้ฟังเขาชมซุนเจิน กล่าวว่า "สวามีนี่กำลังว่าความสามารถท่านซุนเหนือกว่าเฉินจื้อ เตียวเจี่ยนหรือ"

"คนอย่างเฉินจื้อ เตียวเจี่ยน อยู่กึ่งกลางระหว่างสามัญกับดี อย่างมากก็นับเป็นคนความสามารถน้อยเท่านั้น ไหนเลยจะเทียบเจินจือได้ อีกประการ สองคนนั้นแม้ถูกใต้หล้าสรรเสริญ แต่ดูการกระทำเขาแล้ว ข้าเห็นว่าไม่ควรเลย"

"เพราะเหตุใด"

"เฉินจื้อฆ่าคนฝ่าฝืนราชโองการ ทำให้โอรสสวรรค์กริ้วใหญ่ ไม่เพียงนำภัยมาสู่ตน ยังพานายเฉิงจิ้นเดือดร้อน เฉิงจิ้นเป็นนายเขา เพราะถูกเขาพัวพันจึงต้องโทษถูกประหาร นี่เป็นวิถีของขุนนางลูกน้องหรือ เกียเหว่ยเจี๋ยแห่งมณฑลเราเดิมสนิทสนมกับเฉินจื้อ ยามเขาหนีมาพึ่งพิง กลับปิดประตูมิรับผู้เดียว คนถามเหตุผล เขาว่า 'คัมภีร์ว่า มองกาลแล้วค่อยเคลื่อน อย่าให้พัวพันคนรุ่นหลัง เฉินก๋งเซี่ยวลวงนายให้พลอยเดือดร้อน ก่อทุกข์ใส่ตัวเอง ข้าไม่อาจชักหอกเข้าหาเขาได้ กลับจะซ่อนเร้นเขาไว้กระนั้นหรือ' คำของเกียก๋งนี้ตรงใจข้ายิ่ง

"เตียวเจี่ยนยิ่งไม่ต้องกล่าว เพราะคนเดียว พัวพันคนทั้งแผ่นดิน มีบัณฑิตกี่ตระกูลที่ถูกล้างวงศ์เพราะซ่อนเร้นเขา ผู้ตายไม่ใช่แค่ร้อยพัน! อำเภอแคว้นพังยับเพราะเขา … คนสองคนนี้ เพื่อแสวงชื่อเดียว ไม่เสียดายผลักนายสู่ทางตาย เพื่อรักษาชีวิตเดียว ไม่เสียดายให้แคว้นมณฑลพังยับ จะว่าพวกเขาเป็นแบบอย่างของผู้คนได้หรือ คนเช่นนี้ ตายก็ไม่เสียดาย วันนี้กลับรอดชีวิตได้ ทั้งได้ชื่อลอย ๆ มา ก็นับว่าโชคดีแล้ว! … ดังที่เกียเหว่ยเจี๋ยว่า ข้าไม่อาจเงื้อดาบฟันเขาด้วยมือตน ก็เป็นเรื่องน่าแค้นแล้ว ไหนเลยจะเห็นพ้องกับการกระทำของเขาได้"

ซีจื้อไฉเอ่ยมาถึงตรงนี้ ดูจะมีอารมณ์สะเทือนใจ กล่าวอย่างฮึกเหิมว่า "การวางตนในโลกไม่ควรแสวงชื่อลอย ควรทำกิจจริง บิดามารดาให้กำเนิดข้า ปราชญ์อบรมสั่งสอนข้า ไหนเลยจะเพื่อให้ข้าทิ้งชีวิตหาความตายเล่า ชายชาตรีหากได้สมหวัง มีโอกาสได้แผ่วิชาตน ก็พึงรักษาธรรมเดินตรง แม้ตายเพื่อสิ่งนี้ก็ไม่เสียดาย แต่หากสุดท้ายไร้ชื่อจมหายไปจากโลก ไม่อาจสมหวัง ก็พึงถนอมรักษาชีวิตไว้ ขั้นสูงสุดคือสร้างคุณธรรม รองลงมาคือสร้างความชอบ รองลงมาคือสร้างถ้อยคำ นี่คือสามสิ่งอมตะ เมื่อสร้างคุณธรรมและความชอบไม่ได้ ก็พึงสร้างถ้อยคำ"

ภรรยาเขาเอนกายซบอกเขา ฟังคำพูด ทั้งภูมิใจในปณิธานสวามี ทั้งอดต่อว่าเรื่องการเมาเหล้าเหลวไหลของเขาไม่ได้ กล่าวว่า "ในเมื่อท่านรู้ว่ายามไม่สมหวังพึงรักษาชื่อถนอมตัว ไฉนจึงดื่มเหล้าเล่นพนันทุกวันเล่า ท่านไม่เสียดายชีวิตตนเองหรือ"

"เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าแซ่ซี ผู้แซ่ซีย่อมชอบเล่นพนัน(2) นี่ก็คือที่ปรมาจารย์ว่าไว้ ทำตามธรรมชาติเรียกว่าวิถี"

ภรรยาเขาถ่มน้ำลายเบา ๆ "ปรมาจารย์ว่าถึงแซ่เสียที่ไหน ท่านอย่ามาตีความคำปรมาจารย์มั่ว ๆ"

"ก็ได้ ข้าไม่ตีความคำปรมาจารย์มั่ว เจ้าอย่าเห็นว่าข้าดื่มเหล้าเล่นพนันทุกวัน หากวันใดข้าได้สมหวัง…"

"เช่นไร"

ซีจื้อไฉต่อหน้าผู้อื่นพูดจาห้าวหาญได้ แต่ต่อหน้าภรรยาผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกลับไม่เคยพูดเกินจริง จึงไม่เอ่ยต่อ เพียงลูบผมที่นางตัดสั้นด้วยความเอ็นดู หยอกล้อว่า "ภาษิตว่า 'มียศเปลี่ยนเพื่อน มั่งมีเปลี่ยนเมีย' ข้าหากได้สมหวัง เรื่องแรกที่จะทำคือเปลี่ยนเจ้าเมียเก่าเสีย!"

ภรรยาเขารู้นิสัยเขา รู้ว่าเขาเพียงหยอกเล่น ก็ไม่โกรธ งอนน้อย ๆ ไปสองคำ แล้วกังวลถึงซุนเจินยิ่งนัก "หากเป็นดั่งท่านว่าจริง ท่านควรช่วยเขา"

"เขาถือข้าเป็นคนรู้ใจ ข้าก็ย่อมต้องช่วยเขา แต่ก่อน เขาชวนข้าไปตำบลตะวันตกหลายครา ข้าไม่ไป เพราะที่ตำบลตะวันตกเขาทำได้ดีมีหน้ามีตา ไม่ต้องอาศัยข้า บัดนี้เมื่อเห็นเขาตกอยู่ในอันตราย ทั้งเพื่อตอบแทนน้ำใจคนรู้ใจ ทั้งเพื่อความสามารถของเขา เพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำเรื่องโง่ ข้าก็ย่อมต้องช่วย

"ช่วยอย่างไร"

"ในกาลบัดนี้ อุบายชั้นสูงทำยาก อุบายชั้นต่ำอันตราย มีแต่ต้องหาใช้อุบายชั้นกลาง"

"อุบายชั้นกลางคืออะไร"

"ข้าจะไปเขตเหนือกับเขา ออกความคิดวางแผนให้เขา ทุ่มกำลังทำเรื่องเกลาเขตเหนือให้สำเร็จ หากทำไม่สำเร็จจริง ก็ไม่ให้เขา 'ลงมือก่อนกราบทูลทีหลัง'"

## เชิงอรรถ

(1) นาไฉ คือพิธีสู่ขอขั้นแรกในประเพณีสมรสโบราณ ฝ่ายชายส่งคนนำของกำนัลไปทาบทามฝ่ายหญิง — ในที่นี้พี่รองของซุนเจินไปสู่ขอพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของตันกุ๋นให้

(2) ซีจื้อไฉเล่นคำ ด้วยแซ่ "ซี" ออกเสียงพ้องกับคำว่า "เล่น/หยอก" ในภาษาจีน เขาจึงแกล้งอ้างคติปราชญ์ว่า "ทำตามธรรมชาติคือวิถี" มาเข้าข้างการพนันของตน

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป