เหยาเซิงมิได้ติดตามซุนเจินไปตรวจการหัวเมือง บัดนี้เข้าช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ด้วยตำแหน่งนายกองกำกับนาหลวง เขากำลังเร่งตรวจตราดูแลการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีทั่วทุกพื้นที่ ในฎีกาเกณฑ์ที่ส่งให้แก่เขา ซุนเจินกำชับเป็นกรณีพิเศษว่า ให้เขาจัดการฤดูเก็บเกี่ยวให้เสร็จสิ้นก่อน จึงค่อยมารับตำแหน่งเจ้าเมืองแผเสีย ในระหว่างนี้ บิต๊กในฐานะผู้ช่วยเจ้าเมืองแผเสียรักษาราชการแทนเจ้าเมืองแผเสีย เมื่อเหยาเซิงพ้นจากตำแหน่งนายกองกำกับนาหลวงแล้ว ตำแหน่งนี้จำต้องมีผู้สืบทอดหน้าที่ ซุนเจินจึงเตรียมฎีกาเสนอหัวหิมให้ดำรงตำแหน่งต่อ
หัวหิมในวัยหนุ่มถูกหัวเมืองเสนอชื่อเป็นเซี่ยวเหลียน ราชสำนักแต่งตั้งให้เป็นขุนนางกรมองครักษ์ ต่อมาโฮจิ๋นกุมอำนาจ เรียกตัวเขาเข้านครหลวง พอถึงศักราชจงผิงปีที่หก ก็พระราชทานตำแหน่งให้เป็นเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ
ที่ว่า “แต่งตั้งเป็นขุนนางกรมองครักษ์” กล่าวคือ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นองครักษ์ องครักษ์ในราชวงศ์นี้แบ่งสังกัดสามกอง มีราชองครักษ์กลาง ราชองครักษ์ซ้าย ราชองครักษ์ขวา เป็นผู้บังคับบัญชา รวมเรียกว่า “สามหน่วยองครักษ์” ผิดกับราชวงศ์ฉินและราชวงศ์ฮั่นตอนต้น หน่วยองครักษ์ของราชวงศ์นี้ใช้เป็นสถานที่ฝึกฝนข้าราชการสำรองโดยเฉพาะ จำนวนคนไม่คงที่ มากอาจถึงหลายพัน น้อยก็หลายร้อย ขุนนางใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากมายล้วนเคยผ่านการเป็นองครักษ์มาแล้ว จะว่าเฉพาะบรรดาขุนศึกหัวเมืองในเวลานี้ อาทิ อ้วนเสี้ยว โจโฉ อิงเส้า กองซุนจ้านล้วนเคยเป็นทั้งสิ้น ตัวเหยาเซิงเองก็เคยได้รับการเสนอชื่อให้เป็นองครักษ์ เพียงแต่เขาไม่ได้เข้ารับตำแหน่ง กลับเลือกติดตามซุนเจินปราบปรามตั๋งโต๊ะ
