หลังจากจางเจาเดินทางถึงจวนเจ้าเมืองในวันรุ่งขึ้น ซุนเจินจึงเรียกประชุมเหล่าขุนนาง จัดงานเลี้ยงต้อนรับเขา
ในเวลาที่ซุนเจินกำลังเลี้ยงฉลองจางเจาอยู่นั้น ราชทูตที่ถูกส่งไปเชิญชีอี้ก็กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังตงก่วน
ตงก่วนและหยางตูต่างตั้งอยู่ในหลางเย๋ จากตันเสียไปตงก่วนจะผ่านหยางตู แต่เพราะจูกัดกิ๋นแห่งหยางตูอายุยังน้อยอยู่ ทูตจึงไม่ได้ไปหาจูกัดกิ๋นก่อน กลับผ่านหยางตูโดยไม่แวะเข้าไป ไปเชิญชีอี้ให้ซุนเจินก่อน ครั้นผ่านไปหนึ่งวันจึงถึงตงก่วน
ตระกูลชีแห่งตงก่วนเป็นทายาทของรัฐสวีโบราณ ในยุคชุนชิว รัฐสวีถูกอู่อ๋องเฮอหลวี่ทำลาย หลังจากนั้นชาวสวีบางส่วนลงใต้ บางส่วนอพยพขึ้นเหนือ หนึ่งในนั้นอพยพเข้าสู่แคว้นฉี ชีฮกผู้เสาะแสวงยาอายุวัฒนะถวายฉินสื่อหวงตี้ก็คือลูกหลานของชาวสวีที่อพยพเข้าสู่แคว้นฉี ชาวสวีที่อพยพเข้ายังแคว้นฉีก่อตั้งตระกูลใหญ่หลายสกุล สามสกุลอยู่ในชีจิ๋ว ได้แก่ ตงไห่ ตงก่วน และหลางเย๋ สองสกุลหลังล้วนอยู่ในเขตหลางเย๋
เหตุนี้ ครอบครัวของชีอี้ในตงก่วนจึงเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง
ทูตเดินทางไปเคารพถึงบ้าน ชีอี้ออกมาพบ เมื่อได้ฟังว่าซุนเจินเชิญเขาเข้าเป็นขุนนางในจวนเจ้าเมือง ชีอี้ก็ลังเลอยู่บ้าง จึงเชิญทูตเข้าไปพักในเรือนก่อน ส่วนตนกลับไปยังเรือนหลัง ปรึกษากับคนในครอบครัว
คนในครอบครัวต่างพูดว่า “ได้ยินว่าท่านซุนโหวมีน้ำใจกว้างขวาง ต่างจากโตเกี๋ยม ท่านซุนโหวเป็นบุตรหลานตระกูลดัง เชื้อสายสูงส่ง ต่างจากโตเกี๋ยมอีก บัดนี้ได้รับคำเชิญแล้ว ก็ควรตอบรับ ต่อให้ไปถึงตันเสียแล้วไม่ต้องใจก็ยังกลับบ้านได้ คาดว่าซุนโหวคงไม่ตำหนิ”
