สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 196 ซินอ้าย (ตอนต้น)

20 นาที· 4.7K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 196 — ซินอ้าย (ตอนต้น)

ซุนเจินไม่ได้ลงจากกำแพง หนุนดาบประจำกายต่างหมอน คลุมเกราะนอนกลางแจ้งบนเชิงเทิน คืนหนึ่งสะดุ้งตื่นเจ็ดแปดหน สุดท้ายกว่าจะหลับพริ้มลงได้ก็แสนยาก แล้วยังรู้สึกราวกับมีผู้คนเดินไปเดินมาข้างตัวเขาไม่หยุดหย่อน ก็ไม่ทราบว่าเป็นความฝัน หรือมีผู้เดินไปมาอยู่ข้างตัวเขาจริง เขาพยายามจะลืมตาขึ้น ทว่าตรากตรำมาทั้งวันทั้งคืน จะต้านพญานิทราหาไม่ได้เลย

ลมราตรีเย็นเยียบเสียดกระดูก ดุจตกลงในถ้ำน้ำแข็ง เขาสะดุ้งตื่นขึ้นโดยฉับพลัน แลเห็นใบหน้าอันร้อนรนของจงฮิวกับตู้อิ้ว "เจินจือ เจินจือ ตื่นเร็วเข้า โจรกบฏร้ายเริ่มเข้าตีเมืองอีกแล้ว"

เขาฝืนพยุงกายลุกขึ้น มองไปยังเชิงเทิน บันไดหยุนทรี(1) อันหยาบกระด้างไม่อาจดูได้ของทัพโพกผ้าเหลืองก็ปรากฏเข้าตาเขาอีกครั้ง

ยามนี้ ฟ้าเพิ่งสางรำไร

สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เฉิงเยี่ยน กับเหล่าปินเค่อ(2) เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลย ครานี้เห็นซุนเจินตื่นขึ้น เฉิงเยี่ยนก็ยกอ่างน้ำมาให้ น้ำเย็นยะเยือก ซุนเจินวักน้ำสาดหน้าอยู่หลายที สะท้านวูบหนึ่ง ก็ฟื้นกายขึ้นได้

ซุนฮิว ซีจื้อไฉ กับผู้อื่นยืนอยู่ริมใบเสมากำแพง พอได้ยินเสียงไหวก็เหลียวกลับมา เห็นเขาลุกขึ้นแล้วก็ไม่ได้ขยับเท้า กวักมือให้เขารีบมาดูข้าศึกที่ริมกำแพง

ล้างหน้าแล้ว ซุนเจินก็ขับไล่ความง่วงเสียได้ ปลุกใจให้กระชุ่มกระชวยขึ้น กุมด้ามดาบประจำกาย ก้าวยาวเข้าไปใกล้ช่องเสมา ภายใต้แสงอรุณอันสลัวมัว บนเชิงเทินค่อยอึงคะนึงขึ้น ไกลบ้างใกล้บ้าง ล้วนแต่เสียงนายทหารทั้งถุนจ่าง ตุ้ยสวี่ สือจ่าง อู่จ่าง(3) เร่งเร้าให้ไพร่พลรีบลุกขึ้น ไปประจำการรักษาที่ช่องเสมา ตลอดจนเสียงเกราะและศัสตราของไพร่พลกระทบกันยามวิ่งไปมา

ซุนเจินมองออกไปนอกเมือง

สิ่งที่ดึงสายตาเขาเป็นอันดับแรกหาใช่ "ทัพโจร" ที่กำลังเคลื่อนสู่คูเมืองมาเข้าตีไม่ หากเป็นที่มั่นของทัพโพกผ้าเหลืองอันไกลโพ้น

คืนหนึ่งผ่านไป จำนวนผู้คนของทัพโพกผ้าเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อคืนยามค่ำ เขายังพอแลเห็นปลายสุดของที่มั่นทัพโพกผ้าเหลือง ครานี้มองไป กลับไม่เห็นขอบเขตเสียแล้ว

รอบบริเวณหลายสิบลี้ ที่ใดที่สายตาเอื้อมถึง ล้วนแต่เป็นฝูงชนเสื้อผ้าขาดวิ่นโพกผ้าเหลืองพันหน้าผาก ตั้งเป็นกลุ่มเป็นหมู่ทั่วทุกแห่งหน

บ้างถืออาวุธยืนอยู่ บ้างนั่งกับพื้น บ้างก็นอนลงกับที่ มีธงทิวหลายร้อยผืนสะบัดพลิ้วอยู่ในนั้น มีทหารม้านำสารควบไปมาทั่วทุกทิศไม่ขาดสาย

จงฮิวกับตู้อิ้วก็มาถึงหน้าช่องเสมาแล้ว ตู้อิ้วเพ่งมองไปไกลสุดสายตา ใจกลุ้มกังวล กล่าวว่า "เกรงว่าจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคน"

ซุนฮิวพินิจดูอยู่ครู่หนึ่งแล้ว เขาส่ายศีรษะ กล่าวว่า "ไม่มากถึงเพียงนั้นดอก แต่หกเจ็ดหมื่นนั้นย่อมมีอยู่"

เมื่อวาน ทัพโพกผ้าเหลืองมีราวสามสี่หมื่นคน เช้าวันนี้หกเจ็ดหมื่นคน เพียงคืนเดียวก็เพิ่มขึ้นสองสามหมื่นคน

ซุนเจินรู้สึกคันคอ ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะต้องลมเย็นเมื่อคืนหรือไม่ อดกลั้นไม่ได้จึงไอออกมา ซุนฮิวห่วงใย ช่วยตบหลังให้เขา ถามว่า "เป็นอะไรไป ไม่ใช่ต้องความเย็นเข้าหรอกหรือ"

"ไม่เป็นไรดอก … อาเยี่ยน ไปเรียกถุนจ่างของแต่ละถุนกับตุ้ยเจี้ยง(4) ของแต่ละตุ้ยมาที"

ไพร่พลของมณฑลที่ประจำรักษาอยู่บนกำแพงเมืองด้านตะวันออกรวมแปดร้อยกว่าคน แบ่งเป็นสิบสองถุน แต่ละถุนคุมสองตุ้ย คือตุ้ยหน้ากับตุ้ยหลัง นายทหารตั้งแต่ตุ้ยเจี้ยงขึ้นไปรวมสามสิบหกคน อนึ่ง "ตุ้ยเจี้ยง" ก็คือตุ้ยสวี่ อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า "สื่อลี่"

ตามแบบแผน คนแปดร้อยกว่านั้นแบ่งเป็นสิบสองถุนหาได้ไม่ ตามทำเนียบทหารของราชสำนัก หนึ่งถุนมีสอง "ตุ้ย" หนึ่งตุ้ยมีห้า "สือ"(5) กล่าวคือ หนึ่งถุนมีราวร้อยคนเศษ คนแปดร้อยกว่านั้น อย่างมากที่สุดก็แปดถุน สิบหกตุ้ย ทว่าไพร่พลของเมืองเองฉวนยามปกติหละหลวมในการบังคับบัญชา ขาดคนอย่างหนัก ถุนหนึ่งมากก็หกเจ็ดสิบคน น้อยก็ห้าหกสิบคน ฉะนั้น แม้มีเพียงแปดร้อยกว่าคน กลับมีถึงสิบสองถุนเต็ม

อนึ่ง ว่าตามแบบแผนแล้ว ตุ้ยเจี้ยงมีศักดิ์ขุนนาง "เทียบร้อยสือ" ถุนจ่างมีศักดิ์ขุนนาง "เทียบสองร้อยสือ" บัดนี้ซุนเจินเป็นปิงเฉาเฉวียน (เจ้ากรมทหารมณฑล)(6) มีศักดิ์ขุนนาง "ร้อยสือ" สูงกว่าตุ้ยเจี้ยง ต่ำกว่าถุนจ่าง ตามเหตุผลแล้วย่อมไม่มีอำนาจบังคับบัญชาถุนจ่าง ทว่าไพร่พลของมณฑลไม่ได้ขึ้นตรงต่อราชสำนักส่วนกลาง หากขึ้นกับมณฑลเป็นผู้คุม อีกทั้งส่วนมากเป็นคนที่จ้างวานมา แม้นายทหารจะมีนาม "ตุ้ยเจี้ยง" "ถุนจ่าง" ก็จริง แต่แท้จริงเทียบกับตุ้ยเจี้ยงถุนจ่างของจริงไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น เวลานี้ซุนเจินเป็นผู้ใช้อำนาจทหารแทนไท่โส่ว ฉะนั้น อย่าว่าแต่ "ถุนจ่าง" เลย แม้แต่นายกอง "เกียวซิ้ว" กับ "จวินโฮ่ว"(7) ในแบบแผนปู้กับชวี่(8) ก็ต้องเชื่อฟังคำบัญชาของเขาผู้เป็น "จวิ้นเฉามิ่งกวาน"(9) อันถูกต้องตามทำเนียบโดยดุษณี

ครู่เดียว ถุนจ่างสิบสองคน ตุ้ยเจี้ยงยี่สิบสี่คนก็มาถึง

ก่อนหน้านี้ซุนเจินเคยใช้เวลาหลายวันจัดระเบียบไพร่พลของมณฑลใหม่ กับนายทหารตั้งแต่ตุ้ยเจี้ยงขึ้นไปนั้นจะว่าคุ้นเคยกันก็ไม่เชิง แต่ก็รู้จักกันหมดแล้ว

เมื่อคนมาพร้อมกัน เขาก็เก็บสายตาจากนอกเมืองกลับมา มือยันกำแพง จ้องมองทุกคนทีละผู้

นายทหารสามสิบหกคน อายุไม่เท่ากัน คนหนุ่มราวสามสิบปี คนแก่สี่ห้าสิบปี ภูมิหลังของพวกเขานั้น ซุนเจินสืบทราบมาแจ่มแจ้งแต่แรกแล้ว ส่วนมากออกมาจากตระกูลคหบดีท้องถิ่น มีอยู่ไม่กี่คนที่ออกมาจากนักเลงตามตลาด ต่างจากไพร่พลของมณฑลซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกคนยาก ตุ้ยเจี้ยงกับถุนจ่างนับว่าเป็น "นายทหารชั้นกลาง" ฉะนั้นโดยมากจึงมีกำพืดที่ไม่เลว สำหรับลูกคนยากแล้ว นี่ย่อมไม่เป็นธรรม แต่สำหรับซุนเจิน โดยเฉพาะสำหรับการป้องกันเมืองเฉพาะหน้านี้ กลับเป็นผลดี ด้วยระหว่างคหบดีเจ้าที่ดินกับชาวนาที่ลุกฮือนั้นมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันโดยธรรมชาติ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่านายทหารเหล่านี้จะแปรพักตร์หนีไปกลางศึก

ผ่านศึก "รบพุ่งดุเดือด" มาทั้งวันเมื่อวานนี้ นายทหารเหล่านี้เลื่อมใสซุนเจินยิ่งนัก ที่เลื่อมใสเป็นพิเศษคือเมื่อยามทัพโพกผ้าเหลืองมาถึง เขากล้านำเหล่าปินเค่อออกตีโดยลำพัง คุมคนเพียงร้อยออกจากเมืองเข้าปะทะ "ทัพโจร" หลายหมื่น แล้วยังได้ผลศึกอันไม่เลว ทั้งสุดท้ายยังถอยกลับเข้าเมืองได้โดยราบรื่น แท้จริงแล้ว ก็เพราะกิริยาที่ซุนเจินออกตีก่อนนี้เอง พวกเขาจึงมีความมั่นใจในการรักษาเมืองขึ้นมาได้

ภายใต้สายตาที่ซุนเจินจ้องมอง พวกเขาต่างยืดอกตรง คอยรับคำสั่งของเขาอยู่เงียบ ๆ

อันที่จริงซุนเจินก็ไม่ได้มีถ้อยคำใดจะกล่าวกับพวกเขานัก ที่เรียกพวกเขามานี้ เพียงเห็นว่าควรปลุกขวัญกำลังใจพวกเขาสักหน่อย เพียงคืนเดียวนอกเมืองก็เพิ่มข้าศึกขึ้นสองสามหมื่น แม้ไม่ใช่เป็นชายฉกรรจ์ทั้งหมด ในนั้นมีคนแก่คนอ่อนหญิงและเด็กอยู่ไม่น้อย แต่ไพร่พลย่อมตื่นกลัวหวาดหวั่นเป็นแน่ ยามนี้แม่ทัพจำต้องกล่าวถ้อยคำสักสองสามประโยค เพื่อไม่ให้พวกเขาสูญสิ้นความมั่นใจในการรักษาเมืองอันไม่หนักแน่นอยู่แล้วนั้น

เขากำลังจะเอ่ยปาก นอกเมืองก็มีเสียงโห่ร้องอึงมี่ขึ้น

ซุนเจินหันกลับไป มองออกไปนอกเมืองอีกครั้ง

ทหารโพกผ้าเหลืองขี่ม้าสิบกว่าคนควบจากที่ไกลตรงมายังเชิงกำแพง แต่ละคนชูไม้ไผ่ลำหนึ่ง อยู่ไกลจึงมองไม่ชัดว่าแขวนสิ่งใดไว้บนปลายไม้ไผ่

เห็นแต่ว่าที่ใดที่พวกเขาผ่านไป ทหารโพกผ้าเหลืองที่ยืนอยู่ก็ชูอาวุธโห่ร้องตะโกนก้อง ที่นั่งหรือนอนอยู่ก็ลุกผงาดขึ้น กวัดแกว่งอาวุธนานาสีสัน โห่ร้องด้วยความยินดี

จงฮิวหรี่ตา เขย่งเท้า พยายามมองให้ชัด แต่ก็เห็นรำไรแต่เพียงเค้า จึงถามว่า "บนปลายไม้แขวนสิ่งใดไว้"

ตู้อิ้วตอบว่า "ดูเหมือนเป็นศีรษะคน"

"ไม่ต้องสงสัยเลย ต้องเป็นว่ามีเมืองอำเภอใดถูกโจรกบฏร้ายตีแตกเป็นแน่ สิ่งที่แขวนบนปลายไม้นั้นปรากฏชัดว่าเป็นศีรษะคน" ผู้สอดปากเข้ามาคือซินอ้าย เขาทนความหนาวเย็นของลมราตรีมิได้ เมื่อคืนเขาก็เช่นเดียวกับซุนฮิว ซีจื้อไฉ จงฮิว ตู้อิ้ว ลงไปนอนข้างล่างเชิงกำแพง เพิ่งขึ้นมาบนเชิงเทินนี้เอง

ทหารโพกผ้าเหลืองสิบกว่าคนนั้นควบตามแนวตรง ผ่านที่มั่นของกองทัพใหญ่นอกเมือง แล้วยังควบตรงต่อไปข้างหน้า

ทัพโพกผ้าเหลืองที่กำลังเคลื่อนไปทางคูเมืองเพื่อเข้าตีก็หยุดฝีเท้า ฝ่ายหนึ่งหลีกทางให้พวกนั้น อีกฝ่ายหนึ่งก็ชูอาวุธโห่ร้องโลดเต้นด้วยความยินดี

ครานี้พวกเขาอยู่ห่างจากเชิงกำแพงไม่ไกลนักแล้ว ผู้คนบนเชิงเทินมองเห็นสิ่งที่แขวนอยู่บนปลายไม้ไผ่ชัดเจน เป็นจริงดังที่ซินอ้ายว่าไว้ คือศีรษะสิบกว่าหัวนั่นเอง

ตู้อิ้วตกใจ ใช้นิ้วชี้ไปยังหัวหนึ่งในนั้น กล่าวว่า "นั่นท่านขง อำเภอเกียบเสียแก่ข้าศึกแล้วหรือ"

ขงสือคือนายอำเภอเกียบ

จงฮิวจำได้อีกสองหัว "นั่นท่านกู้ นั่นท่านเซี่ย อำเภอเซียงเซียก็ตกอยู่ในเงื้อมมือโจรแล้วหรือ"

กู้โจวคือจวิ้นเฉิงเซียงเซีย(10) เซี่ยเต้าคือเซียงเซียเว่ย(11)

ตู้อิ้วกล่าวว่า "ยังไม่มีศีรษะของท่านหวัง อำเภอเซียงเซียบางทีอาจยังไม่เสีย"

หวังหลินคือนายอำเภอเซียงเซีย

"หาเป็นเช่นนั้นไม่ อำเภอเซียงเซียต้องรักษาไว้ไม่ได้แน่แล้ว"

"อวี้หลาง เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนี้"

"หากอำเภอเซียงเซียยังไม่เสีย กู้เฉิงกับเซี่ยเว่ยจะพากันตายลงได้อย่างไรเล่า" ในอำเภอหนึ่งนั้น มีจ่างลี่(12) สามคน คือนายอำเภอ (เซี่ยนลิ่ง/เซี่ยนจ่าง) รองนายอำเภอ (เซี่ยนเฉิง) กับนายอำเภอฝ่ายทหาร (เซี่ยนเว่ย) มีจ่างลี่เพียงสามตำแหน่งนี้เท่านั้นที่ราชสำนักแต่งตั้ง จึงเรียกอีกชื่อว่า "มิ่งชิง"(12) หากเมืองไม่ได้แตก ก็ไม่มีทางที่มิ่งชิงสามคนจะตายเสียสอง

"ทว่าไม่มีศีรษะของท่านหวังนี่นา"

ซินอ้ายเบ้ปาก หัวเราะเย้ยทำนองเหยียดหยาม กล่าวว่า "กู้เฉิงกับเซี่ยเว่ยตายทั้งคู่ มีแต่ไม่เห็นศีรษะของเฒ่าหวัง ยังต้องกล่าวอีกหรือ เฒ่าหวังต้องทิ้งเมืองหนีไปแล้วเป็นแน่"

ตู้อิ้วส่ายศีรษะไปมา เขากับ "ท่านหวัง" ผู้นี้สนิทสนมกันดี รู้จักกันมาหลายปี สำคัญตนว่ารู้จักนิสัยใจคอเขาเป็นอย่างดี จึงกล่าวว่า "ท่านหวังเป็นบุตรหลานตระกูลมีชื่อ ผู้มีปรีชาเลิศแห่งมณฑล มีกิตติศัพท์อันบริสุทธิ์มาช้านาน มีลักษณะของผู้ทรงคุณแห่งแผ่นดิน ไฉนจะทิ้งเมืองหนีได้เล่า"

เบื้องล่างเชิงกำแพงมีเสียงทหารโพกผ้าเหลืองตะโกนก้อง "เมื่อคืนพวกเราได้สองอำเภอรวด นายอำเภอเกียบ นายอำเภอฝ่ายทหารกับรองนายอำเภอเซียงเซีย ตลอดจนศีรษะของเสมียนโจรทั้งสองอำเภออยู่ที่นี่แล้ว นายอำเภอเซียงเซียอาศัยความมืดหนีรอดไป พวกเจ้าหากรู้ตัว รีบยอมมอบเมืองเสียแต่เนิ่น ๆ ยังพอรอดตาย หากไม่รู้ตัว ขืนดื้อดึงต้านทาน ศีรษะเหล่านี้แลคือปลายทางของพวกเจ้า"

ทหารม้าสิบกว่าคนตะโกนจบ ก็ชูไม้ไผ่ขึ้นสูง ร้องก้องว่า "ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด"

ทหารโพกผ้าเหลืองขี่ม้าสิบกว่าคนนี้ควบเลียบคูเมืองมุ่งลงทิศใต้ไป ควบไปพลาง ร้องก้องไปพลาง

ทัพโพกผ้าเหลืองสองหมื่นกว่าคนนอกกำแพงด้านตะวันออกพลันสะบัดเงาหม่นหมองจากการเข้าตีเมืองพ่ายแพ้เมื่อวันก่อนหายไปสิ้น ขวัญกำลังใจฮึกเหิมยิ่งนัก ต่างพากันชูแขนร้องก้องตามเสียงโห่ของพวกนั้น

ครู่เดียว ทหารม้าสิบกว่าคนนี้ก็เลี้ยวพ้นมุมกำแพงไป มุ่งสู่กำแพงด้านใต้ ไม่ช้า นอกกำแพงด้านใต้ก็มีเสียงโห่ก้องสะเทือนแผ่นดิน

ต่อจากนั้น กำแพงด้านตะวันตกก็มีเสียงโห่ระลอกแล้วระลอกเล่าดังกระหึ่มคลุมฟ้าคลุมดิน

เว้นแต่กำแพงด้านเหนือซึ่งติดแม่น้ำ ทัพโพกผ้าเหลืองไม่ได้ตั้งกองไพร่พลไว้ กำแพงทั้งสามด้านล้วนมีเสียงโห่ดุจฟ้าคำรามคลื่นซัด

ตู้อิ้วยังคงไม่อาจปลงใจเชื่อ พึมพำว่า "ท่านหวังถึงกับอาศัยความมืดหลบหนี ทิ้งเมืองไม่ใยดีเสียได้หรือ"

ฝ่ายซุนเจินกลับไม่รู้สึกแปลกใจ ประการหนึ่ง เขากับ "ท่านหวัง" ผู้นี้ไม่ได้สนิท ไม่รู้วาจาและความประพฤติยามปกติของเขา ประการที่สอง ดูจากท่าทีขลาดเขลานานัปการของเซี่ยนลิ่งเมืองเองอิมและบุนไท่โส่วเมื่อแรกได้ข่าวว่าลัทธิไท่ผิงก่อกบฏ ก็พออนุมานได้ว่าเจ้าเมืองนายอำเภอของอำเภออื่น ๆ ก็คงดีกว่านั้นไปไม่ได้สักเท่าใด

เขานึกในใจว่า "มณฑลเรามีสิบเจ็ดอำเภอ มีนายอำเภอสิบเจ็ดคน หากได้สักครึ่งหนึ่งที่ยอมรักษาเมืองไม่หนีก็นับว่าหายากแล้ว … อำเภอเซียงเซีย อนิจจา ก็ไม่ทราบว่าตระกูลหลี่จะเป็นอย่างไรบ้าง" "ตระกูลหลี่" นี้ย่อมหมายถึงตระกูลหลี่แห่งเซียงเซีย คือหลี่จ้าน หลี่เซวียน ผู้สืบสกุลของหลี่อิง เมื่ออำเภอเซียงเซียแตกเสียแล้ว พวกเขาเกรงจะตกอยู่ในอันตราย ได้แต่หวังว่าทหารโพกผ้าเหลืองจะเห็นแก่หลี่อิงผู้เป็นปราชญ์เลื่องชื่อก้องแผ่นดิน ละเว้นพวกเขาไว้

ด้วยใจรู้สึกเศร้าสลดดุจกระต่ายตายสุนัขจิ้งจอกระทม นายทหารที่คอยอยู่ข้าง ๆ ต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

ผู้หนึ่งกล่าวว่า "เมื่อคืนข้าเข้าเวร เห็นชัดแจ้ง ธงแม่ทัพของปอไซไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย ทั้งไม่มีทหารโจรสักคนจากไป พวกมันตีอำเภอเกียบกับอำเภอเซียงเซียลงได้อย่างไรกัน"

มีนายทหารผู้หนึ่งค่อนข้างมีไหวพริบ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "ที่ตีสองอำเภอนี้ลงได้ น่าจะเป็นพวกนักพรตร้ายลัทธิไท่ผิงในท้องที่นั้นเอง"

"ถึงแม้จะเป็นโจรร้ายลัทธิไท่ผิงในท้องที่ของมันเอง แต่อำเภอเกียบกับอำเภอเซียงเซียแม้ไม่แข็งแกร่งเท่าเมืองเอี้ยงเต๊กของเรา ก็เป็นอำเภอใหญ่ ไฉนจึงรักษาไว้แม้คืนเดียวก็ไม่ได้"

"อำเภอเกียบกับอำเภอเซียงเซียแม้เป็นอำเภอใหญ่ บางทีอาจป้องกันโจรนอกได้ แต่ยากจะป้องกันภัยใน"

"ท่านหมายความว่า"

"พวกนักพรตร้ายลัทธิไท่ผิงต้องใช้กลอุบาย 'ในรับนอกรุก' เป็นแน่ จึงสามารถยึดเมืองได้รวดเร็วเช่นนี้ ภายในคืนเดียวได้สองเมืองรวด"

นายทหารผู้นี้ถอนหายใจ ชี้มือออกไปนอกเมือง กล่าวว่า "ทหารโจรหลายหมื่นที่เพิ่มขึ้นนอกเมืองนั้น บางทีก็มาจากอำเภอเกียบกับอำเภอเซียงเซียนี่เอง" แล้วกล่าวต่อว่า "เป็นบุญที่ท่านจงกงเฉา(13) กับท่านตู้เฉา(14) บัญชาให้เสมียนไพร่กวาดล้างพวกลัทธิไท่ผิงในเมืองเราจนเกลี้ยงแต่ก่อน ไม่ฉะนั้นเมืองเอี้ยงเต๊กของเราเกรงว่าก็คงรักษาไว้พ้นคืนวานไม่ได้"

จวนไท่โส่ว(15) แม้จะได้เตือนแต่ละอำเภอในมณฑลตั้งแต่ก่อนปอไซก่อการแล้ว สั่งให้พวกเขาค้นจับสาวกลัทธิไท่ผิงในเมือง แต่หาใช่ว่านายอำเภอทุกอำเภอจะเป็นขุนนางผู้สามารถ

ที่ไกลโพ้น ที่มั่นกองกลางของปอไซมีเสียงกลองดังขึ้น ทหารโพกผ้าเหลืองนอกคูเมืองเริ่มรุกคืบหน้าอีกครั้ง ทั้งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องคลั่งของผู้คนหลายหมื่น ก็เปิดฉากเข้าตีเมืองอีกระลอกหนึ่ง

วันใหม่ มาถึงแล้ว

## เชิงอรรถ

(1) หยุนทรี — บันไดปีนกำแพงเมือง แปลตามรูปว่า "บันไดเมฆ" เป็นเครื่องมือโจมตีเมือง

(2) ปินเค่อ — บริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าบ่าวไพร่ในสังกัด

(3) ถุนจ่าง ตุ้ยสวี่ สือจ่าง อู่จ่าง — นายทหารตามลำดับชั้น คือนายร้อย (หัวหน้าถุนราวร้อยคน) นายแถว (หัวหน้าตุ้ยห้าสิบคน) นายสิบ และนายห้า

(4) ตุ้ยเจี้ยง — อีกชื่อหนึ่งของตุ้ยสวี่ (นายแถว) อีกทั้งยังเรียกว่า "สื่อลี่" มีศักดิ์ขุนนาง "เทียบร้อยสือ"

(5) สือ — หน่วยทหารสิบคน หนึ่งตุ้ยมีห้าสือ คือห้าสิบคน

(6) ปิงเฉาเฉวียน — เจ้ากรมทหารของมณฑล หัวหน้ากรมทหาร ขึ้นตรงต่อไท่โส่ว (เจ้าเมือง) ทำหน้าที่บัญชาทหารแทน

(7) เกียวซิ้ว กับ จวินโฮ่ว — เกียวซิ้วคือนายกองระดับกองพัน จวินโฮ่วคือนายทหารบัญชา "ชวี่" ในแบบแผนปู้กับชวี่ ต่ำกว่าเกียวซิ้วแต่สูงกว่าถุนจ่าง

(8) ปู้กับชวี่ — หน่วยจัดทัพในกองทัพฮั่น "ปู้" เป็นหน่วยใหญ่บัญชาโดยเกียวซิ้ว "ชวี่" เป็นหน่วยรองบัญชาโดยจวินโฮ่ว

(9) จวิ้นเฉามิ่งกวาน — ขุนนางที่มณฑลแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่ตามทำเนียบ

(10) จวิ้นเฉิงเซียงเซีย — รองนายอำเภอเซียงเซีย

(11) เซียงเซียเว่ย — นายอำเภอฝ่ายทหารเซียงเซีย

(12) จ่างลี่ / มิ่งชิง — ขุนนางผู้ใหญ่สามตำแหน่งของอำเภอที่ราชสำนักแต่งตั้ง คือนายอำเภอ รองนายอำเภอ และนายอำเภอฝ่ายทหาร เรียกว่าจ่างลี่ อีกชื่อหนึ่งเรียกว่ามิ่งชิง คือขุนนางที่ราชโองการตั้ง

(13) จงกงเฉา — หมายถึงจงฮิว ผู้ดำรงตำแหน่งกงเฉา คือหัวหน้าฝ่ายบุคคล มือขวาของเจ้าเมือง

(14) ตู้เฉา — หมายถึงตู้อิ้ว ผู้ดำรงตำแหน่งในกรมของมณฑล

(15) จวนไท่โส่ว — จวน/ที่ว่าการของไท่โส่ว (เจ้าเมือง) ณ เมืองเอี้ยงเต๊ก

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป