# ตอนที่ 195 — วันแรก (ตอนปลาย)
ครั้นปลายยามจื้อ(1) กองกบฏโพกผ้าเหลืองก็เริ่มเข้าตีเมืองเป็นครั้งที่สอง
ซุนเจินได้ใช้คนเผาทำลายหยุนทรี (บันไดปีนกำแพง)(2) และฝูเฉียว (สะพานทุ่นลอย)(3) ที่พวกมันทิ้งไว้ใต้กำแพงเสียสิ้น เหตุฉะนั้น การเข้าตีคราวนี้จึงเป็นเช่นคราวก่อน คือพวกที่แบกฝูเฉียวอยู่ข้างหน้า พวกที่หามหยุนทรีอยู่ข้างหลัง
ที่ต่างไปก็คือ คราวก่อนพวกมันแบ่งกำลังออกเป็นแปดขบวนสี่เหลี่ยม แต่คราวนี้มีเพียงห้าขบวน เห็นจะด้วยเวลากระชั้นนัก ทำหยุนทรีและฝูเฉียวเพิ่มขึ้นไม่ทัน
อีกที่หนึ่งที่ต่างไปก็คือ พวกมันได้เรียนรู้การกระจายกระบวนแถว
ครั้นข้ามคูเมืองมาแล้ว ยังไม่ทันนายกองน้อยออกคำสั่ง ไพร่พลโพกผ้าเหลืองทั้งห้าขบวนสี่เหลี่ยมก็กระจายแถวออกเอง ทำเช่นนี้แล้วก็ลดทอนภัยจากลูกธนูของทหารรักษาเมืองลงได้มาก เจวี๋ยจางสื่อ (พลธนูหน้าไม้)(4) ในกองทหารมณฑลระดมยิงเร็วไปสามระลอก ก็ยิงถูกข้าศึกได้เพียงสี่ห้าสิบคน ยังสู้ผลของการระดมยิงเร็วสองระลอกคราวก่อนไม่ได้
ซุนเจินคิดรำพึงด้วยความสังเวชในใจว่า "ที่ฝึกทหารดีที่สุดไม่ใช่ในลานฝึก หากเป็นในสมรภูมินั่นเอง"
การคลุกฝุ่นฝึกปรือในลานฝึกอยู่ปีหนึ่ง เห็นจะยังสู้ออกศึกจริงสักครั้งหนึ่งไม่ได้ สิ่งที่ตรึงใจยากจะลืมเลือนนั้น หาใช่การดุด่าตวาดขู่ไม่ หากเป็นบทเรียนแลกด้วยเลือดเนื้อ เพียงแต่วิธีฝึกทหารเช่นนี้ก็โหดร้ายเกินไป ต้องแลกด้วยราคาแพงเกินไป มีก็แต่กองกบฏอย่างพวกโพกผ้าเหลืองที่ "ไพร่พลเหลือเฟือ" ไม่อาลัยความตายเท่านั้น จึงจะรับเอาไว้ไหว
ซุนเจินทอดตามองออกไปนอกเมือง เวลานี้ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ชุมนุมกันอยู่กลางท้องทุ่งมีถึงสามสี่หมื่นคนแล้ว ทั้งยังมีผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกทิศไม่ขาดสาย
เมืองเองฉวนมีพลเมืองในทะเบียนรวมหนึ่งล้านสี่แสนเศษ เมื่อนับรวมราษฎรพลัดถิ่น โจรผู้ร้าย และผู้คนที่ซ่อนเร้นไม่ได้แจ้งทะเบียนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีรายหัวผู้ใหญ่และภาษีรายหัวเด็ก(5) เข้าด้วยกัน ทั้งที่อยู่ในทะเบียนและนอกทะเบียน อย่างมากที่สุดก็ราวหนึ่งล้านห้าแสนคน เวลานี้ลำพังที่ชุมนุมอยู่นอกเมืองเอี้ยงเต๊กเมืองเดียวก็มีสามสี่หมื่นคนแล้ว ซุนเจินคิดวิตกกังวลในใจว่า "ในที่สุดแล้วจะมีคนเข้าร่วมก่อกบฏโพกผ้าเหลืองคราวนี้สักเท่าใดกันหนอ"
เมืองเอี้ยงเต๊กแม้อยู่ในเขตเหนือของมณฑล แต่ก็ติดกับหัวเมืองในเขตใต้ ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ชุมนุมอยู่นอกเมืองเวลานี้ส่วนมากเป็นคนเขตใต้ สานุศิษย์ลัทธิไท่ผิงในเขตเหนืออาจยังมาไม่ถึง ลำพังเขตใต้ก็มีสามสี่หมื่นคน หากนับรวมคนเขตเหนือที่ยังมาไม่ถึงเข้าไปอีก ในที่สุดไม่ต้องมีคนราวหนึ่งแสนคนหรอกหรือ
เขาหันหน้าทอดตามองไปทางเหนือ ใจหวั่นวิตกแทนงักจิ้น เจียงหู เสี่ยวเซี่ย เป็นต้น แม้ไพร่พลโพกผ้าเหลืองนอกเมืองเอี้ยงเต๊กจะมากขึ้นทุกที แต่ทหารรักษาเมืองอย่างน้อยยังมีกำแพงเมืองเป็นที่กำบัง ส่วนงักจิ้น เจียงหู เสี่ยวเซี่ย เป็นต้น หากได้รับคำสั่งจากเขาแล้วยกพวกเถี่ยกวานถู (นักโทษโรงเหล็ก) และทาสควบม้ามาช่วยเมืองเอี้ยงเต๊ก ก็มีทางเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะปะทะกับกองโพกผ้าเหลืองกลางที่แจ้ง ใช้กำลังน้อยตีกำลังมาก โอกาสชนะนั้นน้อยนัก
ครั้นวิตกแทนงักจิ้นเป็นต้นแล้ว เขาก็หันสายตาไปทางตะวันออก เมืองเองอิมที่อยู่ไกลออกไปหลายสิบลี้เวลานี้เป็นเช่นไรหนอ แม้ว่าโดยเหตุผลทั่วไปแล้ว ปอไซย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะแบ่งกำลังไปตีหัวเมืองอื่นในขณะที่กำลังตีเอี้ยงเต๊กอันเป็นเมืองมั่นคงใหญ่ที่สุดของมณฑลอยู่ แต่เรื่องนี้ก็ใครเล่าจะกล้ายืนยันได้แน่ ถึงแม้ปอไซไม่ได้แบ่งกำลังไปตีเองอิม ก็จะมีโจรผู้ร้ายหรือราษฎรกำเริบในเองอิมถือโอกาสก่อเหตุวุ่นวายขึ้นหรือไม่เล่า
…
ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่บุกมาถึงใต้กำแพงต่างฝ่าลูกธนูตั้งหยุนทรีพิงกำแพงขึ้น
หยุนทรีทั้งห้านั้นห่างกันร้อยกว่าก้าว ในจำนวนนั้นมีหยุนทรีอันหนึ่งตั้งตรงอยู่เบื้องหน้าซุนเจิน บุนไท่โส่ว เป็นต้น
ซุนเจินขอให้บุนไท่โส่วถอยไปด้านหลัง
บุนไท่โส่วมีใจอยากแสดงความกล้าหาญส่วนตนต่อหน้าขุนนางมณฑลและทหารรักษาเมืองอยู่ แต่ครั้นยื่นหน้าออกไปมองใต้กำแพงดูครั้งหนึ่ง ก็ "รับคำตักเตือนดุจสายน้ำไหล" ในทันที ยอมรับข้อเสนอของซุนเจิน นำเฟ่ยช่าง หานเลี่ยง เป็นต้น ก้าวยาวถอยหลัง ถอยไปจนถึงริมทางลาดขึ้นลงกำแพง ก็ยังเห็นว่าไม่ปลอดภัย ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็มอบอำนาจบัญชาการรบรักษาเมืองให้แก่ซุนเจินเสียดื้อ ๆ แล้วถอยลงไปใต้กำแพงเลยทีเดียว
ซุนเจิน ซุนฮิว ซีจื้อไฉ เป็นต้น เหลียวมองหน้ากันครั้งหนึ่ง ต่างก็พลอยโล่งใจขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาไม่ได้วิตกเรื่องความปลอดภัยของบุนไท่โส่ว หากแต่เมื่อบุนไท่โส่วอยู่บนเชิงเทิน พวกเขาต่างก็รู้สึกเหมือนถูกมัดมือมัดเท้าไว้
ผู้ถือธงและพลม้าใช้ที่เดิมอยู่ข้างกายบุนไท่โส่ว ก็ย้ายมาอยู่ข้างกายซุนเจิน
"ท่านจง ท่านตู้ ก๋งตัด อวี้หลาง พวกท่านลงไปข้างล่างเถิด"
ขุนนางมณฑลโดยมากกับซินเปง ซินผี ต่างตามบุนไท่โส่วลงจากกำแพงไป มีเพียงจงฮิว ตู้อิ้ว ซุนฮิว ซินอ้าย ที่ไม่ได้ลงไป
ซินอ้ายหน้าตาตื่นเต้นเปรมปรีดิ์ กระหายจะลองวิชา หัวเราะดังว่า "ข้าฝึกกระบี่มาแต่เยาว์วัย บัดนี้โจรกบฏเข้าตีเมือง เป็นคราวที่ข้าจะได้ลองกระบี่พอดี ไฉนจะถอยหนีโดยไม่ได้รบเล่า" ว่าแล้วก็ชักกระบี่ออกจากฝัก ไม่แยแสที่ซุนเจินห้ามปราม เข้าไปประจำที่ใบเสมากำแพงแห่งหนึ่ง
บนเชิงเทินมีคนมากมายปานนี้ ทั้งขุนนางมณฑล บัณฑิต ทหารรักษาเมือง กว่าพันคน ในยามนี้ ผู้ที่ไม่ตื่นกลัว กลับหัวเราะร่าอย่างสบายอารมณ์ มีแต่ซินอ้ายเพียงผู้เดียวเท่านั้น การแสดงออกถึงความสำราญรื่นไม่ยึดติดถึงขีดสุดนั้นเป็นเช่นนี้กระมัง ซุนเจินหยั่งความในใจของเขาไม่ออก เห็นว่าห้ามปรามไม่ได้ผล ก็เลยไม่ได้ห้ามปรามต่อไป
เขาออกคำสั่งว่า "ให้เจวี๋ยจางสื่อถอยไปข้างหลัง ให้พลทวนขึ้นมาข้างหน้า"
พลธนูหน้าไม้บนเชิงเทินก็ถอยไปตามคำสั่ง พลทวนจัดแถวรุดขึ้นมาข้างหน้า
หยุนทรีที่กองโพกผ้าเหลืองทำขึ้นนั้นหยาบนัก จากส่วนที่โผล่พ้นเชิงเทินขึ้นมาก็เห็นได้ว่า แม้แต่เปลือกไม้ที่ลำต้นพวกมันก็ยังไม่ได้ถากออกเลย
ซุนเจินก็ชักดาบออกถือไว้ในมือ เข้าไปประชิดหน้ากำแพง มองลงไปข้างล่าง
ไพร่พลโพกผ้าเหลืองสองพันเศษกระจายอยู่นอกกำแพงเมือง ใต้หยุนทรีแต่ละอันมีคนยี่สิบกว่าคนคอยค้ำยัน พลโล่คอยคุ้มกันอยู่ด้านนอก ทหารกองหน้าผู้ห้าวหาญหลายสิบคนเริ่มไต่ขึ้นมาตามหยุนทรีแล้ว
ซุนฮิวไม่ได้เพ่งความสนใจไปที่ใต้กำแพง เขาชี้ไปที่คูเมืองแล้วกล่าวว่า "มีโจรกบฏลัทธิภูตข้ามคูมาอีกแล้ว"
ซุนเจินมองตามนิ้วที่เขาชี้ไป คราวนี้ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ข้ามคูมาไม่ได้มากนัก มีเพียงร้อยเศษ แบกหามท่อนซุงใหญ่มาหลายท่อน
ซินอ้ายหัวเราะว่า "ขนาดรถกระทุ้งกำแพงสักคันยังไม่มี อาศัยเพียงท่อนซุงไม่กี่ท่อนนี้ก็คิดจะกระทุ้งประตูเมืองของเราให้แตกเชียวหรือ" ดูถูกเครื่องตีเมืองอันหยาบกระด้างของกองโพกผ้าเหลืองยิ่งนัก
"พวกโจรกบฏลัทธิภูตก่อการอย่างฉุกละหุก ไม่มีเครื่องกลตีเมืองก็ไม่แปลก อาศัยเพียงหยุนทรีและไม้กระทุ้งที่พวกมันเร่งทำขึ้นชั่วคราวเหล่านี้ ย่อมยากที่จะตีเมืองของเราให้แตกอยู่แล้ว ที่น่าวิตกก็วิตกอยู่แต่…"
จงฮิวถามว่า "พี่จื้อไฉ มีอันใดที่น่าวิตกเล่า"
"ที่น่าวิตกก็วิตกอยู่แต่ที่ผู้คนพวกมันมากมาย"
ตู้อิ้วไม่เห็นด้วย กล่าวว่า "ฝูงชนอันไร้ระเบียบ ไม่อาจต้านได้แม้สักครั้งเดียว คนต่อให้มากมาย มีอันใดให้น่าวิตกเล่า"
"แต่ขัดอยู่ที่ในเมืองของเรามีทหารน้อย วันหนึ่งสองวันยังพอต้านทานพวกมันไว้ได้ หากเวลาเนิ่นนานออกไป ทหารรักษาเมืองไม่ได้พักผ่อน ก็ย่อมเหนื่อยล้าเป็นแน่ ใช้ความเหนื่อยล้าของฝ่ายเรา รับศัตรูที่ได้พักผ่อนเต็มที่ ผลที่ออกมาก็ยากจะคาดเดาได้แล้ว"
ซุนฮิวเห็นพ้องด้วย
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉล้วนเป็นผู้มีปัญญาเลิศ แม้ทั้งสองจะเหมือนกองโพกผ้าเหลือง คือเมื่อก่อนก็ไม่เคยผ่านศึกสงครามมาก่อน แต่ด้วยอ่านคัมภีร์มามาก รอบรู้เรื่องราวแต่โบราณ ทั้งเคยอ่านตำราพิชัยสงคราม จึงไม่กลัวการเข้าตีอันสับสนไร้ระเบียบของกองโพกผ้าเหลือง เหตุฉะนั้นในยามคับขันที่ข้าศึกใกล้จะปีนขึ้นกำแพง จึงยังมีอารมณ์สนทนาอ้างถ้อยคำปราชญ์โบราณกันอยู่ แต่ต่อจำนวนคนของกองโพกผ้าเหลืองที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดนั้น ก็ล้วนอดวิตกในส่วนลึกไม่ได้
ซินอ้ายกล่าวอย่างเหยียดหยามว่า "พวกไก่ดินหมาดิน ต่อให้มาอีกแสนคน จะมีอันใดให้น่าครั่นคร้าม"
ในขณะที่พวกเขาสนทนากันอยู่นั้น ซุนเจินจ้องสังเกตไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ไต่หยุนทรีขึ้นมาอย่างใกล้ชิด เวลานี้เขาชูดาบหวนโฉ่ว(6) ขึ้น ออกคำสั่งว่า "พลทวน เตรียมพร้อม!"
ผู้ถือธงโบกธงทัพ ส่งสัญญาณธง พลม้าใช้วิ่งไปตามแนวใบเสมากำแพง ส่งคำสั่งต่อไป
หน้าหยุนทรีแต่ละอันมีพลทวนห้าคน อยู่ข้างหน้าสองคน อยู่ข้างหลังสามคน ครั้นรับคำสั่งแล้ว ก็พร้อมกันยกทวนยาวขึ้นเสมอกัน จ่อไปยังหยุนทรี ระหว่างหยุนทรีทุกสองอัน ซุนเจินยังจัดวางพลดาบขวานไว้หนึ่งหมู่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไพร่พลโพกผ้าเหลืองผู้ห้าวหาญฝ่าวงล้อมพลทวนขึ้นมาได้ พลดาบขวานก็เตรียมพร้อมไว้แล้วเช่นกัน
จงฮิว ตู้อิ้ว สวมเครื่องแต่งกายขุนนาง ซุนฮิว ซีจื้อไฉ สวมเครื่องแต่งกายบัณฑิต ทั้งสี่ชักกระบี่ออกจากฝัก ถอยหลังไปสองสามก้าว มีทหารหุ้มเกราะสิบกว่าคนคอยอารักขา ทั้งตึงเครียดทั้งดูตื่นเต้น ต่างเบิกตากว้าง จ้องเขม็งไปยังส่วนของหยุนทรีที่โผล่พ้นเชิงเทินขึ้นมา
สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เฉิงเยี่ยน เป็นห่วงซุนเจิน ครั้นจัดให้พวกปินเค่อ(7) ที่ออกไปรบนอกเมืองเมื่อก่อนเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ต่างก็นำคนมาราวสิบคน กลับขึ้นมาบนกำแพงอีกครั้ง ก็พอดีทันการรบคราวนี้ เข้าอารักขาอยู่สองข้างซุนเจิน
…
บนหยุนทรีด้านซ้าย ศีรษะของไพร่โพกผ้าเหลืองคนหนึ่งโผล่พ้นใบเสมาขึ้นมา เพิ่งโผล่มวยผมขึ้นมา ยังไม่ทันเห็นหน้า ทหารรักษาเมืองที่ประจำอยู่หน้าหยุนทรีอันนี้ก็ตวาดขึ้นเสียงหนึ่ง แทงทวนยาวลงไป ถูกที่บ่าของมัน ไพร่โพกผ้าเหลืองคนนี้เสียหลัก ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ตกหยุนทรีลงไป
ไกลออกไปร้อยเศษก้าว บนหยุนทรีอันที่สองด้านขวา ก็โผล่ศีรษะของไพร่โพกผ้าเหลืองคนที่สองขึ้นมา
เสียงร้องโหยหวนของไพร่โพกผ้าเหลืองที่ตกหยุนทรีไปเมื่อครู่ทำให้ทหารมณฑลที่ประจำอยู่หน้าหยุนทรีอันนี้ตกใจ ในพลทวนห้าคนมีสามคนหันหน้าไปดู หน้ายังหันกลับมาไม่ทัน ไพร่โพกผ้าเหลืองคนนี้ก็กระโจนขึ้นบนเชิงเทินแล้ว ของยาวหนึ่งนิ้วก็แข็งแกร่งขึ้นหนึ่งนิ้ว ทวนยาวเหมาะแก่การรบไกล พอถูกไพร่โพกผ้าเหลืองที่ถือดาบคนนี้เข้าประชิดตัว พลทวนเหล่านี้ก็จะตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว
พลทวนทั้งห้าวุ่นวายไม่เป็นกระบวน พร้อมกันแทงทวนยาวออกไป หมายจะบีบให้ไพร่โพกผ้าเหลืองคนนี้ถอยลงไป ท่วงท่าของไพร่โพกผ้าเหลืองคนนี้ว่องไวยิ่งนัก สิบมีแปดเก้าจะเป็นนักเลงโดยกำเนิด หรือไม่ก็เคยร่ำเรียนวิชาต่อสู้มา ราวกับปลาแหวกว่าย หลบทวนยาวหลายเล่มได้หมดสิ้นในเส้นยาแดง เงื้อดาบฟันลงมา ฟันถูกพลทวนคนหนึ่งบาดเจ็บ พลทวนที่เหลืออีกสี่คนตกใจกลัวลนลาน รีบจะถอยหลังไม่ทันการ
ซุนเจินใจแทบจะหลุดมาถึงคอหอย ผลักสวี่จ้ง เล่าเติ้ง ออกไป จะพุ่งเข้าไปช่วย
พอดีในยามนั้น ร่างหนึ่งกระโจนเข้าไป พุ่งเข้ากลางหมู่พลทวน ยกมือกระบี่ฟาดลง แทงถูกหลังของไพร่โพกผ้าเหลืองคนนี้ ยกเท้าขึ้นเตะหนึ่งที ถีบมันตกกำแพงลงไป ซุนเจินหยุดฝีเท้า เพ่งตาดู กลับเป็นซินอ้าย
ไพร่โพกผ้าเหลืองคนที่สองคนนี้เพิ่งตกลงไป ก็มีไพร่โพกผ้าเหลืองอีกคนหนึ่งโผล่ศีรษะขึ้นมาจากหยุนทรีอันนี้ ซุนเจินร้องในใจว่าโชคดีนัก ไพร่โพกผ้าเหลืองคนนี้หากเร็วไปอีกก้าวหนึ่ง เมื่อครู่ซินอ้ายเกรงว่าจะลอบโจมตีสำเร็จโดยง่ายดายเช่นนั้นได้ยาก
ทีละคน ทีละคนต่อคน ไพร่พลโพกผ้าเหลืองไต่ขึ้นมาบนเชิงเทินมากขึ้นทุกที
"ตูม ตูม ตูม" เสียงทึบ ๆ ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าจากใต้กำแพง เป็นเสียงไพร่พลโพกผ้าเหลืองร้อยเศษที่แบกท่อนซุงมาถึงนอกประตูเมือง กำลังกระทุ้งประตูเมืองอยู่
แม้จนบัดนี้จะยังไม่ได้เผชิญหน้ากับปอไซ แต่ซุนเจินก็มีใจคารวะคนผู้นี้อยู่บ้าง
แรกทีเดียวภายในไม่กี่วันสั้น ๆ ก็รวบรวมคนหลายหมื่นก่อกบฏได้ ต่อมาก็คุมคนหลายหมื่นนี้มาตีเมือง อีกทั้งเมื่อตีเมืองครั้งแรกพ่ายไปแล้ว ยังถอดบทเรียนได้รวดเร็วยิ่ง ใช้เวลาเพียงชั่วยามหนึ่งก็จัดการเข้าตีครั้งที่สองขึ้นได้อีก ทั้งในการเข้าตีครั้งที่สองนี้ ยังเรียนรู้การแบ่งกำลังเป็นสองทาง ทางหนึ่งเข้าตีจากเชิงเทิน ทางหนึ่งเข้าตีจากประตูเมือง
ไม่ว่าจะกล่าวในด้านความสามารถในการจัดการ หรือความสามารถในการเรียนรู้ ปอไซผู้นี้ก็ล้วนเป็นยอดคนผู้หนึ่ง
เขาคิดในใจว่า "หากให้ข้ากับเขาสับเปลี่ยนที่กัน ข้าจะทำสิ่งที่เขาทำเหล่านี้ได้หรือ" คำตอบคือไม่ได้
อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง เพียงความสามารถในการจัดการคนหลายหมื่นที่ปอไซแสดงออกในเวลานี้ ซุนเจินก็ยังทำไม่ได้
ฮั่นเกาจู่เล่าปัง(8)เคยถามหานซิ่นว่า "คนอย่างเรานี้ คุมไพร่พลได้สักเท่าใด" หานซิ่นตอบว่า "หนึ่งแสน" เล่าปังถามหานซิ่นอีกว่า "แล้วเจ้าเล่า" หานซิ่นว่า "ข้าพเจ้านั้น ยิ่งมากยิ่งดี" การคุมคนหนึ่งแสนออกศึกในสมรภูมิได้นั้นก็นับว่าเก่งกาจยิ่งนักแล้ว ความสามารถ "คุมไพร่พล" ของนายทัพนายกองสามัญทั่วไปก็ไม่เกินไม่กี่ร้อยไม่กี่พันเท่านั้น
ซุนเจินครุ่นคิดด้วยตนเอง หากให้คนเขาห้าพัน ด้วยความสามารถในเวลานี้ เขาพอจะบัญชาการได้ หากให้คนเขาหมื่นคนขึ้นไป เขาก็คุมไม่ไหวเสียแล้ว แต่ปอไซกลับคุมคนหลายหมื่นมาตีเมืองได้ ที่สำคัญที่สุด คนหลายหมื่นนี้ยังเป็นชาวนาสามัญที่ไม่ได้ผ่านการฝึกปรือมา ความสามารถในการจัดการเช่นนี้ล้ำเลิศกว่าซุนเจินมากนัก
…
เพียงแต่น่าเสียดาย ปอไซแม้มีความสามารถในการจัดการอันโดดเด่น แต่ไพร่พลใต้บังคับกลับไม่เอาไหน การเข้าตีครั้งที่สองของเขาก็ประคองอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้
ทว่า แม้จะได้ชัยชนะติดต่อกันถึงสองครั้ง ทั้งชัยชนะนั้นก็ได้มาโดยง่ายดาย แต่สีหน้าของซุนเจินกลับยิ่งหม่นเคร่งหนักขึ้น
ครั้งแรกที่ปะทะกับปอไซ ทหารมณฑลไม่ได้บาดเจ็บล้มตายแม้สักคน การปะทะครั้งที่สองนี้ ทำให้บาดเจ็บล้มตายไปสิบกว่าคน เขาถามตนเองว่า "แล้วครั้งต่อไปเล่า" ซีจื้อไฉกล่าวถูกต้องนัก กองโพกผ้าเหลืองแม้มีข้อด้อยนานัปการ แต่ความได้เปรียบอันมหาศาลในด้านจำนวนคนของพวกมันก็พอจะชดเชยข้อด้อยทั้งปวงได้
ครั้นการเข้าตีครั้งที่สองผ่านพ้นไป กองโพกผ้าเหลืองไม่ได้จัดกำลังเปิดการเข้าตีครั้งที่สามในทันทีเหมือนคราวก่อน หากแต่รอจนถึงยามโพล้เพล้ ถือโอกาสช่วงที่ทหารรักษาเมืองกินข้าว ก็เปิดการจู่โจมขึ้นอีกครั้ง ครั้นปะทะกันชั่วครู่ พวกมันก็ถอยลงไปดุจกระแสคลื่น ทิ้งความบาดเจ็บล้มตายไว้บนกำแพงอีกสิบกว่าคน
…
ม่านราตรีมาถึง ปกคลุมแผ่นดิน
ราตรีแรกแห่งการรักษาเมืองนี้ กองโพกผ้าเหลืองไม่ได้เปิดการเข้าตีอีก ทว่านับแต่ย่ำค่ำเป็นต้นมา ทุกครึ่งชั่วยามก็จะส่งคนหลายร้อยมาตีฆ้องตีกลอง โห่ร้องอื้ออึงอยู่นอกคูเมืองไม่ได้ขาด
ซุนฮิว ซีจื้อไฉ มองหน้ากันด้วยความฉงน จงฮิวกล่าวว่า "เห็นทีจะประเไม่นปอไซโจรกบฏลัทธิภูตต่ำไปเสียแล้ว"
นี่เห็นชัดว่าเป็นอุบายตีให้ล้าทัพ(9)
ในบรรดากลศึกการใช้ทหารทั้งหลาย อุบายตีให้ล้าทัพนับเป็นกลอุบายเปิดเผย ท่านรู้ทั้งรู้ว่าข้าศึกหมายจะทำให้ท่านเหนื่อยล้า แต่กลับจะไม่ใส่ใจปล่อยไว้ก็ไม่ได้ หากไม่สนใจมัน เผื่อข้าศึกแปรกลลวงเป็นจริง บุกขึ้นมาจริง ๆ จะทำอย่างไรเล่า
ซุนเจินไม่ได้ลงจากกำแพง หนุนดาบนอนกลางแจ้ง สวมเกราะหลับอยู่บนเชิงเทิน คืนหนึ่งสะดุ้งตื่นไปเจ็ดแปดครั้ง สุดท้ายกว่าจะข่มตาหลับลงได้อย่างพร่ามัว ก็รู้สึกราวกับมีคนเดินไปเดินมาอยู่ข้างกายเขาไม่ขาด ก็ไม่รู้ว่าฝันไป หรือมีคนเดินไปเดินมาอยู่ข้างกายเขาจริง ๆ เขาพยายามจะลืมตาขึ้น แต่เหนื่อยล้ามาทั้งวันทั้งคืน ก็ไม่อาจฝืนพญานิทราได้จริง ๆ ลมราตรีหนาวเย็นเสียดกระดูก ทำให้คนเราเหมือนตกลงในถ้ำน้ำแข็ง เขาสะดุ้งตื่นขึ้นทันที เห็นสีหน้าร้อนรนของจงฮิว ตู้อิ้ว "เจินจือ เจินจือ ตื่นเร็ว โจรกบฏลัทธิภูตเริ่มเข้าตีเมืองอีกแล้ว"
เขาฝืนพยุงกายลุกขึ้น มองไปยังเชิงเทิน หยุนทรีอันหยาบกระด้างยิ่งของกองโพกผ้าเหลืองก็โผนเข้าตาเขาอีกครั้ง
ในเวลานี้ ฟ้าเพิ่งจะสางรำไร
——
## เชิงอรรถ
(1) ยามจื้อ คือช่วงเวลายามหนึ่งของยุคฮั่น ตรงกับเวลาราวเก้านาฬิกาถึงสิบเอ็ดนาฬิกาก่อนเที่ยง หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมงปัจจุบัน
(2) หยุนทรี คือบันไดปีนกำแพงเมือง เป็นเครื่องโจมตีเมืองชนิดหนึ่ง
(3) ฝูเฉียว คือสะพานทุ่นลอย ใช้พาดข้ามคูเมือง เป็นเครื่องโจมตีเมืองชนิดหนึ่ง
(4) เจวี๋ยจางสื่อ คือพลธนูหน้าไม้ ใช้ธนูและหน้าไม้ เป็นหนึ่งในสามจำพวกของไฉกวน (ทหารราบประจำการยุคฮั่น)
(5) ภาษีรายหัวผู้ใหญ่ คือซ่วนฝู่ เก็บจากผู้ใหญ่ปีละหนึ่งร้อยยี่สิบเฉียน(เบี้ย) ภาษีรายหัวเด็ก คือโข่วเฉียน เก็บจากเด็กปีละยี่สิบสามเฉียน
(6) ดาบหวนโฉ่ว คือดาบที่ด้ามปลายเป็นห่วงกลม
(7) ปินเค่อ คือบริวารผู้มาพึ่งใบบุญเจ้าของที่ดินใหญ่ มีหน้าที่ป้องกันและรับใช้ ฐานะอิสระกว่าถูฟู่ (บ่าวไพร่ในสังกัด)
(8) ฮั่นเกาจู่เล่าปัง คือปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น หานซิ่นเป็นขุนพลเอกของพระองค์ บทสนทนานี้กล่าวว่าเล่าปังคุมพลได้แสนหนึ่ง ส่วนหานซิ่นนั้นยิ่งมากยิ่งดี
(9) อุบายตีให้ล้าทัพ คือกลศึกที่ส่งคนมารบกวนข้าศึกไม่ให้ได้พักผ่อน จนอ่อนล้าหมดกำลัง จงฮิวชี้ว่าเป็นกลอุบายเปิดเผยที่รู้ทั้งรู้ก็ยังต้องระวัง