# ตอนที่ 197 — ซินอ้าย (ตอนกลาง)
โจรโพกผ้าเหลืองนอกเมืองเปิดฉากเข้าตีเมืองอีกครั้งหนึ่ง
ซุนเจินตัดความให้สั้น กล่าวแก่บรรดานายทหารทั้งหลายว่า "ท่านฝู่จวินส่งสารด่วนปักขนนกขอกำลังหนุน(1) ไปยังราชสำนักแต่เนิ่นแล้ว ช้านานก็ครึ่งเดือน เร็วก็ห้าหกวัน คงมีข่าวกองทัพช่วยเหลือจากราชสำนักมาถึงเป็นแน่ โจรกบฏลัทธิไท่ผิงแม้จะมีกำลังมาก แต่ก็เป็นเพียงฝูงชนระส่ำระสาย กำแพงสองอำเภอคืออำเภอเกียบกับเซียงเซียนั้นไม่ได้มั่นคงเท่าเมืองเอี้ยงเต๊กของเรา ทั้งทหารรักษาเมืองก็มีไม่มาก แม้จะเสียเมืองไป ก็หาเกี่ยวกับการณ์ใหญ่ไม่ ครั้นถึงวันที่กองทัพช่วยเหลือจากราชสำนักมาถึง ก็คือวันที่กองทัพของเราชนะใหญ่นั่นเอง
"ท่านทั้งหลาย ราชสำนักและที่ว่าการมณฑลชุบเลี้ยงพวกท่านมาหลายปี ราษฎรผู้เฒ่าผู้แก่นับหมื่นทั้งเมืองบัดนี้ต่างจ้องมองพวกท่านอยู่ เลี้ยงทหารไว้พันวันก็เพื่อใช้ทหารในยามเดียว จะเป็นดั่งหวังหลินผู้สำเร็จราชการเมืองเซียงเซียที่ยังไม่ทันรบก็หนีเสีย ทิ้งชื่อเสียอันอื้อฉาวไว้ทั่วมณฑล หรือจะเป็นดั่งสามท่านคือท่านขงสือนายอำเภอเกียบ ท่านกู้โจวรองนายอำเภอเซียงเซีย และท่านเซี่ยเต้านายอำเภอฝ่ายทหารเซียงเซีย ที่แม้ตายก็ยังรุ่งโรจน์ เป็นที่สรรเสริญของชาวมณฑล พวกท่านจงเลือกเอาเองเถิด!"
นายทหารเหล่านี้ต่างจากหวังหลิน
ตามข้อกำหนดแห่ง "ซานฮู่ฝ่า" (กฎสามต้องห้ามไขว้)(2) อันยึดหลักให้รับราชการต่างถิ่นนั้น หวังหลินไม่ใช่คนในมณฑลนี้ แต่นายทหารเหล่านี้ล้วนเป็นคนในมณฑลทั้งสิ้น อีกทั้งส่วนใหญ่ก็มีกำเนิดจากคหบดีท้องถิ่น กล่าวอีกนัยหนึ่ง หวังหลินจะผละหนีไปเสียก็ได้ อย่างมากก็เหลือไว้แต่ชื่อเสีย อย่างมากก็ถูกราชสำนักชำระความภายหลัง แต่นายทหารเหล่านี้จะทำดั่งเขาหาได้ไม่ ไม่ว่าจะเพื่อชื่อเสียงของวงศ์ตน หรือเพื่อประโยชน์ของตระกูล พวกเขาก็หนีไปไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ นายทหารสามสิบกว่าคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะด้วยใจจริงหรือฝืนใจปลุกความกล้า ต่างก็ขานรับพร้อมเพรียงกันว่า "พวกข้าน้อยจักสู้ตาย!"
"ดี จงต่างกลับไปยังหมู่กองของตน เตรียมรับศึก"
แต่ก่อนนั้นซุนเจินไม่เคยรักษาเมืองมาก่อน แม้เขาจะเคยรบกับฝูงโจร แม้จะเคยนำหน้าไพร่พล คุมคนตีหักเข้าคฤหาสน์ของปอไซ ปอเหลียนได้ แต่ "การเข้าตี" กับ "การตั้งรับ" นั้นเป็นแนวการศึกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อนึ่ง การรบกับฝูงโจรและการตีหักคฤหาสน์ ก็ล้วนเป็นการศึกขนาดย่อม กล่าวให้ถูกแล้วก็เป็นเพียง "การเตรียมศึกย่อม ๆ" เทียบกับการรักษาเมืองครั้งใหญ่ในคราวนี้หาได้ไม่
ว่าตามความจริงแล้ว ในด้านนี้เขาหามีประสบการณ์ใดไม่ อย่างมากก็เคยอ่านตำราพิชัยสงครามมาบ้าง "ความรู้ที่ได้จากหน้ากระดาษนั้นย่อมตื้นเขิน จะรู้แจ้งเรื่องนี้ต้องลงมือทำเอง" โชคดีที่ข้าศึกของเขาคือโจรโพกผ้าเหลืองก็ไม่มีประสบการณ์การรบเช่นกัน ซ้ำยังด้อยกว่าตัวเขาและทหารมณฑลที่รักษาเมือง เขาจึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืนทั้งที่ถูกข้าศึกหลายหมื่นล้อมไว้
ทว่าเมื่อผ่าน "ศึกดุเดือด" ตลอดวันวานมาแล้ว เขาก็รู้สึกว่าตนพอจะได้เคล็ดการรักษาเมืองอยู่บ้าง เดิมนึกว่าการรักษาเมืองวันนี้จะเบาแรงลงสักหน่อย แต่น่าเสียดายที่ผู้ "ได้เคล็ด" หาใช่มีแต่เขาผู้เดียวไม่ ปอไซและโจรโพกผ้าเหลืองเมื่อผ่านการฝึกปรือเมื่อวานมา ก็ได้เคล็ดการเข้าตีเมืองมาบ้างเช่นกัน
…
วันที่สองของการรักษาเมือง ฟ้าเพิ่งสาง โจรโพกผ้าเหลืองก็เปิดฉากเข้าตีอย่างหนักหน่วง
นับแต่ยามเหม่า การเข้าตีครั้งนี้ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงยามเที่ยง
ปอไซจัดกำลังคนอย่างน้อยหกพัน แบ่งออกเป็นสามกองผลัด สับเปลี่ยนกันเข้าประจัญ
การเสียเมืองทั้งสองคืออำเภอเกียบกับอำเภอเซียงเซียนั้น ปลุกขวัญกำลังใจของไพร่พลโพกผ้าเหลืองขึ้นเป็นอันมาก เมื่อผ่านการรบเมื่อวานมา พวกเขาก็ได้เคล็ดการตีเมืองมาบ้างแล้ว ตั้งแต่แรกประจัญ ซุนเจินก็รู้สึกได้ชัดถึงความหนักหน่วงแห่งการรุกของพวกเขา
ในหมู่ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ปีนป่ายขึ้นเชิงเทินนั้น ไม่เหมือนเมื่อวานที่เกือบทั้งสิ้นเป็นชาวบ้านนุ่งผ้าธรรมดา คราวนี้ปรากฏนักรบสวมเกราะอยู่จำนวนหนึ่ง พร้อมกันนั้น ดาบ หอก ธนู หน้าไม้ ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากอยู่ เครื่องตีเมืองก็ไม่เหมือนเมื่อวานที่มีแต่หยุนทรี (บันไดปีนกำแพง)(3) อย่างหยาบ ๆ กับท่อนไม้ใหญ่ไว้กระทุ้งประตูเมือง คราวนี้ปรากฏกงเฉิงเชอ (รถกระทุ้งกำแพง)(4) อันมั่นคงสองคัน อีกทั้งบนที่มั่นกองกลางของปอไซเบื้องไกล ยังตั้งหวั่งโหลว (หอคอยตรวจการณ์)(5) ขึ้นหนึ่งหอ
ไม่ต้องบอกก็รู้ อาวุธและเครื่องไม้เหล่านี้คงได้มาจากอำเภอเกียบกับอำเภอเซียงเซียเป็นแน่
อำเภอเกียบกับอำเภอเซียงเซียแม้จะไม่มีคลังอาวุธ แต่ก็มีทหารประจำอำเภอ ทั้งคหบดีใหญ่ในอำเภอก็ซ่อนอาวุธไว้มาก ย่อมจะรวบรวมอาวุธมาได้บ้างเป็นแน่
ด้วยกลศึกตีให้ล้าทัพของโจรโพกผ้าเหลือง ทหารรักษาเมืองเมื่อคืนวานก็ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว พอฟ้าสางก็ต้องมารับศึกข้าศึกที่เข้าตีไม่หยุดถึงสามยาม ต่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนระโหยกันทั่วหน้า เพียงเช้าวันเดียว ทหารมณฑลแปดร้อยเศษที่รักษากำแพงเมืองด้านตะวันออกก็บาดเจ็บล้มตายไปเกือบร้อย
"เช่นนี้ไม่ได้การ พวกเรามีทหารเท่านี้ ตายไปคนหนึ่งก็น้อยลงคนหนึ่ง โจรกบฏมีคนมากกำลังมาก พวกมันไม่กลัวการล้มตาย แต่พวกเรากลัว ต้องคิดหาทางพลิกการณ์ให้ได้" ครั้นตีทัพโจรโพกผ้าเหลืองถอยกลับไปครั้งหนึ่งแล้ว ซุนเจินก็เรียกซุนฮิว ซีจื้อไฉ จงฮิว ตู้อิ้ว ซินอ้าย ที่กระจายกันช่วยบัญชาการอยู่ตามจุดต่าง ๆ บนเชิงเทิน กับทั้งซินเปง ซินผีที่ขึ้นมายังกำแพงเมืองภายหลัง มารวมกัน นั่งยอง ๆ หลังใบเสมาเชิงเทินกล่าวขึ้น
ซินอ้ายเอามือยันเข่า ยกตัวขึ้นครึ่งหนึ่ง ชะโงกหน้ามองลงไปใต้กำแพงครู่หนึ่ง
ด้วยโจรโพกผ้าเหลืองขาดแคลนเครื่องอาวุธอย่างหนัก อาวุธทุกชิ้นที่ตกลงใต้กำแพง ไม่ว่าจะเป็นดาบหอกหรือจอบเสียม แม้แต่ลูกธนูที่หักออกเป็นสองท่อน ก็ถูกไพร่พลโพกผ้าเหลืองเก็บกวาดไปสิ้นเมื่อยามถอยทัพ
ที่เหลืออยู่ในเวลานี้ มีแต่หยุนทรีที่ทหารรักษาเมืองผลักล้มลง กับซากศพที่ทอดเกลื่อนระเกะระกะ
หยุนทรีนั้นเร่งทำขึ้นอย่างรีบด่วน จึงไม่สู้แข็งแรง ครั้นล้มลงดินก็มักแตกหักเป็นสี่ห้าท่อน เศษไม้กิ่งไม้กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
ซากศพส่วนใหญ่เป็นของโจรโพกผ้าเหลือง มีของทหารมณฑลอยู่บ้างเล็กน้อย เทียบกับเมื่อวาน ไพร่พลโพกผ้าเหลืองวันนี้ฮึกห้าวยิ่งนัก เฉพาะที่ซุนเจินเห็นกับตาก็มีทหารมณฑลถึงสามคนถูกไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่ปีนขึ้นเชิงเทินกอดรัดร่วงตกลงไปใต้กำแพงพร้อมกัน
การรบพุ่งกระหน่ำตลอดวันครึ่งนั้น ลานหิมะนอกเมืองถูกไพร่พลโพกผ้าเหลืองเหยียบย่ำจนเฉอะแฉะเป็นโคลนตม บัดนี้ยังถูกเลือดสดชะโลมจนชุ่ม ประกอบเข้ากับซากศพและหยุนทรีที่แตกหักกระจัดกระจาย ให้ความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงแก่ผู้พบเห็น ทำให้อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงการรบอันดุเดือดเมื่อครู่
ไพร่พลโพกผ้าเหลืองที่เปิดฉากเข้าตีเมื่อครู่นั้นมีราวพันคน ครั้นผ่านการรบดุเดือดเกือบครึ่งยาม สูญเสียไพร่พลล้มตายไปกว่าร้อยแล้ว ก็ถอนตัวออกจากการรบเองตามคำสั่งกองกลาง ไพร่พลที่ยังมีชีวิตต่างพยุงหรือหามผู้บาดเจ็บข้ามคูเมือง ถอยไปทางเบื้องหลัง และ ณ ตำแหน่งที่พวกเขาผ่านไป ในที่ห่างจากคูเมืองออกไปลี้เศษ ยังมีคนราวพันสี่ห้าร้อยกำลังรวมพลกันอยู่
พอจะคาดเดาได้ว่า การเข้าตีเมืองในลำดับถัดไปก็คือคนราวพันสี่ห้าร้อยที่กำลังรวมพลกันอยู่นี่เอง
ภาพเช่นนี้ ซินอ้ายและคนทั้งหลายได้เห็นมาหลายครั้งแล้วเมื่อเช้าวันนี้
แรกเริ่มนั้น โจรโพกผ้าเหลืองยามเข้าตีหรือรวมพลล้วนตะโกนคำขวัญร้องกึกก้อง แต่พอผ่านยามแรกไป หลังจากทหารรักษาเมืองตีทัพถอยกลับไปสองระลอกติด ๆ กัน ก็บางทีอาจเป็นเพราะล้มตายมากเกินไป พวกเขาจึงไม่ออกเสียงอีก ไม่ว่าจะเข้าตีหรือรวมพล ต่างก็เงียบงันไม่ส่งเสียง ทว่าบางคราว ความเงียบงันกลับมีพลังยิ่งกว่าการโห่ร้อง ยิ่งทำให้คนขวัญสะท้านยิ่งกว่า
ซุนเจินรู้ดีว่า หากไม่ตัดกระแสการรุกของโจรโพกผ้าเหลืองนี้เสีย ทหารรักษาเมืองบนกำแพงก็คงยืนหยัดได้อีกไม่นานเป็นแน่
การล้มตายเป็นเหตุหนึ่ง แต่หาใช่เหตุหลักไม่ ทหารแปดร้อยเศษแม้จะล้มตายไปเกือบร้อยแล้ว แต่ในเมืองยังมีราษฎรอีกหลายหมื่น อย่างไรเสียก็ยังพอจัดชายฉกรรจ์ขึ้นมาได้อีกหลายพัน
เหตุหลักที่สุดคือ "ขวัญกำลังใจ" แลเห็นไพร่พลโพกผ้าเหลืองระลอกแล้วระลอกเล่าถาโถมเข้ามาราวไม่อาลัยชีวิต ตีถอยไประลอกหนึ่ง ก็มาอีกระลอกหนึ่ง เงียบงันแต่เด็ดเดี่ยว ราวกับไม่มีสิ้นสุด แม้แต่ผู้กล้าหาญเพียงใดก็ยากจะพ้นจากความสิ้นหวัง
ผีเสื้อแม้ตัวเล็ก แต่หากมีนับพันนับหมื่น แห่กันมาบดบังฟ้าปกแผ่นดิน ต่อให้กองไฟใหญ่เพียงใด เปลวไฟสูงเพียงใด ก็ย่อมถูกดับมอดลง ในยามนี้ขณะนี้ ไพร่พลโพกผ้าเหลืองก็คือฝูงผีเสื้อ เมืองเอี้ยงเต๊กก็คือกองไฟนั้น
ซินอ้ายชะโงกหัวกลับเข้ามา หยิบกระบี่สั้นที่วางอยู่ข้างเท้าขึ้น ตบเบา ๆ สองที กล่าวอย่างไม่แยแสว่า "หากจะพลิกการณ์ก็ง่ายนิดเดียว"
"อวี้หลางมีอุบายดีอันใดเล่า"
"ฉวยจังหวะโจรกบฏถอยทัพ ขอกำลังให้ข้าหมู่หนึ่ง ข้าจะนำพวกเขาออกนอกเมืองไปฆ่าฟันสักพัก"
เกราะหนังที่ซินอ้ายสวมนั้นเดิมพื้นดำลายชาด เวลานี้บนเกราะเปื้อนคราบเลือดทั่วทั้งตัว มองไม่เห็นสีเดิมเสียแล้ว
ใบหน้างามของเขาก็เปื้อนคราบเลือดเป็นจุด ๆ
เพื่อกันลูกธนู เดิมเขาสวมโต้วโหมว (หมวกเกราะ)(6) เหล็กไว้ ภายหลังฆ่าฟันจนมันขึ้น รำคาญว่าโต้วโหมวเกะกะ ก็ถอดออกเหวี่ยงทิ้งไปตามมือ ครั้นสิ้นโต้วโหมวคุ้มกัน ในการรบครั้งก่อน มวยผมก็ถูกลูกธนูเปะปะของข้าศึกยิงขาด คราวนี้ผมยาวจึงสยายปรกท้ายทอย
ว่าตามจริง การแสดงออกของเขาสองวันนี้ทำเอาซุนเจินตกตะลึงไม่ใช่น้อย นับแต่ข้ามภพมา ซุนเจินได้รู้จักบุตรหลานตระกูลบัณฑิตมากมาย ที่ไกลไม่ต้องเอ่ยถึง เพียงที่อยู่บนกำแพงเมืองในเวลานี้ ก็มีซุนฮิว จงฮิว ตู้อิ้ว กับทั้งซินเปง ซินผีญาติของซินอ้าย ทว่าซินอ้ายก็ต่างจากพวกเขาโดยสิ้นเชิง ซุนฮิวเป็นต้นนั้นแม้จะเสี่ยงต่อการเข้าตีของข้าศึก ยืนหยัดอยู่บนเชิงเทินช่วยซุนเจินบัญชาการรบ และเพื่อความปลอดภัยของตน ก็เปลี่ยนมาสวมเกราะกันแทบทุกคน แต่ผู้ที่เสมอเหมือนซุนเจินอย่างแท้จริง คือลงมือคุมคนถืออาวุธฆ่าข้าศึกอยู่แนวหน้าด้วยตนเอง มีแต่ซินอ้ายผู้เดียว
ซินอ้ายก็ยังต่างจากซุนเจิน
ซุนเจินฆ่าข้าศึก ก็เพื่อทำตนเป็นแบบอย่างนำหน้าเป็นสำคัญ เขามาจากภพภายหน้า ได้รับอิทธิพลจากธรรมเนียมของกองทัพวีรชนผู้ทรงเกียรติกองหนึ่งมาอย่างลึกซึ้ง รู้ดีว่าเมื่อเทียบกับคำว่า "พวกเจ้าจงบุก" คำว่า "จงตามข้ามา" จึงจะทำให้ไพร่พลกล้าหาญไม่เกรงกลัวได้
ส่วนซินอ้ายนั้นต่างออกไป ในการรบหลายครั้งที่ผ่านมา ซุนเจินเป็นห่วงว่าเขาจะบาดเจ็บหรือล้มตาย—เขากับซุนฮกและซีจื้อไฉมีไมตรีต่อกันดี อีกทั้งยังนับเป็นญาติตระกูลซุน ด้วยเหตุนี้จึงคอยเหลือบมองดูเขาอยู่เนือง ๆ จนพบลักษณะเด่นของเขาสองประการ
ประการแรก ว่าด้วยฝีมือกระบี่และเชิงต่อสู้ เขาก็ไม่ได้สูงส่งนัก กำลังก็ไม่ได้มาก ห่างชั้นกว่าสวี่จ้งและเล่าเติ้งมาก ซ้ำยังด้อยกว่าบุนเพ่งผู้ยังเป็นเด็กหนุ่มเสียอีก แต่ประการที่สอง เขากลับห้าวหาญยิ่งนัก ราวกับเสือร้ายลงจากเขา หากจะใช้คำสี่คำพรรณนา ก็คือ "ดุดันไม่กลัวตาย"
ซุนเจินคิดไม่ตกจริง ๆ ว่าบุตรหลานตระกูลบัณฑิตผู้มีรูปงามดั่งสตรีเช่นนี้ เหตุใดในสมรภูมิจึงกลับเป็นดั่งคนสิ้นคิดเอาชีวิตเข้าแลกเช่นนั้น
บางทีอาจเป็นดั่งคำที่ว่า ยิ่งไม่กลัวตาย ก็ยิ่งตายยาก
แม้ในการประจัญ ซินอ้ายจะพบอันตรายหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็แคล้วคลาดผ่านพ้นมาได้ รบมาจนบัดนี้ เขายังไม่เคยบาดเจ็บแม้แต่ครั้งเดียว! พึงรู้ว่า แม้แต่ซุนเจินที่มีสวี่จ้ง เล่าเติ้ง เฉิงเยี่ยน เป็นต้น คอยอารักขาอย่างแน่นหนาตลอด ก็ยังบาดเจ็บมาแล้วถึงสองครั้ง!
คิดไม่ตกก็คงต้องคิดไม่ตกอยู่อย่างนั้น เวลานี้ซุนเจินก็ไม่มีเวลาจะไปสืบหาว่าเหตุใดซินอ้ายจึงต่างจากบุตรหลานตระกูลบัณฑิตอื่น ๆ ถึงเพียงนี้ ชั่วคราวได้แต่สรุปลงว่า บางคนนั้นกำเนิดมาเพื่อการสงครามโดยแท้
ครั้นได้ฟังคำของซินอ้าย ซีจื้อไฉก็หัวเราะว่า "อวี้หลางอาสาออกรบเอง ความห้าวหาญน่าชมเชยยิ่ง ทว่าตามที่ข้าเห็น เวลานี้ยังไม่ใช่จังหวะออกตี"
ซุนฮิวพยักหน้า เห็นพ้องกับความคิดของซีจื้อไฉ กล่าวว่า "โจรกบฏก็มีปัญญาเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ เมื่อคืนวานใช้กลตีให้ล้าทัพก่อน ทำให้พวกเราอ่อนล้า วันนี้ยังอาศัยอำนาจชัยจากการตีเมืองได้ เข้าตีหนักไม่หยุด เดิมการรักษาเมืองนั้น ฝ่ายตั้งรับอย่างเรามีเปรียบ นั่งสบายคอยข้าศึกเหนื่อยล้า เวลานี้กลับกลายเป็นพวกมันมีเปรียบ หากปล่อยไว้ไม่ใส่ใจ ก็คาดได้ว่า หลังจากตีทัพการรุกของพวกมันวันนี้ถอยไปแล้ว คืนนี้พวกมันก็คงมารบกวนพวกเราอีกเป็นแน่ เช่นนี้ ค่ำคืนก็ไม่ได้หลับสบาย กลางวันก็รบไม่หยุด พวกเราก็จะกลายเป็นทัพอ่อนล้า เช่นนี้ก็พ่ายแพ้ไม่ต้องสงสัย อวี้หลางว่าไม่ผิด ต้องออกนอกเมืองตีโต้กลับสักครั้งแล้ว แต่พี่จื้อไฉก็ว่าถูก เวลานี้ยังไม่ถึงจังหวะ"
ซินอ้ายถามว่า "เหตุใดเล่า"
"โจรกบฏกำลังจัดกระบวนเข้าตีเมืองครั้งถัดไป สายตาของโจรกบฏหลายหมื่นนอกเมืองล้วนจับจ้องอยู่ตรงนี้ นับว่าระวังระไวเข้มงวด พวกเราหากออกไปในยามนี้ ก็จะไม่ได้การดี"
"เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า"
ซุนฮิวกับซีจื้อไฉมองตากันที ต่างยิ้มตอบกัน แต่ก็ไม่ได้กล่าวออกมา หากแต่ยก "บทเด่น" นี้ให้แก่ซุนเจิน
ซีจื้อไฉกล่าวว่า "ท่านปิงเฉาเฉวียนปัญญาหลักแหลม กล้าหาญชำนาญศึก สองวันนี้นำหน้าไพร่พล แรกก็ออกนอกเมืองตีแตกข้าศึก ต่อมาก็สวมเกราะถืออาวุธ ฝ่าคมหอกย่ำคมดาบ นำทหารรักษาเมืองตีทัพการรุกของโจรกบฏถอยไปครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่ได้ท่านปิงเฉาเฉวียน เมืองของเราเกรงว่าคงเสียไปแล้ว ในเมื่อท่านปิงเฉาเฉวียนเรียกพวกเรามาปรึกษาการนี้ ก็ย่อมมีแผนการแน่นอนอยู่ในใจแล้ว พวกเราขอเงี่ยหูฟังก็แล้วกัน"
ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะเหน็ดเหนื่อยมาแต่เมื่อวาน หรือเป็นเพราะขลาดกลัว วันนี้ทั้งวันบุนไท่โส่วก็ไม่ได้โผล่หน้าออกมา เพียงแต่ส่งอู่กวานเฉวียนหานเลี่ยง จู่ปู้อ้องหลาน จี้ลี่กุยโต๋ และขุนนางผู้ใหญ่ของมณฑลเป็นต้น แยกย้ายกันไปคุมการรบตามกำแพงเมืองด้านต่าง ๆ บัดนี้ซุนเจินเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้รักษาเมืองอย่างไม่มีข้อกังขา เพื่อเสริมบารมีของเขา เรื่อง "แสดงบทเด่น" เช่นนี้จึงให้เขาทำเป็นดีที่สุด
จงฮิว ตู้อิ้ว ซินเปง ซินผี ซินอ้าย คนทั้งหลาย ต่างนั่งยอง ๆ ล้อมรอบซุนเจินเป็นครึ่งวง ถามขึ้นพร้อมกันว่า "ท่านซุนคิดเช่นไร"
"จื้อไฉ ก๋งตัด ว่าไม่ผิด เวลานี้ยังไม่ใช่จังหวะออกตี ตั้งแต่เมื่อวานมาจนวันนี้ โจรกบฏเข้าตีเมืองไม่หยุดมาสองวันแล้ว พวกเราเหน็ดเหนื่อย พวกมันก็เหน็ดเหนื่อยเช่นกัน! จงส่งคำสั่งของข้าออกไป ให้ทหารรักษาเมืองทุกหน่วยปลุกใจให้ฮึกเหิม ยืนหยัดต่ออีกบ่ายหนึ่ง คอยจนม่านราตรีหยั่งลง ข้าจะนำกำลังพลฝีมือดีออกนอกเมืองไปตีพวกมันด้วยตนเอง!"
การรบนั้นรบกันด้วยการชิงความเป็นฝ่ายกระทำ จะตั้งรับรอให้เขาตีอยู่ฝ่ายเดียวหาได้ไม่ จะพลิกการณ์ได้ก็มีทางเดียว คือเข้าตีด้วยตนเองเป็นฝ่ายกระทำ
——
## เชิงอรรถ
(1) สารด่วนปักขนนกขอกำลังหนุน แปลจาก "อวี่ซี" คือหนังสือศึกฉุกเฉินทางทหารยุคฮั่น ปักขนนกไว้เพื่อแสดงเหตุด่วน บุนไท่โส่วส่งไปยังราชสำนักขอกองทัพช่วยเหลือ
(2) ซานฮู่ฝ่า คือ "กฎสามต้องห้ามไขว้" สมัยฮั่น ห้ามขุนนางรับตำแหน่งในเขตบ้านเกิดของตน ยึดหลักให้รับราชการต่างถิ่น ด้วยเหตุนี้หวังหลินซึ่งไม่ใช่คนในมณฑลจึงหนีไปได้ ส่วนนายทหารเหล่านี้เป็นคนในมณฑลเองจึงหนีไปไม่ได้
(3) หยุนทรี (บันไดเมฆ) คือบันไดสูงสำหรับปีนกำแพงเมือง เป็นเครื่องตีเมืองอย่างหนึ่ง
(4) กงเฉิงเชอ คือรถกระทุ้งกำแพง รถโจมตีเมืองสำหรับทลายกำแพงและประตูเมือง
(5) หวั่งโหลว คือหอคอยตรวจการณ์ที่ตั้งขึ้นบนที่มั่นกองกลาง ใช้มองการณ์ในศึกล้อมเมือง
(6) โต้วโหมว คือหมวกเกราะเหล็ก ใช้สวมกันลูกธนูในการรบ