สามก๊กฉบับทะลุมิติ

ตอนที่ 281 ประจัญบานสุดชีวิตตีค่ายข้าศึกแตก (ตอนปลาย)

19 นาที· 4.3K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

# ตอนที่ 281 — ประจัญบานสุดชีวิตตีค่ายข้าศึกแตก (ตอนปลาย)

เผงทัว กงตู และเหอหงี ซึ่งอยู่ในเมืองซีหัว ส่งทหารออกเมืองหมายจะเข้าช่วยเล่าผี จูฮีก็ยกออกสกัดกั้นไว้

เล่าผีฉวยโอกาสนี้ระดมพลแนวหลังออกมาทั้งหมด พลโพกผ้าเหลืองนับพันนับหมื่นพากันตะโกนกึกก้องหลั่งไหลรุดหน้าขึ้นมา ทุกคนร้องว่า "ฟ้าครามดับสิ้น ฟ้าเหลืองจักผงาด" เสียงสะเทือนทั่วสี่ทิศ ดุจต้องอำนาจแห่งเสียงตะโกนอันลั่นฟ้าสะเทือนดินนั้น ทั่วสี่ทิศก็บังเกิดลมพัด ม้วนเอาฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย ลมพัดจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก ตรงเข้าใส่ทหารฮั่นพอดี ลมทรายเข้าตา ฝุ่นผงเข้าปาก แรงรุกอันรุนแรงของทัพฮั่นก็พลันชะงักงัน

แนวหน้าของกองเล่าผีซึ่งกำลังรบติดพันอย่างยากลำบาก เมื่อได้กำลังเสริมสด ๆ เข้าสมทบ เสียงโห่ร้องก็คึกคักขึ้นมหาศาล อาศัยแรงลมใหญ่นี้ช่วย ต่างพากันตะโกนคำรามว่า "ฆ่าโจรฮั่น สถาปนาฟ้าเหลือง" แล้วเปิดฉากตีโต้กลับ ทหารฮั่นรบมาเนิ่นนาน พลส่วนใหญ่ล้าอ่อน ทั้งต้องลมใหญ่ขวางกั้น ทั้งถูกกำลังเสริมสดของกองเล่าผีตีย้อนกลับ ก็ทานมิอยู่ ถอยร่นทีละขั้น ๆ

ทัพกลางของทหารฮั่น ริมธงแม่ทัพ บนหอสังเกตการณ์

ฮองฮูสง จ้าวฉิน นายกองสองคนแห่งทหารห้ากองทัพเหนือ กับฟู่เซี่ยและบรรดาซือหม่านายกองทั้งหลาย ครั้นได้ยินเสียงตะโกนของทัพโพกผ้าเหลืองอันสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน อีกทั้งเห็นลมใหญ่พลันพัดขึ้น ฝุ่นทรายม้วนตลบ เล่าผีก็ระดมพลแนวหลังหมื่นเศษเปิดฉากตีโต้ ทหารฮั่นแนวหน้าถอยร่นทีละขั้น นายกองสองคนแห่งทหารห้ากองทัพเหนือก็ตื่นตระหนกจนสิ้นสติ มองหน้ากันด้วยความขวัญหนี หมายจะหนีเอาตัวรอด กล่าวแก่ฮองฮูสงว่า "ใต้เท้า การคับขันแล้ว ไฉน ไฉน ไฉนจึงพลันบังเกิดลมใหญ่เช่นนี้ หากให้พลโจรฉวยโอกาสตีโต้ได้ทีไป ทัพเราต้องพ่ายแพ้แน่ ขอจงรีบมีคำสั่งให้แนวหน้าถอยกลับ กลับเข้าค่ายไปเถิด"

ฮองฮูสงนั่งสงบมิไหวติง ฟังถ้อยคำของทั้งสองดุจมิได้ยิน

นายกองสองคนนั้นมองหน้ากันไปมา แล้วกล่าวแก่ฮองฮูสงอีกว่า "ใต้เท้า ลมทวนทิศมิเป็นคุณแก่ทัพเรา ศึกนี้รบมิได้แล้ว สู้ถอยกลับเข้าค่ายเสียก่อน พักผ่อนซ่อมพลซ่อมม้า รุ่งขึ้นจึงค่อยรบใหม่มิดีกว่าหรือ"

ทั้งสองวิงวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าฮองฮูสงมิปรากฏอารมณ์แม้น้อย เย็นชาดุจน้ำแข็ง เขาชักกระบี่ที่คาดเอวออกมา ชี้ไปยังคทาอาญาสิทธิ์แห่งราชสำนักฮั่นที่ตั้งอยู่ข้างกาย กล่าวว่า "ข้ารับโองการแห่งโอรสสวรรค์ คุมทัพแห่งโอรสสวรรค์ ออกมาปราบพลโจร โอรสสวรรค์พระราชทานคทานี้แก่ข้า…" แล้วชักกระบี่กลับมาวางบนตัก ใช้มือชี้ที่กระบี่ "พระราชทานกระบี่นี้แก่ข้า มอบอำนาจสิทธิ์ขาดในการฆ่าฟันแก่ข้า บัดนี้ปราบพลโจรแห่งยีหลำ แพ้ชนะอยู่ในการรบครั้งนี้ ผู้ใดเอ่ยถ้อยให้ถอย ประหาร"

ปกตินั้นฮองฮูสงรักทหารดุจบุตร ขุนพลใต้บัญชาเพียงมิฝ่าฝืนคำสั่งทัพ เขาก็ถามทุกข์สุขด้วยใบหน้าอันเมตตา ครานี้พอเขาทำหน้าเคร่งขึง กลับมีอำนาจน่าเกรงขามในตัว นายกองสองคนนั้นก็มิกล้าเอ่ยเรื่องถอยทัพอีก ฮองฮูสงชักกระบี่กลับ เสียบเข้าเอวอย่างใจเย็น นั่งคุกเข่าบนแท่น เพ่งมองการรบเบื้องหน้า ผ่อนน้ำเสียงลง กล่าวแก่ทหารถือสารว่า "จงนำคำสั่งของข้าไป บอกว่าธงใหญ่ของข้าอยู่ตรงนี้" ถ้อยนี้ก่อนเปิดศึกเขาเคยกล่าวมาหนหนึ่ง บัดนี้กล่าวอีกหน แต่ความหมายกลับเป็นว่า ข้ามิถอย พวกเจ้าก็มิให้ถอยเช่นกัน

ทหารถือสารหลายสิบนายรับคำสั่ง ควบม้าออกจากแนว วิ่งไปยังเบื้องหน้า ถึงแนวหน้าที่ทหารฮั่นกับพลโพกผ้าเหลืองปะทะกันอยู่ ก็ควบม้าห้อไปท้ายแนว ร้องพร้อมกันว่า "คำสั่งใต้เท้า 'ธงใหญ่ของข้าอยู่ตรงนี้' คำสั่งใต้เท้า 'ธงใหญ่ของข้าอยู่ตรงนี้'"

คนนับหมื่นปะทะกัน ฆ่าฟันสะเทือนฟ้า ประกอบกับเสียงตะโกนของทัพโพกผ้าเหลือง ทั้งมีลมใหญ่ คำสั่งนี้แทบไม่มีผู้ใดได้ยิน แต่หาเป็นไรไม่ ไม่ช้า พลสำรองฮั่นหมื่นเศษที่อยู่ท้ายทัพกลางก็ได้รับคำสั่งของฮองฮูสง ต่างร้องพร้อมกันว่า "คำสั่งใต้เท้า 'ธงใหญ่ของข้าอยู่ตรงนี้'" คนหมื่นเศษร้องพร้อมเสียงเดียว ก็กลบเสียงโห่ฆ่าและเสียงตะโกนของพลโพกผ้าเหลืองเบื้องหน้าลงในพริบตา

เสียงร้องนี้ลอยเข้าหูซุนเจิน ซุนเจินคิดในใจว่า "ลมพลันพัดขึ้น มิเป็นคุณแก่ทัพเรา ตามจริงบัดนี้ควรค่อย ๆ ถอย ทว่าเล่าผีระดมพลหมื่นเศษแนวหลังออกมาแล้ว ทัพเราแนวหน้ารบมานาน ทหารส่วนใหญ่ล้าอ่อน หากถอยอย่างง่าย ๆ ต้องพ่ายแพ้ยับเยินแน่" แล้วคิดอีกว่า "กองข้าตะลุยอยู่หน้าสุด ทิ้งกองอื่น ๆ ไว้ข้างหลังหมดแล้ว หากถอยจริง ผู้ที่ซวยก่อนใครก็คือกองข้า" คิดถึงตรงนี้ เขาก็ชักดาบออกมา ออกคำสั่งว่า "ธงแม่ทัพของท่านฮองฮูอยู่ตรงโน้น ข้า อยู่ตรงนี้"

กองพลของเขากองนี้กล้าแกร่งยิ่งนัก ภายใต้การพัดกระหน่ำของลมใหญ่ที่พลันบังเกิด และเมื่อข้าศึกเบื้องหน้าได้กำลังเสริมสดเป็นทัพใหญ่ ก็กลับมิได้ทานมิอยู่ถอยร่นทีละขั้นดังทหารฮั่นกองอื่น ๆ บัดนี้ยิ่งมีคำสั่งจากซุนเจินนี้ ตั้งแต่หัวหน้ากองแต่ละกองอย่างเล่าเติ้ง สวี่จ้ง เจียงฉิน ลงไปจนถึงนายหมวด นายหมู่ นายสิบ นายห้า บรรดานายทหารน้อยใหญ่ทุกระดับ ล้วนเป็นผู้ที่ติดตามซุนเจินมาแต่ครั้งอยู่ตำบลตะวันตก ต่างก็โห่ร้องด้วยใจหาญกล้า มิเพียงไม่ถอย กลับยิ่งรุกหน้าหนักขึ้น

ในยามนี้หากมองลงมาจากกลางเวหา จะเห็นว่าด้านตะวันออกของสมรภูมินี้ มีพลโพกผ้าเหลืองออกมาจากแนวหลังเข้าสมทบการรบมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนด้านตะวันตก ธงแม่ทัพของฮองฮูสงตั้งตระหง่านมิไหวติงอยู่กลางทัพ พลสำรองฮั่นหมื่นเศษที่ท้ายทัพกลางก็ยืนนิ่งมิเคลื่อนไหว ตรงกลางระหว่างสองด้านตะวันออกตะวันตกคือสมรภูมิปะทะกัน ทหารฮั่นที่ตะลุยอยู่หน้าสุดมีห้าขบวน ห้าผืนธง ในยามนี้ ธงสี่ผืนล้วนถอยร่นไปข้างหลัง มีเพียงธงผืนที่สามนับจากซ้ายมือเท่านั้นที่มิเพียงไม่ถอย กลับเคลื่อนรุดไปข้างหน้า

ภาพนี้ผู้ที่อยู่บนหอสังเกตการณ์ในทัพกลางของฮั่นแลเห็น จ้าวฉินร้องอุทานด้วยความพิศวงว่า "นี่เป็นกองของผู้ใด ผู้เดียวเด่นโดดท่ามกลางทั้งปวง"

ฟู่เซี่ยตอบว่า "เป็นกองของซุนซือหม่า"

จ้าวฉินกล่าวว่า "ขุนพลกล้าแท้ ขุนพลกล้าแท้ อนิจจา หากในเมืองยีหลำของเรามีผู้นี้ ก็คงมิเกิดภัยโจรเช่นวันนี้ บางทีอาจปราบเผงทัว เหอหงี เล่าผี กงตู เหล่าโจรลงเสียได้แต่เนิ่นนาน"

ฮองฮูสงจ้องมองธงทัพของซุนเจินอยู่นาน เห็นมันสะบัดพลิ้วในสายลม แม้เชื่องช้าแต่ก็รุดหน้าอย่างมั่นคง ท่ามกลางวงล้อมของธงทัพโพกผ้าเหลืองหลายสิบนับร้อยผืน ธงผืนนี้ดุจเรือลำน้อยแล่นทวนน้ำทวนลมในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เขาก็พยักหน้าในใจ ชมเชยอยู่เงียบ ๆ

ฟู่เซี่ยส่วนใหญ่เพ่งมองขบวนทหารฮั่นกองอื่น ๆ กับความเป็นไปของพลโพกผ้าเหลืองที่ออกมาจากแนวหลังมากกว่า เขากล่าวแก่ฮองฮูสงว่า "ใต้เท้า พลโจรแนวหลังเข้าสมทบการรบเป็นส่วนใหญ่แล้ว ทหารฮั่นแนวหน้าหมื่นคนนี้เกรงว่าจะทานมิอยู่ จะส่งพลหมื่นเศษที่เหลือนี้ขึ้นไปหรือไม่"

ฮองฮูสงสงบนิ่งใจเย็น กล่าวว่า "คอยอีกหน่อย" เขามิมองขบวนทหารฮั่นกองอื่น มองแต่ขบวนของซุนเจิน

ผ่านไปอีกชั่วยามหนึ่งเศษ สำหรับผู้บนหอสังเกตการณ์แล้ว นี่เป็นชั่วยามที่ทรมานยิ่ง พวกเขาอยู่ที่สูงมองลงต่ำ เห็นความเป็นไปทั้งหมดของสนามรบได้ชัดเจน ในยามนี้ นอกจากกองของซุนเจินกองเดียวแล้ว ทหารฮั่นที่เหลือล้วนพ่ายถอยมิหยุด อีกทั้งมิใช่ค่อย ๆ ถอยดังเดิม กลับค่อยกลายเป็นถอยก้าวใหญ่ ถอยกลับไปเกือบถึงจุดที่แรกปะทะกับทัพโพกผ้าเหลืองแล้ว ความได้เปรียบที่เคยชนะมาในสนามรบก่อนหน้า แทบถูกทัพโพกผ้าเหลืองช่วงชิงกลับคืนไปจนสิ้น

ฟู่เซี่ยกล่าวด้วยความร้อนรนว่า "ใต้เท้า หากมิเพิ่มกำลังก็จะทานมิอยู่แล้ว"

ฮองฮูสงจ้องมองธงทัพของซุนเจิน เห็นธงผืนที่รุดหน้ามิหยุดยั้งนี้ค่อย ๆ หยุดแรงรุกลง เขาก็ผุดลุกขึ้น กล่าวว่า "ได้เวลาแล้ว จงนำคำสั่งของข้าไป ทั้งทัพจู่โจม พลราบยกเข้าปะทะพลโจรซึ่งหน้า พลม้าตีโอบเข้าจากปีกข้าง"

บนหอสังเกตการณ์เสียงกลองศึกครึกครื้นกระหึ่มขึ้น ฮองฮูสงหันมองฟู่เซี่ย ส่งกระบี่ของตนให้เขา ออกคำสั่งว่า "เจ้าจงคุมศึกแทนข้า ผู้ใดขลาดมิรุดหน้า ประหาร" ฟู่เซี่ยขานรับเสียงดัง รับกระบี่ของฮองฮูสง ประคองไว้ในมือ หันกายลงจากหอสังเกตการณ์ ระดมกองพลของตน เร่งพลฮั่นหมื่นเศษแนวหลังออกรบ ตามคำสั่งฮองฮูสง พลฮั่นแนวหลังแบ่งเป็นสองส่วน พลราบเกือบหมื่นข้ามทัพกลางขึ้นไปเสริมกองพลเบื้องหน้า ปะทะพลโพกผ้าเหลืองซึ่งหน้า อีกส่วนคือพลม้าสามฮ่อสามพันเศษ ตีโอบเข้าจากปีกข้าง

พลม้าสามฮ่อเหล่านี้ บางส่วนมิได้ร่วมรบมาแต่ต้น บางส่วนเคยร่วมรบแล้ว คือพลม้าพันเศษที่เคยปะทะกับทหารม้าโพกผ้าเหลืองทางด้านเหนือเมื่อก่อน พลม้าพันเศษนี้ครั้นตีทหารม้าโพกผ้าเหลืองแตกพ่ายแล้ว ก็รับคำสั่งฮองฮูสง มิได้รุกต่อ หากกลับเข้าแนวหลัง บัดนี้ถึงเวลาที่พวกเขาจะทุ่มสุดกำลังออกตีแล้ว เหตุที่ฮองฮูสงมิได้ใช้ทหารม้าจู่โจมแต่แรก ก็เพื่อล่อพลหมื่นเศษแนวหลังของเล่าผีออกมานั่นเอง หากใช้ทหารม้าจู่โจมตั้งแต่ต้น บางทีอาจชนะได้ง่ายกว่า แต่เล่าผีเมื่อเสียทีก็ย่อมถอยกลับหดตัวอยู่ในค่าย เช่นนั้นก็ยังต้องไปตีค่ายทัพโพกผ้าเหลืองอีก สู้กวาดล้างเสียให้สิ้นในสนามรบในคราวเดียวมิได้

ฟู่เซี่ยกระโดดขึ้นม้าโบกกระบี่ คุมกองพลกำกับศึก พลสดฮั่นเกือบหมื่นทุ่มลงสนามรบ ยับยั้งความพ่ายถอยของทหารฮั่นไว้ได้ พลม้าสามฮ่อสามพันเศษตีเข้าจากด้านข้าง พริบตาก็ทะลวงเข้าปีกของกองเล่าผีที่ตั้งตัวมิทัน สองด้านออกแรงพร้อมกัน แรงกดดันที่ประเชิญหน้ากองของซุนเจินก็เบาลงทันที ซุนเจินมิต้องมองก็รู้ นี่ต้องเป็นฮองฮูสงส่งทัพหลังและทหารม้าขึ้นมาแน่

เขาเอาดาบชี้ไปข้างหน้า ออกคำสั่งเสียงดังว่า "ใต้เท้าส่งทัพหลังและทหารม้าขึ้นรบแล้ว เวลาตัดสินชัยชนะอยู่ในขณะนี้ ผู้ใดเข้าค่ายโจรได้ก่อน รางวัลเงินหนึ่งแสน ผู้ใดสังหารเล่าผีได้ รางวัลเงินหนึ่งแสน"

พลใต้บัญชาพันเศษของเขา รบมาถึงบัดนี้ล้วนสิ้นเรี่ยวแรง แต่พอได้ยินว่าฮองฮูสงส่งทัพหลังและพลม้าขึ้นรบแล้ว ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม อีกทั้งผู้สังหารเล่าผีและผู้เข้าค่ายข้าศึกได้ก่อนต่างได้รางวัลเงินหนึ่งแสน ก็กลับมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยมขึ้นมาทุกคน

รางวัลที่ซุนเจินตั้งนี้มีกลเม็ดอยู่ การสังหารเล่าผีต้องอาศัยทั้งฝีมือและโชค พลส่วนใหญ่ทำมิได้ ส่วนการเข้าค่ายข้าศึกได้ก่อนนั้นฟังดูง่ายกว่ามาก กองพลข้าศึกล้วนอยู่นอกค่าย ในค่ายแทบไม่มีผู้รักษา ดุจค่ายร้าง เพียงทะลวงแนวข้าศึกได้ บุกเข้าค่ายร้างของข้าศึกก็จะได้รางวัลเงินหนึ่งแสน คนทั้งปวงต่างหาญกล้า ตะลุยฆ่ารุดหน้า

บนหอสังเกตการณ์ในทัพกลาง ฮองฮูสงยืนขึ้น เดินไปยังราวจับของหอ จับราวไว้ เอนกายมองสนามรบในระยะไกล แลเห็นธงทัพของซุนเจินเริ่มตะลุยรุดหน้าต่อไปอีก ข้าศึกผู้ขวางหน้าราบคาบ เขาชื่นชมอย่างจริงใจ ชอบใจในตัวซุนเจินยิ่งนัก อุทานว่า "ความสำเร็จของผู้นี้ในวันหน้าบางทีอาจเหนือกว่าข้ามากนัก ผู้ที่จะปราบชายแดนปราบโจรให้ราชวงศ์ฮั่นสงบสุขในกาลข้างหน้า จะเป็นผู้นี้กระมัง" หากวันหน้ามี "พลโจร" ก่อกบฏอีก หรือชนเกี๊ยงแห่งชายแดนรุกล้ำแผ่นดินฮั่นอีก ผู้ที่จะระงับศึกสงครามทำให้ชายแดนสงบสุข บางทีก็คงเป็นผู้นี้แล

ในสมรภูมิ ตันเต้าขอออกรบอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ซุนเจินกล่าวว่า รอถึงคราวตัดสินชัยชนะค่อยส่งตันเต้าออกไป บัดนี้ถึงคราวตัดสินชัยชนะแล้ว เขาก็ยินยอมตามคำขอของตันเต้าอย่างเต็มใจ มอบทหารสละชีพยี่สิบนายให้เขา อีกทั้งมอบทหารสละชีพยี่สิบนายให้เตียนอุย สั่งทั้งสองว่า "จงเข้าแทนที่จวินชิง อาเติ้ง และแปะฉินตะลุยแนว" แล้วสั่งซินอ้ายว่า "นำพลม้าของเจ้าอ้อมกองของจวินชิง อาเติ้ง แปะฉิน เข้าตีพลโจรจากปีกข้าง" สามคนรับคำสั่ง ต่างนำกองพลของตน ดุจพยัคฆ์หลุดกรง อ้อมกองพลเบื้องหน้า พุ่งเข้าใส่พลโพกผ้าเหลืองฝ่ายตรงข้าม

ใต้บัญชาซินอ้ายเดิมมีพลม้าสองร้อย ครั้นเข้ายีหลำผ่านศึกหลายครั้ง ล้มตายไปสิบกว่าม้า เหลือร้อยแปดสิบเศษ ควบม้าออกไป อ้อมกองพลทั้งหลาย ทะลวงเข้าแนวพลโพกผ้าเหลืองฝ่ายตรงข้ามอย่างหนักหน่วง พวกเขาบำรุงกำลังสะสมเรี่ยวแรงมานาน ม้าเร็วทวนยาว พลโพกผ้าเหลืองทานมิอยู่ เตียนอุยกับตันเต้าเข้าแทนที่สวี่จ้ง เล่าเติ้ง เจียงฉิน ต่างนำทหารสละชีพยี่สิบนาย ตะโกนทะลวงเข้าไป คนหนึ่งกวัดแกว่งจี่เหล็กยาว ใต้จี่เหล็กอันหนักหน่วงนั้น ไม่มีข้าศึกผู้ใดทานได้แม้เพลาเดียว อีกคนหนึ่งขี่ม้ากระชับทวนทะลวงแนว เดี๋ยวก็ตวาดวนรอบ เดี๋ยวก็โถมทวนพุ่งเข้า ข้าศึกที่ประเชิญหน้าถูกสังหารสิ้น

ตันเต้าเฝ้าหาธงแม่ทัพของเล่าผีตลอด ทว่าข้าศึกเบื้องหน้ามากเกินไป หามิพบ จำต้องร่วมกับเตียนอุยตะลุยฆ่าข้าศึกเบื้องหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่ไปก่อน เล่าเติ้งมิยอมน้อยหน้า นำกองพลตามขึ้นไปพร้อมสวี่จ้ง เจียงฉินและคนอื่น ๆ ซุนเจินนำหยวนจงชิง จั่วปั๋อโหวและทหารองครักษ์ คุมสองกองของเฉินเปาและซุนเฉิงหนุนหลังให้พวกเขา ปีกข้างมีพลม้าฮั่นตีโอบ ด้านหน้ามีพลสดฮั่นเกือบหมื่นที่ฟู่เซี่ยกำกับเข้าสมทบ ภายในมีกองของซุนเจินกองนี้รับลมโห่ร้อง ตะลุยอย่างหนักหน่วง เล่าผีส่งพลสำรองขึ้นเร็วเกินไป ครานี้ไม่มีพลให้ส่ง ทั้งซ้ายขวาก็ทานมิไหว

ทหารฮั่นทุกกองพร้อมใจกันรบสุดชีวิต เลือดนองนอกเมือง ตีกองพลเล่าผีสามหมื่นเศษแตกยับ แล้วยังรุกหนักต่อ บุกเข้าตีค่ายใหญ่ของเล่าผี

มิรู้เวลาใด ลมสงบลง ซุนเจินก็มิรู้ว่าตนทะลวงแนวพลของเล่าผีได้แต่เมื่อใด ในท่ามกลางทหารฮั่นหลายหมื่น เขาเป็นผู้แรกที่ตะลุยเข้าค่ายของเล่าผี ประเชิญหน้ากับค่ายทหารอันว่างเปล่าเบื้องหน้า เขาหันม้ามองไปข้างหลัง เบื้องหลังเขา ในสนามรบมีศพระเกะระกะ เลือดนองเป็นสายธาร ทหารฮั่นแบ่งเป็นยี่สิบสามสิบกอง กำลังไล่ฆ่าพลพ่ายของเล่าผีที่แตกกระจัดกระจาย

เขาเบือนหน้ามองไปทางทิศใต้ ทางจูฮีนั้นก็หยุดการรบลงแล้ว ธงแม่ทัพของเล่าผีรีบหนีลงใต้อย่างอลหม่าน ได้กองของเผงทัวและเหอหงีช่วยไว้ กำลังถอยกลับเข้าเมือง เขามองไปยังทัพกลางของทหารฮั่นอีก ริมหอสังเกตการณ์อันสูงตระหง่านกลางทัพ ธงแม่ทัพของฮองฮูสงสะบัดพลิ้ว เบื้องหลังหอสังเกตการณ์และธงแม่ทัพ เมฆแดงเต็มฟ้า ตะวันคล้อยลงทิศตะวันตก ศึกประจัญบานครั้งนี้ รบติดพันมาตั้งแต่ยามเซิน(1)จนกระทั่งสนธยาคลุมลง

เขาเหลียวมองทหารหาญรอบข้าง ต่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ายิ่ง บ้างยันอาวุธยืนทรงตัวอย่างฝืน ๆ บ้างทรุดนั่งลงกับพื้น ล้วนหอบหายใจ ทว่าใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มเบิกบานแห่งผู้ชนะหลังศึก ตันเต้าทั้งตัวอาบเลือด ถือทวนเดินมาเบื้องหน้าซุนเจิน ลงจากม้าคุกเข่าลงขอคำสั่งว่า "ท่านซุน ขอจงมอบพลม้าให้เต้าห้าสิบนาย เต้าขออาสาไปไล่ติดตามเล่าผี"

## เชิงอรรถ

(1) ยามเซิน — ยามตามนาฬิกาจีนโบราณ ราวบ่ายสามโมงถึงห้าโมงเย็น

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป