# ตอนที่ 282 — ปีนกำแพงนำหน้าทลายเมืองตัดศีรษะเล่าผี
ตันเต้าขออาสานำกำลังไล่ตามเล่าผี ซุนเจินมิได้ยินยอม กล่าวว่า "ทัพเรารบมานาน พลทหารอ่อนล้า ส่วนกองโจรในเมืองนั้นเพิ่งยกออกมา นี่เป็นการเอาความสบายเข้าปะทะความเหนื่อย ไล่ตามมิได้ จงกลับเข้าค่ายก่อนเถิด วันนี้เราตีค่ายโจรแตกใหญ่ อีกไม่ช้าก็จะเริ่มเข้าตีเมือง ถึงคราวนั้นย่อมมีโอกาสให้เจ้าแก้แค้นเอง" สิ่งที่ซุนเจินกล่าวล้วนตรงตามความเป็นจริง ตันเต้าจึงได้แต่รับคำ
ซุนเจินรวบรวมไพร่พลของตน สั่งให้ซุนเฉิง เฉินเปา และผู้อื่นนำพลในกองของตนเข้ากวาดตรวจค่ายโพกผ้าเหลือง เพื่อมิให้มีพลโพกผ้าเหลืองที่ยังหนีไม่พ้นหลงเหลืออยู่ พร้อมทั้งปิดผนึกตรวจนับเสบียงพัสดุต่าง ๆ ในค่าย แล้วใช้คนไปแจ้งความแก่ฮองฮูสงและจูฮีให้ทราบ
บัดนี้ฮองฮูสงและจูฮียังมิว่างมาตรวจนับสิ่งของที่ยึดได้ ด้วยกองโพกผ้าเหลืองในเมืองรับเล่าผีเข้าเมืองแล้วปิดประตูเมืองแน่นหนา จูฮีจึงให้กำลังส่วนหนึ่งคอยเฝ้าระวังอยู่นอกเมือง เพื่อป้องกันมิให้พวกนั้นตีย้อนกลับมา แล้วแบ่งกำลังที่เหลือไปสมทบตามคำสั่งของฮองฮูสง ไล่สังหารข้าศึกที่แตกพ่ายหนีกระจัดกระจาย ฝ่ายซุนเจินเหน็ดเหนื่อยจนหมดแรง มิได้เข้าร่วมในขบวนไล่ตามข้าศึกที่แตกพ่าย เขานั่งลงกับพื้น พิงรั้วไม้หน้าประตูค่ายของเล่าผี ภายใต้แสงทองยามอาทิตย์อัสดง มองไปยังสมรภูมิอันไกลโพ้นซึ่งทหารฮั่นกองต่าง ๆ กำลังขยายผลแห่งชัยชนะ และข้าศึกที่กลับเข้าไปในเมืองแล้ว
ศึกครั้งนี้รบมาด้วยความยากลำบากยิ่งนัก ทว่าในที่สุดก็นับว่าได้ชัยชนะ
จนล่วงถึงวันรุ่งขึ้น พลม้าสามฮ่อ(1) หลายพันนาย กับพลเดินเท้าอีกกว่าสองหมื่น จึงหยุดการไล่ล่าข้าศึกที่แตกหนี ต่างได้ชัยกลับเข้าค่าย ครั้นนับผลแห่งชัยชนะ ตัดศีรษะข้าศึกได้กว่าห้าพัน จับเป็นเชลยได้เกือบสองหมื่น ครั้นตรวจนับความเสียหายของฝ่ายตน ทหารฮั่นที่ออกศึกกว่าสี่หมื่น บาดเจ็บล้มตายกว่าสามพัน นับว่าได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่โดยแท้ ฮองฮูสง จูฮี เตียวเขียม และผู้อื่นมายังค่ายของเล่าผี ในค่ายมิมีสิ่งใดนัก ยึดได้ก็มิมาก ด้วยค่ายนี้อยู่ใกล้อำเภอซีหัวเกินไป มิมีค่าควรแก่การตั้งรักษาไว้ ตรวจตราดูรอบหนึ่งแล้วก็สั่งให้คนจุดไฟเผาทำลายเสีย แล้วกลับเข้าค่ายของตน
หลังศึกบำเหน็จความชอบ ซุนเจินได้รับความชอบใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ฮองฮูสงบันทึกความชอบใหญ่ให้แก่เขา เขาเองก็ปูนบำเหน็จแก่พลทหารในกองของตน หาตัวพลทหารผู้ที่บุกเข้าค่ายเล่าผีได้เป็นคนแรก สมดังคำสัตย์ที่ลั่นวาจาไว้ จึงให้รางวัลแก่ผู้นั้นเป็นเงินหนึ่งแสนเหรียญ
ทหารฮั่นพักฟื้นกำลังอยู่สองวัน แล้วบากบั่นต่อไป เริ่มเข้าตีเมือง
ครั้นกวาดล้างค่ายเล่าผีนอกเมืองหมดสิ้นแล้ว ทหารรักษาเมืองในอำเภออื่น ๆ ของเมืองยีหลำส่วนใหญ่ล้วนเป็นพลแก่ชราอ่อนแอเกินกว่าจะรบ อีกทั้งมิกล้ายกมาช่วย จึงมิมีความกังวลด้านหลัง อาจทุ่มกำลังเข้าตีเมืองได้เต็มที่ ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น เมืองซีหัวนี้ก็ยังตียากยิ่งนัก
ในเมืองยังมีพลโพกผ้าเหลืองชั้นยอดอยู่ห้าหมื่น ทั้งเผงทัว กงตู เหอหงี เล่าผี เหล่าแม่ทัพล้วนเป็นผู้เด่นในหมู่หัวหน้ากองโพกผ้าเหลืองแห่งยีหลำ อีกทั้งคงด้วยได้รับผลกระทบจากที่เล่าผีพ่ายแพ้ยับเยิน ในศึกป้องกันเมืองที่ตามมา พวกเขามิยอมยกออกนอกเมืองเลย เอาแต่ตั้งรักษาตายในเมือง ทหารฮั่นมีเพียงสี่หมื่นเศษ ส่วนในเมืองมีข้าศึกเต็มห้าหมื่น ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ "มากกว่าสิบเท่าจึงล้อม" อีกทั้งทหารฮั่นยังมิมากเท่าทหารรักษาเมืองเลย ศึกนี้จึงยากจะรบ
ฮองฮูสงและจูฮีเปิดการประชุมศึก เดิมหมายใช้อุบายล่อทหารรักษาเมืองออกมา หากแต่เผงทัว กงตู เหอหงี เล่าผีมิหลงกล จึงจนหนทาง ได้แต่เข้าตีด้วยกำลัง ฮองฮูสงสั่งให้เร่งสร้างรถเหวี่ยงหิน(2) หลายสิบคัน เหวี่ยงหินเข้าใส่ทั้งกลางวันกลางคืนมิหยุดหย่อน แม้สร้างความเสียหายแก่กองโพกผ้าเหลืองมิน้อย ทว่าก็เพียงเท่านั้น สามวันเข้าตีอย่างหนักห้าครั้ง มิอาจบุกเข้าเมืองได้
ซุนฮิวเสนออุบายว่า ให้สร้างเนินดินขึ้นนอกเมือง อาศัยที่สูงตีโถมลงไป จึงระดมคนหมื่นนายขนดินหินมาจากที่ไกล ก่อเนินดินสูงสามลูกขึ้นนอกเมืองซีหัว ให้พลธนูหน้าไม้ขึ้นไปอยู่บนเนิน ระดมยิงธนูยิงหน้าไม้ลงไปในเมือง ประกอบกับการเข้าตี ทว่าก็ยังหาเกิดผลไม่
ฮองฮูสงใช้อุบายของฟู่เซี่ยอีก สั่งให้พลทหารยกโล่ขึ้นบัง รับลูกธนูและก้อนหินจากในเมือง แล้วเข็นรถกระทุ้งกำแพง(3) หมายทลายประตูเมืองให้แตกด้วยกำลัง ก็ทลายได้จริง หากแต่พลโพกผ้าเหลืองในเมืองมากเกินไป เหอหงีคุมกำลังตั้งรักษาตาย ทหารฮั่นมิอาจบุกฝ่าเข้าไปได้เลย ทั้งรถกระทุ้งกำแพงยังถูกเหอหงีฉวยโอกาสเผาทำลายเสียอีก
ฮองฮูสงสั่งให้ทั้งทัพแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้จูฮีนำ ทำทีเข้าตีกำแพงเมืองด้านตะวันออกและด้านใต้ ครั้นล่อให้ข้าศึกเคลื่อนกำลังไปทางนั้นแล้ว จึงนำกำลังหลักเข้าตีกำแพงเมืองด้านตะวันตกอย่างหนัก ทหารฮั่นปีนขึ้นถึงเชิงเทินเมืองซีหัวได้เป็นครั้งแรก ทว่าก็ถูกเล่าผีนำพลกล้าตายห้าร้อยนายขับไล่ลงมาเสียอีก
แม้เล่าผีจะเป็นแม่ทัพของกองที่พ่ายแพ้ ทว่ากล้าหาญดุดันโดยแท้ สวมเกราะหนัก ถือขวานใหญ่ ตั้งรักษาอยู่บนกำแพงด้านตะวันตก ดุจชายผู้เดียวเฝ้าด่าน หมื่นคนก็มิอาจฝ่า แม่ทัพฮั่นหลายนายตีขึ้นถึงเชิงเทิน ก็ถูกเขาตีตกลงมาสิ้น ตันเต้าอาสาเอง นำพลกล้าสองร้อยนาย สวมเกราะถือดาบ ปีนป่ายบันไดเมฆ(4) ยังมิทันปีนถึงยอดกำแพง บังเอิญต้องลูกหน้าไม้ ในบัดดลบันไดเมฆก็ถูกพลโพกผ้าเหลืองบนกำแพงผลักล้มลง โชคดีที่ด้านล่างมีพลทหารยอมเสี่ยงชีวิตเข้ารับร่างเขาไว้ จึงรอดพ้นมิตกลงมาตาย ทว่าก็ยังบาดเจ็บเล็กน้อย
ฮองฮูสงใช้อุบายของซีจื้อไฉอีก เปลี่ยนมาใช้การเข้าตีด้วยไฟ รวบรวมพลง้างหน้าไม้(5) ทั่วทัพได้หลายพันนาย อาศัยยามค่ำคืนระดมยิงธนูไฟเข้าไปในเมือง ธนูไฟพุ่งขึ้นสู่นภาราตรี ดุจดอกไม้ไฟเต็มฟ้า ตกลงในเมืองก่อให้เกิดเพลิงลุกไหม้ ทว่าด้วยข้อจำกัดแห่งระยะยิง จึงล่อให้ไฟติดได้เพียงบริเวณใกล้กำแพงเมืองเท่านั้น พลทหารในเมืองตักน้ำมาดับเสียได้
ฮองฮูสงคิดจะขุดอุโมงค์เข้าตีอีก ทว่าหารู้ไม่ว่าเมืองซีหัวอยู่ติดน้ำ ใต้ดินชื้นแฉะ ดินร่วนซุย ยากจะขุดอุโมงค์ให้ยาวได้ มีนายทหารเสนออุบายว่า สู้ชักน้ำจากแม่น้ำที่อยู่ไกลมาท่วมเมืองมิได้ ทว่าเวลานี้เป็นเดือนสามฤดูวสันต์ ยังมิถึงฤดูร้อนที่น้ำหลาก อุบายนี้จึงยากจะทำได้
เป็นเช่นนี้อยู่ เข้าตีเมืองกว่าสิบวัน พลทหารทั้งสองฝ่ายล้วนอ่อนล้า ทว่าเมืองก็ยังอยู่ในมือกองโพกผ้าเหลือง ทหารฮั่นมิอาจตีได้ เห็นว่าเวลาล่วงเข้าเดือนสี่แล้ว ล้อมเมืองมาเกือบเดือนหนึ่ง ตีเมืองมิแตก ฮองฮูสงและจูฮีจึงเปิดการประชุมศึกอีกครั้ง เรียกประชุมเหล่าแม่ทัพมาปรึกษาในเรื่องนี้
ซุนเจินตลอดหลายวันมานี้นำพลในกองของตนสมทบกับกองอื่นของทหารฮั่น เข้าตีเมืองมาแล้วห้าครั้ง เล่าเติ้ง เตียนอุย ตันเต้า สวี่จ้ง เจียงฉิน เหล่าแม่ทัพผลัดเปลี่ยนกันเข้าตี แม้ตีขึ้นถึงเชิงเทินได้หลายครั้ง ทว่าก็ล้วนต้องถอยกลับโดยมิเกิดผล การตีเมืองมิเหมือนรบกลางแจ้ง รบกลางแจ้งเป็นที่ราบโล่งเตียน ข้าศึกมากเพียงใด บุกตะลุยเข้าไปก็ใช้ได้ ส่วนการตีเมืองนั้นต้องแหงนหน้าตีจากเบื้องล่าง โดยธรรมชาติก็เสียเปรียบอยู่แล้ว ยามปีนป่ายบันไดขึ้นกำแพง บันไดเมฆอาจถูกผลักล้ม อาจถูกลูกธนูข้าศึกยิง ครั้นปีนขึ้นถึงกำแพงแล้ว ก็ยังต้องเอาน้อยสู้มาก อีกทั้งบนกำแพงมีที่หลบหลีกเคลื่อนตัวมิมากนัก ง่ายที่จะตกเข้าสู่วงล้อมโจมตี แม้มีความกล้าหมื่นคนต้านมิอยู่ ยามข้าศึกพรั่งพรูเข้าฆ่าฟันมิรู้จบ ก็มิอาจทานทนได้ ฉะนั้นแม้ด้วยความกล้าหาญของเล่าเติ้ง เตียนอุย ตันเต้า สวี่จ้ง เจียงฉิน เหล่าแม่ทัพ ก็จนปัญญาเช่นกัน
รบมิเป็นผลติดต่อกันหลายวัน บรรยากาศในกระโจมจึงเงียบเหงาหดหู่ ฮองฮูสงถามติดต่อกันถึงสามครั้งว่า "เมืองซีหัวแข็งแกร่ง ทหารมาก ทั้งเผงทัว เล่าผี กงตู เหอหงี เหล่าโจรล้วนห้าวหาญ ทัพเราเข้าตีติด ๆ ก็ยากจะตีแตก ท่านทั้งหลายมีอุบายใดบ้าง" หามีผู้ใดตอบสักคำไม่
ฮองฮูสงจึงเอ่ยชื่อถาม เริ่มถามนายกองคนหนึ่งของห้ากองทัพเหนือ(6) ก่อน นายกองผู้นี้จะมีอุบายอันใดเล่า เขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ขมุบขมิบปากอยู่นานสองนาน ในที่สุดจึงกล่าวว่า "เท่าที่เห็นในเวลานี้ บางทีคงมีแต่อุบายเดียวที่พอทำได้" ฮองฮูสงถามว่า "อุบายอันใดเล่า" นายกองผู้นี้กล่าวว่า "ทัพเราอาจสร้างเชิงเทินล้อมยาว(7) ขึ้นนอกเมือง ล้อมเมืองไว้ รอจนในเมืองสิ้นเสบียง เราจึงค่อยเข้าตี"
จูฮีมิเห็นด้วย กล่าวว่า "เหล่าโจรกวาดปล้นทั่วยีหลำ เสบียงที่ได้มาเกินครึ่งล้วนอยู่ในเมืองซีหัว แม้ในเมืองมีพลโจรมาก แต่จะหวังให้พวกเขาสิ้นเสบียงในเวลาอันสั้นนั้นเป็นไปมิได้" นายกองผู้นี้กล่าวว่า "เช่นนั้นข้าก็จนปัญญาแล้ว"
ฮองฮูสงจึงหันมาถามซุนเจินว่า "ท่านมีอุบายใดบ้าง"
ซุนเจินก็มิมีอุบายเช่นกัน หลายวันมานี้เขาปรึกษาขบคิดกับซุนฮิวและซีจื้อไฉทุกวัน สิ่งที่คิดได้ก็ใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว สองทัพประจัญหน้ากัน โดยเฉพาะยามเข้าตีเมือง อุบายมิใช่จะสำเร็จได้ทุกประการ ในที่สุดแล้วกำลังที่แท้จริงจึงเป็นรากเหง้าตัดสินแพ้ชนะ ดังเช่นกองโพกผ้าเหลืองยีหลำในเมือง ราวกับเต่าหดหัว ไม่ว่าจะล่ออย่างไรก็มิยอมออกนอกเมือง เมื่อมิออกนอกเมืองก็มิอาจเอาชนะด้วยการรบกลางแจ้ง ได้แต่เข้าตีด้วยกำลัง และการตีเมืองด้วยกำลังนั้น วิธีที่ใช้กันบ่อยก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง คือรุมเกาะดั่งมด(8) ตีประตูเมือง ก่อเนินดินตีลงมา ตีด้วยไฟ ขุดอุโมงค์ เป็นต้น วิธีตีเมืองที่ใช้กันบ่อยเหล่านี้ฮองฮูสงล้วนลองมาหมดแล้ว ก็หาได้ผลสักวิธีไม่ ที่เหลืออยู่จึงมีเพียงวิธีเดียว คือดังที่นายกองผู้นั้นกล่าวเมื่อครู่ ก่อเชิงเทินล้อมยาวล้อมเมืองไว้ รอจนข้าศึกสิ้นเสบียง ครั้นพิเคราะห์ตำราศึกแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ศึกตีเมืองส่วนใหญ่ล้วนชนะด้วยวิธีนี้ ล้วนชนะด้วยการล้อมไว้รอจนข้าศึกสิ้นเสบียงทั้งสิ้น เมืองซีหัวยังมิใช่เมืองใหญ่ เมืองแกร่ง ส่วนเมืองใหญ่เมืองแกร่งบนชัยภูมิสำคัญบางแห่งนั้น ล้อมอยู่หลายเดือน กระทั่งครึ่งปี ปีกว่า ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไป
ซุนเจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "ทัพเราเข้าตีเมืองซีหัวติดต่อกันกว่าสิบวัน ทั้งวันทั้งคืนมิหยุดพัก พลทหารของเราล้วนอ่อนล้า พลโจรคิดว่าก็คงอ่อนล้าเช่นกัน ในยามนี้เมื่อมิอาจใช้อุบายเอาชนะได้ ก็เหลือแต่จะแข่งความทรหดอดทนกัน ผู้ใดทนได้จนวินาทีสุดท้ายผู้นั้นจึงเป็นผู้ชนะ" สิ่งที่เขากล่าวนี้เป็นความจริงแท้ ทว่าก็เป็นถ้อยคำที่หาประโยชน์มิได้เช่นกัน
ฮองฮูสงพยักหน้า กล่าวว่า "ที่ซือหม่าซุนกล่าวนั้นถูกต้องนัก" แล้วทอดสายตาไปรอบกระโจม ถามเหล่าแม่ทัพว่า "บัดนี้เราเหนื่อยล้า โจรก็เหนื่อยล้า ดังที่ซือหม่าซุนกล่าว ยามนี้เป็นเวลาที่ควรแข่งความทรหดกัน ท่านทั้งหลาย ผู้ใดยินดีนำทหารเข้าตีเมืองอีกครั้งหนึ่ง"
ผู้คนในกระโจมต่างเบิ่งตามองหน้ากัน มิมีผู้ใดรับคำ ตีเมืองมาสิบกว่าวัน ทหารฮั่นกองต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเข้าตีมาทั่วทุกกองแล้ว บางกองยังขึ้นไปมิใช่เพียงครั้งเดียว เช่นกองของซุนเจินเข้าร่วมตีเมืองมาห้าครั้งแล้ว ได้ประจักษ์ความห้าวหาญของพลรักษาเมืองมาแล้ว ทั้งล้วนเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า จึงมิมีผู้ใดประสงค์จะอาสาออกรบอีก ในกระโจมจึงตกอยู่ในความเงียบงัน ครั้นได้เห็นเช่นนี้ ฮองฮูสงและเตียวเขียมยังพอทำใจได้ ส่วนจูฮีนิสัยแข็งกร้าว ตบโต๊ะโกรธจัด กล่าวว่า "โจรกระจอกเพียงนี้ เทียบกับทัพหลวงของเรา ดุจก้อนกรวดเทียบภูเขาไท่ซาน แต่กลับทำให้ทัพใหญ่ของเราติดอยู่ใต้กำแพงเมืองถึงยี่สิบวัน น่าอัปยศโดยแท้ บัดนี้ท่านแม่ทัพฮองฮูถามหาผู้ออกรบ คนทั้งกระโจมหลายสิบนายกลับมิมีผู้ใดกล้ารับคำสักคนเดียว พวกท่านยังนับว่าเป็นลูกผู้ชายชาตรีอยู่อีกหรือ" เขาจับด้ามกระบี่ลุกขึ้นยืน โกรธว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้ข้าจะออกรบเองโดยตน"
พอเขาบันดาลโทสะเช่นนี้ ผู้คนในกระโจมต่างพากันหลีกที่กราบลง หวาดหวั่นมิกล้าเอ่ยวาจา
ซุนเจินคิดในใจว่า "ทหารฮั่นหลายหมื่น มิมีผู้ใดยินดีจะเข้าตีอีก มิแปลกที่จูฮีจะโกรธ เอาเถิด ข้าเข้าตีอีกสักครั้งก็แล้วกัน" กำลังจะเอ่ยวาจา พลันมีผู้หนึ่งนอกกระโจมเชิดหน้าจับด้ามกระบี่ สวมเกราะก้าวเข้ามาอย่างองอาจ ยืนอยู่เบื้องหลังเหล่าแม่ทัพที่กราบเรียงรายอยู่กับพื้น ร้องเสียงดังว่า "ข้ายินดีเข้าตี"
ผู้คนหมอบอยู่กับพื้น ต่างหันหน้ามองไปข้างหลัง ผู้นั้นกลับเป็นซุนเกี๊ยน
ซุนเกี๊ยนนับแต่บาดเจ็บคราวก่อน หลายวันมานี้พักรักษาบาดแผลอยู่ในค่ายตลอด จูฮีเห็นเขามาถึง ถามว่า "บุนไท้ บาดแผลของเจ้าเล่า" ซุนเกี๊ยนกล่าวว่า "ขอบพระคุณท่านแม่ทัพที่ห่วงใย บาดแผลของข้าน้อยหายดีแล้ว ท่านแม่ทัพเป็นผู้มีศักดิ์สูงค่าดุจทองพันชั่ง ไฉนจะเสี่ยงภัยเองได้ คราวก่อนข้าน้อยเข้าตีค่ายโจร ชั่วประมาทใจไปครู่หนึ่ง ถูกหัวหน้ากองโจรเล่าผีล้อมตี หากมิใช่ซือหม่าซุนช่วยไว้ เกรงว่าคงสิ้นชีพไปแล้ว นี่เป็นความอัปยศอดสูยิ่งนัก ข้าน้อยขอให้ท่านแม่ทัพทั้งสองอนุญาต ให้ข้าน้อยพรุ่งนี้นำพลอาสาในสังกัดเข้าตีเมือง หนึ่งเพื่อล้างความอัปยศของข้าน้อย สองเพื่อกวาดล้างพวกอันธพาลแก่ทัพหลวงของเรา"
ในทหารฮั่นผู้รบเก่งที่สุดมีอยู่สามคน คือซุนเกี๊ยน ซุนเจิน และฟู่เซี่ย ฟู่เซี่ยนั้นเป็นผู้สืบสายฟู่เจี้ยจื่อ(9) ขุนนางผู้มีชื่อเสียงแห่งฮั่นก่อน มีลักษณะคล้ายฟู่เจี้ยจื่ออยู่มาก ทั้งซื่อสัตย์ องอาจ กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ส่วนซุนเจินแม้จะนำหน้าพลทหารบุกตะลุยแนวข้าศึกเช่นเดียวกับซุนเกี๊ยน ทว่าเมื่อดูจากการรบทุกครั้งของเขา กลับเอนเอียงไปทางการใช้อุบายมากกว่า ในสามคนนี้ หากกล่าวถึงความกล้าหาญในการรบ ซุนเกี๊ยนเป็นที่หนึ่งโดยมิต้องสงสัย บัดนี้บาดแผลของเขาหายดี ทั้งมีปณิธานจะล้างความอัปยศ นี่แลคือ "รู้ความอัปยศแล้วจึงกล้า" หากอนุญาตตามคำขอของเขา เช่นนั้นยามตีเมืองเขาย่อมห้าวหาญยิ่งกว่าแต่ก่อนเป็นสิบเท่า ฮองฮูสงและจูฮีสบตากันครู่หนึ่ง ฮองฮูสงพยักหน้า จูฮีกล่าวว่า "ดี ก็ตามที่เจ้าขอ พรุ่งนี้ออกรบกับโจร ข้าจะตีกลองให้เจ้าด้วยตนเอง"
ครั้นเลิกประชุมศึก เหล่าแม่ทัพต่างกลับค่ายของตน เตรียมการรบในวันพรุ่ง
ซุนเจินส่งซุนเกี๊ยนกลับค่าย ระหว่างทางกล่าวว่า "หลายวันมานี้ประจัญรบกับพลโจร เข้าตีเมืองกว่าสิบวัน กองของข้าออกรบไปห้าครั้ง จึงมิใคร่ได้ไปยังค่ายของพี่ใหญ่ มาเยี่ยมเยือนพี่ใหญ่" เขาเหลือบดูร่างของซุนเกี๊ยน ซุนเกี๊ยนเป็นผู้ที่เขาช่วยกลับมา จึงรู้อาการบาดเจ็บของซุนเกี๊ยนดี เพิ่งสิบกว่าวันมานี้เอง บาดแผลหนักหนาเช่นนั้นเกรงว่ายังมิหายดีเลย จึงถามว่า "บาดแผลที่พี่ใหญ่ได้รับหายดีแล้วจริงหรือ"
ซุนเกี๊ยนกล่าวว่า "บาดแผลเล็กน้อย พักรักษามาสิบกว่าวัน กระดูกชักคันเสียแล้ว ก็ถึงคราวควรขยับเขยื้อนเส้นสายบ้าง"
ซุนเจินรู้ว่าเขาดุดันห้าวหาญ ทั้งมีปณิธานจะล้างความอัปยศ จะห้ามปรามก็ไร้ผล ขณะนั้นจึงเตือนเขาว่า "พลโจรเมืองซีหัวห้าวหาญดุดันโดยแท้ พี่ใหญ่ พรุ่งนี้ตีเมือง โปรดระมัดระวังให้จงหนัก" ซุนเกี๊ยนกล่าวว่า "น้องรักจงคอยดูข้าตีโจรแตกอยู่ใต้กำแพงเมืองก็แล้วกัน" ครั้นนึกถึงที่เกือบถูกเล่าผีล้อมฆ่าตาย เขาก็แค้นจนคันเขี้ยว นึกว่าตนนำทหารออกรบมาตั้งแต่อายุสิบเจ็ดสิบแปด ปราบกบฏท้องถิ่นมาหลายครั้ง เมื่อไรเคยเสียทีครั้งใหญ่เช่นนี้ เขาเหลียวมองเชิงเทินเมืองอันไกลโพ้นนอกค่าย กล่าวอย่างหนักแน่นเด็ดขาดว่า "พรุ่งนี้ ข้าต้องตีเมืองนี้ให้แตกจงได้"
…
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฮองฮูสง จูฮี เตียวเขียมตรวจพลออกค่าย ตั้งทัพเรียงรายนอกเมือง
ฮองฮูสงสั่งพลทหารห้าพันนายไปทำทีเข้าตีนอกกำแพงเมืองด้านตะวันออกและด้านใต้ก่อน เพื่อกระจายกำลังป้องกันในเมือง จากนั้นจึงสั่งพลทหารอีกห้าพันนายแบกบันไดเมฆ อาศัยพลโล่คุ้มกัน เข้าประชิดใต้กำแพงเมืองด้านตะวันตก ปีนกำแพงเข้าตี
ตะวันยามเช้าลอยกลางหาว เมฆทองทอแสงหมื่นลี้ เสียงกลองศึกครืนคราม ธงทัพปลิวสะบัด เผงทัวคุมการป้องกันกำแพงด้านตะวันตกด้วยตนเอง บัญชาการตั้งรับ พลรักษาเมืองระดมยิงธนูยิงหน้าไม้พร้อมกัน ลูกธนูก้อนหินถาโถมลงมา ซุนเจิน ฟู่เซี่ย เหล่าแม่ทัพที่คอยดูศึกอยู่แต่ไกลเห็นแต่พลฮั่นหลายพันเกาะกรูบนบันไดเมฆดั่งฝูงมด พยายามปีนป่ายขึ้น ครั้งคราวมีผู้ต้องลูกธนู ก้อนหิน น้ำเดือดของข้าศึก ร้องโหยหวนร่วงหล่นจากกลางอากาศ บางคราวมีพลฮั่นห้าวหาญตีขึ้นถึงเชิงเทิน ก็ถูกเล่าผีในเกราะหนักถือขวาน นำพลกล้าตายฟันข้างหน้าตัดข้างซ้าย สังหารตกลงไปทีละคน
ประจัญบานอยู่ราวครึ่งยาม พลฮั่นหลายพันมิมีผู้ใดปีนขึ้นถึงยอดกำแพงได้สักคน
ตะวันขึ้นสูง ใกล้เที่ยงวัน พลในกองซุนเกี๊ยนต่างอิ่มหนำกันแล้ว ฮองฮูสงเห็นว่าศึกบนกำแพงดุเดือดเข้าด้ายเข้าเข็มแล้ว จึงออกคำสั่งให้ซุนเกี๊ยนนำกองออกตี จูฮีขึ้นไปบนหอคอยตรวจการณ์(10) ตีกลองให้กำลังใจซุนเกี๊ยนด้วยตนเองดังที่ลั่นวาจาไว้เมื่อวานจริง
ท่ามกลางเสียงกลองอันคึกคัก ซุนเกี๊ยนสวมเกราะสองชั้น คาบดาบหนีบทวน นำโจเมา งอเก๋ง ฮันต๋ง เทียเภา เหล่าพลกล้าตายร้อยนาย วิ่งไปยังใต้กำแพงเมือง ปีนบันไดขึ้นไป บาดแผลของเขายังหายมิสนิท ทั้งยังสวมเกราะหนักสองชั้น แบกน้ำหนักมาก ทว่าซุนเจินมองไป เห็นเขาเคลื่อนตัวดั่งเสือดาวดุ ไปดั่งวานรว่องไว ฝ่าลูกธนูก้อนหินข้าศึก ปีนป่ายบันไดเมฆมิหยุดแม้ครึ่งก้าว ในชั่วพริบตาก็ทะลวงขึ้นไปได้เกือบครึ่งกำแพง พอดีขณะนั้น บันไดเมฆก็ถูกพลรักษาเมืองผลักล้มลง
ใจของซุนเจินหวิวลง มองเห็นเขาตกลงมาจากกลางอากาศตำตา พลอาสาในสังกัดเบื้องล่างพุ่งเข้ารับสุดชีวิต ประคองร่างเขาไว้ ซุนเจินคิดในใจว่า "บาดแผลของบุนไท้ยังมิหายดี ถูกข้าศึกผลักบันไดเมฆล้ม ตกลงมาจากกลางอากาศ แม้มีพลทหารรับไว้ ทว่าการตกครั้งนี้คงสะเทือนถึงบาดแผลของเขา มิรู้ว่าจะตีต่อได้อีกหรือมิได้" กำลังครุ่นคิดอยู่ ซุนเกี๊ยนก็ผุดลุกขึ้น ดาบที่เขาคาบไว้ในปากตอนตกลงมาหลุดหายไป คราวนี้เขาก็มิแยแสแล้ว หนีบทวนเหล็กพุ่งขึ้นบันไดเมฆอีกอันหนึ่ง
บันไดเมฆอันนี้โจเมากับเทียเภากำลังปีนอยู่ เขาวิ่งไม่กี่ก้าวก็ไล่ทันสองคน เหลียวดูงอเก๋ง ฮันต๋ง เหล่าพลกล้าตายบนบันไดเมฆอันใกล้เคียง มือหนึ่งคว้ายึดข้างบันได มือหนึ่งกวัดแกว่งทวน เบิกตาร้องลั่นว่า "ก่อนหน้าถูกโจรล้อม เกือบตายในเงื้อมมือโจร เป็นความอัปยศของลูกผู้ชาย บัดนี้เล่าผีอยู่บนกำแพง แก้แค้นชำระความเป็นวันนี้แล้ว วันนี้ ตีเมืองมิแตกสาบานว่ามิเลิกรา ยอมตายในสมรภูมิ มิยอมให้วีรชนทั่วแผ่นดินหัวเราะเยาะ"
โจเมา เทียเภา งอเก๋ง ฮันต๋ง เหล่านี้ได้รับแรงปลุกใจจากเขา ฝ่าลูกธนู ก้อนหิน น้ำมันเดือดของกองโพกผ้าเหลือง มิอาลัยชีวิต ปีนข้ามใบเสมาขึ้นกำแพง ซุนเกี๊ยนตามติดหลังโจเมาและเทียเภา เห็นว่าจวนจะก้าวขึ้นเชิงเทินตามไปด้วยอยู่แล้ว ลูกหน้าไม้นัดหนึ่งพุ่งเฉียงมาจากด้านข้าง ด้วยระยะใกล้ ทั้งยิงจากหน้าไม้ใหญ่สำหรับรักษาเมือง จึงทะลุเกราะนอกสองชั้นของเขา เจาะทะลวงต้นแขนซ้าย เลือดไหลโทรมกาย ด้วยแรงปะทะของหน้าไม้แข็ง เขาเซถลาบนบันไดเมฆ เกือบตกลงมาอีกครั้ง
บนหอคอยตรวจการณ์นอกเมือง ไม้กลองในมือจูฮีพลันชะงักลงโดยมิตั้งใจ ทหารฮั่นหลายหมื่นที่ตั้งแถวแหงนหน้าดูศึกอยู่ใต้กำแพงต่างเปล่งเสียงตกตะลึงพร้อมกัน ใจของซุนเจินหวิวลงอีกครั้ง กำด้ามดาบแน่นโดยมิรู้ตัว ซุนเกี๊ยนใช้มือซ้ายยึดบันไดเมฆแน่น ทรงตัวให้มั่น หนีบทวนไว้ใต้รักแร้ซ้าย ปล่อยมือขวาออกมา กำปลายลูกหน้าไม้ ร้องลั่นเสียงหนึ่ง กระชากลูกหน้าไม้ออก แล้วเหวี่ยงกลับขึ้นไป ถูกพลโพกผ้าเหลืองคนหนึ่งที่กำลังจู่ทวนเข้ามาจะแทงเขาพอดี พลคนนี้ถอยหลังสองก้าว ก้มมองลูกหน้าไม้ที่ปักอยู่บนอกตน แล้วทรุดลงกับพื้น
ทหารหลายหมื่นนอกเมืองต่างซาบซึ้งในความห้าวหาญของเขา พร้อมกันชูอาวุธกระทืบเท้าโห่ร้องลั่น คนมากเกินไป เสียงโห่ก็ระคนกัน แยกไม่ออกว่าร้องตะโกนสิ่งใดบ้าง ทว่าเสียงสะเทือนฟ้าดิน กึกก้องสนั่นหู เตียวเขียมมองไปไกลภายใต้ฟ้าครามเมฆขาว ซุนเกี๊ยนกระโจนขึ้นกำแพง ถือทวนสังหารอย่างห้าวหาญ ชั่วครู่เดียวก็ตีพลโพกผ้าเหลืองเจ็ดแปดคนที่รุมเข้ามาแตกพ่าย ชักทวนกลับมาในมือ ยืนตระหง่านอยู่ที่ช่องใบเสมา แสงตะวันยามเที่ยงสาดต้องกายเขา เกราะสะท้อนแสงประกายวับ สง่างามน่าเกรงขาม ดุจเทพยุทธ์จากสรวงสวรรค์ ผู้คนตกตะลึงดั่งเห็นเทพ แม้ฮองฮูสงผู้มีท่วงทีแม่ทัพอันสุขุมเยือกเย็น ก็ยังดูจนใจกระชุ่มกระชวยตื่นเต้น ฟู่เซี่ยกล่าวซ้ำ ๆ ว่า "ซือหม่าซุนกล้าหาญดุจเมิ่งเปินกับเซี่ยอวี้(11)" ซุนเจินรำพึงในใจว่า "พยัคฆ์ดุแห่งกังตั๋งโดยแท้"
พลรักษาเมืองบนกำแพงต่างหันมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก
ซุนเกี๊ยนสวมเกราะหนักสองชั้น ทั้งถือทวนชั้นดี มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นนายทหาร ฉะนั้นนับแต่เขาเข้าร่วมขบวนตีเมือง ก็เรียกความสนใจจากพลรักษาเมืองจำนวนมาก พวกเขาเห็นเขาตกลงมาจากกลางอากาศ แล้วเห็นเขาปีนป่ายขึ้นใหม่ แล้วเห็นเขากวัดแกว่งทวนปลุกใจไพร่พลกลางอากาศ แล้วเห็นเขาต้องลูกหน้าไม้ ดึงออกด้วยตนเอง มีผู้จำเขาได้ ร้องว่า "นี่แลคือซือหม่าฮั่นที่เมื่อสิบกว่าวันก่อนถูกพลกล้าเกือบพันนายในสังกัดท่านเล่าผีล้อมไว้ ทว่ายอมฆ่าตัวตายมิยอมให้จับ" วันนั้นทหารฮั่นรบกับเล่าผีนอกเมืองอย่างดุเดือด พลรักษาเมืองบนกำแพงต่างเฝ้าดูศึกกันถ้วนทั่ว จึงประทับใจในความกล้าและความไม่กลัวตายของซุนเกี๊ยนยิ่งนัก ครั้นได้ยินว่าเป็นเขา แล้วมองดูเขาในยามนี้ที่เลือดไหลโชกเต็มเกราะแต่ยังโห่ร้องรบพุ่งสุดกำลัง มิถอยแม้ครึ่งก้าว ในบัดดลก็มีพลรักษาเมืองขวัญแตก ร้องว่า "แม่ทัพผู้นี้มิอาลัยชีวิต พวกเราหลบเขาเถิด"
ซุนเกี๊ยนถอนลูกหน้าไม้แล้วเข้าประจัญข้าศึก ขวัญกำลังใจยิ่งฮึกเหิม เขายืนหยัดอยู่ที่ช่องใบเสมา คอยรับพลกล้าตายเบื้องล่างให้ขึ้นมา โจเมากับเทียเภาต่างนำพลหลายคนฟันฝ่าไปสองข้าง งอเก๋งกับฮันต๋งทยอยทะลวงขึ้นกำแพง อาศัยความกล้าของซุนเกี๊ยน ทหารฮั่นจึงตั้งหลักมั่นบนเชิงเทินได้
โอกาสมิอาจปล่อยให้สูญไป ฮองฮูสงรีบออกคำสั่ง ให้ซุนเจิน ฟู่เซี่ย เหล่าแม่ทัพนำกำลังในสังกัดติดตามขึ้นไป ตันเต้าใจร้อนจะแก้แค้น พุ่งนำหน้าสุดในกองของซุนเจิน ด้วยมีซุนเกี๊ยนคุมอยู่บนเชิงเทิน คราวนี้พวกเขาจึงขึ้นกำแพงได้โดยสะดวก
ครั้นฟันฝ่าขึ้นถึงเชิงเทิน ตันเต้ากวาดตาเหลียวมองรอบด้าน ค้นหาเล่าผี กลับเห็นซุนเกี๊ยนละจากช่องใบเสมาไปแล้ว ม้าเดียวทวนเดียวสังหารพลรักษาเมืองสองหมู่แตกกระจาย มุ่งตรงเข้าหาเล่าผี ตันเต้าร้องออกมาโดยมิทันยั้งปากว่า "ซือหม่าซุน โจรผู้นี้ปล่อยให้ข้ามาฆ่าเอง" บนกำแพงรบพุ่งชุลมุนเป็นกลุ่มก้อน ซุนเกี๊ยนจะได้ยินเสียงร้องของเขาที่ไหน ถึงได้ยินก็เถิด เขามีปณิธานจะล้างความอัปยศ ย่อมมิยกเล่าผีให้แก่ตันเต้า
ทหารฮั่นยิ่งฟันฝ่าขึ้นกำแพงมากขึ้นทุกที เตียนอุย เล่าเติ้ง สวี่จ้ง เจียงฉิน เหล่าแม่ทัพในสังกัดซุนเจิน ตลอดจนพลกล้าในสังกัดฟู่เซี่ย ต่างทยอยปีนป่ายขึ้นกำแพงจากบันไดเมฆสิบกว่าอันที่กระจายอยู่ใต้กำแพง ล้วนเป็นพลกล้าดุจเสือสาง พลรักษาเมืองรบติดต่อกันหลายวัน ดังที่ซุนเจินคาดไว้ก็อ่อนล้ามาแต่ก่อนแล้ว ต้านทานมิอยู่ ถอยร่นเป็นลำดับ
เล่าผีเห็นท่าไม่ดี ลากขวานจะหนี ประจันหน้าเข้ากับผู้หนึ่ง ผู้นั้นร้องว่า "เล่าผี จำข้าได้หรือไม่"
เล่าผีเบิกตามองดู เห็นผู้นี้สวมเกราะดำถือทวน องอาจผิดสามัญ ตั้งแต่ทหารฮั่นเข้าตีค่ายเมื่อหลายวันก่อนจวบจนทหารฮั่นเข้าตีเมืองเมื่อหลายวันมานี้ เขาประจันหน้ากับผู้นี้มาหลายครั้ง ไฉนจะจำมิได้ ทั้งสองข้างผู้นี้ยังมีพลกล้าสวมเกราะอีกสี่ห้านาย ในยามพ่ายแพ้ปั่นป่วนเช่นนี้ เขามิมีใจจะรบ แสร้งฟันลวงทีหนึ่ง หมายจะวิ่งหนีไปทางด้านข้าง หางตาเหลือบเห็นพลเกราะร่างเล็กถือดาบผู้หนึ่งโผออกมาจากด้านหลังผู้นี้ สองก้าวก็ไล่ทันเขา เขาตวาดลั่น ออกแรงฟันขวานเข้าใส่ ผู้นี้กิริยาว่องไวยิ่งนัก กระโจนหลบอย่างฉับไว แล้วทะยานเข้าประชิด ดาบหวนโฉ่วเหล็กหลอมร้อยครั้ง(12) แทงออกไป ทะลวงเข้าร่างเขาตามรอยต่อเกราะ
เล่าผีร้องด้วยความเจ็บปวด จ้องมองผู้ที่อยู่เบื้องหน้า กล่าวว่า "เจ้า เจ้า…" พร้อมกับเลือดพุ่งทะลัก กำลังวังชาหมดสิ้น เขาค่อย ๆ ทรุดลงนั่ง ซุนเกี๊ยนกับตันเต้าฟันฝ่ามาถึงตามลำดับ ซุนเกี๊ยนจ้วงทวนแทงออกไป ตันเต้าฟาดดาบยาวหมุนตัดลง คนหนึ่งแทงเข้าใต้สีข้างเขา อีกคนหนึ่งตัดศีรษะเขาขาด ผู้ถือทวนสวมเกราะดำที่สกัดเล่าผีไว้ก่อนนั้นคือซุนเจิน ส่วนผู้ที่แทงเล่าผีล้มด้วยดาบเล่มหนึ่งกลับเป็นสวี่จ้ง
## เชิงอรรถ
(1) พลม้าสามฮ่อ (ซานเหอฉีซื่อ) — พลทหารม้าชั้นเลิศของทัพฮั่นที่เกณฑ์จากสามแคว้นลุ่มน้ำ คือฮ่อลาย เหอหนาน และฮ่อตั๋ง รวมเรียก "สามฮ่อ"
(2) รถเหวี่ยงหิน (โถวสือเชอ) — รถใช้เหวี่ยงก้อนหินโจมตีกำแพงเมือง
(3) รถกระทุ้งกำแพง (กงเฉิงเชอ) — รถสำหรับกระทุ้งทลายประตูหรือกำแพงเมือง
(4) บันไดเมฆ (หยุนทรี) — บันไดสูงสำหรับปีนป่ายกำแพงเมือง อุปกรณ์โจมตีเมืองชนิดหนึ่ง
(5) พลง้างหน้าไม้ (เจวี๋ยจางสื่อ) — พลทหารที่ใช้เท้าง้างคันหน้าไม้แรงสูงเพื่อยิง
(6) ห้ากองทัพเหนือ (เป่ยจวินอู่เซี่ยว) — ทหารห้ากองแห่งทัพเหนือของราชสำนักฮั่น แต่ละกองมีนายกองหนึ่ง ราชสำนักระดมมาปราบกบฏโพกผ้าเหลือง
(7) เชิงเทินล้อมยาว (ฉางเหล่ย) — กำแพงหรือเชิงเทินดินที่ก่อล้อมเมือง เพื่อตัดเสบียงให้ข้าศึกอดอยาก
(8) รุมเกาะดั่งมด (อี่ฟู่) — กลศึกปีนกำแพงด้วยพลจำนวนมากเกาะกรูขึ้นไปดั่งฝูงมดตอม
(9) ฟู่เจี้ยจื่อ — ขุนนางผู้มีชื่อเสียงยุคฮั่นตะวันตก เป็นบรรพชนของฟู่เซี่ย
(10) หอคอยตรวจการณ์ (หวั่งโหลว) — หอสูงสำหรับสังเกตการณ์ในศึกล้อมเมือง
(11) เมิ่งเปินกับเซี่ยอวี้ — สองยอดผู้แข็งแรงกล้าหาญในตำนานยุคโบราณ ยกขึ้นเปรียบความห้าวหาญเหนือสามัญ
(12) ดาบหวนโฉ่วเหล็กหลอมร้อยครั้ง — ดาบด้ามปลายเป็นห่วงกลม ตีจากเหล็กที่หลอมตีซ้ำร้อยครั้งให้เหนียวคม