นอกเมืองอิ่งเถา ค่ายใหญ่ของกองทัพพันธมิตรจางหนิวเจี่ยวและฉู่เฟยเยี่ยน -- --
รอบสอง
——
กระโจมแม่ทัพมีหัวหน้ากองร้อยทั้งหลายนับสิบคนมาชุมนุมกัน
ผู้คนล้อมเป็นวง เว้นที่ว่างตรงกลางไว้ บนเสื่อผืนหนึ่งมีศพนอนอยู่
ศพนี้คือจางหนิวเจี่ยวผู้ล่วงลับ
จางหนิวเจี่ยวอายุสี่สิบกว่า หนวดเครารุงรัง หน้าแดงก่ำ ร่างกายกำยำ แม้สิ้นชีพแล้วก็ยังให้ความรู้สึกสง่างามน่าเกรงขาม
เบื้องหัวเสื่อมีผู้หนึ่งคุกเข่าหมอบคำนับอยู่ อายุราวยี่สิบแปดเก้า หน้าดำ หนวดสั้นเหนือริมฝีปาก ล่ำสันบึกบึน ถึงจะคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้นก็ยังราวกับเจดีย์เหล็กครึ่งท่อน ผู้คนนั้นคือฉู่เฟยเยี่ยน
ฉู่เฟยเยี่ยนรู้จักกับจางหนิวเจี่ยวมาหลายปีแล้ว จางหนิวเจี่ยวคือยอดยุทธ์แห่งกิจิ๋ว ฉู่เฟยเยี่ยนปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงรุ่นน้องต่อรุ่นพี่เสมอมา การก่อการครั้งนี้ของจางหนิวเจี่ยวก็ถูกเขาโน้มน้าวชักชวน คาดไม่ถึงว่ายังไม่ทันกรีธาทัพก็สิ้นชีพก่อน เพิ่งเริ่มก่อการได้ไม่ถึงเดือนจางหนิวเจี่ยวก็เสียชีวิตในสนามรบ
ฉู่เฟยเยี่ยนซบกายกับพื้นร่ำไห้อย่างน่าเวทนา
“ท่านแม่ทัพฉู่โปรดระงับความเศร้าด้วยเถิด ท่านแม่ทัพจางสิ้นแล้ว ร้องไห้ไปอีกก็ไร้ประโยชน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ข้าเห็นว่าควรเร่งกำหนดการถอยหรือรุกของกองทัพพวกเราโดยเร็ว”
ผู้พูดมีรูปร่างไม่สูงนัก แต่เสียงกลับดังมาก เขาชื่อหลี่จง เป็นหัวหน้าโจรภูเขาแห่งฉางซานจวิ้น มีสมัครพรรคพวกใต้บังคับหนึ่งถึงสองพันคน ถูกฉู่เฟยเยี่ยนปราบปรามเข้าสู่ใต้บังคับบัญชาตั้งแต่เนิ่นนาน ได้ฉายาว่า “เหลยกง” เพราะเสียงอันดังกังวาลของตน
“ท่านแม่ทัพฉู่ ก่อนสิ้นใจท่านแม่ทัพจางมีคำสั่งให้พวกเรายกท่านเป็นแม่ทัพแห่งกองกำลังทั้งหมดของเรา บัดนี้ภายในมีเมืองอิ่งเถาที่ยังตีไม่แตก ภายนอกมีสวินกงคอยจับตาดุจพยัคฆ์ และทัพทั้งสามสูญเสียแม่ทัพ ขวัญกำลังใจก็ปั่นป่วน เป็นผลร้ายต่อพวกเรายิ่งนัก สถานการณ์ตอนนี้ พวกเราจะเดินหน้าต่อหรือถอย ขอท่านโปรดสั่งการเถิด”
