ปฐมยาม
——
ยามนั้นเป็นต้นเดือนสี่ เข้าสู่ต้นฤดูร้อนโดยไม่รู้ตัว
อากาศเดือนสี่ มิหนาวทั้งมิร้อนนัก ริมฝั่งแม่น้ำ สายลมยามค่ำพัดแผ่วเบา สดชื่นยิ่งนัก ลมนำพาเอากลิ่นคาวละอองน้ำและกลิ่นหอมดอกไม้จากทุ่งไกล
ค่ำคืนหอมบุปผา ช่างเป็นห้วงอารมณ์แห่งกวี หากแต่ในยามนี้หาใช่เรื่องดีไม่ ในยามปกติธรรมดา ลมเดือนสี่ควรนำพากลิ่นหอมของรวงข้าว แต่เพราะชู่เฟยเยี่ยนและจางหนิวเจี่ยวยกทัพ ทุ่งนาจึงรกร้าง วัชพืชและดอกไม้ป่าขึ้นรกเรี้ยว
เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีก่อน เตียวก๊กก่อการ ครั้นถึงเดือนสามฤดูใบไม้ผลิปีนี้ จางหนิวเจี่ยวและชู่เฟยเยี่ยนก็ก่อการอีก ราษฎรเมืองกิจิ๋วล้วนทุกข์ทนกับภัยสงคราม
ซุนฮิวขี่ม้าอยู่ด้านหลังของซุนเจิน พลางรอเหล่าทหารกองกลางและกองหลังออกจากค่ายจัดแถว พลางทอดตามองทุ่งกว้างนอกค่าย “ปีก่อนไม่ได้เก็บเกี่ยวเลย ปีนี้เดือนสองเพิ่งหว่านข้าวสาลี เดือนสามจางหนิวเจี่ยวและชู่เฟยเยี่ยนก็ก่อการ ต้นกล้าข้าวสาลียังไม่เติบใหญ่ก็ถูกทิ้งร้าง... เกรงว่าปีนี้คงเป็นปียากไร้อีกครั้ง”
“แคว้นปั๋วไห่และแคว้นอื่นทางตะวันออกของมณฑลได้ยินว่าไม่มีกองโจรใหญ่ก่อความวุ่นวาย อย่างน้อยที่นั่นก็พอจะเก็บเกี่ยวได้บ้าง ดีกว่าปีที่แล้วมากนัก”
“ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด” ซุนฮิวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขับขานบทเพลงพื้นเมืองของกิจิ๋วที่ไม่รู้ผู้แต่งว่า “‘ใต้หล้าอลหม่าน เมืองกลับกลายเป็นซาก แม่ปกป้องลูกมิได้ ภรรยาสูญเสียสามี อาศัยได้ฮองฮูสง จึงกลับมาอยู่เย็นเป็นสุข’”
บทเพลงนี้ปรากฏขึ้นเมื่อปีก่อนหลังจากฮองฮูสงทูลขอให้ราชสำนักลดหย่อนภาษีกิจิ๋ว เมื่อปรากฏแล้วก็แพร่สะพัดไปทั่วอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าชายหญิงชราเด็ก แทบทุกผู้คนต่างขับขาน ได้ยินกันทั่วทุกหนแห่งในกิจิ๋ว
สวี่จี้ผู้ไม่ค่อยพูดเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินซุนฮิวขับขานบทเพลง ดวงตาเป็นประกาย พูดด้วยใจว่า “ท่านแม่ทัพฮองฮูสงเพรียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ รักราษฎรดั่งบุตร ปีที่แล้วกิจิ๋วได้ท่านเป็นเจ้ามณฑล นับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่ง”
“ใช่แล้ว หากแม่ทัพฮองฮูสงยังอยู่ในกิจิ๋ว จางหนิวเจี่ยวและชู่เฟยเยี่ยนก็ไม่กล้าก่อความวุ่นวายเป็นแน่”
